Sanook.commenu

ค้นหา ตรวจหวย ข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ คลาสสิฟายด์ ริงโทน เกมส์ ดูทั้งหมด »

หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: พระเฉลิมผู้ก่อตั้งวัดสามแยกยังต้องหนีพระเกษม!!  (อ่าน 2818 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 3 ต.ค. 11, 17:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 


พระเทพวรลังการ์ เจ้าคณะอุดรฯไม่ขัดข้องมติในที่ประชุมสงฆ์ภาค 4 ฝ่ายธรรมยุต จังหวัดอุดรธานี ให้พระเกษมฯลาสิกขาบทภายใน3 วัน นับตั้งแต่วันที่30 กันยายนที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 2 ต.ค.   ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี กรณีพระเกษม อาจิณณสีโล เจ้าสำนักสงฆ์วัดป่าสามแยก อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ที่สร้างพฤติกรรมแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมต่อสมณสารูป พร้อมทั้งเผยแพร่ภาพลงเว็บไซต์ยูทูป www.youtube.com จนมีหลายฝ่ายวิจารณ์ว่าสร้างความเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนานั้นจนมีมติในที่ประชุมสงฆ์ภาค 4 ฝ่ายธรรมยุต จังหวัดอุดรธานี ให้พระเกษมฯลาสิกขาบทภายใน3 วัน โดยมีหนังสือแจ้งคำสั่งส่งไปยังสำนักสงฆ์วัดป่าสามแยกให้พระเกษมฯปฏิบัติตามหากยังขืนดื้อดึง ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง นับตั้งแต่วันที่30 กันยายนที่ผ่านมา ทางคณะสงฆ์ภาค 4 ฝ่ายธรรมยุต จะดำเนินการตามพระธรรมวินัยที่"พระพุทธองค์"ทรงให้พระสงฆ์เป็นผู้เผยแพร่ พระพุทธศาสนา ปฏิบัติกันมากว่า 2,500 ปี


เวลา 14.30 น. วันที่ 3ตุลาคม ซึ่งจะครบกำหนดเวลาที่ทางคณะสงฆ์ภาค 4 ฝ่ายธรรมยุตส่งหนังสือคำสั่งให้พระเกษมฯลาสิกขาบทนั้น ผู้สื่อข่าวได้เข้านมัสการขอพบ “พระเทพวรลังการ์หรือท่านเจ้าคุณ สิงห์” เจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี ภายในกุฏิเจ้าคณะจังหวัดวัดโพธิสมภรณ์ พระอารามหลวง ฝ่ายธรรมยุต เขตเทศบาลนครอุดรธานี และ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ทางคณะสงฆ์ ในจังหวัดอุดรธานีไม่ขัดข้องประการใด ที่ทางคณะสงฆ์ภาค 4 และคณะสงฆ์ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ทำหนังสือส่งให้พระเกษมฯลาสิกขาบทภายใน3 วัน หลังจากมีมติในที่ประชุม ซึ่งพระเกษมฯและสำนักสงฆ์ดังกล่าวอยู่ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ พระเถระชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัด นั้นมีอำนาจดำเนินการกับพระสงฆ์ที่ประพฤติผิดพระธรรมวินัยหรือเห็นสมควรจะ ดำเนินการอย่างไรกับพระสงฆ์ที่ปฏิบัติตนมิชอบหรือทำผิดต่อพระธรรมวินัย ถึงแม้ว่าพระเกษมฯจะอุปสมบถ(บวช)ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีก็ตาม
 
ในความคิดส่วนตัวของอาตมา ไม่ขอวิจารณ์อะไรในตัวพระเกษม ให้เป็นไปตามกฎของพระธรรมวินัยที่ยึดปฎิบัติตั้งแต่สมัยพุทธกาล

“อาตมารู้เพียงว่า หลวงตาเหลิม ลูกศิษย์หลวงตาบัว ผู้ปฏิบัติชอบใน พระธรรมวินัยของสงฆ์ ยังอยู่ร่วมจำพรรษาในวัดดังกล่าวกับพระเกษมฯไม่ได้ซ้ำท่านยังหนีออกจาก สำนักสงฆ์วัดป่าสามแยก ซึ่งท่านเป็นผู้ก่อตั้งวัดและจำพรรษามาก่อนตั้งแต่ในวัดมีศาลาเพียงหลังเดียว เพราะทนต่อพฤติกรรมของพระเกษมไม่ได้หลวงพ่ออินถวาย สันตุสสโก เจ้าอาวาสวัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานีหนึ่งในศิษย์ของหลวงตาพระมหาบัว ท่านรู้เรื่องนี้ดี” เจ้าคณะจังหวัดอุดรธานีกล่าวในที่สุด

http://www.thairath.co.th/content/region/206183


-----------------

หลวงปู่เหลิม ธมมธโร อดีตเจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ป่าสามแยก กล่าวว่า การกระทำที่พระเกษมได้กระทำการนั้น รู้สึกมีความเสียใจเป็นครั้งสองแล้วก่อนอาตมาจะออกจากสำนักฆ์ป่าสามแยก ได้มอบงานและมอบหน้าที่ให้ดูแลสำนักสงฆ์และป่าอย่าไปก้าวร้าวและกระทำการใดๆ ในเบื้องต้นพระเกษมก็รับปาก

          หลังจากมาทราบว่าได้ปฏิบัติการครั้งที่สองมีความเสียใจ เพราะในอดีตที่มาผ่านมานั้น อาตมาเองนี้แหละที่ยกโทษให้เพราะเห็นว่าพระเกษมนั้นเป็นศิษย์เดียวกัน เพราะหลวงตามหาบัว เป็นผู้แนะนำทางสอนเมื่อต้นปี 2537 เห็นพระเกษมจำพรรษาอย่ที่วัดยางทองแล้วเกิดความสงสารจึงได้อนุมัติ

          เมื่อพระเกษมมาขออยู่ด้วยเพื่อช่วยกันดูแลผืนป่าที่ทางสำนักสงฆ์สามแยกได้ทำ การปลูกป่าที่ได้ มาจากฝ่ายสงฆ์วัดบ้านตาดและได้รับการสนับสนุนจาก มูลนิธิชัยพัฒนาโดย พระเทพได้เสด็จมามอบเงินจำนวนสองล้านห้าแสนบาท เพื่อซื้อที่ดินจากชาวบ้าน เพื่อป้องกันการรุกป่า แต่ปีนั้นหลังจากพระเกษมมาจำพรรษาอยู่ได้ไม่นานได้มีการแผลงฤทธิ์และด่าทอหลวง ตามหาบัว ทั้งที่เป็นอาจารย์ และทางคณะสงฆ์วัดบ้านตาดได้เรียกประชุมพระผู้ใหญ่ ผลมติให้พระเกษมออกจากวัดไป แต่อาตมาได้ขอร้องให้พระเกษมแก้ตัวและขอขมาต่อหลวงตามหาบัว

          เพราะในช่วงนั้นสงสารหากขับออกก็อย่ในระหว่างกลางพรรษา และข้อสำคัญ พระเกษมก็มีโยมแม่ติดตามมาด้วยจึงอภัยให้ และเมื่อต้นปี 2548 อาตามเองก็ได้กลับคืนสู่สำนักสงฆ์ภูแปก อ.วังสะพุง อ.วังสะพุง จ. เลย เพราะญาติโยมมานิมนต์กลับสำนักเดิมเพื่อไปจำพรรษาที่สำนักสงฆ์ภูแปกและได้ มอบหมายให้พระเกษมเป็นผู้ดูแลสำนักป่าสามแยกแทน

          และหลังจากนั้นก็ห่างเหินไม่ได้มาที่สำนักสงฆ์ป่าสามแยกอีกและต่อมาทราบข่าวการกระทำของพระเกษม ก็มีความรู้สึกว่ามีความเสียใจเป็นอย่างมาก และจะบอกกล่าวพระเกษมนั้นคงยากจึงปล่อย

แต่ยอมรับว่าเสียใจที่พระเกษมทำอะไรลงไปและไม่สามารถที่จะบอกเตือนได้แล้ว หลวงปู่เหลิม กล่าว


คมชัดลึกออนไลน์





คมชัดลึกออนไลน์


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 4 ต.ค. 11, 01:12 น โดย akecity » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 3 ต.ค. 11, 21:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมฟังจากปากพระเกษมว่า ว่าถ้าพระเถระมีมติให้ลาสิกขาบท จริง พระเกามพูดว่า จะตั้งเป็นศาสนาพุทธ"นิกายใหม่"ก็รอดูว่าจะยังไง

ผมเดาเอาว่า พระเกษมฯไม่กล่าวลาแน่ ฟังจากการมีวาทะของพระเกษมฯ เป็นพระซึ่งเรียนตรงตามพระไตรปิฎก แม่นมาก สามารถจำหน้าหนังสือได้  เรียกว่าแตกฉานในพระไตรปิฎก

ผมว่าพระรับเงินมีเงินส่วนตัวมากๆ  พระขี่รถเบนซ์ พระมีเมีย มีกิ๊ก มีคู่ขา อาจจะต้องสะเทือนคราวนี้แหละ....

ตามหลักศาสนาแล้ว พระจะเอาเงินคนที่ทำบุญ เป็นของตนเองไม่ได้ ที่มีได้มีพระในประเทศไทยประเทศเดียว ที่ทำได้

//ช.ผาสุข(คนไทยแท้)คนเคยอยู่กับวัด q*073 q*073 q*073 q*073
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 3 ต.ค. 11, 22:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พระรับเงิน ก็อาบัติปาจิตตีย์ครับ

ส่วนพระเกษม มีเพียบครับลุงแมน

จ้องเพ่งความผิดผู้อื่น แต่ไม่พิจารณาความผิดตัวเอง

พระเกษมอาบัติซ้ำซาก แต่ไม่ยอมแก้ไข ใครเตือนก็ไม่ฟัง เพราะบอกว่าตัวเองไม่อาบัติสักข้อ!!

ตอบโต้คืนด้วยความโกรธ

เรื่องพระรับเงินนั้น พูดรวมๆไม่ได้ครับ ต้องแยกแยะ

เช่นพระมีบัญชีธนาคาร ก็ต้องใช้เป็นชื่อบัญชีวัด หรือบัญชีร่วมกับไวยาวัจกร ก็เป็นชื่อเพื่อเบิกถอนในกิจของสงฆ์ของวัด  พอมรณภาพไปก็กลายเป็นของสงฆ์

แบบนี้จะเรียกว่า มีเงินส่วนตัวก็ไม่น่าจะถูกต้องครับ  แต่ถ้าใช้ชื่อพระเอง ก็ผิด แต่ต้องเป็นรายๆไป อย่าเหมารวม

เดี๋ยวนี้พระเดินทางก็ต้องใช้เงินนะครับ

มันขึ้นอยู่กับเจตนาว่า ทำไปเพื่อกิจของสงฆ์หรือส่วนตัวครับ


หรืออย่างพระนั่งรถเบนซ์ ก็เพราะโยมถวายพาหนะประณีตให้ท่าน

ถ้าท่านไปยึดติดว่าเป็นของส่วนตัวก็ผิด แต่ถ้าเป็นของวัด ก็ไม่ผิดครับ

เราต้องแยกแยะเป็นเรื่องๆไป





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 3 ต.ค. 11, 22:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เรื่องนี้เท่าที่ผมจำได้ ผมเคยคอมเม้นท์ไปครั้งนึง แค่สั้นๆ

ที่ลุงแมนได้กล่าวชมว่า แตกฉานในพระไตรปิฎก ผมก็ขอชมเชยด้วยครับ

แต่สิ่งที่ขาดไป หรือกระทำไป โดยไม่ยั้งคิด คือ ต้องอยู่ในอาการสำรวม สงบ นิ่ง

 รัก โลภ โกรธ หลง  ต้องละเลิกไป เมื่อเลือกแล้ว ที่จะอยู่ในสมนะเพศครับ

 q*021 q*021 q*021



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 4 ต.ค. 11, 01:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมเจอคห.ใน พันทิปห้องศาสนา บางคห. กล่าวได้สะใจ แต่จริงมากๆคือ ความเห็นของ คุณchohokun ตามนี้

V

V

มี"คุณเษม"อยู่ พระพุทธศาสนาก็ไม่ได้เจริญขึ้นหรอกครับ  ตัวเองทำได้แค่ิวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นว่าคนนั้นคนนู้นไม่ดี ขณะที่ตัวเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าใครเขาเลย

จะสละสมณเพศหรือไม่สละก็เหมือนกัน สำหรับผม "คุณเษม" ไม่ใช่พระมานานแล้ว

ที่จขกท.คิดว่าพระทุศีลจะถูกคุณเษมเตะผ่าหมากนั่นเป็นความคิดของจขกท. เพราะโดยแท้จริงแล้ว พวกพระทุศีล ไม่เคยสนใจอะไรคุณเษมเลย พระพวกนั้นประพฤติชั่ว ผิดพระธรรมวินัย ที่พระตถาคตเจ้าตรัสแสดงไว้ดีแล้ว  ยังไม่รู้สึกรู้สาอะไร  แล้วการกระทำของคุณเษม จะทำให้พวกนั้นสำนึกได้อย่างไร

พูดง่ายๆก็คือว่า การกระทำคุณเษม  ไม่ใช่แค่ช่วยแก้ปัญหาพระพุทธศาสนาในเมืองไทย "ไม่ได้" แต่กลับทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลงไปอีก

ที่พระมหาเถระท่านบอกกล่าวแบบนั้น ก็เพราะต้องการให้คุณเษมประพฤติตัวให้ถูกตรงตามพระธรรมวินัย และเมื่อไม่กระทำตามคำตักเตือนนั้น ท่านก็เลยขอให้สละสมณเพศ  การสละก็ไม่ได้หมายความว่าคุณเษมต้องอาบัติปาราชิก (แต่จริงๆจะต้องปาราชิกหรือไม่ ตัวคุณเษมเท่านั้นที่รู้ตัวเองอยู่) ถ้าคุณเษมไม่ได้ปาราชิก ก็สามารถกลับมาบวชใหม่ได้ 

ความจริงถ้าคุณเษมเป็นฆราวาส ก็คงทำได้ดีกว่านี้เป็นแน่ เนื่องจากว่าฆราวาสสามารถทำอะไรก็ได้ที่ต่างจากพระสงฆ์ คุณเษมจะเรียกร้องพระสงฆ์ในเมืองไทยขอให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ก็ได้ เพราะตนเองอยู่ในฐานะผู้อุปถัมภ์ แต่ในเมื่อคุณเษมอยู่ในฐานะบรรพชิต สิ่งที่ควรกระทำก็คือ  ประกาศพระธรรมวินัยที่ถูกต้อง ด้วยความประพฤติที่ถูกต้อง   การทำความประพฤติหยาบช้าเสียหาย แล้วมาบอกว่าตนเองต้องประกาศพระธรรมวิัันัยที่ถูกต้องนั้น ไม่สมเหตุสมผลเอามากๆ

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y11139170/Y11139170.html


 q*071 q*071 q*071




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 4 ต.ค. 11, 01:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
มีอีกคห.นึงที่พันทิปศาสนา ที่เปรียบเทียบนายเกษมเหมือนผู้ก่อการร้ายภาคใต้

คห.ของคุณกรุงธน ตามนี้

V


V

ผมเองก็เชื่อว่าไม่มีรัฐบาลไหนที่มันไม่โกง
ก็ทำนองเดียวกันกับข้อกล่าวหาของพระเกษมต่อคณะสงฆ์ไทยว่า
ทำผิดพระธรรมวินัยถ้าจะจับผิดพระสงฆ์เวลานี้
ผมว่าจะรอดได้สักกี่องค์ที่ไม่อาบัติตามข้ออ้างของท่านเกษม
ท่านโพธิรักษ์ได้เคยทำมาก่อนแล้ว
จะว่าไปข้อกล่าวหาของท่านเกษมกล่าวเมื่อไรก็ถูกทุกทีนั้นแหล่ะ
แต่ถามว่าสิ่งที่ท่านเกษม โจรก่อการร้ายและทหารกบฏเหล่านั้น
มันนำวิธีที่รุนแรงมาใช้แล้วทั้งพระศาสนาและประเทศชาติได้อะไร
มันเป็นการช่วยหรือเป็นการซ้ำเติมให้เหตุการณ์มันแย่ลงไปอีก

ผมมองท่านเกษมไม่ต่างอะไรกับกลุ่มก่อการร้ายและทหารกบฏ
ที่อาศัยความอ่อนแอของสังคมสงฆ์มาสร้างจุดเด่นให้กับตนเองเพื่อประโยชน์ของตนเอง

โดยท่านเกษมจะอ้างตนเองว่าเคร่งก่วาทำถูกต้องพระธรรมวินัยมากก่วาสงฆ์ทั่วไป
ดังนั้นท่านเกษมจึงไม่ควรมีความผิด
เพราะวิธีสอนแบบรุ่นแรงของท่านมีคุณมากก่วาโทษ??
ทหารกบฏยึดอำนาจรัฐเพื่อปราบคนโกงก็ไม่ผิด??
โจรก่อการร้ายเป็นเพียงผู้หลงผิดเพราะถูกอำนาจรัฐข่มเหงก็ไม่ผิด??

ถ้าผู้สนับสนุนพระเกษมยังมองว่าท่านมีคุณมากก่วาโทษ
และวิธีเผยแพร่ศาสนาของท่านในรูปแบบที่ขาดสมณะสารูปนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น
ก็ไม่แปลกอะไรเลยที่แนวร่วมของกลุ่มก่อการร้ายและแนวร่วมของกลุ่มทหารกบฏ
ยังคงเห็นว่าความรุ่นแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
k542
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 4 ต.ค. 11, 01:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
วันนี้ไม่ขออ่านเรื่องนายพระเกษม

ยอมรับว่า อิ่ม(แต่อ่านจบแล้วนะ) q*069
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 4 ต.ค. 11, 03:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ต่อมา คือความเห็นของ คุณชาติสยาม จากเว็บลานธรรมจักร

V


V


ที่ว่า "ถูก" ต้องตามพระไตรปิฏก มันมี 2 ลักษณะ
1. ถูกตามพยัญชนะ
2. ถูกตามอรรถ

ปัญหาคือ คนเราแต่ละสติปัญญาไม่เท่ากัน จะเข้าใจไปอย่างไรก็ตามแต่สติปัญญา อย่างเช่นเว็บไซต์นี้มีคนมาถกเถียงกันวุ่นวาย ก็พระไตรปิฏกอันเดียวกันทั้งนั้น

ก็เพราะความเข้าใจที่ไม่เท่ากันนั่นแหละ ทำให้เกิดนิกาย เกิดความแตกแยกขึ้นมา

สิ่งเดียวที่พิสูจน์ธรรมได้ ก็คือการปฏิบัติ
จึงจะทราบว่าความรู้ที่ฟังมานั้นเป็นจริงอย่างตำราว่าหรือเปล่า

ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็น "สวากขตธรรม" เป็นธรรมะที่ทรง"ตรัสไว้ดีแล้ว"

ตรัสไว้ดีแล้วหมายความว่า ตรัสไว้ดี เพอเฟ็ค
เพอเฟ็คยังไง คือสมบูรณ์ไปทั้งวิธีพูด ทั้งความหมาย สมบูรณ์ไปด้วย ศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา

พระเกษมเป็นสาวกของพระองค์ รับปฏิบัติเป็นผู้สืบทอดธรรมะของพระองค์
ถามว่า "พูดด้วยศีล" เป็นอย่างไร คงไม่ต้องพูดต่ออีก ขันติ ทมะ โสรัจจะ หาไม่มี

มาดูพระไตรปิฏก เอามาจากเว็บของพระเกษมเอง

http://www.samyaek.com/tripidok/book16/251_300.htm
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 281
..... คำว่า ขนฺติ ได้แก่อธิวาสนขันติ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้
"บรรดาธรรมเหล่านั้น ขันติ คืออะไร คือ ความอด ความทน ความกลั้น ความไม่เดือดดาล ความไม่หุนหันพลันแล่น ความใจเย็น แห่งจิต ". คำว่า โสรจฺจ

ได้แก่ความเสงี่ยม ที่ท่านกล่าวไว้อยู่ไว้อย่างนี้ว่า
"บรรดาธรรมเหล่านั้น โสรัจจะ คืออะไร คือ ความไม่ล่วงล้นออกมาทางกาย ความไม่ล่วงล้นออกมาทางวาจา ความไม่ล่วงล้นออกมาทางกายและวาจา , นี้เรียกว่า โสรัจจะ, แม้ศีลสังวร



พระไตรปิฏกที่ผมยกมานี้ เมื่อนึกถึงการกระทำของพระเกษม อย่างนี้ จะเรียกว่าท่านเข้าใจพระไตรปิฏกถูกต้องได้อย่างไร ท่านไม่เข้าใจ แล้วท่านจะมารักษาพระไตรปิฏกได้อย่างไร

จะว่าไป เรื่องที่ท่านพยามรักษา ทำการรณรงค์ก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องผิวเผินของปุถุชนวิสัย เป็นเรื่องพิธีกรรม เป็นเรื่องประเพณีนิยม เป็นเรื่องกระพี้แทบทั้งหมด สิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าเมื่อยังอยู่ก็ไม่ได้สนใจมากนัก หนำซ้ำบางอย่างยังอนุโลมด้วย เพราะพระพุทธเจ้าท่านเข้าใจผู้ฟัง เป้นโลกวิทู รู้ปริสัญญุตา(รู้จักการวางตัวในสังคม) รู้ปุคคลัญญุตา (เข้าใจคนแต่ละคน รู้วิธีปฏิบัติต่อบุคคล)


ถ้าพระพุทธรูปไม่มีอะไร เป็นแค่หินแค่ดิน เป็นอนัตตาอย่างว่า พระพุทธรูปก็คงมีค่าเท่าความว่างเปล่า เท่าอากาศธาตุ

มีใครในที่นี่เกลียดอากาศบ้าง?? มีใครโกรธความว่างเปล่าบ้าง?
... ก็มีพระเกษมคนเดียว

ถ้าไม่มี ไม่ยึด แล้วพยามทำลาย "อะไร" อยู่

ที่ต้องทำลายอะไรบางอย่าง ก็เพราะยึดถือบางอย่างนั่นแหละ
ถึงมีอัตภาพขึ้นมา แล้วก็เกลียดอัตภาพนั้น





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
k542
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 4 ต.ค. 11, 03:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เห็นแว๊บๆ ว่าจอมืด...

ขอโทษ แค่เห็นว่าเครียดไป(รึเปล่า?) q*025
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 4 ต.ค. 11, 03:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คุณk ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ หน้าที่พุทธบริษัทต้องปกป้องครับ q*020

อย่างกรณีบุกรุกป่าสงวน หากผิด ก็ต้อง ปาราชิก เช่นกัน เพราะเหมือนขโมยทรัพย์เกิน1บาทแล้ว

ลองไปดูคลิปนี้นะครับ

จะเห็นว่า วัดสามแยกที่นายเกษมยึดมาจากพระเหลิมผู้ก่อตั้ง

ได้ ก่อสร้างอาคารมากมาย ขัดระเบียบ กรมป่าไม้

http://news.thaipbs.or.th/video/มีมติให้เจ้าอาวาสวัดสามแยก-จเพชรบูรณ์-สละสมณเพศ

เมื่อก่อนคลิปแบบนี้เอามาสนุกได้ แต่ตอนนี้ทำไมจอดำไม่รู้
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
k542
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 4 ต.ค. 11, 04:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างกว่า60แห่งกระจายโดยรอบ...โหหหห

อย่างนี้ไม่ใช่วัดแล้ว เขาเรียกเป็นอาณาจักรรึเปล่าท่าน

เป็นการอนุรักษ์ป่าหรือนี่ ใช้พื้นที่ปลูกสร้างอาคาร ต้องตัดต้นไม้ไปกี่ต้น?

แล้วตอนนี้นายพระเกษมได้สึกไปหรือยังคะ?

เหนื่อยแทน... q*069

                         ----





(Good night)

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 4 ต.ค. 11, 11:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คำสอน เป็นสิ่ง ที่เรารับรู้ได้...แต่เอาไปตีความ ไม่เหมือนกัน ยังงั้นซินะครับ ... q*039
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 4 ต.ค. 11, 22:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สึกเถอะเสมเอ้ย.........................
ไม่มีใครเอาผิดได้ดอก เพราะยังไม่ผิดปาราชิก 4 อย่างโจ่งแจ้ง............. แต่แค่โลกะวัชชะ
คือ ความเหมาะสม ควรหรือไม่ควร หากเป็นผู้เจริญก็ลาออกจากบรรพชิตได้แล้ว อย่าให้เสียชื่อนามสุกุลลูกหลานที่เขาร่วมใช้ด้วยเลย..........
ท่านยังเต็มไปด้วย ..ตัวกู...ของกู.... อยู่ไปก็อายฆราวาสเขาที่ถือสิลห้าสิลแปด สมณะคือ ผุ้ที่เป็นเนื้อนาบุญที่โยมเขาทำบุญได้สุจริตใจ........ ท่านเองก็มีสหายทางธรรมเยอะ สุปฏิปันโณที่เขาเป็นตัวอย่างที่พอเปรีบยเทียบกันได้มีเยอะแยะ
ท่านตัดสินใจเองดีกว่า...... ถ้าเป็นลูกผ้ชาย........................
แหงนหน้าไม่ฟ้า ก้มลงมาไม่อายดิน..................
แต่ท่านชอบแหงนหน้า ในสามก๊กมีแม่ทัพคนหนึ่งชอบแหงนหน้าเหมือนกันก็ถูกลูกสิษย์ของขงเบ้ง เอาง้าวสับคอขาด
การลืมตัวเป็นกิเลสที่ละเอียดทีสุด
เป็นสันดานฝ่ายอวิชชาที่ตกตะกอนอยู่ลึก
กำจัด และดีลีทออกได้ยากมากที่สุด
พระพุทธองค์ท่าน จึงจัดเป็นอกุศลจิตไว้ชั้นในที่สุด
มันคือมิจฉาทิฏฐิก็พาหลงไป ทำผิดท่นโท่กคิดว่าทำถูก ทำเองเออเอง!
แต่ถ้ามาโต้แบบกฏหมายมันก็ เอาแบบสีข้างเข้าถูไม่ปรากฏหลักฐานทำผิดอย่างชัดแจ้งเหมือนต้องขึ้นศาลทางโลกียชนเขา
 
นอกจาก ต้วผู้เจริญต้องฮิ่นตองเอาเอง ทำให้เถระผู้ใหญ่ที่ต้องการเป็นอริยสงฆ์ก็ไม่ค่อยอยากยุ่งด้วย เพราะจิตจะตกและเพาะกรรมใหม่เพิ่มเข้าไปให้ตนเองอีก

แต่เราดูเธอแล้ว พุทธบริษัทเขาสมเพท ..........ร้อยละ 89........
หรืออีกทางหนึ่งไปหากินทางตลกน่าจะรุ่งกว่าอยูในสมณเพศ เพราะมันมัวหมอง จิตใจและศีลมันพร่องไปมากแล้ว ทะลุแล้ว วิธีปลงอาบัติ ก็คงไม่ต้องแล้วละ่ เพราะเว้าไม่เป้นแล้วมั้ง.........บุญใคร กรรมมัน...น้อ...

สิ่งที่เป็นสัจจธรรม คือ เหตุต้น ผลกรรม......
จิตท่านไม่ว่างจริงๆ หรือ หาเรื่องเป็นข่าวได้เสมอๆ
สวรรค์ก็อยู่ในอก นรกก็อยู่ในใจ
สุขหรือทุกข์  ก็รู้ที่ใจ รู้ด้วยใจ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 5 ต.ค. 11, 02:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สึกเถอะเสมเอ้ย.........................
ไม่มีใครเอาผิดได้ดอก เพราะยังไม่ผิดปาราชิก 4 อย่างโจ่งแจ้ง............. แต่แค่โลกะวัชชะ
คือ ความเหมาะสม ควรหรือไม่ควร หากเป็นผู้เจริญก็ลาออกจากบรรพชิตได้แล้ว อย่าให้เสียชื่อนามสุกุลลูกหลานที่เขาร่วมใช้ด้วยเลย..........
ท่านยังเต็มไปด้วย ..ตัวกู...ของกู.... อยู่ไปก็อายฆราวาสเขาที่ถือสิลห้าสิลแปด สมณะคือ ผุ้ที่เป็นเนื้อนาบุญที่โยมเขาทำบุญได้สุจริตใจ........ ท่านเองก็มีสหายทางธรรมเยอะ สุปฏิปันโณที่เขาเป็นตัวอย่างที่พอเปรีบยเทียบกันได้มีเยอะแยะ
ท่านตัดสินใจเองดีกว่า...... ถ้าเป็นลูกผ้ชาย........................
แหงนหน้าไม่ฟ้า ก้มลงมาไม่อายดิน..................
แต่ท่านชอบแหงนหน้า ในสามก๊กมีแม่ทัพคนหนึ่งชอบแหงนหน้าเหมือนกันก็ถูกลูกสิษย์ของขงเบ้ง เอาง้าวสับคอขาด
การลืมตัวเป็นกิเลสที่ละเอียดทีสุด
เป็นสันดานฝ่ายอวิชชาที่ตกตะกอนอยู่ลึก
กำจัด และดีลีทออกได้ยากมากที่สุด
พระพุทธองค์ท่าน จึงจัดเป็นอกุศลจิตไว้ชั้นในที่สุด
มันคือมิจฉาทิฏฐิก็พาหลงไป ทำผิดท่นโท่กคิดว่าทำถูก ทำเองเออเอง!
แต่ถ้ามาโต้แบบกฏหมายมันก็ เอาแบบสีข้างเข้าถูไม่ปรากฏหลักฐานทำผิดอย่างชัดแจ้งเหมือนต้องขึ้นศาลทางโลกียชนเขา
 
นอกจาก ต้วผู้เจริญต้องฮิ่นตองเอาเอง ทำให้เถระผู้ใหญ่ที่ต้องการเป็นอริยสงฆ์ก็ไม่ค่อยอยากยุ่งด้วย เพราะจิตจะตกและเพาะกรรมใหม่เพิ่มเข้าไปให้ตนเองอีก

แต่เราดูเธอแล้ว พุทธบริษัทเขาสมเพท ..........ร้อยละ 89........
หรืออีกทางหนึ่งไปหากินทางตลกน่าจะรุ่งกว่าอยูในสมณเพศ เพราะมันมัวหมอง จิตใจและศีลมันพร่องไปมากแล้ว ทะลุแล้ว วิธีปลงอาบัติ ก็คงไม่ต้องแล้วละ่ เพราะเว้าไม่เป้นแล้วมั้ง.........บุญใคร กรรมมัน...น้อ...

สิ่งที่เป็นสัจจธรรม คือ เหตุต้น ผลกรรม......
จิตท่านไม่ว่างจริงๆ หรือ หาเรื่องเป็นข่าวได้เสมอๆ
สวรรค์ก็อยู่ในอก นรกก็อยู่ในใจ
สุขหรือทุกข์  ก็รู้ที่ใจ รู้ด้วยใจ

ด่าได้ดี!! q*071 q*071

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ปัญญา
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 7 ต.ค. 11, 16:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สักวันหนึ่ง เค้าจะเข้าใจผลของกรรม
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ลองคิดแย้งท่านพระเกษม
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 1 พ.ย. 11, 23:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมคนหนึ่งที่ไม่เหนด้วย ของท่านพระเกษม   เรื่องพระพุทธรุป ไม่ไห้ยึดติด 1.   ผมมีคำถามว่า มีพระองไหนสอนไห้ยึดติดพระพุทธรุปครับ มีแต่สอนไห้กราบไหว้ เพื่อละลึกถึงพระพุทธองค์   และคุณเรือ่งที่ว่าพุทธรูปเปนทองเหลือง ไม่ไช่พระพุทธเจ้า ผมว่าเด็กเกิดไหม่มันก้น่าจะรู้  ไม่มีไครคิดว่าพุทธรูปเปนพระพุทธเจ้าหรอกครับ ที่กราบไหว้เพราะเปนสัญลักษ์ รปเหมือนของท่าน  ที่เราสมมุติเพื่อไห้คนได้เหนชัดทางตา และเปนจุดที่ไห้ละลึกได้ง่าย  เพราะทุกครั้ง ที่กราบลง ถ้ามีจุดหรือสัญลักษน่าจะทำไห้เรากำหนดไดง่ายกว่า กราบไปในทิศทางที่ควรกว่า  ผมเคยดูพระเกษมท่านว่าไว้ในยูทูปว่า   ถ้ากราบโดยไม่มีพระพุทธรูปเลยจะถึงกว่าไหม คือถึงพระพุทธเจ้าไวกว่าไหมท่านว่า  เพราะไม่ติดในพระพุทธรูป มันตรงไปเลย       แต่ข้อนี้ผมมาวิเคราะแล้วเหนว่าท่านคิดฉลาดแต่ไม่เฉลียว  คือเหมือนจะถุกแต่ไม่ถูก ผมจะถามท่านพระเกษมว่า  ถ้ากราบลงโดยไม่มีพระพุทธรูปเลย ท่านเอาอะไรมาเปนเกณว่า ถึงพระพุทธเจ้าได้กว่าเพราะไม่ไปติดอะไรมันตรงไปเลยตามที่ท่านว่า ผมดูโยมที่มากราบพระในวัดท่านที่เหนในยูทูป กราบลงไปก้ติดเสาศาลา  กราบลงไปก้ติดผนัง ศาลา หรือไม่ก็็ทะลุออกป่าเลย แล้วเอาอะไรมาเปนเกณว่าถึง  ถ้าท่านจะแย้งว่า  ถึงเพราะนึกเอา  ผมไม่เชื่อว่าจะถึงเพราะนึกเอา เพราะบางทีกราบพระยังเห็นหน้าลูกหน้าเมียบางทียังคิดถึงงานทีทำค้างไว้เลย  เพราะฉนั้นจะมาว่ากราบลงโดยไม่มีพระพุทธรูปจะถึงไวได้ยังไง  เพราะความคิดของเรามันไว
ไม่รู้มันปรุงอะไรตอนกราบ   นี่คือข้อที่ผมได้คิด    ยกตัวอย่างว่า เช่นโทรศัพมือถือ ทำไมมือถือที่คนไช้กัน ทำไมมันยิงสัณยาณตรงไม่ได้ ทำไมมันยังอาศัย ดาวเทียมเปนตัวยิงส่งและยิงรับ หนำซ้ำแต่ละพื้นที่ ยังต้องมีสถานีเพื่อรองรับสัรญาณแล้วส่งต่ออีก   ผมมาคิดก้ไม่ต่างอะไรกับเราทำไมต้องมีพระพุทธรูป  เพือ่เปนสื่อเปนสัญญลักษ เพื่อไห้เรากราบลงและตรงทิศที่พระพุทธรูปตั้งอยู่  เพราะมันง่ายกว่าเราจะไปกำหนดว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่ได  อยู่ทางไดนั่นเอง  ฉนั้นการมีพระพุทธรูปผมว่าจำเปนอยู่นะ เพราะทำไห้เราละลึกได้ง่ายกว่าเพราะเหนได้ด้วยตา  และกำหนดทิศทางได้ เหมือนโทรศัพ ยังต้องอาศัยดาวเทียมยิงส่งสัณญาณ ไห้ถึง ทั้งรับทั้งส่ง  ผมว่าก้เหมือนเรากราบพระพุทธรูปถึงแม้เรารู้ว่าเปนสิ่งสมมุตแต่ก็ง่ายในการละลึกกว่าการที่เราคิดเอาเพราะ ไม่มีไครเหนพระพุทธเจ้า แม้คิดเอาหรือละลึกถึงท่านเราก็ยังไม่แน่ใจว่าถึงไหม เพราะไม่มีไครสามารถบอกได้ว่าทุกครั้งที่เรานึกถึงพระพุทะเจ้าแล้วถึงท่นจริงไหม  แต่คุณการยึดติดน่ะผมว่าไม่มีไครยึดติดหรอก  ท่านพระเกษมอย่าไปกลัวว่าคนจะยึดติดเลยครับ   เพราะวันหนึ่งๆๆมีไครคิดถึงพระพุทธรุปกันไหมทั้งวันที่ตื่นและหลับ  มีแต่ว่าวันหนึ่งๆใจมันจะปรุงไปเรื่องของโลกมากกว่า  ฉนั้นการที่ท่านจะกลัวญาติโยมติดน่ะ  ท่านไมใม่ต้องกลัวหรอกครับ  เพราะคนจะนึกถึงท่านก็ตอนกราบส่วนมาก
นอกนั้นก้ลืมกันแล้ว  ฉนั้นผมคิดว่าเหมือนท่านจะพูดถูกแต่ไม่ถูก เรียกว่าฉลาดแต่ไม่เฉลียว  ผมจึงไม่เห็นด้วย                                         2.   ถ้าหากพระพุทธรูป ไม่มีความหมายหรือประโยชในด้านจิตใจจริง  ทำไมพระอรหันต์เจ้าทั้งหลายในอดีต  ที่เปนพระอรหันต์ จริง นับแต่หลังพุทธกาลห้าร้อยปีมา คงไม่ตำกว่าล้านองค์ แล้ว  ทำไมท่านเหล่านั้นจึงคิดไม่เปน คิดไม่ออกเลยหรือ ว่าควรห้ามคนท้ังหลายกราบไว้ และห้ามการสร้างรุปเหมือนคือพุทธรุป พูดตรงๆก็คือ  มีแต่ท่านพะรเกษมองเดียวหรือที่คิดเป็นคิดออก  ตรงน้แหล่ะที่ผมพิจารณาดูแล้วเจอเหตผลข้อนี้ ผมเลยไม่เชื่อท่านเกษมข้อนี้ไม่เหนด้วยอย่างหนัก เพราะพระอรหันต์ อย่างหลวงปู่เสาร  ปู่มั่น ท่านคงเจอก่อนแล้วหรือพระอรหันต็ก่อนหน้านั้น ท่านคงค้นเจอเหตผลข้อนี้กันแล้วและคงห้ามไปแล้ว  เพราะท่านเหล่านั้นมีทั้งปํญญาและญาณ  พอที่จะกำหนดรู้ได้ว่าควรห้ามและควรทำลาย คงไม่มาถึงสมองท่านพระเกษม หรอก  ท่านเหล่านั้นคงห้ามมาก่อนแล้ว
หรืออรหันทั้งหลายนั้นท่านโง่กว่าท่านพระเกษม  ผมอยากไห้ชาวพุทธและ ลูกศิษ ท่านพระเกษมคิดพิจารราข้อนี้ดูครับ                             3.    การวางการละมันมี ภายนอกภายใน  ภายในนี่พระเณร ผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ท่านก้รู้ดีครับ ท่านคงไม่เถรตรงเหมือนท่านพระเกษม  ภายในคือเหนตามความเปนจริง ทั้งรุปหยาบ  รูปละเอียด  เหนตามไตรลักษ แล้วปล่อยวางหมดแล้วด้านภานใน  หรือจะเรียกว่าหลุดพ้นทั้งหมด นี่หมายถึงคำสอนสูงสุดคือพระนิพพาน  แต่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
แต่นะครับ  ภายนอกคือพิธีกรรมทั้งหลาย วัตถุทั้งหลายที่เคยกราบเคยเคารพ ท่านก้ไม่ทิ้ง  ท่านยังทรงไว้  ทั้งๆๆที่ท่านปล่อยหมดแล้วภายนอกภายในไม่ติดทั้งบุญและบาป  แต่ท่านยังทรงไว้ข้อวัตรทั้งหลาย และพระพุทธรูปพระประธานท่านก้กราบเหมือนเดิม  แต่ภายในท่านเข้าใจหมดแล้ว    ฉนั้นผูปฏิบัติผมว่าเข้าใจเรื่องนี้ได้ดี  ถึงท่านพระเกษมไม่มาบอกท่านเหล่านั้นก้เเเเเเข้าใจแล้วว่า อันไหนสมมุต อันไหนเปนธรรมแท้   ฉนั้นความเหนของท่านพระเกษมผมว่ายังไม่แยบคาย    ถ้าเปนผมผมจะสอยไห้คยรู้จักว่าพระพุทะรุปเปนของสมมุติเพื่อไห้เรากราบไหว้ละลึกถึงท่าน  แต่ผมก้จะกราบเหมือนเดิม เพราความเข้าใจ ภายนอก และวัตถุทั้งหลาย  แต่ภายในเราต้องทำไห้รู้แจ้งจริงๆอันนั้นเปนส่วนภายใน
ด้วยเหตนี้ผมคิดว่าพระอรหันเจ้าทั้งหลายล้านๆๆองที่ผ่านมาหลายพันปี   ท่านจึงไม่คิดเหมือนท่านพระเกษม  เพราะ  ท่านยแกภายนอกและภายในออกนั้นเอง                                                                     4 .  ถ้าพระอาจารย์ เกษม ไม่ไช่พระอริยะบุคลลเลย แล้วมาสอนแบบนี้ เราจะเชื่อท่านได้หรือ แต่ครูบาอาจารที่ท่านกราบพระพุทธรุป  เรามั่นใจแล้วว่า ท่านเหล่านั้นเปนพระอรหันแล้ว เผาแล้วอัฏฐิท่านกลายเปนพระธาตุ  แต่ท่านอรหันต์เหล่านั้น ทำไมไม่คิดทำลายพระพุทธรูป มิหนำซ้ำยังไห้ความเคารพอีก มากกว่าตอนเป็นปุถุชนด้วยซ้ำ ท่านพระอาจารมั่น ถึงกลับ ไม่กล้าเหยียบเศษกระดาบที่มีตัวหังสือ เพราะสิ่งเหล่านี้เปนที่จารึกคำสอนพระพุทธเจ้าได้ ท่านไม่ก้าวข้ามเลย หรือว่า  ความเหนหลวงปูมั่นผิด  ความเหนของพระอาจารเกษมถูก    แต่ผมเชื่อหลวงปูมั่นและครูบาอาจารทั้งหลาย   ร้อยเปอเซน  แต่ไม่เชือ่ท่านอาจารเกษม เพราะผมไม่แน่ใจว่าท่านเปนพระอริยะ หรือเป็นปุถุชนอยู่  ฉนั้นผมจะกราบพระพุทะรุปอยู่ และผมก้จะรอดุว่า  ท่านพระเกษม ตายแล้ว อัฏฐิจะเปนพระธาตุไหม ถ้าไม่เปนล่ะ   เราทั้งหลายยังจะเชื่อท่านพระเกษม แล้วไปทำลายหรือดูถุกพระพุทธรูปหรือ   และถ้าคำสอนนี้ยังผิด     แล้วอย่างอื่นท่านว่าจะถูกหรือ อยากไห้ท่านทั้งหลายเอาไปพิจราด้วย  โดยพิจารณาว่า  1 ทำไมพระอรหันทั้งหลายในอดีตจึงไม่มีไครคิดทำลายพระพุทธรูป และไห้เลิกกราบไหว้  2  เราจะเชื่อท่านพระเกษม  หรือจะเชื่อพระอรหันทั้งหลายในอดีต  ซึ่งเปนผู้หลุดพ้นจริงๆๆ ตามหลักฐานคืออัฏฐิเปนพระธาตุ   แต่ท่านพระเกษมเราไม่แน่ใจว่าเปนปุถุชนหรืออริยะ ซึ่งเราไม่แน่ใจเลย เราจะเชือไคร  ฝากไห้ท่านทั้งหลายถ้าพิจารราแล้ว  เหนถุกต้อง ไห้ช่วยเผยแพร่ความเหนของผมด้วย และขออภัยถ้ามีการพิมที่ผิดพลาดขาดไปด้วย     ศิษพระป่า
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  พระเกษม พระ หนี วัดสามแยก เฉลิม 

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 200 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
         
ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้