Sanook.commenu

ค้นหา ตรวจหวย ข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ คลาสสิฟายด์ ริงโทน เกมส์ ดูทั้งหมด »

หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: รมต.การคลัง แถลงผลการดำเนินการในรอบ 1 ปี ตามนโยบายของรัฐบาล  (อ่าน 75 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 10 ก.ย. 12, 16:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ร่วมกันแถลงผลการดำเนินงานของกระทรวงการคลังตามนโยบายของรัฐบาล ในรอบ 1 ปี โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
 
 
 
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยได้เผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจในหลายด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เกิดจากปัญหาหนี้สาธารณะของยูโรโซน และผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงและอัตราเงินเฟ้อเริ่มปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังจึงมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจดังกล่าว 4 นโยบายหลัก ดังนี้
 
 
 
1. นโยบายแก้ไขปัญหาอุทกภัย เพื่อบรรเทา เยียวยา และป้องกันอุทกภัยในอนาคตโดยในระยะสั้น กระทรวงการคลังได้ขยายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินดำเนินมาตรการช่วยเหลือทางการเงินผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ มาตรการช่วยเหลือด้านภาษี รวมทั้งจัดตั้งกองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติ และในระยะปานกลางถึงยาว กระทรวงการคลังได้สนับสนุนการลงทุนเพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ 350,000 ล้านบาท
 
 
 
2. นโยบายลดรายจ่ายเพื่อบรรเทาภาระของประชาชนจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ด้วยโครงการพักหนี้เกษตรกรรายย่อยและผู้มีรายได้น้อย การลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล การต่ออายุมาตรการค่าครองชีพ และบัตรเครดิตพลังงาน
 
 
 
3. นโยบายเพิ่มรายได้ เพื่อเสริมสร้างกำลังซื้อและความเป็นอยู่ของประชาชน ด้วยการปรับเพิ่มขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน และโครงการขึ้นเงินเดือนข้าราชการที่จบปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท/เดือน และโครงการจำนำข้าวของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
 
 
 
4. นโยบายขยายโอกาส เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประชาชน ผู้ประกอบการ และประเทศ ด้วยการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 23 ในปี 2555 และร้อยละ 20 ในปี 2556 โครงการรถคันแรก โครงการบ้านหลังแรก และกองทุนตั้งตัวได้
 
 
 
การดำเนินงานตาม 4 นโยบายดังกล่าว ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อปรับลดลงตามลำดับทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลสามารถรักษาวินัยทางการคลังภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลัง และสามารถสร้างกลไกการบริหารจัดการหนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินได้อย่างชัดเจน
 
 
 
ในส่วนของกรมจัดเก็บและรัฐวิสาหกิจ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สามารถดำเนินนโยบายของรัฐบาลได้เป็นอย่างดีโดยในส่วนของการกระตุ้นการบริโภคของภาคเอกชน ซึ่งข้อมูลล่าสุด โครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรที่ได้อนุมัติแล้วทั้งสิ้น 844,347 ราย มียอดเงินใช้จ่ายผ่านบัตรทั้งสิ้น 621 ล้านบาท การคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ร้อยละ 7 เป็นส่วนสำคัญที่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภคภาคเอกชน โครงการพักหนี้ลูกหนี้ที่มีหนี้ค้างชำระ โครงการพักหนี้ลูกหนี้ที่มีภาระปกติ  และโครงการรถคันแรกมีผู้ขอใช้สิทธิ์ 169,861 คัน คิดเป็นยอดขอคืนเงินภาษีจำนวน 12,191 ล้านบาท ในส่วนของการกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน กระทรวงการคลังปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 23 ในปี 2555 และร้อยละ 20 ในปี 2556 เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนและรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
 
 
 
การดูแลอัตราเงินเฟ้อ กระทรวงการคลังได้ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่ 0.005 บาท/ลิตร ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชนและภาคธุรกิจในช่วงปีที่ผ่านมากว่า 108,000 ล้านบาท และในส่วนของการส่งเสริมการแข่งขันเสรี กระทรวงการคลังได้ดำเนินโครงการจัดตั้งการให้บริการระบบเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (National Single Window) เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าระหว่างประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเสร็จสมบูรณ์ปลายปี 2556 และจะสามารถเชื่อมโยงระบบกับประเทศอาเซียนอื่นๆ ได้ในปี 2557
 
 
 
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้ดำเนินโครงการ “รวมแรงไทย รักษ์น้ำใส ไหลทุกคูคลอง” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนในการดูแลคูคลองของตนเอง และโครงการ “รัฐบาลพบประชาชนทุนเพื่อคุณภาพชีวิต” เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนและผลประโยชน์จากนโยบายของรัฐ
 
 
 
ทางด้านของกรมบัญชีกลาง นอกจากการแก้ไขปัญหาอุทกภัยด้วยการขยายวงเงินทดรองราชการ ในส่วนของนโยบายเพิ่มรายได้เพื่อกระตุ้นการบริโภคและส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชน โดยปรับค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐระดับปริญญาตรี 15,000 บาท และต่ำกว่าปริญญาตรี 9,000 บาทแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เพื่อเป็นการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิต และส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม ในส่วนของกรมธนารักษ์ ได้มีโอกาสมหามงคลที่สำคัญถึง 3 วาระ ซึ่งกระทรวงการคลังโดยกรมธนารักษ์ได้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2555 เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555 และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวิชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 28 กรกฎาคม 2555 เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและจัดจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไปเพื่อมีไว้เป็นที่ระลึก
 
 
 
นอกจากนี้ กรมธนารักษ์ได้นำที่ราชพัสดุที่ไม่ได้มีการใช้ประโยชน์ให้ผู้มีรายได้น้อยเช่าเพื่ออยู่อาศัยและทำกิน ตามโครงการรัฐเอื้อราษฎร์ ซึ่งปีที่ผ่านมาสามารถจัดให้เช่าจำนวนกว่า 6,200 ราย และมีการนำที่ราชพัสดุไปสนับสนุนด้านพลังงานของประเทศ ด้วยการให้เกษตรกรเช่าทำการเกษตรและปลูกพืชทดแทน
 
 
 
พร้อมกันนี้ นายกิตติรัตน์ฯ กล่าวว่าถึง นโยบายในระยะต่อไป เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านการสร้างมูลค่า การปรับสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจในประเทศและภูมิภาค กระทรวงการคลังได้วางเป้าหมายยุทธศาสตร์ 3 ประการ ได้แก่ 1. การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม 2. การสนับสนุนศักยภาพและเพิ่มความสามารถการแข่งขัน  3. การรักษาความยั่งยืนทางการคลัง
 
 
 
นอกจากนี้ ในส่วนของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทยจำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยล่าสุดสถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development: IMD) จัดอันดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย อยู่ลำดับที่ 49 จาก 59 ประเทศ และเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (World Economic Forum: WEF) ได้จัดอันดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย อยู่ลำดับที่ 46 จาก 144 ประเทศ พร้อมกันนี้ กระทรวงการคลังมีนโยบายที่จะออก พ.ร.บ.เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งครอบคลุมการขนส่งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ พลังงาน การสื่อสาร และสาธารณูปการด้วย


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  นโยบายของรัฐบาล การคลัง รมต. 

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 200 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
         
ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้