ข่าว ดูดวง เกมส์ เพลงใหม่ หวย รถมือสอง ผลบอล ดูทีวีออนไลน์

หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: นิกายในพระพุทธศาสนา  (อ่าน 3226 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 13:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
นิกายในพระพุทธศาสนา


ในปัจจุบันที่เลย กึ่งพุทธกาลมาแล้วนี้นั้น ชนชาวพุทธโดยกฏหมายบางท่าน อาจจะสับสนหรือแยกแยะไม่ออกกันแล้วว่า ไหนคือแนวทางแห่งพุทธ แนวทางแห่งพราหมณ์ ซ้ำเลยหนักไปถึงไม่ทราบว่า พุทธที่เป็นพุทธแบบแท้จริง แบบดั่งเดิมสมัยพุทธองค์นั้นเป็นอย่างไร แล้วนิกายต่างๆ สมัยนี้แตกต่างกันเช่นไร ทำเอาผสมปนเปกันไปหมด วัดเดียวมีครบทุกแบบ เพียงเพราะต้องการดึงชาวบ้านทางโลกให้เข้ามาอุดหนุน

แต่เดิมสมัยพุทธกาล พระสงฆ์ล้วนปฏิบัติตามพระวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด หากมีกรณีพิพาทอันใด ก็จะทูลขอคำวินิจฉัยจากพระพุทธองค์ แต่กาลต่อมาหลังปรินิพพาน รูปแบบวิถีปฏิบัติพระธรรมวินัยเดิม ย่อมแปรไปตามแต่ละพระอาจารย์ว่าจะมีความเคร่งครัดเพียงใด ก็สั่งสอนเรื่อยมาตามความเชื่อถือ การตีความพุทธพจน์ที่มีมานั้น หรือความรู้ธรรมที่แตกต่างกัน ที่เรียกว่า “ทิฏฐิสามัญตา”
ภายหลังพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานล่วงได้ 3 เดือน มีการจัดสังคายนาขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีพระมหากัสสปะเป็นองค์ประธาน พร้อมพระอรหันต์อื่นอีก 500 รูป ได้ตกลงเป็นฉันทามติ ให้พระสงฆ์รักษาพระธรรมวินัย ปฏิบัติตามสิกขาบททุกข้อไว้ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง โดยไม่มีการเพิ่มถอนใดๆ นอกเหนือจากที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ทั้งสิ้น
การสังคายนาครั้งที่ 2 ราวพุทธศตวรรษ 100 เริ่มมีคณะสงฆ์บางกลุ่มที่ไม่ยอมรับมติของพระมหาเถระครั้งปฐมสังคายนาก็ดี หรือมีความเห็นทางธรรมแตกต่างจากคณะสงฆ์ดั้งเดิมก็ดี จึงเริ่มแตกออกมาเป็นนิกายต่างๆ เรื่อยมานับแต่นั้น ตามคติแห่งยุคสมัย

นิกายใหญ่ มี 3 นิกาย ได้แก่
1. นิกายเถรวาท หรือ สาวกยาน หรือ หินยาน
2. นิกายอาจาริยวาท หรือ มหายาน
3. นิกายวัชรยาน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 13:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
1. นิกายเถรวาท
หลังการเกิดแตกสาขานิกายไปจากสายดั้งเดิมครั้งพุทธกาล พระสงฆ์ที่ยึดถือแนวทางเดิมนี้โดยบริบูรณ์ จึงถูกเรียกว่าปฏิบัติตามแนวของเถรวาท หรือนิกายใน “วงศ์แห่งพระเถระ”
นิกายเถรวาท ได้รับการยอมรับจากพุทธศาสนิกชนทุกนิกายว่าเป็นนิกายที่รักษาพระธรรมวินัย ไว้อย่างเคร่งครัด สมบูรณ์ที่สุด จัดเป็นพระพุทธศาสนาแนวหลักแท้จริงดั้งเดิมตามพุทธกาล (

) ที่นิกายอื่นแยกออกไป
สาระสำคัญของนิกายเถรวาท นอกเหนือจากการปฏิบัติตามธรรมวินัยเดิมแล้ว ยังยึดถือตามคัมภีร์พระไตรปิฏกบาลี มุ่งสู่พระนิพพานการเป็นพระอรหันต์ เพื่อหลุดพ้นจากสังสารวัฏ (วัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิด)
ประเทศที่นับถือได้แก่ ประเทศในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ไทย ศรีลังกา พม่า ลาว กัมพูชา สำหรับประเทศไทยนั้น ยังแบ่งได้อีก 2 นิกายย่อย คือ
- มหานิกาย คือคณะสงฆ์องค์คณะใหญ่ของเถรวาทดั้งเดิม
- ธรรมยุติกนิกาย คือคณะสงฆ์ไทยสายธรรมยุติ ถือกำเนิดขึ้นปี พ.ศ.2365 ล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ทรงโปรดให้ตั้งขึ้น โดยพัฒนาแนวทางวิธีการปฏิบัติธรรมตามแบบคณะสงฆ์สายธรรมกัลยาณีของประเทศพม่า

2. นิกายมหายาน
มหายาน มีความหมายว่า ยานพาหนะขนาดใหญ่ที่นำพาสรรพสัตว์ข้ามพ้นห้วงน้ำแห่งการเวียนว่ายตายเกิด.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 13:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
2. นิกายมหายาน
มหายาน มีความหมายว่า ยานพาหนะขนาดใหญ่ที่นำพาสรรพสัตว์ข้ามพ้นห้วงน้ำแห่งการเวียนว่ายตายเกิด. นิกายมหายาน มีสาระสำคัญต่างจากสายดั้งเดิมที่ ยึดถือทำตามแนวทางพระโพธิสัตว์ ที่ปรารถนามุ่งสู่การเป็นพระพุทธเจ้า ที่เชื่อว่าสามารถช่วยเหลือสัตว์โลกได้มากกว่านิกายเถรวาทหรือหินยาน ซึ่งมีความหมายว่า ยานพาหนะขนาดเล็ก ที่มุ่งให้บรรุลธรรมเพื่อการเป็นพระอรหันต์
มหายาน จึงเชื่อว่ามีพระพุทธเจ้ามากมายหลายพระองค์ ทั้งที่มีปรากฏนามในพระคัมภีร์เถรวาท  และที่สร้างขึ้นตามคติของตนในภายหลัง นอกจากนี้ยังมีพระโพธิสัตว์ พระอัครสาวกอีกมากมายเช่นกัน
พระสงฆ์ในสายมหายาน เป็นรูปแบบคณะสงฆ์ ที่ได้ปรับตามกาลเวลาและลักษณะของแต่ละประเทศ  เพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น นอกเหนือจากประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยแล้ว หากเห็นว่าพระวินัยข้อใดไม่เหมาะแล้วกับกาลก็เพิกถอนได้ เราจึงเห็น พระมีวิทยายุทธ พระมีบทบาททางการเมือง ฯลฯ ในประเทศมหายาน
ประเทศที่นับถือได้แก่ จีน เวียดนาม ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น สำหรับในประเทศไทย เมื่อมีชาวจีน และญวนเข้ามาติดต่อสัมพันธ์กันมากเรื่อยมาแต่ครั้งอดีต จึงมีนิกายมหายานในประเทศไทย แยกได้อีก 2 นิกายย่อย คือ
- จีนนิกาย คือคณะสงฆ์มหานิกายแบบจีน
- อานัมนิกาย คือคณะสงฆ์มหานิกายแบบเวียดนาม

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ใช่ว่าพระสงฆ์เถรวาทจะไม่ช่วยเหลือประชาชนดีเท่ากับพระสงฆ์มหายาน เพียงแต่ พระสงฆ์มหายาน ปรับรูปแบบขึ้นมาให้เข้าใกล้ญาติโยมมากขึ้น พระวินัยบางข้อที่ไม่เหมาะกับการที่ท่านจะประพฤติ ในการดำรงอยู่ในบางประเทศ ท่านก็เพิกสอนเสีย ดังนั้นพระสงฆ์เถรวาทจึงมีข้อดีมากในส่วนที่ท่านรักษาพระธรรมวินัยตามครั้ง พุทธกาลไว้อย่างบริบูรณ์ที่สุด รักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ให้ผิดเพี้ยน ขาดตกไปตามกาลเวลา ให้เป็นแบบบรรทัดฐานการศึกษาแก่นแท้พุทธศาสนาเดิมได้ มาถึงในปัจจุบัน

ในส่วนนิกายวัชรยาน อันเป็นสายทางธิเบตนั้น มีลักษณะที่โซนบ้านเราไม่ค่อยจะคุ้นเคยในรูปแบบมากนัก ทั้งมีแนวคิดที่ต่างไปหลายเรื่อง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 14:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
มุมมองพุทธแบบมหายาน
พุทธแบบมหายานนอกจากจะแพร่หลายในเอเซียตะวันออกแล้ว ยังเติบโตอย่างรวดเร็วในโลกตะวันตก ที่เรามักรู้สึกว่าฝรั่งสนใจศาสนาพุทธกันมาก ใช่ แต่เป็นศาสนาพุทธแบบมหายาน

กล่าวโดยรวบรัดมหายานต่างจากเถรวาทตรงที่มีอุดมคติคือการเป็นพระโพธิสัตว์ และมีคัมภีร์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากที่ทั้งเถรวาทและมหายานยอมรับตรงกันคือพระไตรปิฎก ยิ่งกว่านั้นมหายานบางสายจะยอมรับคัมภีร์รุ่นใหม่มากกว่าพระไตรปิฎก เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า มหายานได้ละทิ้งการปฏิบัติธรรมไป แล้วหันมาใช้การไคร่ครวญทางปรัชญา หรือการสวนมนต์ขอพรจากพระโพธิสัตว์แทน กระทั่งเกิดมหายานสายปฏิบัติคือเซน น่าจะเป็นอารมณ์แบบเดียวกับที่เถรวาทได้ทิ้งการปฏิบัติธรรมไป แล้วเกิดสายปฏิบัติฟื้นคืนกลับขึ้นมาในศตวรรษ์นี้ของไทย


ท่านพุทธทาสได้ช่วยให้พวกเราสามารถเชื่อมโยงภูมิปัญญาของเซนเข้ามาในวิถีปฏิบัติ จนเรารู้สึกกลมกลืนไม่ว่าจะฟังคำสอนของท่านติช นัท ฮันห์ (เซน) หรือองค์ดาไลลามะ (วัชรญาณ) ตั้งแต่เด็กจนโต ผมเคยนึกว่ามหายานก็คือมหายาน เหมือนเถรวาทจะสายไหนก็มีอุดมคติเดียวกันคือการชนะทุกข์ แต่เมื่อสังเกตดูจริงๆ ก็ไม่ใช่อย่างนั้น


ตัวอย่างใกล้ตัวที่สุด เนื่องจากผมเป็นลูกครึ่งจีน จึงมีพิธีกรรมไหว้ต่างๆ ตามเทศกาล ทางฝั่งครอบครัวภรรยาผมเป็นจีนแท้ๆ ยิ่งมีพิธีกรรมมากขึ้นไปอีกเรียกว่าเป็นทุกอย่างในชีวิต แล้วก็มีศาลเจ้าซึ่งก็ไม่เหมือนวัดไทย ซึ่งก็เห็นเขาสวดมนต์กัน คำถามคือเขาสวดอะไร เมื่อค้นดูจึงพบว่าคนจีนจะนับถือมหายานนิยายสุขาวดี ซึ่งมีวิธีลัดตรงสู่การเป็นพระโพธิสัตว์ โดยการสวนมนต์ (พูดถึงชื่อ) พระอมิตาภพุทธะ และพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (เจ้าแม่กวนอิม) เมื่อมีทุกข์เดือดร้อน


ดังนั้นมหายานแบบสุขาวดีจะเหมือนพุทธกระแสหลักของไทยมากกว่า ซึ่งมีอุดมคติที่ต่างจากเถรวาทที่จะต้องชนะทุกข์ด้วยตนเอง เห็นแบบนี้แล้วผมจึงคิดว่ามหายานสายอื่นก็น่าจะมีความแตกต่างในอุดมคติกับเถรวาทบ้างเหมือนกัน ยกเว้นเซนซึ่งเป็นมหายานหัวก้าวหน้าที่ฟื้นฟูการปฏิบัติธรรมขึ้นมา ดังที่เราจะรู้สึกได้ว่าเราสามารถทำตามคำสอนของท่านติช นัท ฮันห์ เช่นการกินส้มเพื่อกินส้ม ได้โดยไม่ขัดเขิน ในทางกลับกัน เมื่อฟังองค์ดาไลลามะพูดในเรื่องที่เหนือไปกว่าจริยธรรมแล้ว เราอาจพบว่านำมาใส่ในวิธีคิดแบบเถรวาทไม่ได้ ต้องมองในมุมมองแบบมหายานเท่านั้น ที่ผมเพิ่งดูจากสารคดี The Buddha ของ PBS มีเคสแบบนี้บ้างเหมือนกัน


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 14:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
นิกายหินยาน มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า นิกายเถรวาท และทักษิณนิกาย เหตุที่เรียกว่า นิกายเถรวาท เพราะพระในนิกายนี้ถือปฏิบัติตามหลักคำสอนที่สืบต่อกันมาโดยพระเถระตั้งแต่ ครั้งที่ทำปฐมสังคายนา (สังคายนาครั้งที่ ๑) ซึ่งถือว่าเป็นพระเถระที่ได้มีชีวิตอยู่ทันเห็นพระพุทธเจ้าและได้รักษาคำ สอนพระพุทธเจ้าไว้ตามรูปแบบที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้
ต่อมานิกายนี้ได้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทักษิณนิกาย แปลว่า นิกายฝ่ายใต้ หมายความว่า เป็นนิกายของพระภาคใต้
นิกายหินยานได้แตกสาขาออกมาอีกในเวลาต่อมารวมกันเป็น ๑๘ นิกาย และในปีพุทธศักราช ๒๑๘ ปี หลังจากทำตติยสังคายนาแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชได้จัดส่งพระธรรมทูตออกไปประกาศพระศาสนา ๙ สายด้วยกัน เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาได้เจริญแพร่หลายไปในประเทศต่างๆ ที่เห็นเด่นชัด คือ ในประเทศลังการวมทั้งประเทศไทยและประเทศในแถบอินโดจีนคือ ลาว เขมร พม่าก็รวมอยู่ด้วย
พระพุทธศาสนาที่เจริญแพร่หลายอยู่ในประเทศดังกล่าวมานี้ล้วนเป็นพระพุทธศาสนาประเภทเถรวาททั้งสิ้น


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 14:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
แตกต่างกัน คือ
1.คำว่า หินยาน และ เถรวาท หมายถึงพระสงฆ์กลุ่มเดียวกันที่ยึดถือคำสอนของพระผู้ใหญ่(เถระ)ที่เคยได้เห็นพระพุทธเจ้า ได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้ามาด้วยตนเอง แล้วถ่ายทอดคำสอนต่อๆกันมาอย่างไม่เปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น คือยึดถือหลักคำสอนที่มีอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกเท่านั้น และเป็นพระที่อยู่ในประเทศศรีลังกา พม่า ไทย ลาว เขมร หรือประเทศใดๆในปัจจุบันที่ยึดมั่นในพระไตรปิฎกก็ถือว่าเป็นกลุ่มเถรวาท  คำว่า เถรวาท แปลว่า คำสอน ความเห็น ของพระเถระหรือพระผู้ใหญ่ซึ่งสืบทอดคำสอนมาจากพระพุทธเจ้าว่างั้น
2.มหายาน คือพระสงฆ์กลุ่มที่นิยมปรับประยุกต์คำสอนและการปฏิบัติตนไปตามสภาพภูมิประเทศ วัฒนธรรม ในท้องถิ่นที่ท่านอาศัยอยู่ จึงสร้างคัมภีร์ตีความคำสอนของพระพุทธเจ้าขึ้นมากมายแทบนับไม่ถ้วน และมีการแบ่งแยกเป็นกลุ่มนิกายต่างๆมากมายเช่นกัน ส่วนใหญ่คือพระในประเทศธิเบต จีน ญี่ปุ่น และประเทศใดๆก็ตามที่นิยมในแนวความคิดและแนวปฏิบัติแบบมหายาน
3.ความต่างในแง่คำสอน คือ
-หินยาน(เถรวาท) แปลว่า ยานพาหนะขนาดเล็ก ไม่ใช่เลวทรามต่ำช้านะครับ มันแปลว่า เลวทรามได้จริงตามศัพท์ แต่ไม่ได้ในบริบท เพราะคำสอนหรือศาสนาไม่มีวันเลวหรือทรามแน่ ที่บอกเป็นยานพาหนะขนาดเล็กก็เพราะเน้นการสอนให้แต่ละคนปฏิบัติตนให้ดีให้เป็นผู้รู้ผู้บรรลุธรรมตัดกิเลสได้ก่อนแล้วค่อยไปสอนคนอื่น หรืออาจจะไม่สอนใครแบบพระปัจจเจกพุทธเจ้า คือรู้ดีแต่ไม่สอนใคร ไม่ได้ปรารถนาจะสอน จึงถูกตั้งชื่อว่า หินยาน คือเป็นยานพาหนะที่นั่งโดยสารได้คนเดียวส่วนตั๋วส่วนตัวว่างั้น (ชีวิตคนเราเปรียบเหมือนการเดินทางกลางทะเลลึก)
-มหายาน แปลว่า ยานพาหนะขนาดใหญ่ เป็นเรือลำใหญ่ว่างั้น สามารถบรรทุกคนไปถึงฝั่งได้มากกว่า  คำว่า มหา แปลว่าใหญ่  ยาน แปลว่า พาหนะและในความหมายที่แท้คือ ญาณ หรือ ปัญญาญาณ พุทธญาณ พุทธภูมิ มีความหมายเหมือนกันคือ ความรู้ ภูมิธรรม ของพระพุทธเจ้า  พูดง่ายว่าพระกลุ่มมหายาน ปรารถนาจะเป็นผู้สอนคนอื่นไปเรื่อยๆ ช่วยคนให้บรรลุธรรมได้มากๆโดยไม่ยอมทำตนให้บรรลุธรรมตัดกิเลสเข้าถึงนิพพานเป็นพระอรหันต์แล้วไม่เกิดอีก พวกท่านต้องการเกิดอีก เกิดไปเรื่อยๆ ช่วยคนไปเรื่อยๆ ที่เรียกว่า พระโพธิสัตต์ ไงครับ คำว่า สัตตะ แปลว่า เกี่ยวข้อง หรือติดข้องอยู่ไม่ไปไหน ในที่นี้หมายถึงว่าติดในความเป็นพระพุทธเจ้า  คือในอนาคตท่านเหล่านี้จะได้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะตั้งความปรารถนาจะบบรลุถึงพุทธภูมิ ไม่ใช่แค่พระอรหันต์ธรรมดาแบบเถรวาท จึงได้ชื่อว่า มหายาน หรือ เรือ รถ เครื่องบิน ฯลฯ ขนาดใหญ่
มีข้อสังเกตคือ เมื่อตนเองไม่ใช่ผู้บรรลุธรรมชั้นสูงแล้วจะสอนคนอื่นให้บรรลุธรรมได้อย่างไร คนไม่รู้จะสอนคนอื่นได้หรือ เข้าใจว่าคงสอนคนในระดับศีลธรรม จริยธรรมทั่วไป มากกว่า ก็ว่ากันไปครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 14:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ยังมี วัชรยาน เซ็น รายละเอียดหาอ่านเอาเองนะ
ความต่างของสองนิกายอย่างสั้น
มหายานเชื่อว่านิพพานคือสวรรค์ชั้นสูงสุด  เถรวาทอธิบายอีกแบบ สรุปง่ายๆว่า ไม่ต้องเกิดอีก
มหายานเชื่อว่าพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์จะช่วยผู้ที่สวดอ้อนวอน+ทำดีให้ขึ้นสวรรค์หรือถึงนิพพานได้  แต่เถรวาทบอกว่า เป็นเรื่องเฉพาะตัว  อยากได้อะไรต้องทำเอาเอง


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 14:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เมืองไทยเรานับถือพระพุทธศาสนานิกายหินยาน และปัจจุบันได้แบ่งออกเป็น ๒ นิกาย คือ

๑. มหานิกาย

๒. ธรรมยุติกนิกาย

ซึ่งนิกายทั้งสองนี้เรานิยมเรียกพระแต่ละนิกายว่า พระมหานิกาย พระธรรมยุต นิกายทั้งสองนี้มีวัตรปฏิบัติที่แตกต่างกันบ้างเพียงเล็กน้อย จนเกือบจะกล่าวได้ว่าไม่มีอะไรที่แตกต่างกันเลยไม่ว่าจะเป็นในด้านวินัย บัญญัติ หลักธรรม ที่สำคัญพระในนิกายทั้งสองยังสามารถปฏิบัติศาสนพิธีร่วมกันได้ โดยยึดถือพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาร่วมกัน
ส่วนในด้านการปกครอง สมเด็จพระสังฆราช (จากนิกายไหนก็ได้) ทรงดำรงอยู่ในฐานะเป็นประมุขสูงสุดของคณะสงฆ์
ข้อเพิ่มเติม นิกายหินยาน นั้นในทางวิชาการเรามักจะไม่ค่อยใช้กัน เพราะถือว่าเป็นคำดูถูกที่นิกายมหายานยัดเยียดให้นิกายหินยาน เพราะคำว่า หิน (อ่าน หิ-นะ) หมายถึง ต่ำช้า เลวทราม สาเหตุเพราะมุ่งความบริสุทธิ์เฉพาะตัวเป็นหลักก่อนจึงค่อยสอนผู้อื่น แต่นักปราชญ์ฝ่ายหินยานก็เลี่ยงเสียใหม่ แปล หิน ว่า เล็ก เพราะฉะนั้น หินยาน จึงแปลว่า ยานเล็ก หมายความว่า ขนสัตว์ไปนิพพานได้น้อยกว่า ส่วน มหายาน แปลว่า ยานใหญ่ หมายความว่า ขนสัตว์ไปนิพพานได้มากกว่า
มหายานท่านว่าอย่างนี้ จะจริงเท็จแค่ไหนก็ต้องปฏิบัติดู



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 14:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พุทธไม่มีนิกาย การแบ่งแยกสงฆ์ถือเป็นอนันตริยกรรม บาปเท่าฆ่าพอ่ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ หรือทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าห้อพระโลหิต

สังฆเภท เกิดครั้งแรกในศานานี้คือ พระเทวทัติแยกตัวออกไปตั้งคณะสงฆ์ปกครองเอง แยกออกไปจากสำนักพระพุทธเจ้า ต่อมาคือพระมหาสังฆิกะ นอกจากนั้นก็แตกมาจากมหาสังฆิกะอีกที มีการแก้ไขธรรมวินัย มีการเอาคำสอนของศาสนาอื่นๆ มาปนเป็นจำนวนมาก

มหายาน ก็คือ พวกพราหมณ์ตันตระ ที่ยายามเอาคำสอนของพราหมณ์เข้ามาแทรกแทรง มีคำสอนของพุทธปนกับพราหมณ์ครึ่งๆ มีรูปแบบเป็นพุทธ แต่ศีลและวัตรเป็นพราหมณ์ ถ้าแยกตามธรรมแล้ว มหายาน ก็คือ พรามหณ์ตันตระ

หินยาน แปลว่า ยานเล็ก เป็นคำที่พวกมหายานใช้เรียกพุทธ เรียกตนเองว่ายานใหญ่ เป็นการเรียกพุทธแท้อย่างดูถูก ต่อมาเกิดมีข้อตกลงว่า ให้ยกเลิกคำว่าหินยาน ให้ใช้คำว่า เถรวาทแทน ซึ่งมาจากคำว่า เถระวาทะ แปลว่า มีพระผู้ใหญ่นำสืบกันต่อมา หรือเป็นคำพูดของพระผู้ใหญ่ มาจากที่พระพุทธองค์กำหนดให้มีการทบทวนธรรมวินัยทุกๆ ๑๕ วัน เรียกว่า การสวดปาติโมกข์


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 14:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สั้นๆมีแค่2นิกายครับ
หินยาน เรียกว่า เถรวาท ฟังดูเพราะกว่า ยึดตามคำสอนดั้งเดิมสมัยพุทธกาล มีในไทยในศรีลังกา
          (ในไทยแบ่งเป็นมหานิกาย จีวรส้มเรียกว่าพระบ้าน และธรรมยุกต์ เป็นพระป่านุ่งผ้าย้อมสีกลัก)
มหายาน มีการเพิ่มเละเปลี่ยนพระวินัย มีความคิดเรื่องพระโพธิสัตว์ปราถนาเป็นพระพุทธเจ้า มีในจีนญี่ปุ่น เวียดนาม ธิเบต
 

หินยาน คือนิกายดั้งเดิม จริงหายไปแล้ว จึงไม่นิยมเรียกเถรวาทว่าเป็นหินยานและเป็นคำที่ดูถูกเหยีดหยาม นิกายฝ่ายใต้อย่างยิ่ง

มหายาน คือนิกายที่พัฒนามาจากนิกายที่แยกออกมาตั้งแต่การสังคายนาครั้งที่สอง โดยสามารถที่ปรับปรุงคำสอนให้เข้ากับภูมิประเทศนั้นๆ ไม่เน้นเรื่องพระวินัยหรือคำสอนแบบเดิมๆ ดังจะเห็นได้จากพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ของมหายานที่มีอยู่มากมาย ผิดจากเถรวาทที่ยึดถือคำสอนแบบเดิมของพระเถระ แต่คำสอนในมหายานพระสูตรต่างบางพระสูตรก็ยังสามารถเทียบเคียงกับพระสูตรเถรวาทได้ ...

 


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12 มิ.ย. 13, 15:44 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 14:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ปรมัตถธรรม คือ สภาพธรรมที่มีจริง เป็นอภิธรรม (อภิธรรม คือ ธรรมที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใด) เป็นสภาพธรรมที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่ประสูติและตรัสรู้ สภาพธรรมทั้งหลายก็ย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัยอยู่แล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดา เพราะพระองค์ทรงตรัสรู้ธรรมทั้งปวงด้วยพระองค์เองว่า ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล และธรรมทั้งปวงไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใดทั้งสิ้น ปรมัตถธรรมหรืออภิธรรมนั้น มิใช่ธรรมที่เหลือวิสัยที่จะเข้าใจได้ เพราะปรมัตถธรรมเป็นธรรมที่มีจริง ฉะนั้น ความเห็นถูก ความเข้าใจถูก จึงเป็นการรู้ความจริงของปรมัตถธรรม ตามลักษณะของปรมัตถธรรมนั้นๆ

ปรมัตถธรรม มี 2 ประเภท คือ รูปธรรม และ นามธรรม (หรือ รูป และ นาม หรือ รูปธาตุ และ นามธาตุ) 1 รูปธรรม เป็นสภาพธรรมที่ไม่รู้อารมณ์ 2 นามธรรม เป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณ์ (อารมณ์ คือ สิ่งที่ปรากฎ และรู้ได้ เป็นได้ทั้ง รูปธรรม และนามธรรม เมื่อจิตเกิดขึ้นรู้สิ่งใด สิ่งที่จิตรู้นั้น ภาษาบาลีเรียกว่า อารมฺมณ หรือ อาลมฺพน)

ปรมัตถธรรม มี 4 ประเภท คือ จิด เจตสิผมป และนิพพาน
จิต เป็นสภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่ปรากฎ เช่น เห็น ได้ยิน เป็นต้น จิต (วิญญาณ) เป็นสภาพรู้ เป็นนามธรรม มีลักษณะไตรลักษณ์ (อนิจจัง - ไม่เที่ยง ทุกขัง - ทนอยู่ไม่ได้ เกิดขึ้นแล้วต้องดับไป อนัตตา - บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน)
เจตสิก เป็นสภาพธรรมอีกประเภทหนึ่งที่เกิดร่วมกับจิต รู้สิ่งเดียวกับจิต ดับพร้อมกับจิต และเกิดที่เดียวกับจิต เจตสิกแต่ละเจตสิกมีลักษณะและกิจต่างกันตามประเภทของเจตสิกนั้นๆ เจตสิกเป็นสภาพรู้อื่นๆ ที่ไม่ใช่จิต (ได้แก่ เวทนา - ความรู้สึกสุข ทุกข์หรือเฉยๆ ที่เกิดทางกายหรือใจ สัญญา - ความจำได้ รู้ชื่อ รู้จัก สังขาร - ความนึกคิดปรุงแต่งอื่นๆ เช่น รัก โกรธ เมตตา ปัญญา เป็นต้น) เป็นนามธรรม มีลักษณะไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
รูป รูปเป็นสภาพไม่รู้ เช่น สี เสียง กลิ่น รส เป็นต้น เป็นรูปธรรม มีลักษณะไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
นิพพาน เป็นธรรมที่ดับกิเลส ดับทุกข์ นิพพานไม่มีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้น นิพพานจึงไม่เกิดดับ นิพพานเป็นขันธวิมุตติ คือพ้นจากขันธ์ นิพพานเป็นสภาพรู้ เป็นนามธรรม เป็นอนัตตา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 14:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
แยกประเภท (บางทีเรียกว่า ดวง) ได้ดังนี้
จิต มี 89 หรือ 121 ประเภท โดยพิเศษ
เจตสิก มี 52 ประเภท
รูป มี 28 ประเภท
นิพพาน
โดยจัดเป็นรูป 28 นับเป็นรูปธรรม จัดจิต 89 หรือ 121 โดยพิเศษ เจตสิก 52 นิพพาน 1 เป็นนามธรรม
สังขารธรรม คือ ธรรมที่เกิดขึ้น มีปัจจัยปรุงแต่ง ได้แก่ ธรรมอื่นๆที่ไม่ใช่นิพพาน
วิสังขารธรรม คือ ธรรมที่ไม่เกิดขึ้น ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ได้แก่ นิพพาน
(ปัจจัย คือ ธรรมซึ่งอุปการะอุดหนุนให้สภาพธรรมอื่นเกิดขึ้นหรือดำรงอยู่)
สังขตธรรม คือ ธรรมที่เกิดดับ ได้แก่ ธรรมอื่นๆที่ไม่ใช่นิพพาน
อสังขตธรรม คือ ธรรมที่ไม่เกิดดับ ได้แก่ นิพพาน
จิต จำแนกโดยการเกิด คือ โดยชาติ มี 4 ชาติ คือ กุศลจิต อกุศลจิต วิบากจิต กิริยาจิต กุศลจิตเป็นจิตที่ดี ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดผล คือ กุศลวิบาก อกุศลจิตเป็นสภาพธรรมที่เป็นโทษ เป็นสภาพธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดผลที่เป็นทุกข์ ไม่น่าพอใจ คือ อกุศลวิบาก ส่วนกิริยาจิต ซึ่งไม่เป็นเหตุที่จะให้เกิดวิบาก จึงไม่ใช่กุศลจิต ไม่ใช่อกุศลจิต และไม่ใช่วิบากจิต สำหรับวิบากจิต เป็นสภาพธรรมที่เป็นผลจากกุศลจิต หรืออกุศลจิต และปรากฎในชีวิตประจำวันของสัตว์ทั้งหลายที่มีขันธ์ห้า เมื่อจิตรู้อารมณ์ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ถ้าพอใจ ก็เป็นกุศลวิบาก ถ้าไม่พอใจ ก็เป็นอกุศลวิบาก
จิต จำแนกโดยภูมิ มี 4 ภูมิ คือ กามาวจรจิต รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต โลกุตตรจิต ในภูมิที่เป็นกามาวจรจิต จิตมีทั้ง 4 ชาติ รูปาวจรจิตและอรูปาวจรจิต จิตมี 3 ชาติ คือยกเว้นอกุศลจิตและโลกุตตรจิต จิตมี 2 ชาติ คือโลกุตตรกุศล และโลกุตตรวิบาก
ปรมัตถธรรม 3 เป็นขันธ์ 5
จิตปรมัตถ์ 89 หรือ 121 ประเภท ทุกประเภท เป็น วิญญาณขันธ์
เจตสิกปรมัตถ์ 52 ประเภท - เวทนาเจตสิก 1 เป็น เวทนาขันธ์ - สัญญาเจตสิก 1 เป็น สัญญาขันธ์ - เจตสิก (ที่เหลือ) 50 เป็น สังขารขันธ์
รูปปรมัตถ์ 28 ประเภท ทุกประเภท เป็น รูปขันธ์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 15:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คุณเฮโล

ธรรมมะ ของพระสัมมาฯได้แตกสาขาออกไปเป็นรายย่อยๆ..
    คนกำแพงเพชรก็นับว่าโชคดีกว่าคนหลายๆจังหวัด ที่ได้มีวัดลูกศิษย์สายหลวงปู่มั่นครับ..
    ศิษหลวงปู่มั่นสายหลวงตามหาบัว ที่พบแล้วมี2วัด และสายหลวงพ่อชา สุภัทโธ มี1วัด
     ทั้งศิษย์สายหลวงตามหาบัว และสายหลวงพ่อชา ต่างก็ได้กระจายเสียงออกอากาศทางสถานีวิทยุในการเผยแผ่ธรรมแก่สาธุชน ในจังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดใกล้เคียง..
      วัดสายหลวงพ่อชา ทำวัตร สวดมนต์แปลด้วยครับ..ผมก็รับธรรมจากคลื่นวิทยุ และปฏิบัติทำวัตรไปพร้อมๆกับพระที่ถ่ายทอดจากวิทยุครับ..
อยากแนะนำให้ค้นหาสถานีวิทยุที่ถ่านทอดการทำวัตร สวดมนต์แปลกันครับ ลองน้อมนำจิตเข้าไป แล้วจิตเราจะสงบ และมีพลังขึ้น..
      ธรรมมะ ไม่ได้สังกัดในตัวตน บุคลเลยครับ..
มันอยู่ที่เราจะเบนใจเพื่อรับคลื่นธรรมหรือไม่..ธรรมมะของพระพุทธองค์ แม้นได้ฟัจากปากของมหาโจรร้าย ก็ยังเป็นธรรมมะของพระพุทธองค์อยู่นั่นเอง..
แม้นธรรมมะ อันมิใช่ของพระพุทธองค์ เราก็จะเชื่อไม่ได้ แม้นเปล่งจากโอษของพระราชา..
      ผมพร่ามพรรณามานี้ เพียงเพื่อให้เพื่อนๆแฟนๆได้พิจารณาแสวงหาธรรมมะของพระพุทธองค์ โดยไม่ต้องยึดติดกับตัว กับตน กับบุคคลเราเขาครับ..
     


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 15:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมว่า ผมโชคดีกว่าคนอื่นหลายคนครับ..ผมได้ไปกราบหลวงปู่โง่นครับ..
บนเขาพระบาทฯเป็นวัดที่มมีแมกใไม้ขึ้นครึ้มครับ มียกเงือกบินขึ้น บินลงหลายตัว เป็นนกป่า แต่คุ้นเคยกับมนุษบ์เป็นอย่างยิ่ง
บนเขา ที่ตั้งวัด ผมเดินเข้าไป ผมพบปริศนาธรรม ที่หลวงปู่ได้ทำใว้ใกล้ๆกับที่นั่งพักและต้อนรับญาติโยม
ท่านเอาหัวมันสำปะหรังมาชั่งบนคันชั่งครับ..
ชั่งมัน ท่านให้แผลงมาเป็น..ช่างมัน..
จากการวัดน้ำหนักของวัตถุสะสาร แปลงมาเป็น ช่างมัน เป็นคำพูด ที่ไร้สะสาร..
    ท่านสอนให้เรามีความผ่อนผัน อ่อนโยน ลดความกระด้าง และในที่สุด ท่านให้ละ ให้ปล่อย ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น..


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 15:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
หลวง ปู่โง่น โสรโย พระอริยะทางภาคเหนือ วัดพุทธบาทเขารวก จังหวัดพิจิตร ท่านเป็นผู้เปิดเผยประวัติ “สมเด็จพระสุพรรณกัลยา” ให้ประชาชนได้ทราบประวัติเป็นครั้งแรก ก่อนมรณภาพและคุณหมอนลินี ไพบูลย์จากกิฟฟารีน ได้ช่วยจุดประกายวาดภาพพระองค์ท่านจากนิมิตขึ้นมาให้ประชาชนรักและนับถือ พระองค์ท่านได้เป็นวงกว้างมากขึ้นทั่วประเทศและทั่วโลกด้วย

   ก็เป็นศิษย์รักของท่านหลวงปู่โง่น โสรยา ด้วยเช่นกันได้มีโอกาสร่วมงานกับท่านหลวงปู่โง่นในการจัดสร้างพระพุทธ วิโมกข์ มอบให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศและเป็นผู้ร่วมผลักดันเข้ากระทรวงศึกษาธิการและทำพิธีมอบจำนวน หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นองค์ ทำพิธีมอบให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ที่พุทธมณฑล โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์ท่านเป็นประธานพิธีในการรับมอบและมีท่านอดีตผู้ว่าจังหวัดพิจิตร คุณกาจรักษ์มณี อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายจัดส่งมายังพุทธมณฑล โดยร่วมกับทหารช่วยจัดส่งมาให้ด้วยความเรียบร้อยนับเป็นความสำเร็จของท่านใน การเผยแพร่พุทธศาสนาไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อกล่อมเกลาเด็กนักเรียนให้มีพระธรรม มีศีล สมาธิ ปัญญาในการเรียนและการดำรงชีวิตที่ดีสืบไป และเป็นกำลังที่สำคัญของชาติในอนาคตที่สำคัญทุกศาสนาก็สอนให้คนทำความดี ละเว้นความชั่ว เพื่อจะได้มีความสุขในการดำเนินชีวิตตลอดไป

   หลวงปู่ โง่น โสรโย ท่านได้กล่าวกับอาจารย์ว่า ทุนรอนที่ได้สร้างพระพุทธวิโมกข์ขนาดหนักตัก 19 นิ้วและ 29 นิ้ว จำนวนหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นองค์นี้ได้รับความอนุเคราะห์จากลูกศิษย์ที่อาศัย อยู่ต่างประเทศเป็นผู้ส่งเงินมาให้หลวงปู่โง่น โสรยา สร้างพระขึ้นมาเป็นจำนวนเงินหลายร้อยล้านบาท เพื่อส่งเสริมศาสนาพุทธให้แก่เด็กและเยาวชนของชาติ แต่ท่านไม่รับเงินบริจาคได้ส่งคืนให้กับลูกศิษย์ไปทั้งหมด เนื่องจากหลวงปู่ท่านมีเงินมรดกจากพ่อบุญธรรมชาวต่างชาตินับหมื่นล้าน บาทอยู่แล้ว

   และท่านยังกล่าว อีกว่าคอย ดูสิต่อไปชาวต่างชาติจะมากลืนชาติของเราไปเป็นถิ่นกาขาวจะเข้ามา ให้คอยดูกันต่อไป อาตมาจะช่วยเหลืออะไรมากไม่ได้ ได้แต่ช่วยเผยแพร่ศาสนาพุทธให้กว้างขวางออกไปเท่านั้น ขณะนั้นที่ท่านพูดผมยังไม่ค่อยมีไม่เชื่อว่าต่างชาติจะมากลืนประเทศไทยได้ อย่างไรและเป็นไปไม่ได้เลย แต่ปัจจุบันต่างชาติได้เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในเมืองไทยมากมาย จึงได้นึกถึงคำพูดของท่านหลวงปู่โง่น โสรยา ที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นเวลาหลายปีแล้วว่าเป็นความจริงขึ้นมาตามที่ท่านหลวง ปู่โง่น ท่านได้กล่าวไว้   ผมจึงขอให้เราทั้งหลายมาร่วมกันสร้างบุญและ กุศลสานต่อจากหลวงปู่โง่น มาช่วยมาสร้างสรรค์สังคมนี้ให้ดีขึ้นต่อไป จึงขอเชิญชวนท่านสมาชิกและท่านผู้อ่านทุกท่านมาร่วมทำบุญสร้างกุศลกันต่อไป จะได้อานิสงส์ผลบุญร่วม กันในภพนี้และภพหน้าร่วมกันสืบไปตามเจตนาของท่านหลวงปู่โง่น โสรยา ที่ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างพระพุทธรูป มอบให้แก่โรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศและเป็นผู้เปิดเผยพระประวัติพระพี่นางสุพรรณกัลยาให้ประชาชนได้ ทราบความเป็นมาของท่าน


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 16:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ลูกศิษย์หลวงปู่โง่นโทรมาจากต่างประเทศ เล่าเรื่องน่าตื่นเต้น !!!   

ลูกศิษย์หลวงปู่โง่นได้โทรศัพท์มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐเทกซัส

สุภาพ สตรีท่านนี้ประกอบธุรกิจแกะสลักแตงโมเป็นรูปดอกไม้ ส่งตามโรงแรมชั้นหนึ่งที่นั่น เล่าว่าเป็นลูกศิษย์หลวงปู่โง่น พอเห็นว่ากระทู้ใหม่มีเรื่องของหลวงปู่โง่น จึงอยากโทรมาคุยด้วยพูดคุยกัน  บอกว่าอยากให้แก้ไขข้อมูลในนี้นิดหนึ่งที่ว่าลูกศิษย์หลวงปู่โง่น ได้ส่งเงินมาร่วมทำบุญมากมายเพื่อสร้างพระพุทธรูปให้กับทางโรงเรียนหลายแห่ง ทั่วประเทศ เพราะว่าความจริงแล้วหลวงปู่โง่นได้ส่งเงินคืนให้กับลูกศิษย์ทุกคน ท่านไม่ขอรับเงินจากลูกศิษย์คนไหนเลย ไม่ว่าจะเป็นเงินดอลลาร์ เงินปอนด์ หรือเงินไทย เล่าต่อว่า

หลวงปู่ท่านมีเงินมากอยู่แล้ว เพราะท่านเป็นบุตรบุญธรรมของเลขานุการข้าหลวงใหญ่ชาวฝรั่งเศส ซึ่ง เป็นเจ้าของเรือเดินสมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลกในสมัยนั้น  พอเสียชีวิตได้ก็มอบสมบัติที่มีอยู่ทั้งหมดให้กับหลวงปู่โง่น เนื่องจากว่าตนเองไม่มีบุตร มีหลวงปู่โง่นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นบุตรบุญธรรม โดยขายกิจการเรือเดือนสมุทร มูลค่านับหมื่นล้าน คฤหาสน์ที่ฝรั่งเศส มูลนับพันล้าน ได้มอบเงินให้กับหลวงปู่โง่นทั้งหมด หลวงปู่ท่านจึงไม่อยากรับเงินจากลูกศิษย์ เพราะท่านมีมากอยู่แล้ว และในหนังสือย้อนรอยกรรม ท่านก็บอกเองด้วยว่าท่านไม่ขอรับเงินบริจาค

 เล่าว่าช่วงที่หลวงปู่สร้างพระพุทธวิโมกข์ ได้ไปนอนพักที่กุฏิอยู่หลายคืน กับคณะที่เห็นยืนอยู่ด้วยกันในภาพถ่าย ประมาณ 3-4 คน นอนหลับสบายดี อากาศที่นั่นดีมาก ได้นอนห้องข้างๆ ติดกันห้องนอนของหลวงปู่โง่น ห้องนอนของท่านจะยื่นออกมาจากกุฏิไปที่เชิงเขา สุภาพสตรีจากอเมริกาก็ชม อ.ใหญ่เลย ว่าอ.ต้องเป็นคนดีมากๆ จึงจะนอนที่วัดหลวงปู่โง่น ที่บนดอยได้ เพราะ อ.ปกติแล้วท่านจะไม่ให้ใครมานอน และไม่มีใครกล้ามานอนด้วย เพราะที่วัดจะมีภูตผีปิศาจมาก  และเล่าว่าหลวงปู่ยังมีกล้องถ่ายรูปติดวิญญาณ ซึ่งสามารถเห็นวิญญาณได้จริง เห็นวิญญาณในวัดเต็มไปหมดเลย  เล่าต่ออีกว่า อภิญญาท่านเก่งมากๆ มีอะไรหลายอย่างที่ท่านทำได้ แต่คนอื่นทำไม่ได้ เช่น ท่านนั่งกรรมฐาน จนหิมะที่เทือกเขาหิมาลัยท่วมตัว ตัวท่านแข็งไปหมด คิดว่าไม่รอดแล้ว ปรากฏว่าท่านยังหายใจอยู่

เล่าต่อว่า หลวงปู่โง่น ท่านเป็นพระที่ได้รับความเคารพนับถือมาก  และท่านสามารถขึ้นเครื่องบินฟรี ทุกสายการบิน ตลอดชีพ เพราะเกรงใจในความดีของท่าน แม้แต่ที่ธรรมเนียบขาวของอเมริกา ยังมอบรถผ่าตัดหัวใจ ให้กับหลวงปู่ถึง 2 คัน ไว้ใช้ส่วนตัว ภายหลังหลวงปู่ท่านได้มอบให้กับรัฐบาลหนึ่งคัน และที่จังหวัดพิจิตรอีกหนึ่งคัน

อ.เทวฤทธิ์ ก็เล่าให้ฟังว่าที่วัดหลวงปู่ท่านมีอีกาตัวหนึ่งเชื่องมาก เข้าใจภาษามนุษย์ ไม่เหมือนตัวอื่นๆ ชาติก่อนคงเกิดเป็นมนุษย์ หลวงปู่สั่งทำอะไร ก็ทำได้หมด สั่งให้กันสุนัขไม่ให้เข้ากุฏิ ก็บินไปไล่ สั่งให้ไปเก็บของก็ไปคาบมาเก็บ และอีกหลายๆ อย่าง

ขอขอบคุณลูกศิษย์หลวงปู่โง่นที่โทรมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ และน่าตื่นเต้น หลายๆ เรื่อง


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 16:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
โทรมาเล่าอีกครั้ง

วันต่อมา สุภาพสตรีจากอเมริกาคนเดิม ได้โทรมาหาอ. เล่าข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับหลวงปู่โง่น

บอกว่า หลวงปู่โง่นบอกกับลูกศิษย์ว่าในเมืองไทยมีทองคำอยู่ สองหมื่นห้าพันตัน ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน หลวงปู่โง่นไปเห็นมาแล้ว แต่ท่านบอกไม่ได้ เพราะต้องรอผู้ที่มีบุญบารมีเท่านั้น จึงจะได้พบ



ลูกศิษย์หลวงปู่โง่นซึ่งประเทศฮอลแลนด์

สัปดาห์ ก่อนสุภาพบุรุษท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงปู่โง่น เปิดกิจการจิวเวอร์รี่อยู่ที่ประเทศฮอลแลนด์ได้โทรศัพท์มาหา เล่าให้ฟังว่า เคารพรักหลวงปู่โง่นมาก มาไหว้อัฐิของหลวงปู่โง่นที่เมืองไทยเป็นประจำทุกปี ไหว้แล้วกิจการก็เจริญรุ่งเรือง ขายดีทุกครั้งหลังจากกลับมาไหว้ท่าน เล่าต่อว่าลูกศิษย์หลวงปู่โง่นมีเยอะมาก ส่วนมากจะมีฐานะมีกิจการเป็นของตนเอง คนไทยที่นั่นก็นับถือหลวงปู่โง่นกันมาก เมื่อเปิดในอินเตอร์เน็ตแล้วเจอเรื่องราวที่ลูกศิษย์อ.ลงเรื่องราวเกี่ยวกับ หลวงปู่โง่น จึงอยากโทรมาเล่าให้ฟัง ในภายหลังด้วย..




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 16:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
มีผู้มาเล่านิมิตรให้ฟังว่าพบพระทองคำองค์ใหญ่ นับร้อยองค์ในน้ำ

หลัง จากนั้นสองสามหลังจากได้ปฏิบัติธรรมเสร็จแล้ว หลวงปู่มั่นได้พาไปดูพระพุทธรูปทองคำ(แท้)อยู่ใต้น้ำ มีเป็นร้อยองค์ เรียงรายเป็นแถวยาวเป็นสองแถว แสงพระอาทิตส่องเป็นเงาระยิบระยับอยู่ใต้น้ำ มีขนาดสูงเท่ากับหลวงพ่อที่วัดไตรมิตร หรือสูงประมาณเท่ากับพระประธานวัดซำปอกง อยู่ในบ่อลึก ท่านบอกว่าบ่อนี้เป็นบ่อธรรมชาติ ที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำ ซึ่งไม่มีใครได้เคยพบเห็นมาก่อน มีเธอเป็นคนแรกที่ลุงพามาที่นี่  เดี๋ยวลุงจะพาเธอดูสิ่งแปลกๆในนี้ ในโลกมนุษย์ไม่มี .... เห็นปลาแหวกว่าย เป็นปลาสมัยโบราณ ตัวใหญ่ๆ มีหลายสี (สีขาว, เทา,น้ำตาล,แดง, ฟ้า,ม่วง,เขียว,น้ำเงิน,เหลือง) ซึ่งสูญพันธุ์ไปนานแล้ว นอกจากนั้นยังมีปลาลักษณะคล้ายปลาบึก หลวงปู่บอกว่าปลาพวกนี้ดูแลพระทองคำ ถ้าคนดีมา ปลาก็จะเป็นมิตรไม่ทำร้าย แต่ถ้าคนไหนคิดไม่ดีเข้ามาในนี้ ปลาก็จะทำร้าย  ดินแดนแห่งนี้เป็นแดนสนทยา เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ หลังจากนั้นหลวงปู่มั่นได้บอกให้อ.เทวฤทธิ์ลองเอามือไปแตะที่องค์พระ อ.ได้แตะที่ฉัตร และที่บ่าขององค์พระ สัมผัสแล้วเย็นมาผมรู้สึกหนาวเย็นไปทั้งตัวเหมือนกับแตะน้ำแข็ง ท่านบอกว่าพระทองคำมาอยู่ที่นี่นานแล้วหลายร้อยปี เป็นพระศิลปะแบบสุโขทัย  ท่านไม่ได้บอกที่มาที่ไป ว่าใครเป็นคนสร้าง แต่บอกว่าไม่มีใครพบเห็นมาก่อน สักวันหนึ่ง จะมีผู้ที่มีบุญบารมีมาพบ  พระเหล่านี้ก็จะปรากฏให้เห็นอีกครั้ง  รู้สึกปลื้มปิติที่ได้มาพบเห็นสิ่งมหัศจรรย์ ณ ที่แห่งนี้ ดูเสร็จแล้ว มาก็มานั่งฝึกปฏิบัติธรรม เป็นเช่นนี้ทุกวัน  หลวงปู่มาส่งอ.เข้าร่างตอนหกโมงเป็นประจำทุกวัน ผู้เล่ายังไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย แม้แต่คนเดียว มาเปิดเผยเรื่องพระทองคำที่นี่เป็นครั้งแรก


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 13 มิ.ย. 13, 08:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คุณเฮโล
สามเณรจึงบอกวิธีดูใจตนเองโดยการเล่าเรื่องตัว***ในจอมปลวก..ต้องการจะจับตัว*** แต่ไม่รู้วิธีจับ
ในจอมปลวก มีรูอยู่5รู สมเณรให้ปิดให้เหลือแค่รูเดียว..แล้วก็คอยจับอยู่ที่ปากรูที่เปิดใว้..
    รูของ***ที่ออกจากจอมปลวก ในแต่ละรูๆ ก็คือ รูของใจที่ออกแกว่งผ่านทางการสัมผัส
รูสัมผัสทางกาย ทางหู ทางตา ทางปาก และใจ..
    รูที่เหลืออยู่คือรูใจครับ..
    พระคอยจ้องจับอยู่ที่ปากของรูใจครับ..

การรับการสัมผัส ทางหู ทางปาก ทางกาย ทางตา แต่หากใจของเราปิด..มันก็จะหมดความหมายครับ..
     แต่หากว่า..ใจของเรากวัดแกว่ง แม้นเราปิดหู ปิดปาก ปิดตา และไร้การสัมผัสทางกาย ไม่มีอะไรส่งไปที่ใจ แต่ใจก็ยังสามารถปลิ้นออกมาได้ และเตลิดไปได้ทุกแห่งหน..

ผมใช้คำว่า***มาด้วย ก็เกรงว่าจะผ่านการพิจารณาของผู้ดูแลบอร์ดจะไม่ผ่านน่ะครับ..แต่ก็ขอให้ผ่านเถิด เพื่อการเผยแผ่ธรรมอันเป็นสิ่งมงคล..




ถาม จุดๆๆๆนั้นมีความหมายสำคัญ ต้องเดาหรือตีความหมายเอาครับจะเป็นนางพะญาจอมปลวกหรือไม่ ต้องตีความหมายอีกทีครับ...คุณเฮโลได้บอกวิธีการปิดทวารทั้ง 5 แต่เหลือไว้ 1 ทวาร เพื่อการปฏิบัติที่เห็นภาพที่ชัดขึ้นครับ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 13 มิ.ย. 13, 11:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เรื่องนิกายในพุทธศาสนา..
ผมฟังหลวงตามหาบัว ท่านว่า..จะเป็นนิกายไหน นิกายอะไร ท่านว่า ก็มาจากกอ เหล่าเดียวกัน คือจากพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน...
    การศึกษาในความเป็นมา และเป็นไปในศาสนา ก็เป็นสิ่งที่ดีครับ..
แต่..มันเป็นจุดกำเนิดในความลังเล สงสัยอีกเรื่องหนึ่ง
    ในส่วนสาวกที่ต้องการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร ด้วยการทำสมาธิบำเพ็ญเพียร..จะเป็นอุปสรรคได้ หากขาดปัญญา
    ปัญญา มาทีหลังการปฏิบัติ
    การปฏิบัติ จึงอย่าให้เกิดความลังเลสงสัย..แล้วจะเกิดปัญญากับผู้ปฏิบัติเอง
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 13 มิ.ย. 13, 12:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
 
พุทธดำรัส
 
 “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมพยากรณ์อรหัตตผลว่า ข้าพเจ้ารู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้สำเร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าพึ่งยินดี อย่าพึ่งคัดค้าน คำกล่าวของภิกษุรูปนั้น พึงถามปัญหาเธอว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ โวหารอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตรัสไว้ชอบนี้มี 4 ประการ คือคำกล่าวว่าเห็นอารมณ์ที่ตนเห็นแล้ว ได้ยินในอารมณ์ที่ตนฟังแล้ว ทราบในอารมณ์ที่ตนทราบแล้ว รู้ชัดในอารมณ์ที่ตนรู้ชัดแล้ว ก็จิตของท่านผู้มีอายุ ผู้รู้อยู่เห็นอยู่อย่างไรเล่า จึงหลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในโวหาร 4 นี้
 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบตอบถูก จึงนับว่ามีธรรมอันสมควร จะพยากรณ์ได้ดังนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลศไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้เห็น มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้ยิน พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้ทราบ พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้ารู้ชัด จิตของข้าพเจ้าผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงได้หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในโวหาร 4 นี้
 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำกล่าวของภิกษุรูปนั้น พวกเธอควรชื่นชม อนุโมทนาสาธุ”
 


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 14 มิ.ย. 13, 08:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อ่านแล้วเกิดปิติ สาธุ  สาธุ  สาธุ ขอให้บุญกุศลร่วมกันครับ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
สัจจะแท้จิงพิสุจได้
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 14 มิ.ย. 13, 12:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เอาละนะตั้งสติกันให้ดีทำใจกลางๆ ยอมรับความจิงคิดอิงวิดยาสาส  ก่อนจะไป10ภพ 10ชาติ นรกสวรร ชาตินี้ชาติหน้า   คนเราตั้งท้องท้องต้องโตใช่รึไม่   คนเราไม่ใช่สัตวืจะคลอดลุกเองไม่พึ่งหมอไม่พื่งคนอื่นได้รึไม่  คนเราเกิดมาเอาหัวออกก่อนใช่รึไม่   คนเราเกิดมาเดินได้เลยใช่รึไม่    คนเราเกิดมามีดอกบัวรองรับ7ดอกขณะก้าวเดินเปนไปได้รึไม่  เรามีลุกมีเมียทิ้งลุกเมียเหมาะสมรึไม่  นรกสวรรคนเล่าไม่เคยตายคนตายไม่เคยฟื้นขี้นมาเล่าใช่รึไม่  คนเรามีลุกมีเมียเวลามีคนมาขอแล้วยกให้เค้าไปทำถุกรึไม่  อื่นๆอีกมาย ลองเอาไปคิดดุให้ดีทำไมต้องเหนือมนุยกันขนาดนั้นเชื่อด้วยเหตด้วยผลนั้นแหละคนมีสติเอย
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 15 มิ.ย. 13, 07:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ขอบคุณที่ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นครับ พูดมีเหตุผลครับเชิญเข้ามาแสดงความคิดเห็นบ่อยๆครับ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
สัจจะแท้จิงพิสุจได้
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 17 มิ.ย. 13, 18:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ขอบพระคุณคับ ที่รับฝังและไม่มีการด่าว่ากะผม   ถือว่าเปนโชคผมได้มาเจอผุ้มีเมตตาธรรม รับฝังความเหนต่างที่น่าสงสัย    กะผมเคยไปนั่งวิปัสสนากะสำนักสงแห่งนึงในลพบุรี  โดยทางหน่วยงาน จัดคนคัดชื่อหมุนเวียนไป  ผมก้อได้ถามสิ่งต่างๆ ข้างตนเพื่อให้พะอาจารได้อธิบาย แต่ท่านได้ติดคำถามตอบกะผมไว้  ไม่ว่าจะทำไมศาสดาทุกๆศาสนาจึงมีกำเนิดเหนือคนทั่วไปแบบเกินจิง อยากพิสุจทางวิทยาสาสได้   การเกิดแก่เจ็บตายนั้นมีคนเดียวในโลกที่รุ้เท่านั้นจิงหรือ  และหลายๆเรื่องเช่นศาสนาก้อมีนรกสวรร มีภพมีชาตินี้ชาติหน้า ในรุปแบบของตนเองต่างๆกันไป รวมถึงการบันทึกติดตามศาสดาของแต่ละศาสนาในภพในชาติต่างๆนั้น ทราบได้อย่างไรว่าจิง และท่านที่ติดตามไปบันทึกการเสวยภพเสวยชาติของศาสดา ต่างๆนั้นรุ้ได้อย่างไร  และยังมีความเชื่อ ข้อปฎิบัติตน ที่ต่างขัดแย้งกับศาสนาอื่นๆ แบบว่าถุกในวิธีศาสนาตน แต่กลับผิดมีไปขัดแย้งกับศาสนาอื่นๆ  มีการแข่งกันว่า ศาสนาตนจะคงอยุ่ชั่วฟ้าดินสลายคนนอกศาสนาของตนจะล้มตาย จะเหลือแต่คนที่นับถือศาสนาตนที่รอด   ไม่มีไรคับกะผมแค่อยากเล่าให้ฟัง แต่ถ้ามีคำตอบอธิบายก้อคงดี    หากมีโอกาสกะผมคงได้สนทนาธรรมกะท่านอีกเพราะเหนท่านมีกะทุ้ธรรมลงไว้มากกมายเลยประมานได้ว่าเจอผุ้รุ้แจ้งทางธรรมเข้าให้แล้วคิดว่ามาถุกทางแล้วที่ได้มาเจอท่านผุ้รุ้ครั้งนี้ ขอบคุนคับ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 06:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สวัสดีครับคุณเฮโล..เช้านี้ไม่ว่างเข้ามาสงสัยงานเยอะหรือไปถ่ายรูปวัตถุโบราณของจ.กำแพงเพชรเพื่อนำลงในกระทู้จะได้โปรโมทที่ท่องเที่ยวของจังหวัดไปในตัวครับ คนอื่นๆก็ไม่เข้ามาบอร์ดเงียบเหงาเลยมีสมาชิกท่านหนึ่งเข้ามาคุยด้วยว่าในกระทู้นิกายในพุทธศาสนาในกระทู้ที่22บอกไม่เชื่อในสิ่งที่พระพุทธองค์ปฏิบัติในชาติพบที่9ที่มอบลูกเมียให้กับชูชกไปคุณเฮโลช่วยตีความหน่อยครับให้คุณคุยผมจะรออ่านอยู่ครับ....ว่างแล้วค่อยตอบได้ครับ..



สวัสดีครับ..เรื่องชูชก ผมก็เคยไม่เห็นพ้องด้วยเหมือนกันครับ..เรื่องราวในทศชาติขององค์สัมมาฯ เป็นเรื่องเล่า แล้วเราก็มาพิจารณาดูเองด้วยปัญญา
ผมก็แปลความหมายออกมาว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเพียร ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ความอดทน อดกลั้น ความไม่พยาบาท จองเวร ล้วนเป็นสิ่งที่หมู่มนุษย์ควรปฏิบัติ..
มันเป็นอุบายธรรม ที่ยกมา..ให้เกิดความเกรงกลัวต่อบาป..
ผมไม่ลังเลสงสัยในพุทธธรรม แต่เรื่องราวที่เล่าๆกันต่อๆมา เราก็ต้องแยกแยะกันด้วยเหตุ ด้วยผล
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #26 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 06:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สวัสดีครับคุณยังสงสัยอีกมากมาย

ดีใจครับที่คุณเข้ามาคุยธรรมะ ต่อไปจะมีคนอย่างคุณเข้ามาคุยอีกมากมายและลูกศิษย์สายอาจารย์มั่นและสายอื่นๆเข้ามาคุยธรรมกันอีกมากมายครับคุณเป็นคนรุ่นใหม่ช่างสงสัยและเป็นเหตุและผลในทางวิทยาศาสตร์ครับ คุณถามมาหลายข้อเป็นหลักปรัชญาทุกข้อเลยครับ หากไปวัดห้ามถามหลวงพ่อหรือใครเพราะว่าตำราเขามีมาอย่างนั้นจากใครแต่งหรือท่านผู้อาวุโสรุ่นแรกๆที่แต่งและเสริมเติมเพื่อเป็นบุญบารมีต่อผู้ให้กำเนิดในพุทธศาสนาครับ อย่าลืมว่าตำราพระไตรปิฏกนั้นมีมา 2556 ปีมาแล้ว พระไตรปิฏกก็มีการสังคายนามาหลายๆยุคสมัยตั้งแต่ยุคสุโขทัย ยุคอยุธยา ยุคธนบุรีและยุครัตนโกสินทร์เลยมีการเพิ่มเสริมเติมแต่งมาในแต่ละยุคครับ และขอตอบคุณเป็นข้อๆดังนี้ครับ

 1. คนเราตั้งท้องต้องท้องโตใช่เหรอไม่

ตอบถูกต้องแล้วครับหากมีการสืบพันธ์และมีเพศสัมพันธุ์กัน ก็จะเกิดปฏิสนธิเป็นคนขึ้นมาและต้องตั้งท้อง9เดือนครับ

 2. คนเราเวลาคลอดสามารถคลอดเองและ ตัดสายสะดือเอง ไม่ต้องพิ่งพาหมอ เหรอบุคคลอื่นใดช่วยในการทำคลอดได้เหรอไม่

ตอบในยุคสมัยก่อนก็คงจะมีหมอตำแยทำการคลอด แต่ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยี่ทันสมัยก็ต้องเข้าโรงพยาบาลคลอดครับ

 3.ทำไมถึงเชื่อว่าเกิดมาเอาขาออกก่อน และเดินได้7ก้าวมีดอกบัวรองรับ7ดอก

ตอบอันนี้เป็นเทิดพระเกียรติแก่พระพุทธเจ้าครับ และยกนิ้วชี้ขึ้นข้างนึง อันก็เป็นจินตนาการการวาดภาพพนังในโบสถ์หรือในหนังสือเรียนเพื่อให้เกียรติแก่พระพุทธองค์ท่านครับ ดูคุณก็มีเหตุผลน่าจะทราบดีครับ ไม่เห็นต้องถามแต่ห้ามไปถามพระที่วัดคุณจะโดนต่อว่าทันทีครับ...

 4.คนเรามีลุกมีเมีย แล้วทิ้งลุกเมียนั้นเหมาะสมแล้วหรือ 
 5.คนเปนสามีนั้นสามารถใช้สิทเหนือชีวิตลุกเมียด้วยการยกให้คนอื่นไปทำอะไรก้อได้งั้นเหรอ 

ตอบข้อ 4 และ 5 นี้ผมไม่ทราบว่าคุณหมายถึงใครครับ หากมีสติ ศีล สมาธิและปัญญาครับ ก็จะทราบว่าเป็นอย่างไรครับ
หากคุณพูดหมายถึงชูชกก็เป็นเรื่องเล่าในชาติกำเนิดของพระภาคเจ้าในชาติที่ 9 ก็จะเป็นการสังคายนาศาสนาพุทธมาในแต่ละยุคเืพื่อให้คนรู้จักสิ่งที่พระองค์บำเพ็ญเพียรไม่ยึดติดและปล่อยวางเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าในชาติต่อไปครับ คุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีเหตุและผลในทางวิทยาศาสตร์แต่ดูจากการพิมพ์เหมือนเป็นคนสูงอายุมีข้อมูลอะไรก็เข้ามาคุยได้ครับ ขอบคุณครับ ผมอธิบายให้ฟังแล้วคุณคงไม่มีอะไรที่อยู่ในใจคุณอีกนะครับ..

 


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #27 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 11:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
Prashant มีข้อความเข้ามาแต่ตัวหนังสือไม่ขึ้นให้พิมพ์เข้ามาใหม่ครับ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #28 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 17:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
hellocar01
 

สวัสดีครับ..
ผมนึกถึงเรื่องๆนึงครับ..
การทำบุญ และการเดินทางตามรอยพระพุทธองค์
การทำบุญ คือการกระทำความดีในด้านต่างๆ เช่นให้ทานต่างๆ
    การสร้างสิ่งก่อสร้าง สิ่งประดิษฐ์ ทดแทนองค์เครารพเพื่อให้ผู้คนได้ตระหนัก และจดจำ ก็ถือว่าใด้สร้างสิ่งอันเป็นทาน..คือการให้ทานในคำสสอน..
    หากจะตามดูถึงผลของการให้ทาน..
หากผู้ทำทาน ผู้ให้ทาน มิได้มุ่งหวังใดๆ เพียงแค่ให้ เท่านั้น..ผู้ทำทานนั้น..ได้ทำทานในลักษณะไม่ต้องการผลการตอบแทน..เป็นการเดินทางในหนทางที่องค์สัมมาฯได้ได้เดินไปล่วงหน้าแล้ว..
    แต่หากอยากให้ผลบุญที่ได้กระทำแล้ว ได้ย้อนกลับมาส่งผลให้ผู้ที่ทำทานประสบสุข 9ล9..
    ไม่ใช่การทำทานเพื่อหวังสู่นิพพาน แต่หากหวังในความสุข..
วิถีวีวิต ก็จะหมุนเวียน อญุ่ในวัฏสงสาร ตกอยู่ในห้วงทุกข์ แห่งการวนว่าย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วก็ตาย..

   คนๆหนึ่ง เป็นเจ้ากี้เจ้าการในการก่อ่สร้างองค์สมมุติในการเครารพบูชา แต่ก็ยังหันหน้ามาคลุกคลีกับเรื่องแก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น..มาร่วมใจกันเข้าชิงตำแหน่งแห่งโลกสมมุติ..
   นี่แสดงให้เห็นว่า ไมว่า คนเราจะมีทรัพย์มาก สามารถทำกิจกรรมบุญเท่าไรก็ได้
   แต่ใจ ก็ยังไปได้ไม่ถึงไหน..ดวงจิตก็ยังร่วมกับใจ วกเวียนกลับไปหากิเลส..กิเลสที่มีใยผูกมัดติดตรึวใว้กับตำแหน่ง ยศฐา
   ดังนั้น ดวงจิตในวาระสุดท้าย ก็จะไม่ไปไหน..ก็จะวกวนกลับมาในห้วงของการแก่งแย่งอีกดังเดิม..
   ดังนั้น พระพุทธเจ้า องค์ใหญ่ องค์น้อย จะสร้างอีกสักร้อยองค์ ดวงจิตก็ยังไม่ไปถึงเบื้องพระบาทองค์สัมมาฯได้เลย..

   คห.นี้มาด้วยใจที่ไม่มีสิ่งอื่นใดปิดบัง..มาเพื่อชี้ให้คนได้มองถึง ความเจริญ และความไม่เจริญในเบื้องปลาย..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #29 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 16:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ขอบคุณที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นครับคุณMarco


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #30 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 19:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คุณ Alena ลงแล้วข้อความไม่ขึ้นให้ลงเข้ามาใหม่ครับ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 200 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
         
ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้