ข่าว ดูดวง เกมส์ เพลงใหม่ หวย รถมือสอง ผลบอล ดูทีวีออนไลน์

หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: "ผู้ใดเห็นธรรมะผู้นั้นจะเห็นคถาคต"ต่อภาค 2  (อ่าน 699 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 15 พ.ค. 13, 22:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
คุณเฮโลฯ..พูดได้จับใจ

ส่วนตัวเองวันนี้ก็มีเรื่องมานำเสนออีก
เคยมีคนสงสารเวทนาที่ศึกษาและปฏิบัติ เค้ามองว่าไม่เป็นตัวเอง ชอบทำตัวปีนไปบนที่สูง ซึ่งตัวเค้ามีนิสัยชอบตามกิเลสฟุ้งเฟ้อ มาเห็นแบบนี้เลยเกิดมองว่าผิดปกติ ดังนั้นจึงยก พุทธอุทานนี้มาประกอบ สำหรับผู้ที่ชอบขัดเกลาเหมือน นกกระเรียนเว้นนํ้า  ดื่มแต่นํ้านม ส่วนรู้แจ้งละคนชัวนี้ขอรวมถึงละตัดกิเลสในตนด้วย


[รู้แจ้ง ละ(คนชั่ว) เหมือนนกกระเรียนเว้นนํ้า  ดื่มแต่นํ้านม ]

พุทธอุทาน
บุคคลผู้จบเวท๑ ถึงจะเที่ยวไปด้วยกัน
อยู่ร่วมกัน ปะปนกับคนอื่น
รู้แจ้ง (คนชั่ว) ย่อมละคนชั่วไปได้
เหมือนนกกระเรียนเว้นนํ้า  ดื่มแต่นํ้านม ฉะนั้น
------------------------------------

 ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จพุทธดำเนินทางไกลไปในแคว้นโกศล มีท่าน พระนาคสมาละเป็นปัจฉาสมณะ๑ ท่านพระนาคสมาละได้เห็นทางสองแพร่ง ในระหว่างทาง จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ นี้คือทางที่จะไป ไปทางนี้เถิด พระพุทธเจ้าข้า” เมื่อท่านพระนาคสมาละกราบทูล อย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับท่านพระนาคสมาละดังนี้ว่า “นาคสมาละ นี้คือทางที่จะไป เราจะไปทางนี้”
แม้ครั้งที่ ๒ ท่านพระนาคสมาละได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ นี้คือทางที่จะไป ไปทางนี้เถิด พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับท่านพระนาคสมาละดังนี้ว่า “นาคสมาละ นี้คือทาง ที่จะไป เราจะไปทางนี้”
แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระนาคสมาละได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ นี้คือทางที่จะไป ไปทางนี้เถิด พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสกับท่านพระนาคสมาละดังนี้ว่า “นาคสมาละ นี้คือ ทางที่จะไป เราจะไปทางนี้” ครั้งนั้น ท่านพระนาคสมาละวางบาตรและจีวรของพระผู้มีพระภาคไว้ที่พื้นดิน ณ ทางนั้นเองแล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้บาตรและจีวรของพระผู้มี พระภาค” แล้วจากไป เมื่อท่านพระนาคสมาละเดินไปตามทางนั้น พวกโจรที่แอบ ซุ่มอยู่ระหว่างทาง ได้ออกมารุมทำร้ายทั้งเตะทั้งต่อย ทุบบาตรแตก และฉีกผ้า สังฆาฏิขาด หลังจากนั้น ท่านพระนาคสมาละมีบาตรแตก มีผ้าสังฆาฏิขาด เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระ

 ผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส เมื่อข้าพระองค์ เดินไปตามทางนั้น พวกโจรที่แอบซุ่มอยู่ระหว่างทาง ได้ออกมารุมทำร้ายทั้ง เตะทั้งต่อย ทุบบาตรแตก และฉีกผ้าสังฆาฏิขาด พระพุทธเจ้าข้า” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า

พุทธอุทาน
บุคคลผู้จบเวท๑ ถึงจะเที่ยวไปด้วยกัน
อยู่ร่วมกัน ปะปนกับคนอื่น
รู้แจ้ง (คนชั่ว) ย่อมละคนชั่วไปได้
เหมือนนกกระเรียนเว้นนํ้า  ดื่มแต่นํ้านม ฉะนั้น
ทวิธาปถสูตรที่ ๗ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า :๓๓๘-๓๓๙ }
 
 

 


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 15 พ.ค. 13, 23:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ธรรม(ทัม) หรือ ธรรม์(ทัน) หรือ ธรรมะ เป็น คำนาม แปลว่า  คุณความดี คุณความชอบ และที่สำคัญที่สุดคือ  เป้นคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา โดยกำหนดหมวดธรรม ในพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์ เป็นมรรคผล นำให้ผู้ปฏิบัติธรรม ไปสู่ นิพพาน

"ตถาคต" เป็นอีกชื่อหนึ่งของพระพุทธเจ้า (ซึ่งเป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสแทนพระองค์เอง)

ความหมายของกระทู้ หมายถึง "ผู้ใดปฎิบัติธรรม ผู้นั้นได้เห็นพระพุทธเจ้า" แค่นี้แหละไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ง่ายๆไม่ซับซ้อน

//ช.ผาสุข(อดีตพระธัมมะปัญโญ)
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 06:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ขอขอบคุณคุณแมนที่เข้ามาร่วมสนทนาธรรมกันครับ กระทู้นี้เป็นภาคที่ 2ต่อจากภาคที่แล้วครับ กระทู้นี้ได้รับความร่วมมือจากคุณชอบอ่านที่ท่านมีภูมิความรู้ในเรื่องพุทธศาสตร์เพราะท่านศึกษาป.เอก อยู่ในขณะนี้ครับคุณแมนครับและมีท่านเฮโลและคุณดงฯได้เข้ามาร่วมสนทนาธรรมร่วมกันครับเชิญทุกท่านเมื่อมีเวลามาร่วมคุยกันได้ทั้งวันครับ จะได้รบความรู้ร่วมกันครับ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 06:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สวัสดีครับคุณชอบอ่าน,คุณเฮโลและคุณแมน มาช่วยกันครับท่านกูรูทั้ง3ท่านครับ


ทีแรกที่อ่านนึกว่าคุณเฮโลเข้ามาลงเรื่องธรรมะแต่พออ่านรายละเอียดแล้วจึงรู้ว่าเป็นคนละคนเพราะคุณเฮโลชอบคุยเรื่องธรรมะด้วยกันบ่อยๆครับมีสายธรรมในทิศทางเดียวกันจึงอยากให้คุณชอบอ่านเข้ามาคุยเรื่องธรรมะร่วมกันบ่อยๆครับ เช่นลงเกี่ยวกับองค์คุลีมารขอบวชกับพระพุทธเจ้า หรือตอนที่บวชและสำเร็จอรหันต์เป็นตอนๆและตอนที่พระพุธเจ้าก่อนตรัสรู้มีมารมาพจลไม่ยอมให้พระพุทธองค์สำเร็จอย่างไรบ้างเป็นต้นนำตอนสำคัญๆมาลงเล่าเป็นอุทาหรณ์สอนใจครับคุณชอบอ่านครับและผมจะคอยติดตามอ่านร่วมกับสมาชิกทุกท่านครับโดยมีคุณเฮโลมาร่วมเสริมให้กระทู้ได้สมบูรณ์ขึ้นอีรกครับ เราต้องมาช่วยกันครับขอบคุณมากครับ...


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 06:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
"ผู้ใดเห็นธรรมะ ผู้นั้นจะเห็นคถาคต"



"ผู้ใดเห็นธรรมะ ผู้นั้นจะเห็นคถาคต" นั่งสมาธิจิตสงบปล่อยวางเดินสายกลาง ก็จะสามารถสื่อถึงพระองค์ได้ครับ..ดีครับนำธรรมะมาเล่าสู่กันฟังเพื่อให้มีสติครับคุณเฮโลและคุณชอบอ่านครับประสานกันได้ยอดเยี่ยมจริงๆครับ และจะมีท่านแมนเข้ามาร่วมให้ความรู้ร่วมกับคุณชอบอ่านคุณเฮโลผมและคุณดงฯครับ


ขอเชิญคุณเฮโลและคุณชอบคุณแมนและเพื่อนสมาชิก อ่านมาร่วมให้ธรรมะร่วมกันครับเพือ่อานิสงค์ผลบุญร่วมกันครับ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 07:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
การศึกษาศาสนา โดยเฉพาะศานาพุทธ ให้รู้แจ้งเห็นจริง ต้องรู้ถ่องแท้ ต้องมีความรู้เรื่อง คำศัพท์ในภาษาบาลี รากเหง้าของคำสั่งสอน

ผมเคยบอกหลายครั้งว่า นักภาษาศาสตร์ไทย แปลผิด แปลไม่ ครบ ขาดเนื้อความ ขาดความสำคัญมากมาย ไม่ต้องอื่นไกล แค่ศีล 227ข้อ ก็แปลผิดแปลถูก แปลไม่ครบ นานนับร้อยๆปี ก็ยังคงผิด ตกหล่นอยู่อย่างนั้น มันบ่งบอกถึง คุณวุฒิ ของผู้แปล ว่ามีความรู้ทางภาษาขนาดใหน เช่น

ปานา ติปาตา เวระ มณี สิกขา ปะทัง สมาธิ ยามิ

บางตำราแปลว่า "ห้ามฆ่าสัตว์" บางตำราแปลว่า "ให้ละเว้นจากการฆ่าสัตว์"

ตำราเล่มแรกนั้นแปลผิด เข้าป่าเข้าดง ขึ้นเขาลงห้วย ออกทะเล.....ตำราเล่มหลัง แปลไม่ครบคำศัพท์บาลี ที่พระองค์ ที่ได้ตรัสไว้ หลายคนหลายท่านอ้างว่า เป็นเลิศทางปัญญา ทางศาสนา เป็น กูรู เป็นผู้รู้ เป็นอาจารย์ จบสูงด๊อกเตอร์

ผมเห็นแล้วต้องปลงสังเวช ในเนื้อแท้ของคำบาลี ศีล 227แปลผิด แปลไม่ครบ ทุกข้อ และหลายตอน เติมลงไปโดยคิดเอาเอง ก็มีมากมาย

เดี๋ยวก็จะมีคนด่าผมอีกแหละ....ไปกินข้าวก่อน แล้วมาอธิบาย แปลให้ฟัง แบบคำต่อคำ กันเลยทีเดียว

ผมบอกหลายครั้งแล้วว่าประเทศไทย จำเป็นต้องขุดรากถอนโคนพลิกแผ่นดินใหญ่สักครั้ง ทั้ง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา สิ่งแวดล้อม ผังเมือง นำไปสู่ประเทศศิวิไลซ์แบบ Skip Short คือไม่เดินตามขั้นบันใด แต่ขึ้นตึกสูงๆด้วยลิฟท์ความเร็วสูง มัวแต่เดินลอยหน้าลอยตา ประเทศอื่นเขาแซงไปถึงใหนแล้ว เราก็รู้ แต่เราไม่ได้ช่วยกันพัฒนาประเทศ พัฒนาสังคมอย่างจริงจัง นั่งรอเงินแจก 200บาท  300บาท จากนักการเมือง เป็นสังคมที่ไร้ราคา เป็นเทศที่ล้าหลังด้อยพัฒนา

//ช.ผาสุข(ผู้เขียนหนังสือประเทศไทยยุคใหม่ในความคิดของผม)
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 09:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คุณแมน

การศึกษาศาสนา โดยเฉพาะศานาพุทธ ให้รู้แจ้งเห็นจริง ต้องรู้ถ่องแท้ ต้องมีความรู้เรื่อง คำศัพท์ในภาษาบาลี รากเหง้าของคำสั่งสอน

ผมเคยบอกหลายครั้งว่า นักภาษาศาสตร์ไทย แปลผิด แปลไม่ ครบ ขาดเนื้อความ ขาดความสำคัญมากมาย ไม่ต้องอื่นไกล แค่ศีล 227ข้อ ก็แปลผิดแปลถูก แปลไม่ครบ นานนับร้อยๆปี ก็ยังคงผิด ตกหล่นอยู่อย่างนั้น มันบ่งบอกถึง คุณวุฒิ ของผู้แปล ว่ามีความรู้ทางภาษาขนาดใหน เช่น

ปานา ติปาตา เวระ มณี สิกขา ปะทัง สมาธิ ยามิ

บางตำราแปลว่า "ห้ามฆ่าสัตว์" บางตำราแปลว่า "ให้ละเว้นจากการฆ่าสัตว์"

ตำราเล่มแรกนั้นแปลผิด เข้าป่าเข้าดง ขึ้นเขาลงห้วย ออกทะเล.....ตำราเล่มหลัง แปลไม่ครบคำศัพท์บาลี ที่พระองค์ ที่ได้ตรัสไว้ หลายคนหลายท่านอ้างว่า เป็นเลิศทางปัญญา ทางศาสนา เป็น กูรู เป็นผู้รู้ เป็นอาจารย์ จบสูงด๊อกเตอร์

ผมเห็นแล้วต้องปลงสังเวช ในเนื้อแท้ของคำบาลี ศีล 227แปลผิด แปลไม่ครบ ทุกข้อ และหลายตอน เติมลงไปโดยคิดเอาเอง ก็มีมากมาย


สวัสดีครับคุณแมน

ภาษาบาลีหากไม่ได้ศึกษาก็จะไม่เข้าใจความหมาย ศีล227 ก็คือกฏหมายของศาสนาพุทธ จึงแปลผิดแปลถูกมาหลายชั่วอายุคนจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง พระสงฆ์ที่เคร่งครัดและปฏิบัตินั้นมีมาก และส่วนใหญ่จะปลีกวิเวก และไม่อยากมาวุ่นวายกับสังคมท่านจะเดินธุดงส์เข้าไปในป่าตามวัดในชนบทครับ
ปัญหาจึงรอการแก้ไขอยู่ครับคุณแมนครับ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 10:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เด็กหญิงน่ารักอายุ ๒ ขวบคนหนึ่ง อบรมเมตตาให้เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน
และควรจะเป็นการอบรมจิตใจผู้ใหญ่ที่ได้รู้ได้ยินด้วย

คือวันหนึ่งเมื่อเพื่อนตัวน้อยๆ เท่ากัน จะบี้มดที่กำลังเดินอยู่กับพื้น
เด็กหญิงห้ามทันที มีเหตุผลจากใจจริง ที่จับใจผู้ใหญ่ทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง

“อย่าทำ ! เดี๋ยวแม่มดกลับมาไม่เห็นลูกมด”

แม้ใครทั้งหลายที่กำลังคิดจะทำลายชีวิตสัตว์น้อยสัตว์ใหญ่ หรือกระทั่งชีวิตมนุษย์ ก็น่าจะนำเสียงห้ามของเด็กหญิงน้อยๆ ดังกล่าวมาเตือนตนเองบ้าง

“อย่าทำ ! เดี๋ยวแม่ปลาหาลูกปลาไม่พบ” หรือ

“อย่าทำ ! เดี๋ยวลูกยุงร้องไห้ คิดถึงแม่ยุง” หรือ

“อย่าทำ ! เดี๋ยวลูกนกไม่มีแม่นก” หรือ

“อย่าทำ ! เดี๋ยวไม่มีใครเลี้ยงลูกเขา”

เตือนตัวเองให้จริงใจ ให้รู้สึกจริงจังดังที่คิด หรือที่เปล่งวาจา ก็ย่อมเป็นการอบรมเมตตาอีกวิธีหนึ่งที่ง่ายและน่าทำเสมอ

เมตตานั้นไม่จำเป็นที่ผู้ใหญ่จะเป็นฝ่ายผู้สอนเด็กเสมอไป แม้เด็กก็สอนผู้ใหญ่ได้ ทั้งๆ ที่เด็กไม่ได้รู้ว่ากำลังเป็นผู้สอน และเด็กไม่รู้ว่าความคิดของตนเกิดแต่เมตตาที่บริสุทธิ์แท้จริง



สำหรับผู้ใหญ่ที่ใจพร้อมที่จะรับคำเตือนใจให้เมตตา ย่อมรับได้แม้เป็นคำเตือนของเด็ก ปฏิบัติให้เกิดผลทันที เช่นรายที่เคยเล่าว่า ครั้งหนึ่งชอบยิงนกตกปลามาก เดี๋ยวนี้เลิกแล้ว เลิกตั้งแต่วันหนึ่งถือปืนไปเที่ยวยิงนกกับลูกชายน้อยๆ พอยิงนกตกลงตัวหนึ่ง ก็สั่งให้ลูกชายไปเก็บ คิดว่าลูกชายคงจะตื่นเต็นดีใจตามประสาเด็ก ที่เห็นนกที่กำลังบินอยู่กลางอากาศร่วงลงดิน

แต่ลูกชายกับมีสีหน้าพิศวงสงสัย และถามเขาซื่อๆ ว่า

“นกตัวนี้มันทำอะไรพ่อหรือ ? พ่อจึงยิงมัน”

คำถามที่แสนซื่อของเด็กชายเล็กๆ ที่ถือร่างไร้ชีวิตของนกอยู่ในมือ ทำให้ตั้งแต่วันนั้นมาเขาไม่เคยยิงนกตกปลาอีกเลย นกปลาเหล่านั้นมันทำอะไรให้ นี่คือคำถามที่จะนำไปสู่ความมีเมตตาแน่นอน

 

การไม่เมตตาผู้อื่น เป็นการไม่เมตตาตนด้วย

ศีลเกิดแต่เมตตา เมตตาเกิดกับศีล ทั้งสองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ศีลของผู้ใดบกพร่อง เมตตาของผู้นั้นก็บกพร่องด้วย บกพร่องทั้งเมตตาตนเอง และบกพร่องทั้งเมตตาผู้อื่น อันเมตตาตนเองกับเมตตาผู้อื่น เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้

การไม่เมตตาผู้อื่น ก็เป็นการไม่เมตตาตนไปพร้อมกัน พึงคิดถึงสัจจะประการหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ คือ “ทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว ผู้ใดทำกรรมใดไว้ จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น”

เมื่อเบียดเบียนเขา เราเองนั่นก็จะต้องได้รับผลนั้น เมื่อไม่เมตตาเขา เราเองนั่นก็จะต้องได้รับผลนั้น

“เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก” มีพระพุทธศาสนสุภาษิตแสดงไว้เช่นนี้ เมื่อเมตตาเป็นเหตุให้มีศีล ศีลเกิดแต่เมตตา เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก ก็คือศีลเป็นเครื่องค้ำจุนโลกเช่นกัน

โลกมิได้หมายถึงเพียงดาวดวงหนึ่งดังเป็นที่เข้าใจกันอยู่ แต่โลกหมายถึงตนเอง หมายถึงเขาอื่นทั้งหลายทั้งปวง ผู้มีเมตตา หรือผู้มีศีลจึงเป็นผู้ค้ำจุนตนเอง และค้ำจุนผู้อื่นทั้งหลาย


: การให้ธรรม ย่อมชนะการให้ทั้งปวง
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


เครดิต  โพสจัง
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 11:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สวัสดีครับคุณแมน

ภาษาบาลีหากไม่ได้ศึกษาก็จะไม่เข้าใจความหมาย ศีล227 ก็คือกฏหมายของศาสนาพุทธ จึงแปลผิดแปลถูกมาหลายชั่วอายุคนจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง พระสงฆ์ที่เคร่งครัดและปฏิบัตินั้นมีมาก และส่วนใหญ่จะปลีกวิเวก และไม่อยากมาวุ่นวายกับสังคมท่านจะเดินธุดงส์เข้าไปในป่าตามวัดในชนบทครับ
ปัญหาจึงรอการแก้ไขอยู่ครับคุณแมนครับ
 

--------------------------------------------------------------------------------
 
 


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 12:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เรื่องศาสนาคนโบราณเขาห้ามเถียงกัน แต่ถ้าคนมีความรู้จริงๆมาคุยกัน ก็จะมันส์พะยะค่ะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เฮโลฯ..
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 13:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันศุกร์(พรุ่งนี้ )หน้า5 ของกิเลน ประลองเชิงดูนะครับ..คุยเรื่องศา่สนาเหมือนกัน..
   แก่นในคำสอนขององค์สัมมาฯก็บรรจงใว้ในคอลัมภ์
องค์สัมมาฯได้สรุปใว้เพื่อให้การดำรงค์อยู่ของปวงมนุษย์ได้ครองตน ครองชีพอย่างปกติสุข..ยึดหลักความไม่เบียดเบียนกัะน ทั้งให้รู้จักการเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่..นี่ในขั้นตอนของการดำรงค์ชีพขอปุถุชน
  และสอนหยั่งให้ลึกลงไปอีก
คือการกำจัดทุกข์ รู้เหตุแห่งทุกข์..
  ทุกข์ที่ผมพูดถึง ไม่ใช่ทุกข์ที่เราๆื่ท่านๆได้ผจญกันอยู่ทุกวันนี้
  แต่พระพุทธเจ้า ได้ทรงรู้ว่า ไม่ว่าจะทำลายทุกข์ หรือทำให้สุขเกิดก็ตาม..สิ่งเหล่านั้น ล้วนไม่ยั่งยืน มีทุกข์ ก็เสื่อมคลายได้ มีสุข สุขก็เสื่อมคลายได้..
  พระพุทธเจ้า ท่านได้มองเห็นถึงลักษณะ3อย่าง คือการเกิด การแก่ และการตาย..
  เหล่านี้ล้วนเป็นทุกข์..
แต่ว่า เมื่อเกิดมาแล้ว จะหนีทุกข์อย่างว่า ก็หนีไม่ได้ ก๊อเลยค้นหาวิธีให้การดำรงค์ชีพอย่างเป็นผู้รู้..
   ขอเวลาอีกไม่เกิน หนึ่งชั่วโมง แล้วจะมาคุยต่อครับ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 14:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ส่วนของผู้รู้(น้อย)เติมลงไปให้สับสน เช่น นิพพานัง ปะระมัง สุขขัง เขาแปลว่า "การนิพพานเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่" ผมว่ามันผิด

การบำเพ็ญศีลสำเร็จถึงขั้น  นิพพาน หมายถึง จิตใจคนนั้นว่างเปล่า ไม่รัก ไม่เกลียด ไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่หลง ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข สละแล้วทุกอย่างพระพุทธเจ้า เพียรทำดี นานถึง 10 ชาติ ชาติที่ 8 สละช้างสารให้พราหมณ์ ช้างสารเป้นยานพาหนะสำคัญในการเดินป่าสมัยโบราณ เป็นช้างออกศึก ยังสละได้ ชาติที่9 สละลูกน้อย กัญหา ชาลี ให้กับพราหมณ์ โดยไม่สนใจว่า พราหมณ์จะเลี้ยงลูกอย่างไร

สรุปว่า นิพพาน คือการปฏิบัติธรรม ให้ใจว่างเปล่า ผู้ที่สำเร็จแล้วจะมีวงใสๆ กลม รอบศีรษะ แต่แปลก....มีคนบัญญัติไว้ วัจนะตอนหนึ่ง กล่าวว่าว่า "นิพพานัง ปะระมัง สุขขัง" กลายเป็นว่า การ นิพพาน เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ เพราะ ปะระมะ แปลว่ายิ่งใหญ่ ซึ่งไม่ตรงกับ วัจนะ อันแท้จริงของ พระองค์ ผู้คนไทยส่วนใหญ่ หลงชื่ออยู่อย่างนั้น การนิพพาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข

ความจริงผมไม่อยากพิมพ์ลงในบอร์ดแห่งนี้สักเท่าไร เพราะมีคนสนใจ ธรรมะ เพียงประมาณ 20 คน ใน จำนวนสมาชิก ประมาณ 3 แสนคน

//ช.ผาสุข

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เฮโลฯ..
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 15:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมไม่สนหรอกครับ ว่าคนจะสนใจมากน้อยเท่าไร..
เพราะจุดประสงค์ในการพูด การคุย เพียงแค่ชักนำ ชักชวนกันให้ศึกษา ให้ปฏิบัติธรรมเท่านั้น..
   คนไม่สนใจ ก็ไม่ว่ากัน ไม่อ่านก็ไม่ว่ากัน เพราะเราบังคับความต้องการ หรือไม่ต้องการของคนได้..
   ผมแน่ใจอยู่อย่างนึง..ผมไม่ได้ทำให้ใครหมองขุ่น เหตุจากเพราะผมคุยเรื่องการปฏิบัติตน ของผู้ที่นับถือพุทธศาสนา..
   การคุยธรรม จะไม่มีการกระทบ กระแทกทั้งกาย ทั้งใจ และทั้งวาจา..แต่เป็นเรื่องของธรรมล้วนๆ..
   ในธรรม เนื้อหาที่คุย มันจะย้อนพลิกกลับไปถึงการดำรงค์ตนของพวกเรา ผมหมายถึงคนในสังคมนะครับ..
   
    การคุยในครั้งนี้ ผมมิได้เป็น เจ้าของกระทู้ เป็นผู้ร่วมสนทนาในกระทู้..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 15:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สวัสดีครับคุณแมน


กระทู้ธรรมะกระทู้แรกอยู่หน้าที่ 2 มีคนอ่าน1200คนและกระทู้ที่2 มีคนอ่าน500กว่าคนครับเมื่อก่อนคงจะมีแค่20คนแต่ตอนนี้คนเครียดมากขึ้นก็อยากจะอ่านธรรมะที่ทำให้หายเครียดมากขึ้นครับ ต่อไปจะมีคุณแมน คุณเฮโล คุณชอบอ่านแลผมร่วมทั้งสมาชิกอื่นๆได้ร่วมเข้ามาคุยกันอย่างเป็นกันเองด้วยความรักความมีเมตตารักใคร่เอ็นดูซึ่งกันและกันครับคุณแมนครับ คุณแมนคุยหน้านี้แล้วอย่าลืมกระทู้ที่2และ3มีท่านผูอ่านเข้ามาร่วมด้วยเพิ่งอ่านผ่านๆมาครับ เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้กันครับคุณแมนครับจะได้มีผู้อ่านมากขึ้นเรื่อยๆครับ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เฮโลฯ..
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 15:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
มาต่อเรื่อง การทำให้ทุกข์ไม่เกิด
พูดถึงการเกิดก่อน
สัตว์ทั้งหลาย ตายแล้วเกิดทันที..พระว่าอย่างนั้น..
เกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นพรหม เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต และอสุรกาย
    พวกที่เป็นในภพภูมิเหล่านั้น เมื่อถึงก็ต้องถึงคราวเสื่อมอยู่ดี หมายถึง ตายลงไปทั้งหมด ซึ่งก็แล้วแต่กุศลที่สรรสร้าง
    พระพุทธองค์ เป็นศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ โดยพระองค์ทรงค้นพบถึงวิธีไม่ให้เกิดทุกข์ คือการไม่กลับมาเกิดนี่เอง..
    นิพพานัง ปรมังสุขขัง หมายถึงการทำให้ไม่มีการกลับมาเกิดคือ การทำให้สิ้นเยื่อใย ทำให้ยางตัญหาต่างๆจางหาย หรือถูกกำจัดหมดไป..
    ไร้ความปราถนาทั้งมวล กิเลส ตัญหาดับลง
ผมศึกษาธรรม เพื่อการปฏิบัติตน เพื่อการครองตนไม่ให้เสี่ยงต่อการหลงผิด
     เมื่อก่อนผมก็หลงผิด แฟนๆบอร์ดหลายท่านก็คงจะไม่ลืมกระมัง แล้วหลังจากที่ผม เหลวไหลมาพักนึง ผมก็เปลี่ยนแปลง
     และ..ไม่ใช่ผมหรอกหรือ..แฟนๆก็ใช้วาจาที่อ่อนโยนขึ้นกว่าแต่เดิม..จริงป๊ะ ท่านผู้กว้างขวางประจำซอยผาสุข 
     แต่..คงไม่ใช่ซอยเดียวกับลูก......เสียด้วย..(ผมแหย่เล่นน่ะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 พ.ค. 13, 16:13 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 16:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ดีใจที่คุณเฮโลเข้ามาแล้วครับคุณชอบอ่านก็เข้ามาตอบพระนาคสมาละ อยู่ในกระทู้ต่อจากคุณเฮโลครับ กระทู้นี้เป็นของทุกท่านครับ จะได้ปฏิบัติตามจุดประสงค์ขององค์พระสังฆราช ว่าดังนี้ครับ

: การให้ธรรม ย่อมชนะการให้ทั้งปวง
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เฮโลฯ..
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 16:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พระสมาละ ก่อนบวชเคยถวายร่มแก่ องต์สัมมาฯ..ทราบแค่นี้ แต่บวชตอนไหน ก่อนบวชมีนิสัยอย่างไร ยังค้นไม่เจอครับ..
สาวกของพระพุทธองค์ ส่วนมากจะมีประวัติก่อนบวช หาเหตุทำให้บวช..
   ผมเข้าใจว่า การที่มีการยกเอาสาวกของพระพุทธองค์มาเล่า ก็เพื่อให้เราได้ย้อนกลับไปพิจาณาตนเองของผู้รับฟังครับ..
   เช่นเรื่องอัครสาวก พระโมกคลานะ..ด้วยอดีตชาติเคยทุบตีบิดามารดา สุดท้าย จึงถูกเหล่าโจรทุบตีจนตาย..
   พระโมกคลานะ เป็นผู้มีฤทธิ แต่เพื่อให่กรรมที่ยังเกาะติดตามอยู่ได้หมดไป เรียกว่าชดใช้กรรม..จึงมิได้หลบหนี ในขณะที่โจรได้กุ้มรุมเข้ารุมทุบตี
   นี่แสดงให้เราได้ทราบกันใว้ว่า กรรมใดๆที่ได้ก่อขึ้นแล้ว ย่อมหนีกรรมนั้นไปไม่พ้น..
   คำสอนของพระพุทธองค์ องค์สัมมาฯ เป็นคำสอนที่ลึกซึ้ง การศึกษาก็ต้องระเอียด ต้องประกอบไปด้วยความพิจาณา
   การที่เราได้ศึกษา ก็จะทำให้เราเข้าใจให้มาก และลึกซึ้งขึ้น..และจะเป็นนบันไดให้เราก้าวพ้นไปเสียจากทุกข์..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เฮโลฯ..
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 17:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เพื่อนๆชาวบอร์ดครับ..ในใขของผม ก็มีเจตนาที่จะชักชวนเพือ่นๆพูดคุย สนทนากันในเรื่องธรรมมะ อยากจะเชิญชวนเพื่อนๆร่วมกันค้นคว้า ร่วมกันศึกษา และได้ปฏิบัติตามคำสอนฯที่เราได้ร่วมกันศึกษา..
    ผมไม่มีดีกรีในวิชาธรรม มีแต่หัวใจที่จะค้น ที่จะศึกษา และทุกวัน ผมก็ได้ปฏิบัติตามที่ได้ศึกษา..
    แฟนเก่าๆ หลายท่าน ก็อาจจะสัมผัสได้จากการสนทนาที่ผมได้สนทนาอยู่ ว่าผม มีความเปลี่ยนแปลงไป..แต่จะพูด หรือไม่พูดเท่านั้น..
     การที่เราได้ฝึก ได้ปฏิบัติ เราจะพบกับความสุขกาย สุขใจ..
     ผู้ปฏิบัติเท่านั้น ที่จะรู้ได้..
     ลองปฏิบัติกันดูเถิด..แล้วท่านจะรู้ได้เอง..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 18:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สวัสดีครับคุณkamnuengh

เป็นคนเดียวกับคุณชอบอ่านใช่หรือไม่ครับ หากใช่ดีใจที่ได้มาคุยกันอีก คุณคงติดธุระนะครับนั่งนอนรอคุณหลายชั่วโมง ได้เห็นข้อความคุณขึ้นก็ดีใจเป็นอย่ายิ่งครับมีอะไรก็ร่วมพูดคุยกันได้ครับคุณชอบอ่านครับ

--------------------------------------------------------------------------------
 
 พระนาคสมาละ หาจาก http://etipitaka.com/search ได้ดังนี้

พระไตรปิฎก ภาษาไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
หน้าที่ ๑๑๓/๔๓๐ ข้อที่ ๑๙๓

ลิงก์สำหรับแบ่งปันหน้านี้

เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย ดังนี้. คำนิคม [๑๙๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระนาคสมาละ ถวายงานพัดอยู่ ณ เบื้องปฤษฎางค์ ลำดับนั้น ท่านพระนาคสมาละ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค ดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยมี อนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้ามีโลมาอันพองเพราะฟังธรรมปริยายนี้ ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ธรรมปริยายนี้ชื่ออะไร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนาคสมาละ เพราะเหตุนี้ แหละ เธอจงทรงจำธรรมปริยายนี้ไว้ว่าชื่อว่า โลมหังสนปริยาย. พระผู้มีภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระนาคสมาละ มีใจชื่นชม ยินดีพระภาษิต ของพระผู้มีพระภาคแล้วแล. จบ มหาสีหนาทสูตร ที่ ๒
[๑๗๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จดำเนินทางไกลไปในโกศลชนบท มีท่านพระนาคสมาละ เป็นปัจฉาสมณะ ท่านพระนาคสมาละได้เห็นทาง ๒ แพร่งในระหว่างทาง ครั้นแล้วได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญนี้ทาง ไปกันตามทางนี้เถิดพระเจ้าข้า เมื่อท่าน พระนาคสมาละกราบทูลอย่างนี้แล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระนาคสมาละว่า ดูกร นาคสมาละ นี้ทาง ไปกันตามทางนี้เถิด แม้ครั้งที่ ๒ ... แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระนาคสมาละก็ได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ นี้ทาง ไปกันตามทางนี้เถิดพระเจ้าข้า แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสกะท่านพระนาคสมาละว่า ดูกรนาคสมาละ นี้ทาง ไปกัน ตามทางนี้เถิด ลำดับนั้น ท่านพระนาคสมาละวางบาตรและจีวรของพระผู้มีพระภาคไว้ที่แผ่นดิน ณ ที่นั้นเอง ด้วยกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ นี้บาตรและจีวร ดังนี้ แล้วหลีกไป

พระไตรปิฎก ภาษาไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
หน้าที่ ๑๕๔/๔๑๘ ข้อที่ ๑๗๖

ลิงก์สำหรับแบ่งปันหน้านี้

ครั้นเมื่อท่านพระนาคสมาละเดินไปโดยทางนั้น พวกโจรในระหว่างทางออกมาแล้ว ทุบด้วยมือ บ้าง เตะด้วยเท้าบ้าง ได้ทุบบาตรและฉีกผ้าสังฆาฏิเสีย ครั้งนั้น ท่านพระนาคสมาละมีบาตร แตก มีผ้าสังฆาฏิขาด เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เมื่อข้าพระองค์ เดินไปโดยทางนั้น พวกโจรในระหว่างทางออกมาแล้ว ทุบด้วยมือและเตะด้วยเท้า ได้ทุบบาตร และฉีกผ้าสังฆาฏิเสียแล้ว พระเจ้าข้า ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า บุคคลผู้ถึงเวท ผู้รู้ เที่ยวไปด้วยกัน อยู่ด้วยกัน ปะปนกับชนผู้ไม่รู้ ย่อมละเว้นบุคคลผู้ลามกเสียได้ เหมือนนกกะเรียนเมื่อบุคคลเอาน้ำนม ปนน้ำเข้าไปให้ ดื่มแต่น้ำนมเท่านั้น ละเว้นน้ำ ฉะนั้น ฯ จบสูตรที่ ๗


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 19:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ก่อนเราจะเชื่อในศาสนาใด วัจนะบทใดมี บทใดไม่มี ช่วยกันเติมช่วยกันเสริมเข้าไป ถามว่า ทั้งหลายทั้งปวงเกี่ยวกับประวัติของพระพุทธเจ้า และ คำสั่งสอน ตลอดถึงกิจวัตรต่างๆ ของพระองค์ ตรงกันกับ ประวัติศาสนาพุทธ ของประเทศอื่นไหม?

เท่าที่ทราบสมัย ร. 4 ได้เติมเข้าไปมากมาย มาถึงปัจจุบัน มากมายจนอ่านกันไม่หวาดไม่ไหว จริงๆคำภีร์นำมาจาก ประเทศศรีลังกา  เล่มเล็กๆไม่ได้มากมายมหาศาลอย่างทุกวันนี้ พี่ไทยเราเติมใส่ซะจนเละ

ก้ต้องมาวินิจฉัย แล้วจึงเชื่อ

//ช.ผาสุข
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 พ.ค. 13, 21:26 น โดย manjumbo » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 21:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมไปวัดโพธิ์ ท่าเตียน ไปวัดพระธาตุ ท่าพระจันทร์ ทีไร ได้ยินพระโฆษก พระเทศน์พูดว่า Buddha Imagine ผมแสนจะรำคาญ  อ่านและพูดตามฝรั่งว่า ศาสนาพุทธเป็นจินตนาการ รู้สึกเคือง  แต่พอถึงคราวของมัน มันใช้ Religion ซึ่งแปลว่า ศาสนา

ศาสนาของเขา ๆ จินตาการว่า มีพระเจ้า นั่นแหละเป้นจินตนาการ แต่  ศาสนาพุทธสอนเรื่องการบริหารใจตัวเองให้สดใสผ่อแผ้ว โดยตรง แต่มันบอกว่า เป้นจินตนาการ คนไทย(จำนวนมาก)ก็โง่ตามฝรั่งที่มันดูถูกศาสนาของพวกเรา ว่าจะเขียน จดหมายไปที่ พุทธสมาคม หลายครั้งก็ไม่ว่างสักที เขาใช้ Buddha Imagine มาหลายปีแล้ว โง่หงำเหงือก

//ช.ผาสุข(อดีตพระธรรมะปัญโญ)
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 21:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ในประเทศไทยมีผู้รู้ภาษาอังกฤษ นัยว่าเต็มบ้านเต็มเมือง ไม่เห็นมีใครทักท้วงเรื่อ Buddha Imagine สักคน หรือว่ามันโง่กันหมดทั้งประเทศ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 21:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
หรือแม้แต่ นักวิชาการใช้ภาษาอังกฤษ ใน การเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐ เปลี่ยนจาก Entrance  ซึ่งถูกต้องอยู่แล้ว มาเปลี่ยนเป็น Admission ซึ่งผิด ตั้งแต่สมัย ทักษิณฯเป็นนายก

คำว่า Road และ street ก็ใช้ผิด สกด พ พาน เป็น Ph และอื่นที่ผิดอีกมากมาย ไม่มีคนแก้ไข ปล่อยไว้นานอย่างนี้นับ 100 ปี ไม่มีใครแก้ไข หรือว่า ผมบ้า อยู่คนเดียว

//ช.ผาสุข(ผู้เขียนหนังสือประเทศไทยยุคใหม่ในความคิดของผม)
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 16 พ.ค. 13, 22:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สวัสดีครับคุณแมน

คุณแมนเป็นคนรุ่นใหม่เห็นปัญหาสะสมมายาวนานไม่มีใครเข้าไปแก้ไขเพราะไม่รูและปัญญาไม่เกิด จึงใช้แบบผิดมานานแสนนาน อย่างที่คุณแมนบอกว่าคำภีร์นำมาจาก ประเทศศรีลังกา  เล่มเล็กๆไม่ได้มากมายมหาศาลอย่างทุกวันนี้ พี่ไทยเราเติมใส่ซะจนเละ
คงต้องรอการพัฒนาโดยคนรุ่นใหม่ครับ ก็ช่วยกันแนะนำแบบปัญญาชนครับ ทุกอย่างรอการแก้ไขครับคุณแมนครับ

(อย่างเช่นในรูปคือปัญหารถติด ที่รอการแก้ไขกันมานานแสนนานครับ)


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 17 พ.ค. 13, 06:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
(พระพุทธองค์ท่านมองว่าใครจะเป็นดอกบัว เหล่าใดครับนี่ก็เป็นปรัชญาเช่นกันครับ)


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เฮโลฯ..
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 17 พ.ค. 13, 09:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พระพุทธองค์ องค์ศาสดาสอนให้เราดูตนเองครับ..
    ย้อนกล่าวถึงพระนาคสมาละอีกครั้งนะครับ..(ผมจะแปลกกว่าใครอยู่บ้าง ผมสงสัย สนเท่ห์ เป็นธรรมที่ คนชอบอ่านเสนอธรรมแก่คนทั่วไปที่เข้าบอร์ด..และอาจจะชี้ตรงไปที่เงาของใคร..หรือว่าเป็นผม..)
    พระนาคสมาละ เป็นผู้มีความคิด ความเห็นเป็นของตนเอง ไม่ยอมชื่อใครได้ง่ายๆ ขนาดพระพุทธเจ้า ก็ยังไม่ยอมเชื่อถือ ดังที่ทราบ..
    จวบจน..พิสูจน์ได้แล้ว..ในคราครั้งนั้น แลกมาด้วยจีวรขาด บาตรแตก หัวแตก..ถูกโจรกุ้มรุมยื้อแย่ง ทุบตี..
     
     นี่ เป็นธรรมสอนคนครับ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #26 เมื่อ: 17 พ.ค. 13, 09:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เห็นคุณเฮโลสอบถามว่าอยู่จังหวัดใด บอกว่าหากทายถูกก็จะไม่บอก เขาคงไม่อยากให้ใครรู้ครับ และกำลังพูดคุยด้วยดี แกบอกว่าอย่างนี้ต้องหลบ ผมก็นึกว่าเขาพูดเล่นๆเลยแปลกใจว่าเล็กๆน้อยๆไม่น่ามาคิดมากเลย
พูดถึงโม่นำโชคก็แค่นึกก็เป็นสุขแล้วครับคุณเฮโล งวดหน้าคงนำโชคมาให้ทุกคนครับ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #27 เมื่อ: 17 พ.ค. 13, 10:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
หากคุณชอบอ่านหายไปก็ไม่เป็นไรครับ กระทู้ธรรมะก็ยังต้องดำเนินกันต่อไปและมีคุณแมนได้เข้ามาร่วมอีกคนหนึ่งครับ ผมถือว่าเราทุกคนนั้นมาทำความดีกันเพื่อเดินตามรอยของพระพุทธเจ้าครับ หากมีธรรมะดีๆก็ช่วยกันนำเสนอครับคุณเฮโล หากคุณชอบอ่านว่างอยากจะเข้ามาร่วมก็ยินดีครับ
เราทำตามแนวทางที่เบื้องบนท่านต้องการครับคุณเฮโลครับ ไม่มีปัญหาครับ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เฮโลฯ..
เรทกระทู้
« ตอบ #28 เมื่อ: 17 พ.ค. 13, 10:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
[size=mediu ส่วนมาก ผมจะดูโทรทัศน์ครับ ระยะหลังๆ ผมชอบฟังอาจารย์สมภพ กตปัญโญ ทางช่องDDTV เวลา21.00น.เป็นต้นไ เป็นเวลา1ชั่วโมงครับ...ผมแนะนำสำหรับผู้ที่ใช้จานดำ PSI ช่องที่210
   มีตอนหนึ่ง ผมฟังท่านเทศน์เรื่องพระให้โยมกวาดวัด..

สมัยก่อน ต้นไม้ในวัดมีมาก พระต้องกวาดลานวัดทุกวัน
   พระจึงเทศน์ให้โยมฟังถึงเรื่องนกเหยี่ยว กับลูกไก่..
   มีนกเหยบี่ยว บินโฉบจะเอาลูกไก่ ในลานวัด ลูกไก่เห็นเงาแว๊บ..ก็หลบฟู๊บบบ..นกเหยี่ยวคว้าผิด ไปคว้าเอาเศษใบไม้ใบหญ้า บินไปไกลจากบริเวณวัด จึงรู้ว่า คว้าผิด..แล้วก็ปล่อยเศษใบไม้ ใบหญ้าทิ้งไป..
  แล้วพอนกเหยี่ยวตัวนั้นตายไป ได้เกิดเป็นเทวดา..
 พระเทศน์บ้านนอกสมัยก่อนเทศให้โยมฟัง..  555 พอโยมฟังเทศน์จบ ถวายปัจตุปัจจัยเรียบร้อยแล้ว..ก็พากันไปกวาดลานวัด..อยากจะได้ขึ้นสวรรค์เหมือนนกเหยี่ยว
  พระอาจารย์สมภพ ท่านได้ชี้แจงว่า นกเหยี่ยว จะเกิดเป็นเทวดาได้อย่างไร เพราะใจของนก ไม่ได้มุ่งหวังที่จะเอาความสะอาดวัด..
  เป็นเพราะพระอยากให้โยมช่วยกวาดวัดต่างหากเล่า..5555..
[/size]
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #29 เมื่อ: 17 พ.ค. 13, 10:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พระอาจารย์สมภพ กตปัญโญ  ท่านมีคติสอนใจ ไม่แน่คนที่กวาดวัดรักษาความสะอาดด้วยใจบริสุทธิ์ก็ไปเกิดเป็นเทวดาหรือภพภูมิที่ดีกว่าได้ครับคุณเฮโล


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เฮโลฯ..
เรทกระทู้
« ตอบ #30 เมื่อ: 17 พ.ค. 13, 12:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คนกวาดวัด ก็ได้อนิสงค์ครับ แต่ว่า.. โยมกวาดวัด ก็เป็นอุบายของพระ ที่จะให้โยมช่วยกวาดวัดอ่ะครับ..
อาจารย์สมภพ ท่านให้เรารู้จักการจำแนกอ่ะครับ..ท่านให้เราเชื่อด้วยปัญญาอ่ะครับ..หมายถึงให้เราใช้ปัญญาไตร่ตรอง ถึงเหตุ ถึงผลอ่ะครับ..คือ การไม่เชื่อได้โดยง่ายครับ..
   ภาพที่มีใน คห.ที่29
ผมจะบอกหว่า สัตว์ต่างๆ ที่มีความไม่สมบูรณ์ในขณะที่อยู่ในครรภ์ มิใช่สิ่งของอันวิเศษ..
  มันเป็นแค่ซากสัตว์ที่ตายในครรภ์เท่านั้น ไม่สามารถดลบันดาลอะไรต่างๆให้แก่เราได้..
  พระพุทธเจ้าท่านสอนให้รู้จักของผลของกรม สอนให้เชื่อเรื่องกรรมครับ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เฮโลฯ..
เรทกระทู้
« ตอบ #31 เมื่อ: 17 พ.ค. 13, 12:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
การเกิด ไม่ว่าสรรพสัตว์ จะเกิดในภพภูมิิะไร เป็นพรหม เป็นเทวดา..อะไรก็ตาม ล้วนไม่สามารถหลีกพ้นจากทุกข์ได้ครับ..
   ผมเคยพูดเรื่องเต่าตาบอด..เป็นเทศน์ที่ฟังมาจากอาจารย์สมภพ..ผมมาเล่าต่อเพื่อให้พวกเราได้พิจารณาถึงโอกาสที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์ครับ ชี้ให้เห็นถึงความยาก ความง่ายในการเกิดเป็นมนุษย์ครับ
  เมือ่เกิดเป็นมนุษย์ได้แล้ว ก็จะต้องเผชิญกับเวทนา เวทนา ก็คือมีสุข และมีทุกข์ปะปนกัน..
  เวทนาเหล่านั้น ล้วนไม่ยั่งยืนครับ..ท่านสังเกตุดูให้เข้าใจกันเถอะ..
เช่น คนที่ร๊วยรวย ตอนตายไป ทรัพย์ที่มีอยู่ ก็ไม่ใช่เป็นเจ้าของแล้ว..
คนที่จนจ๊นจน ตายลง ก็ไม่มีอะไรไปด้วย ไม่สามารถเป็นเจ้าของอะไรได้เหมือนกัน..หลายคน ถูกล๊อตเตอรี่ รางวัลที่1 ผ่านไปไม่กี่ปี กลับไปบากจนเหมือนเดิม..
  ที่นี้ เราก็ต้องรู้ว่า เราจะต้องหนีความตายไม่พ้นแน่..
  แล้วเราจะตายด้วยความไร้ทุกข์ได้อย่างไร..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เฮโลฯ..
เรทกระทู้
« ตอบ #32 เมื่อ: 17 พ.ค. 13, 13:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมไม่มีความสามารถในการจำมากนัก ยิ่งจะพวกภาษาบาลี ผมไม่ค่อยจะกระดิกเอาเสียเลย..
แต่ว่า ผมฟังพระเทศน์น่ะครับ..
  พระบอกว่า การสวดมนต์ ก็เป็นการบำเพ็ญเพียร การภาวนา ก็ใช่ การอ่าน การฟัง ก็ใช่ทั้งหมด..
  ล้วนแต่เป็นการนำเข้า..ฉะนั้น การนำเข้า ต้องน้อมนำเข้าสู่จิต..พระว่าอย่างนี้
น้อมนำหมายถึง การรับเข้าด้วยใจที่บริสุทธิ จำเข้าสู่จิต ให้แนบแน่น..
  การศึกษา การแลกเปลี่ยนทัศนะ ในการศึกษา การปฏบัติตามศาสนาที่สอนใว้ จะทำให้เรามีศักยภาพในการประกอบอาชีพ มีศักยภาพในการดำรงค์ตนในสังคม..
  สิ่งเหล่านี้ ไม่มีอิทธิทฤธิสามารถทำให้เรามีคุณวิเศษเหนือมนุษย์ทั้งหลายได้
  ศาสนา สอนให้เรามีความรู้รับผิด รู้รับชอบ และให้รู้จักการหลบหลีกการกระทำอันผิดๆ..สอนให้รู้จักมีสติที่ตั้งมั่น 9ล9
  ในหมู่ภิกษุสงฆ์ ก็สอนให้สงฆ์อยู่ในวินัย อยู่ด้วยความระมัดระวัง และพระพุทธเจ้าได้ให้สงฆ์ทำหน้าที่ถ่ายทอดธรรมวินัยแก่หมู่มวลจากพระองค์..
  การอุปสมบทเป็นภิกษุสงฆ์ก็ดี ฆาราวาส ผู้ปฏิบัติดีก็ดี  รัฐไม่ต้องบังคับการใช้เพดานบิน เหมือนประเทศที่มีแม่มดขี่ไม้กวาด
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #33 เมื่อ: 17 พ.ค. 13, 13:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เมื่อปีก่อนมีคนถูกล๊อตเตอรรี่รางวัลที่ 30กว่าล้าน มีญาติมาขอมาให้ช่วยเหลือไปเหลืออยู่ 29 ล้านบาท ปรากฏว่าฆ่าตัวตาย เสียดายเงินที่ช่วยเขาไป ฟังแล้วได้แต่ปลงครับมีแบบนี้ด้วย

อาจารย์สมภพพูดได้ดีมากสอนแล้วมีคติสอนใจครับ มีอะไรดีๆก็นำมาให้ความรู้กันในหมู่สายธารธรรมด้วยกันครับคุณเฮโลครับ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #34 เมื่อ: 17 พ.ค. 13, 13:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พระอรหันต์ (พระ-อะ-ระ-หัน) คือ พระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในศาสนาพุทธ สามารถละสังโยชน์ได้ครบ 10 ประการ
 ประเภท
แบ่งตามสถานะ มี 3 ประเภท
1.พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ พระพุทธเจ้า คือผู้ตรัสรู้แล้วได้ก่อตั้งศาสนาพุทธ สามารถโปรดเวไนยสัตว์ให้หลุดพ้นเป็นพระอรหันต์ตามได้
2.พระปัจเจกพุทธเจ้า คือผู้ตรัสรู้แล้ว แต่ไม่ประกาศศาสนา ไม่มีสาวก เกิดขึ้นเฉพาะในยุคที่ไม่มีพระพุทธศาสนาเท่านั้น
3.พระอรหันตสาวก คือสาวกผู้บรรลุเป็นพระอรหันต์ จากการปฏิบัติตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า
พระอรหันต์ 2 คือ
1.วิปัสสนยานิก ผู้เจริญวิปัสสนาล้วน แล้วได้ฌานในภายหลัง
2.สมถยานิก ผู้มีสมถะเป็นญาณ ผู้เจริญสมถะกรรมฐาน จนได้ฌานก่อนแล้ว จึงเจริญวิปัสสนาต่อ
พระอรหันต์ 4 คือ
1.สุกขวิปัสสก (ไม่มีญาณวิเศษใดๆ นอกจากรู้การทำอาสวะให้สิ้นไป (อาสวักขยญาณ) อย่างเดียว) อานิสงค์จากการที่ปฏิบัติวิปัสสนาเพียงอย่างเดียว
2.เตวิชชะ (ผู้ได้วิชชา 3 คือบุพเพนิวาสานุสสติญาณ (รู้ระลึกชาติได้) จุตูปปาตญาณ (รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย)อันเป็นที่เกิดจากการเข้าใจในกฎแห่งกรรมอย่างแท้จริงจึงรู้เหตุการณ์ที่จะเป็นไปได้ทั้งสิ้น อาสวักขยญาณ (รู้ทำอาสวะให้สิ้น) อานิสงค์จากการที่ปฏิบัติวิปัสสนา และถือวัตรธุดงค์
3.ฉฬภิญญะ (ผู้ได้อภิญญา 6 คือทิพฺพจักขุ ตาทิพย์ (คือฤทธิที่สามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ใกล้ไกลได้ มีพระอนุรุทธะ เป็นเอกทัคคะ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในด้านการมีตาทิพย์ คือสามารถมองเห็นโลกใบนี้ ราวกับ มองเม็ดมะขามป้อมบนฝ่ามือ) ทิพยโสต หูทิพย์อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ (โดยเฉพาะมโนมยิทธิการแยกร่างและจิต เป็นฤทธิที่แสดงได้เฉพาะพระอรหันต์ประเภทฉฬภิญโญเท่านั้น ) เจโตปริยญาณ (ทายใจผู้อื่นได้) บุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ระลึกชาติได้ ) และอาสวักขยะญาณ (ญานที่ทำให้อาสวะสิ้นไป) อานิสงค์จากการปฏิบัติวิปัสสนาและเจริญสมาธิจนได้ฌานสมาปัตติ
4.ปฏิสัมภิทัปปัตตะ (ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา 4) คือแตกฉานในความรู้อันยิ่ง 4 ประการ ได้แก่ อัตถปฏิสัมภิทา ความแตกฉานในอรรถ ธัมมะปฏิสัมภิทาความแตกฉานในธรรม นิรุตติปฏิสัมภิทาความแตกฉานในภาษา ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ความแตกฉานในปฏิภาณไหวพริบ
พระอรหันต์ 5 คือ
1.ปัญญาวิมุต
2.อุภโตภาควิมุต
3.เตวิชชะ
4.ฉฬภิญญะ
5.ปฏิสัมภิทัปปัตตะ
พระอรรถกถาจารย์แสดงความหมายของพระอรหันต์ไว้ 5 นัย คือ

1.ไกลจากกิเลส
2.กำจัดกิเลสได้หมดสิ้น
3.เป็นผู้หมดสังสารวัฏ คือ การเวียนว่ายตายเกิด
4.เป็นผู้ควรแก่การบูชาพิเศษของเทพและมนุษย์ทั้งหลาย
5.ไม่มีที่ลับในการทำบาป ไม่มีความชั่วเสียหายที่จะต้องปิดบัง


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #35 เมื่อ: 17 พ.ค. 13, 14:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ืคืออย่างนี้ครับ พระอรหันต์ก็ดี เป็นผู้รู้ก็ดี..
เราจะต้องเข้าใจให้ละเอียดลึกซึ้งเสียก่อน เมื่อเข้าใจในเรื่องของการปฏิบัติตนจนเช้าใจดีแล้ว การคุยถึงอรหันต์จึงจะสมควรครับ..
เช่น..เราเรียนอยู่ในระดับม.ต้น แต่จะเอาข้อสอบของพวกแอ๊ดมิสชั่นมาทำ มันจะทำได้หรือครับ..
    ดังนั้น จึงควรจะนำเอาธรรมเบื้อต้น ที่รับได้ง่าย ไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะเรื่องภาษาบาลี ภาษาบาลี หากนำมาใช้ในหมู่พวกที่ยังอ่อนแอกับภาษาบาลี ก็อาจจะทำให้เกิดการเบื่อหน่ายได้ง่ายๆครับ..พาลไม่สนใจในธรรม ห่างธรรมไปเสียอีก..
     ผมมักจะหลีกคำบาลี เพื่อให้ไม่ยุ่งยากในการรับครับ..และตัวผม ก็อ่อนแอในเรื่องนี้เหมือนกัน ไม่ถนัดในบาลีครับ..
     ผมไม่เก่งในการคัดลอกจากอินเทอร์เนตครับ..เลยต้องเล่ามาอย่างที่เห็นๆกันอยู่นี้..
     หากใครไม่รู้ ก็จะคิดว่าผมเป็นพวกนักบวช หรือเป็นนักบวชเก่า       เพราะผมทำเหมือนพระเทศน์
     ปัญญา และความสามารถของผม มีอยู่เท่านี้..
     หากจะให้การเสวนา สนทนาในเรื่องธรรม เป็นไปอย่างมีอรรถรส ก็อยากให้ค้นในระบบฯ มีธรรมเผยแผ่อยู่มากหลาย..
     
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #36 เมื่อ: 17 พ.ค. 13, 15:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คุณเฮโลบอกนั้นถูกต้องการจะสำเร็จอรหันต์นั้นต้องเริ่มจากขั้นพ้นฐานก่อน ค่อยเป็นค่อยไปครับ ต้องค่อยเรียนรู้ศึกษาด้วยความถูกต้อง ในหนังสือมีบอกวิธีฝึกขั้นต่างๆให้ทราบอย่างละเอียดครับและในเน็ตก็มีเช่นกันสิ่งใดว่าดีก็จะนำมาเสนอครับ ค่อยเป็นค่อยๆไปครับ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #37 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 13:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พุทธประวัติ

 พระพุทธเจ้าผจญมารได้รับชัยชนะ ครั้งสำคัญ 8 ครั้ง 


ผจญพญามารนาม วสวัตตี

          พญามารเนรมิตแขนตั้งพัน ถืออาวุธ
          ครบมือ ขี่ช้าง ครีเมขละ พร้อมด้วยเสนามาร
          โห่ร้องก้องกึก พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้
          ด้วยธรรมวิธี มีทานบารมี เป็นต้น ด้วยเดช
          แห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

          เหตุการณ์แห่งชัยมงคลนี้เกิดขึ้นใต้ต้นโพธิ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา พระบรมโพธิสัตว์ประทับขัดสมาธิ ผินพระพักตร์สู่ทิศตะวันออกตั้ง พระวรกายตรง ดำรงพระสติมั่น เจริญอานาปานสติภาวนา (พจนานุกรม ให้เขียน อานาปาณสติ แต่วงการพระท่านใช้ อานาปานสติมาตลอด) ตั้งพระปณิธานแน่วแน่ จะพยายามเพื่อบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณให้จงได้ แม้ว่า เลือดเนื้อและโลหิตจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกก็ตามที ก็จะไม่ยอมลุกขึ้นเป็นอันขาด

          บัดดล พญามารนาม วสวัตตี ก็ปรากฏตัว ให้สังเกตชื่อ “วสวัตตี” แปลว่า “ ผู้ยังบุคคลอื่นให้ตกอยู่ในอำนาจ ” แสดงว่ามารตัวนี้มิใช่กระจอก เป็นเทพ (ผู้เกเร) ครองสวรรค์ชั้นสูงสุด สวรรค์ชั้นนี้นามว่า ปรนิมมิตวสวัตตี แบ่งเป็นสองแดน แดนหนึ่งมีเทพนามวสวัตตีเทพครอง อีกแดนหนึ่งเป็นแดนมารมีพญามารวสวัตตีตนนี้แหละเป็นผู้ครอง

          พญามารกลัวว่า พระโพธิสัตว์จะก้าวพ้นจากเงื้อมมือของตน จึงยกพลพหลพลโยธามาผจญ ตัวพญามารเองก็เนรมิตแขนพันแขนยังกะหนวดกุ้งถืออาวุธครบทุกมือ

          ขี่พญาช้าง นามครีเมขละ นำลิ่วล้อหน้าตาน่าสะพรึงกลัวมาล้อมพระองค์ ออกปากขับไล่ให้พระโพธิสัตว์ลุกจากบัลลังก์ (ที่นั่ง) อ้างว่า บัลลังก์นี้เป็นของมัน

          พระบรมโพธิสัตว์ตรัสว่า
          “ รัตนบัลลังก์ นี้เป็นของเรา พราหมณ์นามโสตถิยะ ให้หญ้ากุศะเรามา ๘ กำ เราเอามาลาดเป็นอาสนะ”
          “บัลลังก์นี้เป็นของข้า” พญามารกล่าวเสียงดัง แล้วหันไปขอเสียง สนับสนุนจากบริวารว่า “จริงไหมวะ”
          “แม่นแล้ว เจ้านาย บัลลังก์นี้เป็นของเจ้านาย” เสียงลิ่วล้อตะโกนตอบ
          “เห็นไหมๆ ท่านลุกขึ้นเสียดีๆ ยกบัลลังก์ให้แก่ข้า อย่าให้ใช้กำลัง” มันขู่

          เมื่อพระบรมพระโพธิสัตว์ยืนยันว่าบัลลังก์เป็นของพระองค์ มันจึงซักว่า
          “ท่านมีพยานไหมล่ะ”

          พระองค์ทรงชี้ดรรชนีลงยังพื้นปฐพี ตรัสว่า
          “ขอให้วสุนธราเป็นพยาน” ทันใดนั้น นางวสุนธรา หรือ นางธรณีก็ปรากฏกายบีบมวยผมปล่อยกระแสธารไหลมาท่วมกองทัพพญามารจนพ่ายแพ้หนีไปในที่สุด

          มาร ในที่นี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นมารจริงๆ ก็ได้ หากเป็นสัญลักษณ์แทนกิเลส (โลภ โกรธ หลง) พระโพธิสัตว์ผจญมาร ก็ คือ พระองค์ทรงพยายามเอาชนะกิเลสทั้งหลาย กว่าจะได้ชัยชนะก็เล่นเอาเหนื่อย ไม่แพ้รบทัพจับศึก ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

         
คัดมาจาก
          http://www.dhammajak.net/prayer/chaiya/c01.php



ผจญอาฬวกยักษ์

          อาฬวกยักษ์ผู้กระด้าง ปราศจาก
          ความอดทน ดุร้าย สู้รบกับพระพุทธเจ้าอย่าง
          ทรหดยิ่งกว่ามารตลอดราตรี พระจอมมุนีทรง
          เอาชนะได้ด้วยขันติวิธีที่ทรงฝึกฝนมาดี ด้วย
          เดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

          ในป่าลึกชายแดนเมืองอาฬวี มียักษ์อาศัยอยู่จำนวนมาก วันหนึ่งเจ้าเมืองอาฬวี มียักษ์อาศัยอยู่จำนวนมาก วันหนึ่งเจ้าเมืองอาฬวีไปล่าสัตว์พลัดหลงกับ ข้าราชบริพาน เข้าไปยังป่าลึกถูกพวกยักษ์จับได้ตั้งใจจะเอามาทำ สเต็กกินให้อร่อย เข้าเมืองกลัวตายจึงหาทางเอาตัวรอดโดยกล่าวว่า “ถ้าพวกยักษ์กินตนอิ่มเพียงมื้อเดียว ถ้าปล่อยตนไป ตนจะไปหาคนมาส่งให้กินทุกวัน ขอให้ปล่อยตนไปเถอะ”

          “จะเชื่อได้อย่างไรว่าจะไม่เบี้ยว” ยักษ์ถาม
          “ไม่เบี้ยวแน่นอนท่าน เพราะข้ามิใช่นายกเมืองสารขัณฑ์ ที่รับปากใครไปเรื่อยกระทั่งกับพระกับเจ้า แล้วก็ลืม ข้าเป็นถึงเจ้าเมือง อาฬวีย่อมรักษาสัจจะยิ่งชีวิต” เจ้าเมืองพูดขึงขัง

          โชคยังดี พวกยักษ์เชื่อ จึงปล่อยไป ท้าวเธอก็ส่งนักโทษประหารมาให้กินวันละคน จนกระทั่งนักโทษหมดคุก เมื่อหาใครไม่ได้ก็สั่งให้ดักจับเอาใครก็ได้ที่เดินอยู่คนเดียว มีคดีคนหายอย่างลึกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จน จส.๑๐๐ ของยักษ์ประกาศหาไม่หยุด สร้างความหวาดวิตกแก่ประชาชนทั้งเมือง

          พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณด้วย พระมหากรุณาธิคุณ อันยิ่งใหญ่ต่อชาวเมืองอาฬวี พระองค์จึงเสด็จไปหาอาฬวกยักษ์ หัวหน้าพวกยักษ์ในป่าอาฬวี บังเอิญอาฬวกยักษ์ไม่อยู่ พระองค์จึงเสด็จเข้าไปประทับ ณ ที่นั่งประจำตำแหน่งของแก

          อาฬวกยักษ์กลับมา พบพระพุทะองค์ประทับที่บัลลังก์ของตนก็โกรธเขี้ยวกระดิกทีเดียวตวาดด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “สมณะโล้นมานั่งที่นั่งข้าทำไม ลุกขึ้นเดี๊ยวนี้”

          พระพุทธองค์ทรงลุกขึ้นอย่างว่าง่าย

          ยักษ์แกได้ใจ จึงออกคำสั่งอีกว่า “นั่งลง” พระองค์ ก็นั่งลง

          “ลุกขึ้น” สั่งอีก พระองค์ก็เสด็จลุกขึ้น

          “นั่งลง” พระองค์นั่งลงตามคำสั่ง

          ยักษ์เขี้ยวโง้งได้ใจ หัวร่อ ฮ่าๆ ที่เห็นพระพุทธเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของชาวโลกทำตามคำสั่งแกอย่างว่าง่าย

          ถามว่า “ทำไมพระพุทธองค์จึงทรงทำตามยักษ์อย่างว่าง่าย”

          ตอบว่า “เป็นเทคนิควิธีสอนของพระพุทธเจ้า” พระองค์ทรงรู้อยู่แล้วว่า ยักษ์แกเป็นผู้ดุร้าย อารมณ์ร้อน ถ้าขัดใจแก แกก็จะโมโหจนลืมตัว ไม่มีช่องที่จะสอบอะไรได้ ถึงกล่าวสอนตอนนั้นแกก็คงรับไม่ได้ พระองค์จึงทรงเอาชนะความแข็งด้วยความอ่อน ดังคำพังเพยจีน (หรือเปล่าไม่รู้) “หยุ่นสยบแข็ง” หรือดังบทกวี (เก่า)บทหนึ่งว่า

          “ถึงคราวอ่อน อ่อนให้จริง ยิ่งเส้นไหม

          เพื่อจะได้ เอาไว้โยง เสือโคร่งเฆี่ยน

          ถึงคราวแข็ง ก็ให้แกร่ง ดังวิเชียร

          เอาไว้เจียน ตัดกระจก เจียระไน”

          ยักษ์ถึงแกจะป่าเถื่อน ใช่ว่าแกจะไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้านั้น เป็นที่เคารพนับถือของคนเป็นจำนวนมาก การที่แกสามารถสั่งให้คนยิ่งใหญ่ขนาดนั้นทำตามคำสั่งอย่างไม่ขัดขืน จึงทำให้แกภาคภูมิใจที่ปราบพระศาสดาเอกในโลกได้จิตใจจึงผ่อนคลายความดุร้ายลง สงบเยือกเย็นพอจะพูดกันด้วยเหตุผลรู้เรื่อง พระพุทธองค์จึงค่อยๆ สอนให้แกรู้ผิดชอบชั่วดี ยักษ์แกก็เข้าใจและรับได้อย่างเต็มใจ ในที่สุดก็รับเอาไตรสรณคมน์เป็นสรณะตลอดชีวิต


คัดมาจาก
          http://www.dhammajak.net/prayer/chaiya/c02.php




 


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #38 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 13:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผจญผญาช้างนาฬาคิรี

          พญาช้างชื่อ นาฬาคิรี ตกมัน
          ดุร้ายยิ่งนัก ประดุจไฟป่า จักราวุธ และสายฟ้า
          พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้ด้วยวิธีรดด้วยน้ำ
          คือเมตตา ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

          ต้นเหตุให้เกิดเรื่องนี้ก็คือ พระเทวทัตอดีตเจ้าชายหนุ่มแห่งโกลิยวงศ์ ตำนานฝ่ายเถรวาทว่า เป็นเชษฐาของพระนางยโสธราพิมพาแต่ฝ่ายมหายานว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระนางยโสธราพิมพา ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ เพราะคัมภีร์ฝ่ายเถรวาทบางแห่งก็พูดในทำนองนั้น ดังเช่นเมื่อพระเทวทัตยื่นข้อเสนอ ให้พระพุทธองค์มอบสงฆ์ให้ท่านปกครองอ้าวว่า “บัดนี้ พระองค์ ทรงแก่เฒ่าแล้ว ขอจงมอบภาระดูแลสงฆ์แก่ข้าพระองค์เถิด”

          ถ้าพระพุทธองค์ทรงเป็นสหชาติกับพระนางยโสธราพิมพา และถ้าพระเทวทัต เป็นเชษฐาของพระนางจริง พระเทวทัตก็ไม่น่าจะพูดว่า “พระองค์ทรงแก่เฒ่าแล้ว” ใช่ไหมขอรับแต่ช่างเถอะ อย่าปวดหัวกับประเด็นนี้เลยเชื่อตามมติฝ่ายเถรวาทไปก่อน พระเทวทัตออกบวชพร้อมกับเจ้าชายศากยวงศ์ และนายภูษามาลาแห่งศากยวงศ์นามว่า อุบาลี (เวอร์ซาเช่ แห่งเมืองกบิลพัสดุ์ว่าเข้านั่น) รวม ๗ท่านด้วยกัน เพื่อนร่วมรุ่นที่ชื่อเสียงในเวลาต่อมานอกจากพระอุบาลี ก็มีพระอานนท์ พระอนุรุทธะ พระเทวทัต แรกเริ่มเดิมทีก็ดังในทางดี คือตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติจิตภาวนาจนกระทั่งได้ฌาน ได้ “โลกิยฤทธิ์” (ฤทธิ์ระดับโลกิยะ) คือเหาะเหินเดินหาวได้ หายตัวได้อะไรทำนองนี้ ฤทธิ์อย่างนี้เสื่อมได้ถ้าไม่รู้จักประคับประคองในทางที่ถูกซึ่งก็เป็นดังนั้นจริงๆ

          ว่ากันว่าญาติโยมทั้งหลาย เวลาไปวัดก็จะนำสักการะไปถวายพระคุณเจ้าต่างๆ ที่ตนเคารพเลื่อมใส บ้างก็ถามว่า “พระคุณเจ้าสารีบุตรอยู่ที่ไหน พระคุณเจ้าโมคคัลลานะพระอานนท์ ฯลฯ อยู่ที่ไหน” แล้วก็นำเอาลาภสักการะไปถวายท่านเหล่านั้น น้อยรายจะถามถึงพระคุณเจ้าเทวทัตพระคุณเจ้านั่งนึกว่า ท่านเหล่านั้นหลายท่าน เป็นขัตติยกุมารออกบวช ไม่เห็นมีอะไรด้อยไปกว่าท่านเหล่านั้นแต่ทำไม ญาติโยมเวลานำอะไรมาวัด ไม่ถามถึงเราบ้าง มันน่าน้อยใจนัก เราต้องหาทางแสวงลาภสักการะให้มากกว่าท่านเหล่านี้ให้จงได้ เรียก “ปาปิจฉา” (ความปรารถนาลามก) ได้เกิดขึ้นในใจพระคุณเจ้าเทวทัตเสียแล้วละครับ เทวทัตคิดว่า เจ้าชายอชาตศัตรูมกุฎราชกุมาร สติปัญญาไม่แหลมคมนัก สามารถ “ล้างสมอง” ได้ง่าย ถ้าทำให้อชาตศัตรู เลื่อมใสได้ ก็จะเป็นทางมาแห่งลาภยศสรรเสริญแผนการอันเลวร้ายจึงเริ่มต้น

          วันหนึ่ง ขณะเจ้าชายเสด็จประพาสสวนอุทยานแห่งหนึ่ง อยู่ๆ พระเทวทัตก็ปรากฏตัวต่อหน้าพระพักตร์ ทำให้เจ้าชายตกใจและอัศจรรย์ใจไปพร้อมกัน ตกใจที่เห็นพระคุณเจ้ามีอสรพิษร้ายพันกายหลายตัว ไม่เห็นมันทำร้ายพระคุณเจ้าเลย และอัศจรรย์ใจที่พระคุณเจ้าอยู่ๆ ก็เหาะลงมาจากห้วง นภากาศ ทำได้อย่างไรมันน่า “งืด” แท้ พระคุณเจ้าบอกว่าอย่าตกพระทัยบพิตรอาตมาคือเทวทัต สาวกแห่งพระสัมมาสัมพุทะเจ้าว่าแล้วก็แสดงธรรมแด่เจ้าชายอชาตศัตรู จนกระทั่งท้าวเธอมอบตนเป็นศิษย์ก้นกุฏิ ถวายความอุปถัมภ์ในเวลาต่อมา ถึงตอนนี้พระคุณเจ้าเทวทัต ก็ร่ำรวยลาภสักการะมากมายก่ายกองเพราะเป็นพระอาจารย์ของมกุฎราชกุมารแห่งมคธรัฐ

ต่อมาพระเทวทัตก็ยุยง ให้อชาตศัตรูกำจัดพระราชบิดาชิงราชบัลลังก์ ทั้งๆ ที่ตนเองก็จะได้โดยชอบธรรมอยู่แล้ว เจ้าชายจับพระราชบิดาขังคุกให้อดอาหารจนสิ้นพระชนม์ ตอนหลังพระเจ้าอชาตศัตรูรู้ว่าถูกเทวทัตหลอกจึงสั่งตัดความอุปถัมภ์ที่เคยให้แก่พระเทวทัต

          ก่อนหน้านั้นเล็กน้อยพระเทวทัต จ้างนายขมังธนูไปยิงพระพุทธเจ้า แต่แผนการล้มเหลว จึงลงทุนปีนเขากลิ้งก้อนหินลงมาหมายทับ พระพุทธองค์ขณะประทับนั่งเข้าฌานสมาบัติอยู่ที่ถ้ำมัททกุจฉิ เชิงเขาคิชฌกูฏก้อนหินกลิ้งลงไปปะทะชะง่อนผา สะเก็ด หินกระเด็นไปต้องพระบาทพระพุทธองค์จนพระโลหิตห้อ พระสงฆ์สาวกพากันนำพระพุทธองค์ไปให้หมอชีวก ถวายการรักษาพยาบาล ณ ชีวกัมพวัน

          เหตุการณ์เหล่านี้ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะนัก คนทั่วไปยังไม่รู้ว่าเป็นแผนการของพระเทวทัตคือต้นเหตุการณ์กระทำอันเลวร้ายนี้แน่นอน

          เช้าวันหนึ่ง ขณะพระพุทธองค์มีพระอานนท์โดยเสด็จ เสด็จออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ในเมืองราชคฤห์

          พญาช้างตกมันถูกปล่อยจากโรงช้างวิ่งทะยานออกสู่ถนนใหญ่มุ่งหน้ามาทางพระพุทธองค์ และพระอานนท์ ร้องเสียงโกญจนาท (เขาว่า ร้องแปร๋นๆ เสียงแหลมเล็กดุจเสียงนกกระเรียนการร้องของช้างจึงเรียกว่า “โกญจนาท”) มหาชนชาวเมืองวิ่งหนีอลหม่าน

          พระอานนท์พุทธอนุชา เกรงภัยจะมาถึงพระพุทะองค์ จึงรีบกลับออกไปหมายสกัดพญาช้างตกมันไว้ ไม่คำนึงถึงชีวิตของตนเองทั้งๆ ที่ยังเป็นเสขบุคคล (เป็นพระโสดาบัน) ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ทรงอภิญญา พอที่จะต่อสู้กับพญาช้างตกมันได้ พระพุทะองค์ตรัสเรียกพระอานนท์ให้ถอยกลับมา พระองค์ทรงทำปาฏิหาริย์ให้พญาช้างวิ่งเลี่ยงไปอีกทางหนึ่ง

          ขณะนั้นเด็กน้อยคนหนึ่งถูกแม่ทิ้งไว้กลางถนน เพราะกลัวตายร้องไห้จ้าน่าเวทนายิ่ง พญาช้างเปลี่ยนเข็มจากพระอานนท์หันมาหมายกระทืบเด็กน้อยตายคาตีน พระพุทธองค์ทรงแผ่เมตตาภินิหาร ดังหนึ่งทรงหลั่งกระแสธารอันเย็นสนิท ตกต้องจิตพญาช้างสาร ความดุร้ายเมามันพลันหายไปสิ้น

          มันเดินเซื่องซึมเข้ามาหมอบแทบยุคลบาทยกงวงจบบนกระพองถวายอภิวาท พระศาสดาผู้ทรงยกพระหัตถ์ลูบกระพองมันเบาๆ แล้วมันก็ลุกเดินเชื่องช้ากลับยังโรงช้างเป็นที่อัศจรรย์

          เสียงโจษจันกันไปทั่วว่า “นาคกับนาคชน กัน นาคหนึ่งปราบอีกนาคหนึ่งหมดฤทธิ์เป็นที่น่าอัศจรรย์”

          นาคแรก หมายถึง “พระผู้ประเสริฐ”คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกนาคหนึ่งคือ “พญาช้างสาร” ที่เมามัน ชื่อนาฬาคิรี

          “อาวุธ” ที่พระพุทธองค์ทรงใช้สู้กับพญาช้างตกมัน คือเมตตา ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาจิตอันแรงกล้า ที่พระองค์ทรงแผ่ไปต้องจิต พญาช้างทำให้มันคลายความดุร้ายลงฉับพลัน และเลิกคิดที่จะทำร้ายพระองค์ในที่สุด

แต่ผู้ที่ยังไม่เลิกคิดร้ายก็คือ พระคุณเจ้าเทวทัต เมื่อแผนการล้มเหลวจึงเข้าไปยื่นข้อเสนอห้าข้อ เช่น ให้พระอยู่โคนต้นไม้เป็นนิตย์ห้ามอยู่ในที่มุมที่บัง ห้ามฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต เป็นต้น พระพุทะองค์ไม่ทรงอนุญาตเพราะเห็นว่าเป็นการเข้มงวดเกินไป ขอให้เป็นความสมัครใจของบุคคลดีกว่า อีกอย่างชีวิตพระต้องอาศัยผู้อื่นเลี้ยงชีพ การจะเจาะจงว่าต้องฉันสิ่งนั้น ฉันสิ่งนี้ จะกลายเป็นคน “เลี้ยงยาก” ไป

          เทวทัตเธอก็ได้ทีขี่แพะไล่ทันที กล่าวว่าตนเสนอข้อปฏิบัติให้พระเคร่งครัด พระพุทธองค์ผู้ตรัสสมอว่า สอนข้อปฏิบัติขัดเกลากลับไม่เห็นด้วย จึงประกาศแยกตัวจากคณะสงฆ์ (เรียกว่าทำ “สังฆเภท” ทำให้สงฆ์แตกกัน) มีพระบวชใหม่ไม่รู้ธรรมวินัยจำนวนหนึ่งตามไปอยู่ด้วย แต่ไม่นาน พระสารีบุตรไป “กล่อม” กลับมาตามเดิม

          หลังจากนั้น เทวทัตก็ป่วยหนัก สำนึกผิดให้ศิษย์หามไปจะกราบขอขมาพระพุทะองค์ ยังไม่ทันเข้าประตูพระเชตวัน ก็ถูกแผ่นดินสูบดิ่งลงอเวจีเสียก่อน

คัดมาจาก
          http://www.dhammajak.net/prayer/chaiya/c03.php





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #39 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 13:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผจญผญาช้างนาฬาคิรี

          พญาช้างชื่อ นาฬาคิรี ตกมัน
          ดุร้ายยิ่งนัก ประดุจไฟป่า จักราวุธ และสายฟ้า
          พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้ด้วยวิธีรดด้วยน้ำ
          คือเมตตา ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

          ต้นเหตุให้เกิดเรื่องนี้ก็คือ พระเทวทัตอดีตเจ้าชายหนุ่มแห่งโกลิยวงศ์ ตำนานฝ่ายเถรวาทว่า เป็นเชษฐาของพระนางยโสธราพิมพาแต่ฝ่ายมหายานว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระนางยโสธราพิมพา ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ เพราะคัมภีร์ฝ่ายเถรวาทบางแห่งก็พูดในทำนองนั้น ดังเช่นเมื่อพระเทวทัตยื่นข้อเสนอ ให้พระพุทธองค์มอบสงฆ์ให้ท่านปกครองอ้าวว่า “บัดนี้ พระองค์ ทรงแก่เฒ่าแล้ว ขอจงมอบภาระดูแลสงฆ์แก่ข้าพระองค์เถิด”

          ถ้าพระพุทธองค์ทรงเป็นสหชาติกับพระนางยโสธราพิมพา และถ้าพระเทวทัต เป็นเชษฐาของพระนางจริง พระเทวทัตก็ไม่น่าจะพูดว่า “พระองค์ทรงแก่เฒ่าแล้ว” ใช่ไหมขอรับแต่ช่างเถอะ อย่าปวดหัวกับประเด็นนี้เลยเชื่อตามมติฝ่ายเถรวาทไปก่อน พระเทวทัตออกบวชพร้อมกับเจ้าชายศากยวงศ์ และนายภูษามาลาแห่งศากยวงศ์นามว่า อุบาลี (เวอร์ซาเช่ แห่งเมืองกบิลพัสดุ์ว่าเข้านั่น) รวม ๗ท่านด้วยกัน เพื่อนร่วมรุ่นที่ชื่อเสียงในเวลาต่อมานอกจากพระอุบาลี ก็มีพระอานนท์ พระอนุรุทธะ พระเทวทัต แรกเริ่มเดิมทีก็ดังในทางดี คือตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติจิตภาวนาจนกระทั่งได้ฌาน ได้ “โลกิยฤทธิ์” (ฤทธิ์ระดับโลกิยะ) คือเหาะเหินเดินหาวได้ หายตัวได้อะไรทำนองนี้ ฤทธิ์อย่างนี้เสื่อมได้ถ้าไม่รู้จักประคับประคองในทางที่ถูกซึ่งก็เป็นดังนั้นจริงๆ

          ว่ากันว่าญาติโยมทั้งหลาย เวลาไปวัดก็จะนำสักการะไปถวายพระคุณเจ้าต่างๆ ที่ตนเคารพเลื่อมใส บ้างก็ถามว่า “พระคุณเจ้าสารีบุตรอยู่ที่ไหน พระคุณเจ้าโมคคัลลานะพระอานนท์ ฯลฯ อยู่ที่ไหน” แล้วก็นำเอาลาภสักการะไปถวายท่านเหล่านั้น น้อยรายจะถามถึงพระคุณเจ้าเทวทัตพระคุณเจ้านั่งนึกว่า ท่านเหล่านั้นหลายท่าน เป็นขัตติยกุมารออกบวช ไม่เห็นมีอะไรด้อยไปกว่าท่านเหล่านั้นแต่ทำไม ญาติโยมเวลานำอะไรมาวัด ไม่ถามถึงเราบ้าง มันน่าน้อยใจนัก เราต้องหาทางแสวงลาภสักการะให้มากกว่าท่านเหล่านี้ให้จงได้ เรียก “ปาปิจฉา” (ความปรารถนาลามก) ได้เกิดขึ้นในใจพระคุณเจ้าเทวทัตเสียแล้วละครับ เทวทัตคิดว่า เจ้าชายอชาตศัตรูมกุฎราชกุมาร สติปัญญาไม่แหลมคมนัก สามารถ “ล้างสมอง” ได้ง่าย ถ้าทำให้อชาตศัตรู เลื่อมใสได้ ก็จะเป็นทางมาแห่งลาภยศสรรเสริญแผนการอันเลวร้ายจึงเริ่มต้น

          วันหนึ่ง ขณะเจ้าชายเสด็จประพาสสวนอุทยานแห่งหนึ่ง อยู่ๆ พระเทวทัตก็ปรากฏตัวต่อหน้าพระพักตร์ ทำให้เจ้าชายตกใจและอัศจรรย์ใจไปพร้อมกัน ตกใจที่เห็นพระคุณเจ้ามีอสรพิษร้ายพันกายหลายตัว ไม่เห็นมันทำร้ายพระคุณเจ้าเลย และอัศจรรย์ใจที่พระคุณเจ้าอยู่ๆ ก็เหาะลงมาจากห้วง นภากาศ ทำได้อย่างไรมันน่า “งืด” แท้ พระคุณเจ้าบอกว่าอย่าตกพระทัยบพิตรอาตมาคือเทวทัต สาวกแห่งพระสัมมาสัมพุทะเจ้าว่าแล้วก็แสดงธรรมแด่เจ้าชายอชาตศัตรู จนกระทั่งท้าวเธอมอบตนเป็นศิษย์ก้นกุฏิ ถวายความอุปถัมภ์ในเวลาต่อมา ถึงตอนนี้พระคุณเจ้าเทวทัต ก็ร่ำรวยลาภสักการะมากมายก่ายกองเพราะเป็นพระอาจารย์ของมกุฎราชกุมารแห่งมคธรัฐ

ต่อมาพระเทวทัตก็ยุยง ให้อชาตศัตรูกำจัดพระราชบิดาชิงราชบัลลังก์ ทั้งๆ ที่ตนเองก็จะได้โดยชอบธรรมอยู่แล้ว เจ้าชายจับพระราชบิดาขังคุกให้อดอาหารจนสิ้นพระชนม์ ตอนหลังพระเจ้าอชาตศัตรูรู้ว่าถูกเทวทัตหลอกจึงสั่งตัดความอุปถัมภ์ที่เคยให้แก่พระเทวทัต

          ก่อนหน้านั้นเล็กน้อยพระเทวทัต จ้างนายขมังธนูไปยิงพระพุทธเจ้า แต่แผนการล้มเหลว จึงลงทุนปีนเขากลิ้งก้อนหินลงมาหมายทับ พระพุทธองค์ขณะประทับนั่งเข้าฌานสมาบัติอยู่ที่ถ้ำมัททกุจฉิ เชิงเขาคิชฌกูฏก้อนหินกลิ้งลงไปปะทะชะง่อนผา สะเก็ด หินกระเด็นไปต้องพระบาทพระพุทธองค์จนพระโลหิตห้อ พระสงฆ์สาวกพากันนำพระพุทธองค์ไปให้หมอชีวก ถวายการรักษาพยาบาล ณ ชีวกัมพวัน

          เหตุการณ์เหล่านี้ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะนัก คนทั่วไปยังไม่รู้ว่าเป็นแผนการของพระเทวทัตคือต้นเหตุการณ์กระทำอันเลวร้ายนี้แน่นอน

          เช้าวันหนึ่ง ขณะพระพุทธองค์มีพระอานนท์โดยเสด็จ เสด็จออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ในเมืองราชคฤห์

          พญาช้างตกมันถูกปล่อยจากโรงช้างวิ่งทะยานออกสู่ถนนใหญ่มุ่งหน้ามาทางพระพุทธองค์ และพระอานนท์ ร้องเสียงโกญจนาท (เขาว่า ร้องแปร๋นๆ เสียงแหลมเล็กดุจเสียงนกกระเรียนการร้องของช้างจึงเรียกว่า “โกญจนาท”) มหาชนชาวเมืองวิ่งหนีอลหม่าน

          พระอานนท์พุทธอนุชา เกรงภัยจะมาถึงพระพุทะองค์ จึงรีบกลับออกไปหมายสกัดพญาช้างตกมันไว้ ไม่คำนึงถึงชีวิตของตนเองทั้งๆ ที่ยังเป็นเสขบุคคล (เป็นพระโสดาบัน) ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ทรงอภิญญา พอที่จะต่อสู้กับพญาช้างตกมันได้ พระพุทะองค์ตรัสเรียกพระอานนท์ให้ถอยกลับมา พระองค์ทรงทำปาฏิหาริย์ให้พญาช้างวิ่งเลี่ยงไปอีกทางหนึ่ง

          ขณะนั้นเด็กน้อยคนหนึ่งถูกแม่ทิ้งไว้กลางถนน เพราะกลัวตายร้องไห้จ้าน่าเวทนายิ่ง พญาช้างเปลี่ยนเข็มจากพระอานนท์หันมาหมายกระทืบเด็กน้อยตายคาตีน พระพุทธองค์ทรงแผ่เมตตาภินิหาร ดังหนึ่งทรงหลั่งกระแสธารอันเย็นสนิท ตกต้องจิตพญาช้างสาร ความดุร้ายเมามันพลันหายไปสิ้น

          มันเดินเซื่องซึมเข้ามาหมอบแทบยุคลบาทยกงวงจบบนกระพองถวายอภิวาท พระศาสดาผู้ทรงยกพระหัตถ์ลูบกระพองมันเบาๆ แล้วมันก็ลุกเดินเชื่องช้ากลับยังโรงช้างเป็นที่อัศจรรย์

          เสียงโจษจันกันไปทั่วว่า “นาคกับนาคชน กัน นาคหนึ่งปราบอีกนาคหนึ่งหมดฤทธิ์เป็นที่น่าอัศจรรย์”

          นาคแรก หมายถึง “พระผู้ประเสริฐ”คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกนาคหนึ่งคือ “พญาช้างสาร” ที่เมามัน ชื่อนาฬาคิรี

          “อาวุธ” ที่พระพุทธองค์ทรงใช้สู้กับพญาช้างตกมัน คือเมตตา ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาจิตอันแรงกล้า ที่พระองค์ทรงแผ่ไปต้องจิต พญาช้างทำให้มันคลายความดุร้ายลงฉับพลัน และเลิกคิดที่จะทำร้ายพระองค์ในที่สุด

แต่ผู้ที่ยังไม่เลิกคิดร้ายก็คือ พระคุณเจ้าเทวทัต เมื่อแผนการล้มเหลวจึงเข้าไปยื่นข้อเสนอห้าข้อ เช่น ให้พระอยู่โคนต้นไม้เป็นนิตย์ห้ามอยู่ในที่มุมที่บัง ห้ามฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต เป็นต้น พระพุทะองค์ไม่ทรงอนุญาตเพราะเห็นว่าเป็นการเข้มงวดเกินไป ขอให้เป็นความสมัครใจของบุคคลดีกว่า อีกอย่างชีวิตพระต้องอาศัยผู้อื่นเลี้ยงชีพ การจะเจาะจงว่าต้องฉันสิ่งนั้น ฉันสิ่งนี้ จะกลายเป็นคน “เลี้ยงยาก” ไป

          เทวทัตเธอก็ได้ทีขี่แพะไล่ทันที กล่าวว่าตนเสนอข้อปฏิบัติให้พระเคร่งครัด พระพุทธองค์ผู้ตรัสสมอว่า สอนข้อปฏิบัติขัดเกลากลับไม่เห็นด้วย จึงประกาศแยกตัวจากคณะสงฆ์ (เรียกว่าทำ “สังฆเภท” ทำให้สงฆ์แตกกัน) มีพระบวชใหม่ไม่รู้ธรรมวินัยจำนวนหนึ่งตามไปอยู่ด้วย แต่ไม่นาน พระสารีบุตรไป “กล่อม” กลับมาตามเดิม

          หลังจากนั้น เทวทัตก็ป่วยหนัก สำนึกผิดให้ศิษย์หามไปจะกราบขอขมาพระพุทะองค์ ยังไม่ทันเข้าประตูพระเชตวัน ก็ถูกแผ่นดินสูบดิ่งลงอเวจีเสียก่อน

คัดมาจาก
          http://www.dhammajak.net/prayer/chaiya/c03.php


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #40 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 13:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เผชิญหน้าโจรองคุลิมาล

          โจรองคุลิมาล (โจรฆ่าคนเอานิ้ว
          ทำพวงมาลัยแสนดุร้าย) ถือดาบเงื้อง่าวิ่งไล่ฆ่า
          พระพุทธองค์สิ้นระยะทาง ๓ โยชน์ พระจอมมุณี
          ทรงบันดาลอิทธิฤทธิ์ทางใจเอาชนะได้ราบคาบ
          ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

          องคุลิมาล เดิมชื่อ อหิงสกะ มีประวัติความเป็นมาค่อนข้างพิลึกพิลั่น เป็นพระสาวกรูปหนึ่งที่ได้รับยกย่องในฐานะที่เป็น “ผู้ต้นคดปลายตรง” คือ เบื้องต้นประพฤติผิดพลาดจนกลายเป็นโจร ต่อมาในช่วงท้ายแห่งชีวิตกลับเนื้อกลับตัว บวชเป็นสาวกพระพุทะเจ้าสำเร็จพระอรหัตตผล เป็น พระอรหันตขีณาสพ (หมดกิเลสทั้งปวง)

          ขณะที่บิดาของท่าน ซึ่งเป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศลอยู่ในพระราชสำนักได้ เกิดเหตุประหลาด คือ อาวุธในพระคลังแสงเกิดโชตนาการสว่างไสวไปทั่ว ท่านปุโรหิตแหงนดูท้องฟ้าเห็นดาวโจรลอยเด่นอยู่บนนภากาศ จึงกราบทูลว่า เด็กที่เกิดในเวลานี้จะเป็นมหาโจรลือชื่อ เมื่อกลับถึงบ้าน จึงรู้ว่าบุตรชายของตนเกิดในเวลาดังกล่าวพอดี

          ท่านปุโรหิตจึงกลับไปกราบทูลในหลวงให้ทรงทราบ และ ขอพระบรมราชานุญาต ให้กำจัดเด็กนั้นเสีย เมื่อพระราชาตรัสถามว่า “เป็นโจรราชสมบัติหรือโจรธรรมดา” ท่านปุโรหิตกราบทูลว่า “เป็นโจรธรรมดา” พระเจ้าปเสนทิโกศล ตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องทำอะไร ท่านปุโรหิต จงเลี้ยงลูกของท่านให้ดีก็แล้วกัน”

          ปุโรหิตผู้เป็นพ่อจึงตั้งชื่อเพื่อ “แก้เคล็ด” ว่า อหิงสกะ แปลว่า ผู้ไม่เบียดเบียนใคร ตอนเด็กๆ ก็เป็นผู้ไม่เบียดเบียนใครจริงๆ เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย เรียนเก่ง บิดาจึงส่งไปศึกษาศิลปะวิทยาที่สำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เมืองตักสิลา เด็กหนุ่มอหิงสกะ ขยันศึกษาเล่าเรียนเชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์ เป็นที่รักของอาจารย์มาก จนกระทั่งบรรดาศิษย์ร่วมสำนักอิจฉา

          พวกเขาจึงหาทางกำจัดอหิงสกะ โดยแบ่งเป็นพวกๆ ทยอยกันเข้าไปฟ้องอาจารย์ว่า “อหิงสกะไม่ได้ความอย่างนั้นอย่างนี้” ถูกอาจารย์ตะเพิดออกมาเป็นแถว แต่เมื่อพวกเธอพยายามใส่ไคล้อหิงสกะบ่อยเข้าอาจารย์ก็ชักจะเอนเอียงไปทีละเล็กละน้อย “ถ้าหากไม่มีมูล ทำไมศิษย์ทุกคนจึงพูดตรงกัน” อาจารย์นั่งคิดอยู่คนเดียวอย่างว่านั่นแหละครับ “น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน” สำมหาอะไรกับจิตใจอ่อนๆของปุถุชน เช่นศาสตราจารย์ (ผู้ไม่ปรากฏชื่อ) แห่งตักสิลาคนนี้เล่า ในที่สุดท่านก็เชื่อสนิทว่า อหิงสกะคิดประทุษร้ายตน ตามคำยุแยงตะแคงรั่วของบรรดาศิษย์ขี้อิจฉาตาร้อนทั้งหลาย

          อาจารย์จึงวางแผนกำจัดศิษย์ โดยออกอุบายให้ไปฆ่าคนเอานิ้วมือมาให้ครบหนึ่งพันอ้างว่า เพื่อประกอบพิธีประสิทธิ์ประสาทเคล็ดลับวิชาที่ไม่เคยถ่ายทอดให้ศิษย์คนใดเลยเมื่ออยากได้วิชา ศิษย์ผู้น่าสงสารก็จำต้องทำใหม่ๆ ก็คงลำบากใจมากที่ต้องฆ่าคน แต่พอฆ่าได้สองคนสามคนเข้า ก็ชินไปเอง ชั่วระยะเวลาไม่นาน เสียงลือเสียงเล่าอ้างก็กระฉ่อนไปทั่วว่า มีโจร***มคนหนึ่งนามว่า “องคุลิมาล” ดักฆ่าคนที่ดงดิบแห่งหนึ่ง ฆ่าแล้วก็ตัดเอานิ้วมาทำพวงมาลัย เป็นทีหวาดกลัวของประชาชนมากจนไม่มีใครเดินผ่าน

          พระเจ้าปเสนทิโกศล ต้องตัดสินพระทัย ยกกองทัพย่อยๆ ไปปราบเพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชน มารดาของอหิงสกะ ทราบข่าวกลัวว่าบุตรชายของตนจะเป็นอันตราย จึงแอบหนีออกนอกเมือง มุ่งหน้าไปยังดงดิบที่ขุนโจรอาศัยอยู่เพื่อแจ้งข่าวให้ลูกทราบ พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยญาณ เกรงว่าองคุลิมาลจะทำมาตุฆาต (ฆ่ามารดา) เพราะมหาโจรมีจิตฟั่นเฟือนจำใครไม่ได้แล้ว พบใครก็จะฆ่าหมดจึงเสด็จไปดักหน้า

          องคุลิมาลเห็นพระห่มผ้าเหลือง ก็ดีใจที่ได้พบเหยื่อเป็นสมณะหรือไม่ ไม่สนใจ ขอแต่ให้ได้นิ้วครบพันก็แล้วกัน จึงถือมีดโกนอาบน้ำผึ้ง เอ๊ย ถือดาบวิ่งไล่พระพุทะองค์ทรงบันดาลฤทธิ์ให้มหาโจรวิ่งไม่ทัน ทั้งๆ ที่เสด็จดำเนินไปตามปกติ มหาโจรร้องว่า “หยุด สมณะ หยุด”

          “เราหยุดแล้ว แต่เธอยังไม่หยุด เราหยุดทำบาป แต่เธอยังทำบาปอยู่” พระสุรเสียง กังวานแว่วสัมผัสโสตประสาทจอมโจร

          เขาสะดุดกึผม้สำนึกในความผิดของตนเอง จึงวางดาบเข้าไปถวายบังคมแทบพระยุคลบาท พระองค์ทรงแสดงธรรมให้ฟัง จบพระธรรมเทศนาเขาได้กราบทูลขอบวชเป็นสาวกของพระพุทธองค์

          พระพุทะองค์ทรงนำองคุลิมาลกลับไปยังพระเชตวัน พอดีเวลานั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลยกกองทัพย่อยๆ ผ่านมาทางนั้น จะไปปราบโจร พระองค์เสด็จเข้าไปถวายบังคมพระพุทธเจ้าทำนองจะขอพรชัย ให้ได้ชัยชนะในการไปปราบมหาโจรครั้งนี้

          พระพุทะเจ้าตรัสถามว่า “ถ้ามหาโจรนั้นกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีมาบวชเป็นพระในพระธรรมวินัย

          แล้ว พระองค์จะทรงเอาผิดเธอไหม” พระราชากราบทูลว่า “ถ้าเช่นนั้น เขาก็พ้นอาญาของแผ่นดิน”

          พระพุทะเจ้าทรงชี้พระดรรชนีไปยังพระหนุ่มผู้นั่งสงบอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ว่า “นี้คือองคุลิมาล” พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงตกพระทัย พระพุทธองค์ตรัสว่า “มหาบพิตรไม่ต้องกลัวบัดนี้องคุลิมาล เธอ “มีมือวางศาสตราแล้ว” (หมายความว่า เลิกทำร้ายหรือเบียดเบียนแล้ว)”

          บวชใหม่ๆ ท่าน องคุลิมาลบิณฑบาตแทนที่จะได้ข้าว กลับได้เลือดกลับวัดแทบทุกวันเพราะชาวบ้านจำได้พากันเอาก้อนอิฐก้อนหินขว้างจนท่าน ศรีษะแตกเลือดไหล แต่ก็จำต้องทนตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จนกระทั่งวันหนึ่ง ท่านพบสตรีมีครรภ์แก่ ท่านตั้งสัตยาธิษฐานทำให้สตรีนางนั้นคลอดบุตรอย่างง่ายดายและปลอดภัย คนทั้งหลายจึงหายหวาดกลัวท่าน เชื่อว่าท่านสามารถทำให้สตรีคลอดบุตรได้ง่ายกลายเป็น “เกจิอาจารย์ดัง” ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ว่าอย่างนั้นเถอะ

คัดมาจาก
          http://www.dhammajak.net/prayer/chaiya/c04.php








noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #41 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 14:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผจญพญานาคนันโทปนันทะ

          พญานาค ชื่อนันโทปนันทะ ผู้มีความรู้ผิดมีฤทธิ์มาก
          พระจอมมุนี ทรงมีพุทธบัญชาให้พระโมคคัลลานะพุทธโอรส
          ไปปราบด้วยวิธีแสดงฤทธิ์ที่เหนือกว่า
          ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคล จงมีแก่ท่าน

          คราวนี้ทรงเอาชนะพญานาคราช ซึ่งพอเอ่ยคำว่า “นาค” ก็นึกไปถึงพญางูใหญ่ ที่มีพิษร้ายขึ้นมาทันที งูใหญ่มันมาทำอะไรให้จึงต้องปราบ ก็เป็นปัญหาคาใจผู้ศึกษาพระพุทะศาสนาไม่น้อย ฤาว่า “นาค” ในที่นี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง มิได้แปลตามตัวอักษร เรื่องนี้ค่อยว่ากันตอนท้าย ตอนนี้ขอเล่าประวัติความเป็นมาก่อนแล้วกัน

          ว่ากันว่า สมัยหนึ่งพระพุทะเจ้าพร้อมภิกษุสงฆ์จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นพระอรหันต์ทรงอภิญญาล้วน เสด็จไปโดยนภากาศด้วยอำนาจอิทธิปาฏิหาริย์แห่งฌานสมาบัติ จนลุถึงถิ่นที่อยู่แห่งพญานาคนามว่า นันโทปนันทะ

          นันโทปนันทะ และบริวารกำลังพักผ่อนสำเริงสำราญอยู่ในสถานที่อยู่ของตน เห็นพระพุทะองค์พร้อมภิกษุจำนวนมาก เหาะข้ามศรีษะ ของตนก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

          “สมณะโล้นพวกนี้ถือดีว่ามีอิทธิฤทธิ์เหาะเหินเดินหาวได้ เหาะข้ามศรีษะเรา ปล่อยผงธุลีจากเท้าหล่นต้องศรีษะเรา เดี๋ยวจะเห็นดีกัน”

          ว่าแล้วแกก็ใช้อิทธิฤทธิ์บันดาลให้เกิดหมอกควันมืดฟ้ามัวดิน ดุจดังกลุ่มหมอกควันพิษจากไฟป่าอินโดนีเซีย อะไรทำนองนั้นแหละครับ

          พระเถระนามว่า รัฐปาละ พระอรหันต์ทรงอภิญญารูปหนึ่ง กราบทูลอาสาไปปราบพญานาคอันธพาลตัวนี้ พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาต ตรัสว่า

          “หน้าที่นี้เป็นของโมคคัลลานะ บุตรตถาคตอยู่แล้ว เธอจะรู้เองว่าควรทำอย่างไร”

          พระโมคคัลลานะ ทราบว่า พระพุทธองค์มีพุทธประสงค์ให้ท่านไปปราบพญานาค จึงนิรมิตกายเป็นพญานาค เหมือนกัน แต่รูปร่างใหญ่และยาวกว่านันโทปนันทะหนึ่งเท่า รัดร่างนันโทปนันทะกับเขาพระสุเมรุ

          พญานาคจะดิ้นอย่างไร ก็ไม่หลุด ยิ่งดิ้นยิ่งถูกรัดแน่นเข้าๆ จนในที่สุดต้องยอมแพ้แต่โดยดี จำแลงกายเป็นมาณพน้อยรูปหล่อ (พ่อรวยหรือไม่ ไม่แจ้ง) ยืนประคองอัญชลีนมัสการพระเถระเจ้า ขอถวายตนเป็นศิษย์

          พระเถระพามาณพน้อยไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงประทานพระโอวาท ให้นันโทปนันทะ เว้นขาดจากปาณาติบาต ดำรงตนอยู่ในศีลอย่างเคร่งครัดแต่บัดนั้นมา

          การเอาชนะพญานาคราชผู้มีฤทธิ์ครั้งนี้ พระพุทธองค์มิได้ทรงแสดงฤทธิ์ปราบเอง หากทรงมีพุทะบัญชาให้พระอัครสาวกเบื้องซ้ายคือพระโมคคัลลานะไปปราบแทน ซึ่งก็มีหลายครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์คล้ายกันนี้ ผู้ที่รับพุทธบัญชาไปดำเนินการปราบจนสำเร็จมักจะเป็นพระเถระรูปนี้ เนื่องจากท่านเป็นพระเถระที่ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้มีฤทธิ์มาก

          คำว่า “ปราบ” ในความหมายนี้มิได้หมายถึง การประหัตประหารให้ตกตายไปข้างหนึ่งตามความหมายทั่วไป หมายถึงการ “ทรมาน” ให้สิ้นพยศ ก็อีกแหละ คำว่า “ทรมาน” ในที่นี้ หมายถึง “การข่ม การทำให้สิ้นพยศ หรือให้ละทิ้งความเห็นผิด หันมาเห็นถูกต้อง”

          ที่นี้มาถึงคำว่า “นาค” คืออะไร ผมใคร่กราบเรียนท่านผู้อ่านดังนี้ครับ

          ถ้าเราแปลตามตัวอักษร นาคก็คือนาค นาคก็คืองูใหญ่ นาคมีสองประเภทคือนาคที่มีฤทธิ์ กับนาคไม่มีฤทธิ์ ประเภทที่มีฤทธิ์นั้นสามารถแปลงเป็นคนได้ และร่างคนนั้นจะคงอยู่ได้ตราบเท่าที่แกยังมีสติควบคุมต่อเมื่อขาดสติควบคุม เช่นเวลานอนหลับร่างจะกลับเป็นนาคเหมือนเดิมทันที ดังกรณีนาคที่แปลงเป็นคนมาบวชในพระพุทธศาสนาที่เล่าไว้ในพระวินัยปิฎกนั้นแล

          ถ้าเชื่อว่าพระโมคคัลลานะไปปราบนาค ก็คือไปปราบนาคประเภทมีฤทธิ์นี้ ก็มีสิทธิเชื่อได้ไม่เสียหายอะไร เพราะมีข้อมูล หรือข้อเท็จจริงยืนยัน

คัดมาจาก
          http://www.dhammajak.net/prayer/chaiya/c07.php



ผจญพรหมชื่อพกะ

          พรหมชื่อพกะ (ถือตัวว่า) มีความบริสุทธิ์ รุ่งเรืองและมีฤทธิ์ ยึดมั่นในความเห็นผิดดุจมีมือถูกอสรพิษขบเอา ความหมายเป็นการเปรียบเทียบ คือ เปรียบเทียบความเห็นผิดเหมือนอสรพิษร้าย พกะพรหมแกยึดมั่นในความเห็นผิด เรียกว่าเป็นคนอยู่ในภาวะอันตราย ดุจจับงูพิษ แล้วถูกมันขบเอาไม่ตายก็คางเหลืองอะไรทำนองนั้น

          พระพุทธองค์ทรงรักษาพิษงู (ความเห็นผิด) ด้วยใช้ยาวิเศษ คือญาณ (ความหยั่งรู้ความจริง) แล้วในที่สุดพกะพรหม แกก็รอดตาย แปลให้ฟังง่ายๆ ดังนี้ก็แล้วกัน ภาษาพระมันยากอย่างนี้แหละ ท่านสารวัตร อีกอย่างหนึ่งท่านประพันธ์เป็นบทกวีด้วย ก็ต้องถอดความกันหลายชั้นหน่อย

          ดุจดังบทกวีว่า “สามวันจากนารีเป็นอื่น” ไม่รู้ว่านารีเป็นอื่น หรือชายเป็นอื่น เที่ยวโทษกันให้วุ่น

          เรื่องมีอยู่ว่า พรหมชื่อ พกะ อยู่ในพรหมโลกเป็นเวลานาน นานเสียจนแกเกิดความเข้าใจผิดว่า สรรพสิ่งเที่ยงแท้ไม่แปรผัน เป็นมาอย่างไรก็เป็นอยู่อย่างนั้นชั่วนิรันดรที่แกคิดเช่นนี้เพราะแกก็อยู่มานานมาก ไม่เห็นเป็นอย่างอื่นเลย ความเข้าในผิดอย่างนี้เรียกว่า “สัสตทิฐิ” (เห็นว่าสรรพสิ่งเป็นนิรันดร)

          ไม่ต้องอธิบายในเชิงปรัชญาให้เข้าใจยากเอาใกล้ๆ ตัวเรานี่แหละ นักการเมืองที่อยู่ในตำแหน่งใหญ่โตมานานจนนึกว่า ประเทศชาติเป็นของตนคนเดียว ไม่มีตนแล้ว ประเทศชาติคงอยู่ไม่ได้ จึงพยายามทุกวิถีทาง จะให้ตนอยู่ในตำแหน่งนั้นนานๆ เกาะเก้าอี้แน่นยิ่งกว่าตุ๊กแก เพราะแกคิดว่า สิ้นแกแล้วประเทศจะสลาย หารู้ไม่ว่า ยิ่งแกอยู่นานประเทศยิ่งล่มจมเร็วขึ้น

          คนที่คิดอย่างนี้ ย่อมยากจะเข้าใจหลักไตรลักษณ์ยากจะบรรลุสัจธรรม เพราะฉะนั้นพระคาถาจึงเปรียบเทียบ พกะพรหมผู้มีมิจฉาทิฐิชนิดนี้ เหมือนคนถูกงูพิษกัดที่มือไม่รีบรักษาอาจถึงแก่ชีวิตทันที

          พระพุทธเจ้า เสด็จไปเทศน์ โปรดพกะพรหม ให้คลายความเห็นผิดนี้เสีย แต่กว่าจะเอาแกอยู่ก็ต้องออกกำลังพอสมควร พกะพรหมท้าพระพุทธเจ้าแสดงฤทธิ์หายตัว พระพุทะองค์ทรงรับคำท้า และแล้วการประลองฤทธิ์ก็เกิดขึ้น (แน่ะ พูดยังกับหนังกำลังภายใน)

          ไม่ว่า พกะพรหมจะหายไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน พระพุทธองค์ทรงหายพระองค์บ้าง พกะพรหมก็หมดปัญญาค้นหา ท้ายสุดเมื่อแกยอมแพ้พระพุทธองค์ก็เสด็จออกมาจากมวยผมแก


คัดมาจาก
          http://www.dhammajak.net/prayer/chaiya/c08.php
 


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ชอบฟัง
เรทกระทู้
« ตอบ #42 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 07:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เข้ามาอ่านแล้วมีธรรม มีสติ มีศีล สมาธิ ปัญญาดีค่ะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #43 เมื่อ: 20 พ.ค. 13, 09:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สวัสดีครับคุณเฮโล


พระเทวทัตมีความอิจฉาริษยาในตัวพระพุทธเจ้า จึงทำให้มีกิเลสติดตามไปทุกภพทุกชาติ คุณเฮโลตีความหมายที่คุณชอบอ่านนำมาลงแล้วช่วยนำมาเฉลยให้ทราบด้วยครับ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #44 เมื่อ: 27 พ.ค. 13, 14:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คุณเฮโล
ลงยาวมากเลยครับ ผมสายตาไม่ค่อยจะไหว คงต้องมีระยะการอ่านเป็นระยะๆไปครับ..
   ผมขอเสริมถึงคำพูดว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต..
  คำว่าเห็นตถาคตนั้น ก็คือ การปฏิบัติตามคำสอนขององค์ตถาคต แล้วก็จะสว่างไสวดังเห็นองค์ตถาคตยืนอยู่เบื้องหน้านั่นเอง..หมายถึงมีความเข้าใจปรุโปร่ง
   การคุยครั้งนี้ คุยถึงแก่นคำสอนขององค์ตถาคต  มันก็ขึ้นอยู่กับศรัทธาในองค์ตถาคตขนาดไหน..
   มันอยู่ที่ความมีเจตนา คือความตั้งใจครับ..
   มีเจตนาในการรักษาศีล มีศีลอยู่ในใจ (ไม่ต้องไปขอรับศีลจากพระทุกวันนะครับ555)
   กระทู้ที่ จขกท.ได้ตั้งมา และได้นำธรรมมาแสดงนี้..ได้เผยแผ่ให้เราๆท่านๆได้ศึกษา ได้ฝึก ได้ปฏิบัติ องค์ตถาคต ก็จะได้เห็นกัน..



ตอบต้องขออภัยคุณเฮโลที่บางครั้งลงบทความสั้นบ้างยาวบ้างแวแต่บทความอาจสั้นบ้างยาวบ้างท่านผู้อ่านก็คงอยากจะอ่านยาวๆเพื่อจะได้ความรู้ไปศึกษากันครับ และมีผู้อ่านเข้ามาอ่านหลายพันคนน่าจะเกือบถึงหมื่นคนในเร็วๆนี้ เราทั้งสองก็คุยเรื่องธรรมะยาวบ้างสั้นบ้างเพื่อจุดประกายให้กับท่านผู้อ่านให้มีแสงสว่างเกิดขึ้นในจิตใจครับ มีใครที่มีความคิดดีๆหรือข้อมูลสร้างสรรค์ก็เชิญเข้ามาร่วมได้ครับยินดีต้อนรับทุกท่านครับ ที่เราทั้งหมดมาร่วมสร้างกุศลผลบุญร่วมกันครับ...

 

--------------------------------------------------------------------------------
 
 
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  ธรรมะ 

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 200 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
         
ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้