Sanook.commenu

ค้นหา ตรวจหวย ข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ คลาสสิฟายด์ ริงโทน เกมส์ ดูทั้งหมด »

สนุก! เว็บบอร์ด > หมวดหมู่ > ชุมชนสนุก! > ชุมชนไทยเมท > *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
ผู้ดูแล: StaffThaimate
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8
ชนิดกระทู้ ผู้เขียน *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*   (อ่าน 8430 ครั้ง)
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #315: 23 ส.ค. 11, 11:09 น

- ความรักถูกนำมาแต่งเป็นเพลง กวี บทกลอน นวนิยายมากมาย ฉะนั้น
เรื่องของความรักเป็นสิ่งที่เรารู้จักกันดี- เราเข้าใจความรักในด้านเดียว (สีเดียว) คือ
รักแบบโรแมนติก ในความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนี้ ความรักไม่ได้เป็นสีเดียว/ ด้านเดียว
ความรักของพระเจ้าเป็นความรักที่บริสุทธิ์/ ยุติธรรม- ความรักที่พิการ ไม่สมประกอบ น้ำเน่า
เคลิ้ม ความรักที่ไม่สร้างสรรค์ เป็นความรักที่อยู่ตามแผง/ บนหิ้ง- ค่าจ้างของความบาป คือ
ความตาย การจะไถ่บาปได้ต้องเอาสิ่งที่มีค่าเท่ากันหรือมากกว่ามาไถ่ ฉะนั้น
พระเจ้าจึงส่งพระเยซูซึ่งบริสุทธิ์/ มีคุณค่ามากกว่าพวกเรามาไถ่เรา
เราจึงได้รับความรอดที่แท้จริงอิสยาห์ 5: 16
แต่พระเยโฮวาห์จอมโยธาจะได้รับการเทิดทูนไว้โดยความยุติธรรม
และพระเจ้าองค์บริสุทธิ์จะได้ทรงสำแดงความบริสุทธิ์โดยความชอบธรรม
 
- ความบริสุทธิ์ในความเข้าใจทั่วไป คือ ไม่มีมลทิน ไม่ทำบาป
- ในพระคัมภีร์ บาปเริ่มที่จิตใจ ไม่เพียงจากด้านพฤติกรรม แต่เริ่มจากจิตใจเลย
เพราะพฤติกรรมก็มาจากผลที่เริ่มจากจิตใจ
1. พระเจ้าบริสุทธิ์เพราะ - มีธรรมชาติที่ไม่ทำบาป แต่มนุษย์มีแนวโน้มที่จะทำบาป
เวลาไม่ชอบใครก็คือไม่ชอบ ไม่ถูกชะตา โดยไม่ต้องมีเหตุผล
เนื่องจากมนุษย์ยังคลุกคลีเกลือกกลั้วอยู่ในความบาปจึงไม่สามารถหลุดออกจากความบาปด้วยตัวเอง
วิธีเดียวที่เราจะเป็นคนบริสุทธิ์ได้ก็คือได้รับการชำระโดยพระโลหิตของพระเยซู -
ความบริสุทธิ์ของเราเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ (We are granted)
พระเจ้ามอบให้โดยไม่ได้บอกว่าเราคู่ควรหรือไม่/
เราไม่ได้ทำอะไรเพื่อให้ได้แต่พระเจ้าประทานให้เอง
2. ความยุติธรรมของพระเจ้าสดุดี 111: 7 พระหัตถกิจของพระองค์นั้นสุจริตและยุติธรรม
และพระบัญญัติทั้งหลายของพระองค์ก็ไว้ใจได้ - มีในพระเจ้าเท่านั้น
เราหาความยุติธรรมในระบบความยุติธรรมในโลกนี้
ยากมากเพราะมนุษย์มีความจำกัดที่จะทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นในที่มืดให้กระจ่างชัดในที่แจ้ง
เพราะเราอาจหาหลักฐานไม่ได้/ เราไปไม่ถึง -
ความยุติธรรมในโลกนี้บางทีอาจถูกเหยียบอยู่ใต้เท้าผู้มีอำนาจ
อาจถูกทรยศจากเพื่อนที่เรารู้จักหรือไว้วางใจ -
หาความยุติธรรมในโลกนี้ยากเพราะมนุษย์มีแนวโน้มจะลำเอียง เข้าข้างพวกพ้อง
เข้าข้างคนที่เรารัก
อาโมส 3: 2 "ในบรรดาครอบครัวทั้งสิ้นในโลกนี้ เจ้าเท่านั้นที่เรารู้จัก
ดังนั้นเราจึงจะลงโทษเจ้าเพราะความชั่วช้าทั้งสิ้นของเจ้า -
ถึงแม้พระเจ้าจะเลือกพวกอิสราเอลแต่พระเจ้าก็ลงโทษพวกเขา แต่ไม่ได้ลงโทษด้วยความแค้น
ความโมโห ความสะใจ แต่ลงโทษเพื่อให้พวกเขากลับเนื้อกลับตัว เพื่อให้เกิดการสำนึก
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ไม่ได้ต้องการลงโทษเพื่อทำลาย - สิ่งที่พระเจ้าทำ(ลงโทษ)กับอิสราเอล
หรือทำกับมนุษย์ก็ดี พระเจ้าจำเป็นต้องทำเพื่อที่พวกเราจะรอด - พระเจ้าเป็นพระเจ้าที่บริสุทธิ์
พระเจ้าก็ต้องการให้เราบริสุทธิ์ - พระเจ้าเป็นพระเจ้าที่ยุติธรรม
พระเจ้าก็ต้องการให้เรายุติธรรม
3. พระเจ้าเป็นความรัก1 ยอห์น 4: 7 ท่านที่รักทั้งหลาย ขอให้เรารักซึ่งกันและกัน
เพราะว่าความรักมาจากพระเจ้า และทุกคนที่รักก็บังเกิดมาจากพระเจ้า และรู้จักพระเจ้า 1)
เพราะว่าความรักมาจากพระเจ้า ฉะนั้นพระเจ้าเป็นบ่อเกิด/ จุดเริ่มต้นของความรัก -
ไม่มีใครสอนเราให้รัก แต่ความรักเกิดขึ้นมาเองโดยไม่ต้องสอนเหมือนชีวิตที่เกิดมาเอง -
ความรักเกิดขึ้นในชีวิตของเรา เราเข้าใจว่าความรักเป็นสิ่งที่มีคุณค่า สำคัญกับเรา จรรโลงโลก
เป็นความรักที่พระเจ้าประทานให้ ไม่ได้ถูกประดิดประดอยขึ้นมา ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา
ไม่ได้ถูกค้นพบขึ้นมา 2) ความรักแท้ต้องแสดงออก ถ้าไม่แสดงออกจะไม่เป็นความรักที่สมบูรณ์ -
พระคัมภีร์บอกเราว่าพระเจ้ารักเราก่อน ในขณะที่เรายังอ่อนแอ ยังเป็นคนบาป
ยังไม่รู้จัก/ยังเป็นศัตรูกับพระเจ้าด้วยซ้ำ - การแสดงออกของความรัก
คือการส่งพระเยซูมาตายแทนเรา 3) ความรักของพระเจ้าเป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข -
ขณะที่เรายังเป็นคนบาป พระเจ้าก็รักเราแล้ว แต่พระเจ้าก็ยังอยากเห็นเราเปลี่ยนเป็นคนไม่บาป
- เป็นความรักที่เสริมสร้าง/ เป็นความรักที่ให้พลัง
 
--
เขียนโดย Blogger ถึง www.KaoChristian.com เวลา 8/14/2011 10:04:00 หลังเที่ยง

 

Tags:
 
Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #316: 28 ส.ค. 11, 16:17 น

มีเป็นคำตอบเป็นล้านที่แตกต่างในวลีที่เขียนนี้... แต่ข้อความของพระเจ้าทีมอบแด่ให้คุณคือ
 
เมื่อสงสัย จงอย่ากลัว
 
โยชูวาเป็นบุคคลที่ถูกเขียนถึงในพันธสัญญาเดิมที่ได้รับการสืบทอดมาเพียงชนชาติอิสราเอลจากโมเสส
และงานของเขาที่ได้รับมอบหมายคือการได้ดูแลคนประมาณหนึ่งล้านคนเพื่อข้ามทะเลทรายและเข้าไปในดินแดนพันธสัญญาของพวกเขา
 
 
นอกจากนี้แล้วยังมีนักรบ ยักษ์อยู่ในแผ่นดินนั้น
ซึ่งพวกเขาจะต้องพ่ายแพ้และตอนนี้ทุกคนก็เกิดการกลัวที่จะเข้าไป
เมื่อพูดคุยเกี่ยวกับเวลาที่คุณจะถูกเก็บไว้ในเวลากลางคืนและต้องการที่จะหันหลังกลับแล้ว
 
แต่ข้อความของพระเจ้าที่ให้โจชัวกล่าวไว้หลายต่อหลายครั้งคือ “เราสั่งเจ้าไว้แล้วมิใช่หรือว่า
จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด
พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า"(โยชูวา 1:9)
 
เมื่อคุณกลัว เกิดความไม่แน่นอนของชีวิต จนในบางครั้งสิ่งนี้สามารถทำให้น่ากลัวมาก เช่น
การจำนอง, ปัญหาครอบครัว, ปัญหาสุขภาพ: สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดทำให้เราเกิดความเครียด
นอกจากนี้แล้ว โดยปกติสิ่งที่พระเจ้าขอให้คุณทำนั้น มักเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือสิ่งที่คุณคิด
และคุณก็จะสามารถทำได้แม้สิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก
แต่สามารถช่วยให้พระองค์มีโอกาสที่จะได้รับรู้ในการแสดงวิธีการที่พระองค์สามารถทำอะไรได้บ้าง
แม้จะมีทั้งหมดจะเป็นจุดอ่อนของคุณก็ตาม
พระองค์ไม่ได้ทรงบอกโยชูวาว่า "ไม่ต้องกลัวเพราะเราจะทำให้เ้จ้าเป็นผู้นำที่ดี"หรือ"อย่ากลัวที่จะเพราะศัตรูนั้นจะอ่อนแอ."
ไม่เลย แต่พระองค์ทรงกล่าวว่า " จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย
เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า"(โยชูวา 1:9)
โดยทั่วไปไม่กลัวเพราะสิ่งนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของพระองค์
ดังนั้นสิ่งหลักของคุณไม่ได้เกิดจากความสามารถของคุณ แต่เกิดจากการแสดงของพระเจ้า
แล้วอะไรคือสิ่งที่คุณจะต้องพบเจอบ้าง? ถูกยึดบ้าน? การหย่าร้าง? ลูกจะเดินไป ทางที่ผิดไหม?
งานหรือความสัมพันธ์ที่ยากลำบาก? ถ้าหากคุณคิดเพียงว่าทุกสิ่งขึ้นอยู่กับตัวเอง,
ความเครียดเป็นสิ่งอยากหลีกเลี่ยงเพราะทุกคนถล่ำลึกลง และไม่เชื่อว่าพวกเขามีสิ่งนั้น
และจะอะไรที่จะใช้ได้ ถ้าคุณทำไม่ได้! แต่ด้วยพระเจ้า
พระองค์ทรงสามารถจัดหาในสิ่งที่คุณต้องการ
เปาโลกล่าวว่า"และฉันสามารถทำทุกสิ่งผ่านความแข็งแกร่ง ของพระคริสต์ที่ฉันมี "(ฟิลิป 4:13)
ลองใช้เวลาสักครู่ในขณะนี้และปล่อยข้อสงสัยของ คุณให้กับพระเจ้า
ให้มันไปเหมือนน้ำขึ้นน้ำลงของมหาสมุทรไปกลับลงไปในทะเล และเมื่ออยู่ในสถานที่นั้น
ให้รักษาความปลอดภัยของคุณโดยพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ โปรดจำไว้ พระองค์ทรงสัญญาว่า: "
อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด
พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า"(โยชูวา 1:9). เมื่อเกิดความสงสัย ต้องไม่กลัว
ดังนั้นสัปดาห์นี้ขอให้เราอธิษฐานและขอพระเจ้าให้
• ความช่วยเหลือเราไม่ให้ความหวาดกลัว แต่วางใจพระองค์ในชีวิตของเรา
• ขอให้เราจะเป็นบุคคลตัวอย่างที่แท้จริงของพระเยซูกับคนอื่น ๆ
• ขอให้คริสเตียนทุกคนที่จะเข้าถึงผู้คนมากขึ้น
ขอบคุณมากสำหรับคำอธิษฐานของคุณสำหรับเรา
ขอให้พระเจ้าให้ศีลคุณ
ด้วยรัก บราเดอร์ของคุณในพระคริสต์ ฟรานซิส กิเดียน พระเจ้าเป็นสิ่งที่ดีทุกเวลา การอธิษฐาน
คือ อาวุธที่มีประสิทธิภาพที่สุด ในโลกนี้ ”ในทุกๆสถานการณ์ ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน
กับการขอบพระคุณ ในการร้องขอในขณะนั้นเพื่อพระเจ้า” (ฟิลิปปี 4:06)
 
 
from francis_gedeon@yahoo.com
 
 
--
เขียนโดย Blogger ถึง www.KaoChristian.com เวลา 8/25/2011 11:19:00 หลังเที่ยง

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #317: 2 ก.ย. 11, 13:59 น

วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554 มติชนออนไลน์
 
 
แม้จะไม่มีผลงานเพลงหรืองานแสดงมานมนานแล้ว แต่ผู้คนรุ่นก่อนๆก็ยังจำนักร้องสาวมาดเท่ห์นามปุ๊
“อัญชลี จงคดีกิจ” ได้อย่างดี โดยเฉพาะเพลงในอัลบั้ม”หนึ่งเดียวคนนี้”
 
อัลบั้มชุดนี้ ทำให้เธอมีชื่อเสียงโด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้
แฟนๆทั้งหลายต่างอยากให้อดีตนักร้องขวัญใจสาวๆกลับมาขึ้นเวทีร้องเพลงอีกครั้ง หรือจัดคอนเสิร์ท
แต่เจ้าตัวขอโบกมือลา ด้วยเหตุผลคนละยุคกันแล้วที่สำคัญไม่อยากเหนื่อย
แต่ถ้าพรรคพวกเพื่อนฝูงเชิญขึ้นไปร้องในเวทีคอนเสิร์ทเป็นบางครั้งบางคราวก็ไม่ปฏิเสธ
 
วันที่นัดสนทนากับคุณปุ๊ที่ร้านซูมิ ซูมิ ที่ซอยสุขุมวิท16 ซึ่งเธอเป็นหุ้นส่วนสำคัญร่วมกับญาติๆและคุณโบ”
สุรัตนาวี สุวิพร” อดีตนักร้องสาว ปัจจุบันเป็นดีเจถือหุ้นร่วมด้วย คุณปุ๊สวมชุดสบายๆ
ใส่เสื้อเชิ้ตขาว กางเกงยีนส์ ดูทะมัดทะแมง ยังคงรักษาหุ่นได้อย่างดี ไม่น่าเชื่อว่าอายุขึ้นเลข5
ไปแล้ว หน้าตายังคงสดใส ซึ่งเจ้าตัวบอกไปเข้าฟิตเนสและว่ายน้ำประจำ
วันนี้คุณปุ๊กำลังมีความสุขและสนุกสนานกับการบริหารธุรกิจร้านอาหารที่โตวันโตคืน
จนเธอและหุ้นส่วนทั้งหลายตั้งตัวแทบไม่ทัน เพราะคิดไม่ถึงว่ากระแสตอบรับจะดีเช่นนี้
โดยในเวลาไม่กี่ปีขยายเฉพาะในกทม.มี 5 สาขาแล้ว คือที่ซอยสุขุมวิท 24
ตรงสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสชั้น 2,แกรนด์ซูมิ ซูมิ ซอยสุขุมวิท 16
(บริเวณเดียวกับร้านชมสวน) ,ร้านที่ 3 อยู่ที่เดอะมอลล์งามวงศ์วานชั้น
3 ,ร้านที่แฟชั่นไอส์แลนด์ชั้น 1 และสาขาที่ 5 ในห้างซีคอนสแควร์ ไม่รวมร้าน”ชมสวน”
ในซอยสุขุมวิท 16 ที่เปิดก่อนหน้านี้ ซึ่งทีนี่ยังใช้เป็นโบสถ์ในบางวันที่จัดกิจกรรมทางศาสนา
โดยคุณปุ๊เป็นคนหนึ่งที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของโบสถ์แห่งนี้
ใช้จัดกิจกรรมทางศาสนามาเป็นเวลา 8ปีแล้ว
 
มาฟังกันว่าคุณปุ๊เธอทำหน้าที่อะไรที่โบสถ์ พร้อมกันนั้นเธอจะบอกเล่าประสบการณ์ที่ได้อยู่กับพระเจ้า
อันมีผลทำให้ชีวิตดีขึ้น สมบูรณ์ขึ้น
 
แต่ละวันตื่นเช้ามาอธิษฐานขอพระเจ้าขอกำลังจากพระเจ้า ขอให้วันนี้ผ่านไปได้
ขอให้อดทนถ้าเจอใครขอให้อดทน ถ้าเจอใครที่ด่าขอให้อดทน ใครด่าอย่าด่าตอบ
พี่เป็นคนร้อนมากเมื่อก่อนร้อนมาก อารมณ์จี๊ดบ่อย
แต่เดี๋ยวนี้ใจเย็นลงเพราะว่าเมื่อเราอธิษฐานขอพระเจ้า
เหมือนกับเราได้เตรียมตัวไว้ที่จะเผชิญปัญหาได้
 
เจอนี่..อ๋อ เราขอพระเจ้าไว้แล้ว เราบอกว่าเราจะไม่ร้ายตอบอะไรอย่างนี้ มันก็ทำได้
มันแปลกมาก ยิ่งเราทำอย่างนี้กับพระเจ้า พระเจ้าก็เสริมกำลัง เรากลายเป็นคนที่น่ารักขึ้น
กลายเป็นคนที่เข้าใจคนอื่นดี แล้วสามารถเผชิญวันนั้นได้ ผ่านไปได้
 
ถ้าวันไหนขี้เกียจเข้าเฝ้าพระเจ้า ไม่ได้อธิษฐาน ไม่ได้อ่านพระคัมภีร์
วันนั้นหลุดง่ายมากเหมือนกับเราห่างเหินจากพระเจ้า
มันเริ่มเป็นตัวเองเป็นตัวเก่าพุ่งขึ้นมาเพราะฉะนั้นคริสเตียนจะต้องพยายามใกล้ชิดพระเจ้า
ใกล้ชิดพี่น้องเพื่อที่เราจะได้รับการเสริมสร้างเปลี่ยนแปลงใหม่”
 
การปฏิบัติตนเป็นคริสเตียนที่ดีของคุณปุ๊ทำให้วันนี้ของเธอ มีแต่ความสุขเพราะรู้จักการแก้ปัญหา
รู้วิธีการจัดการกับทุกข์ ซึ่งเจ้าตัวย้ำนักย้ำหนาว่า เธอมีพระเจ้าอยู่ในใจตลอด
https://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1308467943&grpid=01&catid&subcatid
 
--
เขียนโดย Blogger ถึง www.KaoChristian.com เวลา 6/20/2011 08:38:00 ก่อนเที่ยง

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #318: 3 ก.ย. 11, 11:14 น

ประวัติและวิวัฒนาการของ หลักศาสนศาสตร์คริสตชน The Brief History and Development
of Christian Theology
โดย ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์
 
คริสตชนทั้งหลายย่อมต้องมีหลักความเชื่อเป็นศูนย์กลางการดำเนินชีวิต
แิละหลักความเชื่อของคริสตชนก็สามารถให้คุณให้โทษกับวิถีชีัวิตของเราได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้งอย่างนึกไม่ถึง
คริสตชนจึงควรศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์หลักความเชื่อคริสตชนเพื่อจะได้เห็นการเิิกิดขึ้น
การพัฒนาการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของหลักความเชื่อประเด็นหลักๆ ของคริสเตียน
ซึ่งก็จะส่งผลทำให้เราเข้าใจได้ว่า หลักความเชื่อที่มีอยู่ทุกวันนี้มีความเป็นมาอย่างไร
ประเด็นอะไรที่ได้ถกจนลงตัวไปแล้ว และอะไรที่ยังคงมีความเห็นแตกต่างกันอยู่
 
 
ประวัติศาสตร์หลักความเชื่อสามารถแบ่งได้เป็น 5 สมัยหลัก คือ 1.สมัยโบราณ
(ศตวรรษแรก-คศ.590) 2.สมัยกลาง (คศ.590-1517) 3.สมัยปฏิรูป (คศ.1517-1750) 4.
สมัยใหม่ (คศ.1750-1950) 5.สมัยหลังสมัยใหม่ (คศ.1951-ปัจจุบัน)
หลักความเชื่อคริสตชนในสมัยโบราณ (ศตวรรษแรก-คศ.590) ในคริสตจักรสมัยแรก
หลักความเชื่อคริสตชนจะมีรากฐานอยู่บนข้อเขียนของบรรดาอัครปิตาจารย์ (Apostolic
Fathers) ซึ่งหมายถึงบรรดาศิษย์ใกล้ชิดเหล่าอัครสาวกที่ร่วมกันก่อตั้งคริสตจักรใน สมัยแรกขึ้นมา
ข้อเขียนของท่านเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากพวกเขาใกล้ชิดและอยู่ร่วมกัีบ
พระเยซูและเหล่าอัครสาวก ข้อเขียนเหล่านี้ได้สอนถึงหลักความเชื่อในหัวข้อหลักๆ อันได้แก่
เรื่องของพระเจ้าตรีเอกานุภาพ ความเป็นพระเจ้าและนิรันดรภาพของพระคริสต์
ไปจนถึงเรื่องของความรอด
 
คริสตชนยุคนี้ยังต้องนำเสนอหลักความเชื่อในแบบโต้แย้งเพื่อปกป้องความ
เชื่อของคริสตชนจากการวิจารณ์และการกล่าวหาของพวกยิวในศาสนายูดาห์
พวกนักปรัชญาและจักรพรรดิโรม
หลักความเชื่อคริสตชนยุคนี้ยังถูกเบี่ยงเบนจากพวกยิวที่พยายามดึงคริสตชนให้หันกลับไปถือธรรมบัญญัิติของโมเสส
 
พวกลัทธินอสติก (Gnostics) ก็พยายามโยงหลักความเชื่อไปเข้ากับหลักปรัชญาที่บอกว่าวัตถุชั่ว
จิตวิญญาณดี พวกมาเชี่ยน (Marcionite) ก็พยายามทำให้การจัดสารบบของพระคัมภีร์ (canon)
ไม่เหมาะสม พวกมอนทานิสท์ก็สอนผิดเรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์และยุคสุดท้าย ในช่วงต้นนี้
คริสตจักรสมัยแรกต้องประสบกับแรงเสียดทานทั้งรุกและรับ และโดย มาเชียน (Marcion) นี่เอง
ที่คริสตจักรสมัยแรกต้องมีการกำหนดสารบบของพระคัมภีร์ให้เป็นมาตรฐานว่าเล่ม
ใดจัดว่าเป็นพระคัมภีร์เล่มใดไม่ใช่ และในที่สุดก็ได้ 27 เล่มของพันธสัญญาใหม่ออกมา
 
หลักความเชื่อเรื่องพระเจ้าตรีเอกานุภาพได้ถูกท้าทายโดยเอเรียส
การโต้กันกับอเธนาเซียสได้ดึงโลกคริสเีตียนทั้งหมดต้องร่วมวงไปด้วย จนคศ.325
สภาไนเซียจึงมีมติให้ยึดถือตามทัศนะเดิมที่ว่า พระคริสต์ทรงมีสภาวะเดียวกันกับพระบิดา
 
ในช่วงศตวรรษที่ 4 และ 5
คริสตจักรสมัยแรกยังได้ขัดแย้งกันในเรื่องของสองธรรมชาติของพระัคริสต์
มีการประกาศว่าคำสอนไหนถูกคำสอนไหนผิดในสภาไนเซีย คศ.325 และมาจบที่สภาชาลซีดอน
คศ.451
 
มีความขัดแย้งระหว่างออกัสตินและเพลาเจียสอย่างรุนแรงเมื่อเพลาเจียสสอนว่า
มนุษย์ไม่มีบาปกำเนิด และสามารถเลือกทำดีได้อย่างเสรี แต่ออกัสตินเน้นเรื่องรอดโดยพระคุณมาก
เขาจึงแ้ย้งว่ามนุษย์มีบาปกำเนิด และไม่อาจช่วยตัวเองได้เลย
ต้องพึ่งพระคุณพระเจ้าเท่านั้นจึงจะสามารถรอดพ้นบาปได้
แต่เขาก็สอนด้วยว่าจำเป็นต้องได้รับพิธีบัพติศมาเพื่อล้างบาปก่อน
ในที่สุดจึงเกิดหลักคำสอนของคริสตจักรที่ว่า ต้องรับบัพติศมาจึงจะรอด และต้องให้บัพติศมาทารก
 
 
หลักความเชื่อคริสตชนในสมัยกลาง (คศ.590-1517) การแ่บ่งสมัยคริสตจักรเป็นสมัยกลาง
นับจากการที่คริสตจักรเิกิดการปฏิรูป ช่วงปีคศ.500-1500 มักถูกเรียกว่า ยุคมืด (Dark Ages)
เพราะมีการคอรัปชั่นหนักในหมู่ผู้นำศาสนจักร
จนในที่สุดได้จุดประกายให้เกิดการประท้วงและการปฏิรูปของพวกโปรเตสแต๊นท์ใน สมัยถัดไป
 
ในยุคกลางนี้ ทางศาสนจักร (คาทอลิก) ได้กำหนดหลักความเชื่อของคริสตจักร
ออกมาเพิ่มเติมอีกหลายเรื่อง ได้แก่ คำสอนเรื่องแดนชำระ (Purgatory) ในปี 593
คำสอนให้อธิษฐานต่อนางมารี ต่อเหล่านักบุญ และต่อทูตสวรรค์ ในปี 600
คำสอนให้จูบเท้าของโป๊ป ในคศ.709 การสถาปนาบาทหลวงบางคนที่ตายไปให้กลายเป็นนักบุญ
คศ.995 คำสอนว่าบาทหลวงต้องเป็นโสด คศ.1079 การสวดโดยใช้ลูกประคำ (Rosary)
คศ.1090 คำสอนเรื่องขนมปังและน้ำองุ่นในมหาสนิทกลายเป็นพระกายและพระโลหิตจริง
และการต้องสารภาพบาปต่อบาทหลวง คศ.1215 และคำสอนเรื่องเจ็ดพิธี ในคศ.1439
 
มีความขัดแ้ย้งด้านความเชื่อหลายอย่างในยุคนี้
ตั้งแ่ต่เรื่องที่มีการใช้รูปและรูปปั้นในการบูชานมัสการ
เป็นส่วนหนึ่งของแนวปฏิบัติของคริสตจักรคาทอลิก (หรือเรียกว่าคริสตจักรตะวันตก
ส่วนตะวันออกคือคริสตจักรออโธด๊อกซ์)
ความขัดแย้งเรื่องที่ว่าพระบิดาเท่านั้นที่ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์
หรือว่าพระบิดาและพระบุตรร่วมกันประทาน
ความขัดแ้ย้งในคำสอนเรื่องการทรงเลือกไว้ล่วงหน้าว่าจะให้ใครรอด (Predestination)
ซึ่งทำให้เกิดการปฏิเสธเรื่องการทรงเลือกตามทัศนะของก๊อตชอล์ค (Gottschalk's
Predestination)
ความขัดแย้งในคำสอนเรื่องพิธีมหาสนิทซึ่งทำให้เกิดคำสอนเรื่องการแปลงสาร
(Transubstantiation - ขนมปังและน้ำองุ่นกลายเป็นเนื้อและพระโลหิตจริง)
ไปจนถึงความขัดแ้ย้งในคำสอนเรื่องการไถ่บาปด้วย
 
ในสมัยกลางนี้ยังมีการพัฒนาการนำเสนอหลักความเืชื่อโดยใช้หลักเหตุผลหรือ ปรัชญามาช่วยอธิบาย
โธมัส อไควนัสเป็นคนที่เด่นที่สุดในสมัยนี้
 
ในยุคนี้ คริสตจักรคาทอลิกได้ค่อยๆ เคลือนออกจากแนวคำสอนของออกัสติน จึงมีคำสอนอื่นๆ
เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ เช่น คำสอนว่า ในการจะได้ความรอดและการชำระให้่บริสุทธิ์
มนุษย์มีส่วนกระทำร่วมสกับพระเจ้าด้วย (ไม่ใช่พระเจ้าทำฝ่ายเดียวเท่านั้น)
การกระทำของมนุษย์ได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการจะได้รับความรอดและการชำระให้บริสุทธ์
โดยเฉพาะต้องมีการทำเจ็ดพิธี นอกจากนี้ คำสอนเรื่องโป๊ปมีสิทธิอำนาจสูงสุดก็เกิดขึนในยุคนี้
โดยโป๊ปได้รับการถือว่าเป็น "ผู้แทนพระคริสต์"
ส่งผลทำให้ถือว่าทุกคนต้องยอมอยู่ใต้อำนาจของโป๊ป
ทั้งในทางศาสนาและทางการเมืองการปกครองด้วย
หลักความเชื่อคริสตชนในสมัยปฏิรูป (คศ.1517-1750) ในสมัยนี้มีบุคคลเด่นๆ อยู่หลายคน
ที่เด่นที่สุดคือ มาร์ติน ลูเธอร์ บาทหลวงคาทอลิก ได้จุดประกายการปฏิรูป
โดยการที่เขาตอกแำถลงการณ์ 95
ข้อต่อต้านคำสอนของคริสตจักรคาทอลิกบนประตูของวิหารวิทเตนเบิร์ก เยอรมัน ในวันที่ 31
ตุลาคม คศ.1517 ลูเธอร์มีประสบการณ์การกลับใจใหม่ที่พึ่งในพระคุณที่รับโดยความเชื่อ
และความจริงนี้ได้กลายเป็นแรงจูงใจที่ผลักดันชีวิตเขา เขาเน้นให้กลับไปหาพระคัมภีร์
เพราะถือว่าพระคัมภีร์เป็นสิทธิอำนาจสูงสุดในชีวิตของผู้เชื่อ (ไ่ม่ใช่โป๊ป)
ท้ายที่สุดก็ก่อให้เกิดนิกายโปรเตสแต๊นท์ขึ้นมา (Protestant แปลว่า "พวกประท้วง")
ยุคนี้จึงมีการเน้นให้กลับไปศึกษาพระคัมภีร์

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #319: 20 ก.ย. 11, 12:22 น

ก้นหม้อไม่ทันดำ
 
 
 
ธวัช เย็นใจ
 
 
 
"ก้นหม้อไม่ทันดำ"
 
พูดแบบนี้กับคนสมัยใหม่คงจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก
เพราะสมัยนี้ใช้เตาแก็สกับหมดแล้ว จึงมีโอกาสที่จะเห็นก้นหม้อดำยาก
แต่สมัยก่อนโน้นไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะทุกบ้านจะใช้ฟืนหุงข้าว
หม้อที่เพิ่งซื้อมาใหม่ๆเอาขึ้นตั้งเตาไฟไม่นานก้นหม้อก็ดำปี๋แล้ว
 
"ก้อหม้อไม่ทันดำ" หมายความว่า "คู่ครองที่เลิกร้างกันอย่างง่ายดาย
อยู่กินกันก้นหม้อข้าวยังไม่ทันดำเลยก็เลิกกันแล้ว" พวกฝรั่งมักจะพูดว่า Oh
Love It so soon : รักที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
บางคู่รักเหมือนโคถึก(ที่คึกพิโรธ) ร้อนพล่านเหมือนหม้อที่ตั้งอยู่บนเตาไฟ
แต่เวลาผ่านไปไม่นานไฟก็มอด และความรักก็ค่อยๆเย็นลง และสูญหายไปในที่สุด
 
 
เราเห็นตัวอย่างจะจะจากพวกดารา นักร้อง นักกีฬาชื่อดังจำนวนมาก
ที่จัดงานวิวาห์อย่างเอิกเกริกในโรงแรมระดับแพงระยับ
ต่อหน้าแขกเรื่อนับจำนวนพันๆคนที่มาเป็นสักขีพยาน
แต่เวลาผ่านไปนานนักเตียงก็หักซะแล้ว ด้วยข้ออ้างแบบง่ายๆว่า
"เราไม่มีเวลาให้กัน" หรือเราเพียงอยากจะเป็นอิสระ
แต่เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอยู่ ฯลฯ
 
พระคัมภีร์สอนเกี่ยวกับชีวิตสมรสที่ยั่งยืน "เพราะฉะนั้น
ผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตน ไปผูกพันอยู่กับภรรยา
และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน
ทั้งผู้ชายและภรรยาของเขาเปลือยกาย [1]อยู่และไม่อายกัน" (ปฐก. ๒.๒๔-๒๕)
 
"จงเปรมปรีดิ์อยู่กับภรรยาคนที่เจ้าได้เมื่อยังหนุ่มนั้น...จงดื่มด่ำอยู่กับความรักของนาง"
(สภษ.
๕.๑๘-๑๙)
 
"เพราะพระเจ้าทรงเป็นพยานระหว่างเจ้ากับภรรยา คนที่เจ้าได้เมื่อยังหนุ่มนั้น"
(มลค. ๒.๑๔)
 
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านครอบครัวได้แบ่งช่วงเวลาของการแต่งงานออกเป็น ๓ ระยะ
ระยะแรกเรียกว่า "ขัดแย้ง" ช่วงนี้กินเวลาประมาณ ๕ ปี
ทั้งสามีภรรยาพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงกันและกัน (แทนที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง)
แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
 
ระยะที่สองเรียกว่า "เยือกเย็น" ใช้เวลาราว ๕ ปีเช่นเดียวกัน
เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่สมปรารถนาก็จะเข้าสู่ความมึนตึง
 
หันหลังให้กัน ต่างฝ่ายต่างมีปฏิสัมพันธ์น้อยลง
บางครั้งจะเงียบจนบรรยากาศดูวังเวงน่ากลัว ทั้งสองกำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจว่า
จะอยู่หรือจะแยกทางกัน
 
ระยะที่สาม เรียกว่า "ยิ่งแย่"
ชีวิตคู่เป็นเหมือนกับม้าที่แบกรับน้ำหนักมามากแล้ว
เพียงฟางอีกเส้นเดียวย่อมจะทำให้มันหลังหักได้
ต่างฝ่ายต่างมองหาทางออกสำหรับตนเอง แผลใจมันลุกลามกลัดหนอง
เกินที่จะเยียวยาและหันมาพูดคุยกันได้ แล้วเขาทั้งสองก็มาถึงจุด "ยอมอยู่"
เพื่อเห็นแก่ลูก หรือจะ "ยอมหย่า" ต่างคนต่างไป
 
ระยะที่สี่เรียกว่า "ยอดเยี่ยม" คือทั้งสองคิดได้ก็เริ่มหันหน้าเข้าหากัน
คือเข้าใจความจริงว่า ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ ยอมรับกันและกัน
ตระหนักว่าเปลี่ยนนิสัยของคนอื่นไม่ได้(เปลี่ยนตัวเองง่ายกว่า) จึงขอพบกัน
"ครึ่งทาง" ถ้อยทีถ้อยอาศัย ประนีประนอมและยอมอะลุ่มอล่วย
"ความรักนั้นก็อดทนนาน กระทำคุณให้"
แล้วชีวิตสมรสก็จะเต็มไปด้วยพระพรของพระเจ้า
 
พระคัมภีร์บอกถึงหลักการชีวิตครอบครัวที่มีความสุข ในเอเฟซัส ๕.๒๑-๓๓
กล่าวไว้ดังนี้
 
(๑) สามีต้องรักภรรยา เหมือนพระคริสต์ทรงรักคริสตจักร
และยอมสละพระองค์เองเพื่อคริสตจักร
 
(๒) ภรรยาต้องเชื่อฟังสามี เหมือนคริสตจักรที่เชื่อฟังพระคริสต์
 
(๓) ทั้งสองฝ่ายจะต้องยอมฟังซึ่งกันและด้วยความเคารพในพระคริสต์
 
(๔) สามีภรรยาจะต้องมีความเข้าอกเข้าใจและเอาใจใส่กันและกัน (๑ ปต. ๓.๗)
 
ทั้งสี่ประการนี้คือพระพรในครอบครัวคริสเตียน.
 
 
 
[1] มีการตีความหมายคำว่า "เปลือยกาย" (๑) ทั้งสองไม่ใส่เสื้อผ้า (๒)
เปิดเผยต่อกันในทุกๆเรื่องและทุกๆด้านของชีวิต เช่น การเงิน การงาน
เบื้องหลังของชีวิต ฯลฯ
 
 
 
 
--
เขียนโดย Blogger ถึง www.KaoChristian.com เวลา 9/18/2011 06:53:00 ก่อนเที่ยง

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #320: 20 ก.ย. 11, 12:32 น

"คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา" ทำหนังสือแจงกรณี ป.ป.ช.อ้างว่า
มีการจัดสัมมนาที่หมู่บ้านสันติภาพ ของอดีต ส.ว.น่าน
ไม่ตรงกับที่ระบุในโครงการ และมีมติแจ้งความดำเนินคดี
เป็นการวินิจฉัยเพราะได้ข้อมูลที่ผิดๆ จากผู้ที่ต้องการเล่นงานหรือใส่ร้าย
 
ATNN (7 ก.ย.) ตามที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
มีมติจะดำเนินคดีอาญา คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
กรณีจัดงานสัมมนาที่ จ.น่าน วันเดียวกับงานทอดกฐินพระราชทาน เมื่อวันที่ 31
ตุลาคม 2546 โดย ป.ป.ช.อ้างว่า มีการจัดสัมมนาที่หมู่บ้านสันติภาพ ของอดีต
ส.ว.น่าน ไม่ตรงกับที่ระบุในโครงการว่า จัดที่โรงแรมซิตี้ ปาร์ค
ถือว่าเป็นการใช้เงินไม่ถูกต้องนั้น เรื่องดังกล่าวคุณหญิง จารุวรรณ
เคยทำหนังสือชี้แจงถึง ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 24 ม.ค.2554 ที่ผ่านมา
มีรายละเอียดในตอนท้ายดังนี้
 
 
"...ข้าพเจ้าขอแสดงความสุจริตใจในการปฏิบัติหน้าที่
แม้ว่าจะพบกับปัญหาอุปสรรคมากมายที่จะยืนให้ตรงและอย่างเข้มแข็งเพื่อให้องค์กรสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินอยู่ได้อย่างมั่นคง
ไม่เคยมีความคิดในการทุจริตเรื่องใดๆ
จึงเชื่อมั่นในการปฏิบัติความดีและทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริตว่าพระจะดูแลรักษาตลอดไป
ขอแสดงความนับถือ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา"
 
 
 
ข่าวคริสตชนขอเชิญชวนพี่น้องคริสตชนร่วมกันอธิษฐานเผื่อ คุณหญิงจารุวรรณ
และขอพระเจ้าทรงช่วยให้ความจริงทุกอย่างปรากฎ และความยุติธรรมจะเกิดขึ้น
 
 
--
เขียนโดย Blogger ถึง www.KaoChristian.com เวลา 9/08/2011 12:18:00 ก่อนเที่ยง

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #321: 3 ต.ค. 11, 14:55 น

คิดอย่างบัณฑิต โดย บัณฑิต ดาแว่น
ฟ้าพิโรธ หรือ ธรรมชาติลงโทษ ?
น้ำท่วมเชียงใหม่เข้าสู่คืนที่สอง แม่น้ำปิงเพิ่มสูงขึ้นกรุงเทพธุรกิจ29กย.54
เกษตรฯสำรวจหนี้สมาชิกสหกรณ์น้ำท่วมกว่า5พันล้านกรุงเทพธุรกิจ30กย.54
พิษ'เนสาด'เตือน 9จังหวัดใต้-ออก'เสี่ยง'น้ำท่วม
 โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
 อุตุฯเตือน 9
จังหวัดตะวันออก-ใต้ตะวันตกฝนตกหนักระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก
คลื่นลมในทะเล
 ข่าวน้ำท่วมล่าสุด ศอส.เตือน 9 จังหวัดน้ำป่าไหลหลาก เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วม
 ศอส.เตือน 9
จังหวัดภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตกเตรียมการรับมือน้ำท่วมฉับพลัน
น้ำป่าไหลหลาก ขณะที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฝ้าระวังดินโคลนถล่ม 30
ก.ย. 54
 ข่าวหลายปีก่อน....ชาวเหนือ ชาวอีสาน กำลังเดือดร้อนจากภาวะน้ำท่วม
เมืองหลายเมืองจมบาดาล เป็นอัมพาตไปหมด และน้ำที่ไหล่บ่านี้
อีกไม่นานก็จะไหลลงสู่ภาคกลาง ก่อนลงสู่อ่าวไทย
รัฐสูญงบประมาณบูรณะซ่อมแซมภายหลังน้ำท่วม ปีละ ไม่ต่ำกว่า 7-8 พันล้านบาท..."
(คมชัดลึก 16ก.ย.46)
 
"น้ำป่าเขาใหญ่ บ่าถล่มรุนแรง ดับสังเวย 4 ศพ ปราจีนฯ หนัก นครนายก อ่วม"
(ไทยรัฐ 23 กย.46)
 
"อีสานแล้งหนัก ข้าวกล้าแห้งตาย วัว ควายไม่มีน้ำกิน
ชาวบ้านต้องออกไปหาแหล่งน้ำไกลนับ 10 กิโล" (บางปีก็มีข่าวอย่างนี้)
 
ข่าวในลักษณะนี้ คงเป็นที่คุ้นเคยกันดี ถึงคราวแล้งก็แล้งจนไม่มีน้ำสักหยด
ผืนดินแตกระแหง แต่พอคราวฝนก็กระหน่ำจนท่วมท้น ทำให้เรือกสวน ไร่ นา ชีวิต
ทรัพย์สิน ของผู้คนเสียหายเหลือคณานับ บริเวณที่อยากให้มีน้ำกลับไม่มี แต่
ที่ไม่ต้องการน้ำมากนัก กลับมีมากเกินความต้องการ ช่างไม่มีความพอดีเอาเสียเลย
อะไรเกิดขึ้นกับโลกของเรา ! หรือว่า ฟ้ากำลังพิโรธ โกรธแค้นมนุษย์
ที่กำลังเอารัดเอาเปรียบกันและกัน ทำร้ายกัน
แย่งชิงผลประโยชน์จากคนอื่นมาเป็นของตน แม้แต่คนในครอบครัว
คนที่เคยรักกันมากในช่วงเวลาหนึ่งยังฆ่ากัน
เพียงแค่หวาดระแวงสงสัยว่าอีกฝ่ายเอาใจออกห่าง
บางครอบครัวพี่น้องฆ่ากันอย่าง***มโหด เพื่อหวังมรดกก้อนโต
หวังค่าประกันชีวิต หรือหวังจะให้คนนั้นพ้นทางชีวิตของตนไป
เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน กลางวันแสก ๆ สถานที่
ที่เคยคิดว่าน่าจะปลอดภัยกลับมีอันตรายอย่างคาดไม่ถึง
คนเดินข้ามสะพานลอยเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากรถบนถนน
กลับต้องมาบาดเจ็บถูกทำร้ายจากโจรใจชั่ว ซอยเข้าบ้านที่เคยสัญจรทุกวัน
กลายเป็นจุดอันตรายที่ผู้หญิงบางคนถูกจับไปข่มขืน
อยู่ใกล้กับป้อมตำรวจเพียงไม่กี่เมตร
ยังถูกจี้ชิงทรัพย์โดยไม่มีใครได้ยินเสียงร้องให้ช่วย ฝากลูกเล็ก ๆ
ไว้กับคนใกล้ชิด ยังถูกทำร้ายทางเพศ คิดว่าเด็กอยู่ในโรงเรียนจะปลอดภัย
บางคนยังถูกจับไปเรียกค่าไถ่ พบหน้ากันอีกครั้งกลายเป็นขอทาน
ร่างกายพิการไปแล้ว นี่แหละน่า ! ที่เขากล่าวกันว่า "อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน
จะจนใจเอง"
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น สังคมนี้ โลกนี้ เป็นอะไรไปแล้วหรือ
ไหนเราชื่นชมกันนักหนาว่า เราอยู่ในยุคแห่งอารยธรรมที่ล้ำเลิศ
มนุษย์เป็นผู้ประเสริฐเกินกว่าสิ่งใด ๆ เทคโนโลยีที่ก้าวไกล ทำอะไรที่ไหน
เหมือนใกล้กันแค่คืบเดียว ทุกคนสามารถรู้เห็นได้พร้อมกัน
เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ภาพและเสียงจะแสดงออกมาทันทีตามต้องการ
แต่ไฉนจิตใจของผู้คนจึงไม่ได้พัฒนาให้ดีขึ้น
เหมือนกับเทคโนโลยีเหล่านั้นบ้าง ? หันไปมองสภาพแวดล้อม จากผืนป่าเขา ลำเนาไพร
ที่เคยเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจี ทุ่งหญ้าที่สดสวย ห้วย น้ำ ลำคลอง
แม่น้ำที่ไหลเรื่อยไม่ขาดสาย ยามฝนมีความอุดม ยามร้อน
และหนาวก็พออุ่นกายสบายใจ สำนวนที่กล่าวว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว"
ช่างเป็นภาพที่แสนชื่นใจ คนที่อายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป เคยเล่าให้ฟังว่า
เมื่อถึงเวลาอาหาร ก็ก่อไฟตั้งหม้อแกงให้น้ำเดือดรอไว้
แล้วนำแหไปทอดลงแอ่งน้ำตามทุ่งนา มั่นใจได้ว่าสามารถนำปลามาทำอาหารได้แน่นอน
หลังจากเสร็จสิ้นฤดูการเก็บเกี่ยว หรือช่วงน้ำหลาก
เป็นโอกาสทองของชีวิตที่จะมีความสุข ความผูกพันฉันท์พี่น้อง
ด้วยประเพณีรื่นเริงต่าง ๆ
อะไรเกิดขึ้น ! ทุกวันนี้ นอกจากในน้ำไม่มีปลา ในนาไม่มีข้าวแล้ว น้ำก็แห้ง
หรือไม่ก็ท่วม นาก็หาย กลายเป็นปัญหา และมีหนี้สิน เกิดความทุกข์ยาก
ข้าวยากหมากแพงตามมาอีกต่างหาก จากการสังเกต ต้นไม้ที่เคยอยู่ตามป่าเขา
ก็กลายมาเป็นเสาเรือน ประดับบารมีของผู้มีอันจะกินบางคน
ต้นไม้ที่เคยให้ร่มเย็น คอยทำหน้าที่ซับน้ำยามน้ำหลาก และเก็บน้ำยามน้ำน้อย
ทำให้เกิดสมดุลทางระบบนิเวศ เริ่มหดหายไป
เสียงเรียกร้องเพื่อให้สร้างเขื่อนเก็บน้ำ ลดกระแสความแรงของน้ำ
หรือเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า จึงมีทั้งฝ่ายสนับสนุน และคัดค้านอยู่เสมอ
เมื่อเกิดน้ำท่วมหรือฝนแล้งแต่ละครั้ง
ก็จะมาวิเคราะห์กันว่าเกิดมาจากสาเหตุอะไร บ้างก็ว่า เพราะฟ้าพิโรธ บ้างก็ว่า
เพราะธรรมชาติลงโทษ ที่มนุษย์เราทำในสิ่งไม่ดีเอาไว้
มาร่วมกันค้นหาเหตุแห่งทุกข์ และร่วมกันหาวิธีแก้ไข ดีกว่าหรือไม่ ?
อย่ามัวแต่คิดว่า รอให้คนนั้น คนนี้ ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ก่อน
ถ้าตัวเราไม่เริ่มแล้ว จะไปโทษคนอื่น โทษฟ้า โทษดิน คงไม่เกิดประโยชน์อะไร
บางครั้งฟ้าอาจจะยังไม่ทันพิโรธ ธรรมชาติยังไม่ทันลงโทษ แต่ตัวเรานี่แหละ
ทำร้ายตัวเอง ทำร้ายกันและกัน ทำร้ายสิ่งแวดล้อมจนหมดสิ้นเสียก่อน
 
หากไม่เริ่มสำรวจชีวิตของตน และเริ่มทำสิ่งที่ดีเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้
คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว !
 
 
 
--
เขียนโดย Blogger ถึง www.KaoChristian.com เวลา 9/30/2011 02:39:00 หลังเที่ยง

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #322: 6 ต.ค. 11, 10:51 น

กรุงเทพฯ--28 ก.ย.--กระทรวงวัฒนธรรม
 
นางสุกุมล คุณปลื้ม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานในงานวันสันติภาพสากลเมื่อวันพุธที่
21 กันยายน 2554 ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ
โดยภายในงานมีการประกาศการสถาปนาสภานานาศาสนาซึ่งเป็นการรวมพลังภาคประชาชนสร้างปรากฏการณ์ใหม่
โดยมีผู้แทนจากนานาศาสนาในประเทศไทยและคณะมาร่วมกันประกาศการก่อตั้งคือ
พระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬากรณราชวิทยาลัยปฏิบัติหน้าที่แทน
เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
เป็นผู้แทนจากศาสนาพุทธ, ดร.วิศรุต เลาะวิถี ผู้แทนจุฬาราชมนตรี
เป็นผู้แทนจากศาสนาอิสลาม, ศาสนาจารย์นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน
ประธานองค์กรคริสตจักรร่วมนิมิต,นายประเสริฐ ศรีคุรุวาฬ
นายกสมาคมนามธารีสังคัตแห่งประเทศไทย
รวมทั้งมีผู้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานจากองค์กรสำคัญในประเทศ อาทิ นายณัฐพัชร์
อินทุภูติ นายกสมาคมพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย, นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์
ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, นายศิริโรจน์ ชาวปากน้ำ
นายกสมาคมคาทอลิกแห่งประเทศ, ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน
ประธานองค์กรคริสจักรร่วมนิมิต, พลเรือเอก ชัย สุวรรณภาพ
รองศิษยาภิบาลองค์กรคริสตจักรร่วมนิมิต, นายอมรินทร์ ปิยะสัจจเดช
ที่ปรึกษาสมาคมนามธารีสังคัต, ดร.สุริยเดว ทรีปาตี
ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว และพลเอกจรัล
กุลละวณิชย์ ประธานสภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยและประธานมูลนิธิคลังสมอง
 
โดยจุดมุ่งหมายของการก่อตั้งสภานานาศาสนาเพื่อสันติภาพคือ
มุ่งมั่นในการรวมพลังศาสนธรรมของนานาศาสนาเพื่อเสริมสร้างศีลธรรม คุณธรรม
จริยธรรม ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว วงศ์ตระกูล ชุมชน สังคม ประเทศชาติ และโลก
โดยเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟัง
และเรียนรู้ร่วมกันบนพื้นฐานของความเคารพ รัก
และปรารถนาดีเพื่อเป็นหนทางในการสร้างความเข้าใจ
ความร่วมมือระหว่างศาสนาเพื่อสันติภาพและสันติสุขของมนุษย์
และเพื่อให้ศาสนิกชนแต่ละศาสนารู้จักและเข้าใจในจารีตประเพณี ธรรมเนียมปฏิบัติ
และพิธีกรรมของศาสนิกชนในศาสนาอื่น
 
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้กล่าวว่า
แต่ละศาสนามีความแตกต่างกันในหลักความเชื่อ ความศรัทธา และพิธีกรรม
แต่ละคำสอนของทุกศาสนาล้วนเป็นคำสอนให้ทุกคนเป็นคนดีของสังคม
จึงยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีการสถาปนาสภานานาศาสนาเพื่อสันติภาพฯ
และพร้อมจะให้การสนับสนุนในฐานะองค์กรภาครัฐที่กำกับดูแลกิจการศาสนาในประเทศไทยเพื่อให้สภานานาศาสนาฯ
ซึ่งเป็นองค์กรที่เกิดจากภาคประชาชนสามารถทำงานได้เป็นผลสำเร็จตามเจตนารมย์ที่ตั้งไว้ทุกประการ
 
ดร.วิศรุต เลาะวิถี
ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนจุฬาราชมนตรีกล่าวว่าการที่มูลนิธิสหพันธ์สันติภาพสากลได้รับมอบหมายในการประสานงานในการประกาศสถาปนาสภานานาศาสนาเพื่อสันติภาพในประเทศไทย
ถือเป็นภารกิจที่มีความสำคัญและความหมายอย่าวงยิ่งต่อสังคมศาสนิกชนในประเทศไทย
 
อย่างน้อยที่สุด เพื่อปลุกจิตสำนึกให้ทุกศาสนิกชนได้น้อมนำเอาหลักธรรม
คำสอนในศาสนาแห่งตนมาเป็นหลักธรรมชีวิตอันจะนำไปสู่สันติภาพในประเทศและโลกในที่สุด
 
ศาสนาจารย์นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน ประธานองค์กรคริสตจักรร่วมนิมิต กล่าวว่า
ศาสนาคริสต์ถือว่าสันติภาพเป็นเป้าหมายของหลักของโลกและเป็นเป้าหมายเดียวกับหลักการของพระเจ้า
ในโอกาสที่มีการสถาปนาสภานานาศาสนาเพื่อสันติภาพในประเทศไทยเกิดขึ้นในวันนี้
จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นนิมิตหมายอันดีในการสร้างสันติภาพ
ต้องขอขอบคุณมูลนิธิสหพันธ์สันติภาพสากลที่ได้ริเริ่มโครงการอันเป็นประโยชน์นี้
โดยข้าพเจ้ายินดีที่จะรับใช้ให้โครงการนี้สำเร็จร่วมกับตัวแทนจากศาสนาต่างๆ
ในประเทศไทย เพราะแท้ที่จริงแล้ว ไม่ว่าเราจะนับถือศาสนาใด
เราก็ล้วนแต่เป็นพี่น้องกันทั้งทั้งสิ้น
 
นอกจากนั้น ภายในงานยังมีการรำลึกถึงวันสันติภาพสากล
การฉายภาพการยืนสงบนิ่งเนื่องในวันสันติภาพสากลและการอ่านสารสันติภาพจากนายบัน
คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติของนักเรียนทั่วประเทศ
รวมทั้งมีการมอบเกียรติบัตรทูตสันติภาพ
และการมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดคลิปวิดีโอเพื่อสันติภาพ
และยังมีการขับร้องเพลงโดยคณะประสานเสียนนักเรียนมุสลิม
 
--
เขียนโดย Blogger ถึง www.KaoChristian.com เวลา 10/05/2011 05:17:00
หลังเที่ยง


Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #323: 8 ต.ค. 11, 18:04 น

ก้นหม้อไม่ทันดำ
ธวัช เย็นใจ
"ก้นหม้อไม่ทันดำ"
 พูดแบบนี้กับคนสมัยใหม่คงจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก
เพราะสมัยนี้ใช้เตาแก็สกับหมดแล้ว จึงมีโอกาสที่จะเห็นก้นหม้อดำยาก
แต่สมัยก่อนโน้นไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะทุกบ้านจะใช้ฟืนหุงข้าว
หม้อที่เพิ่งซื้อมาใหม่ๆเอาขึ้นตั้งเตาไฟไม่นานก้นหม้อก็ดำปี๋แล้ว
 "ก้อหม้อไม่ทันดำ" หมายความว่า "คู่ครองที่เลิกร้างกันอย่างง่ายดาย
อยู่กินกันก้นหม้อข้าวยังไม่ทันดำเลยก็เลิกกันแล้ว" พวกฝรั่งมักจะพูดว่า Oh
Love It so soon : รักที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
บางคู่รักเหมือนโคถึก(ที่คึกพิโรธ) ร้อนพล่านเหมือนหม้อที่ตั้งอยู่บนเตาไฟ
แต่เวลาผ่านไปไม่นานไฟก็มอด และความรักก็ค่อยๆเย็นลง และสูญหายไปในที่สุด
 เราเห็นตัวอย่างจะจะจากพวกดารา นักร้อง นักกีฬาชื่อดังจำนวนมาก
ที่จัดงานวิวาห์อย่างเอิกเกริกในโรงแรมระดับแพงระยับ
ต่อหน้าแขกเรื่อนับจำนวนพันๆคนที่มาเป็นสักขีพยาน
แต่เวลาผ่านไปนานนักเตียงก็หักซะแล้ว ด้วยข้ออ้างแบบง่ายๆว่า
"เราไม่มีเวลาให้กัน" หรือเราเพียงอยากจะเป็นอิสระ
แต่เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอยู่ ฯลฯ
 พระคัมภีร์สอนเกี่ยวกับชีวิตสมรสที่ยั่งยืน "เพราะฉะนั้น
ผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตน ไปผูกพันอยู่กับภรรยา
และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน
ทั้งผู้ชายและภรรยาของเขาเปลือยกาย [1]อยู่และไม่อายกัน" (ปฐก. ๒.๒๔-๒๕)
 "จงเปรมปรีดิ์อยู่กับภรรยาคนที่เจ้าได้เมื่อยังหนุ่มนั้น...จงดื่มด่ำอยู่กับความรักของนาง"
(สภษ. ๕.๑๘-๑๙)
 "เพราะพระเจ้าทรงเป็นพยานระหว่างเจ้ากับภรรยา คนที่เจ้าได้เมื่อยังหนุ่มนั้น"
(มลค. ๒.๑๔)
 ผู้เชี่ยวชาญทางด้านครอบครัวได้แบ่งช่วงเวลาของการแต่งงานออกเป็น ๓ ระยะ
ระยะแรกเรียกว่า "ขัดแย้ง" ช่วงนี้กินเวลาประมาณ ๕ ปี
ทั้งสามีภรรยาพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงกันและกัน (แทนที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง)
แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
 ระยะที่สองเรียกว่า "เยือกเย็น" ใช้เวลาราว ๕ ปีเช่นเดียวกัน
เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่สมปรารถนาก็จะเข้าสู่ความมึนตึง
 หันหลังให้กัน ต่างฝ่ายต่างมีปฏิสัมพันธ์น้อยลง
บางครั้งจะเงียบจนบรรยากาศดูวังเวงน่ากลัว ทั้งสองกำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจว่า
จะอยู่หรือจะแยกทางกัน
 ระยะที่สาม เรียกว่า "ยิ่งแย่"
ชีวิตคู่เป็นเหมือนกับม้าที่แบกรับน้ำหนักมามากแล้ว
เพียงฟางอีกเส้นเดียวย่อมจะทำให้มันหลังหักได้
ต่างฝ่ายต่างมองหาทางออกสำหรับตนเอง แผลใจมันลุกลามกลัดหนอง
เกินที่จะเยียวยาและหันมาพูดคุยกันได้ แล้วเขาทั้งสองก็มาถึงจุด "ยอมอยู่"
เพื่อเห็นแก่ลูก หรือจะ "ยอมหย่า" ต่างคนต่างไป
 ระยะที่สี่เรียกว่า "ยอดเยี่ยม" คือทั้งสองคิดได้ก็เริ่มหันหน้าเข้าหากัน
คือเข้าใจความจริงว่า ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ ยอมรับกันและกัน
ตระหนักว่าเปลี่ยนนิสัยของคนอื่นไม่ได้(เปลี่ยนตัวเองง่ายกว่า) จึงขอพบกัน
"ครึ่งทาง" ถ้อยทีถ้อยอาศัย ประนีประนอมและยอมอะลุ่มอล่วย
"ความรักนั้นก็อดทนนาน กระทำคุณให้"
แล้วชีวิตสมรสก็จะเต็มไปด้วยพระพรของพระเจ้า
 พระคัมภีร์บอกถึงหลักการชีวิตครอบครัวที่มีความสุข ในเอเฟซัส ๕.๒๑-๓๓
กล่าวไว้ดังนี้
 (๑) สามีต้องรักภรรยา เหมือนพระคริสต์ทรงรักคริสตจักร
และยอมสละพระองค์เองเพื่อคริสตจักร
 (๒) ภรรยาต้องเชื่อฟังสามี เหมือนคริสตจักรที่เชื่อฟังพระคริสต์
 (๓) ทั้งสองฝ่ายจะต้องยอมฟังซึ่งกันและด้วยความเคารพในพระคริสต์
 (๔) สามีภรรยาจะต้องมีความเข้าอกเข้าใจและเอาใจใส่กันและกัน (๑ ปต. ๓.๗)
 ทั้งสี่ประการนี้คือพระพรในครอบครัวคริสเตียน.
 [1] มีการตีความหมายคำว่า "เปลือยกาย" (๑) ทั้งสองไม่ใส่เสื้อผ้า (๒)
เปิดเผยต่อกันในทุกๆเรื่องและทุกๆด้านของชีวิต เช่น การเงิน การงาน
เบื้องหลังของชีวิต ฯลฯ
 --
เขียนโดย Blogger ถึง www.KaoChristian.com เวลา 9/18/2011 06:53:00 ก่อนเที่ยง

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #324: 8 ต.ค. 11, 18:11 น

บ้านแสงไทยดรุณ เป็นบ้านเด็กที่ให้การช่วยเหลือแก่เด็ก ๆ
กำพร้าและที่ไร้ที่พึ่ง ซึ่งก่อตั้งโดยนายนิพนธ์ จ้าวเจริญพรและครอบครัว
สืบเนื่องมาจาก นิพนธ์ จ้าวเจริญพร
ซึ่งได้รับการเลี้ยงดูให้เติบโตมากับบ้านเด็กกำพร้าตั้งแต่ยังเยาว์วัย
ทำให้มีความผูกพันและอยากจะช่วยเหลือแก่เด็ก ๆ กำพร้าและเด็กด้อยโอกาส
ให้ได้รับการเลี้ยงดูที่ดีและมีโอกาสทางการศึกษา เมื่อนิพนธ์
จบการศึกษาและมีครอบครัวแล้วจึงเริ่มต้นจัดตั้งบ้านเด็กเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เด็ก
ๆ มาแล้วจำนวน 4 แห่ง
และปัจจุบันบ้านเด็กแต่ละแห่งก็ยังคงดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก่เด็ก ๆ
รุ่นแล้วรุ่นเล่า
 
 
ในปี 2006 นิพนธ์กับภรรยาเข็มทอง พร้อมด้วยครอบครัว
จึงเริ่มต้นจัดตั้งบ้านแสงไทยดรุณด้วยเงินส่วนตัวที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยและได้รับเด็ก
ๆ กำพร้าและเด็กที่ด้อยโอกาสเข้ามาอยู่ในบ้านเป็น จำนวน 25 คน
ต่อมาได้รับเพิ่มขึ้นจนถึงปัจจุบันเป็นจำนวน 31 คน
โดยได้รับการช่วยเหลือจากบุคคลผู้มีใจเมตตาที่ให้การสนับสนุนเพื่อให้สามารถดำเนินอยู่ได้วันต่อวัน
 
เด็ก ๆ
ในบ้านแสงไทยดรุณจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างอบอุ่นด้วยความรักและการเอาใจใส่ดุจครอบครัว
ด้วยวิสัยทัศน์ที่ว่า
"ธัมมะที่บริสุทธิ์ไร้มลทินต่อพระพักตร์พระเจ้าและพระบิดานั้น
คือการเยี่ยมเยียนเด็กกำพร้าและหญิงหม้ายที่มีความทุกข์ร้อนและการรักษาตัวให้พ้นจากราคีของโลก"
นอกจากนั้นเด็ก ๆ ในบ้านแสงไทยดรุณยังจะได้รับการพัฒนาชีวิตในด้านต่าง ๆ
ตามพันธกิจของบ้านฯ ที่มาจากพระธรรมลูกา 2ข้อ 52 คือ ในด้านสติปัญญา
โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็ก ๆ ได้รับการศึกษาตามความสามารถของแต่ละคน
ในด้านร่างกาย โดยการส่งเสริมสุขอนามัยตามวัยของเด็ก
อีกทั้งฝึกฝนทักษะในการทำงานตามความสามารถของแต่ละบุคคล
ในด้านคุณธรรมและจริยธรรม(ฝ่ายจิตวิญญาณ)
โดยการอบรมและสั่งสอนตามหลักของพระคริสตธรรมคัมภีร์ และในด้านสังคม
โดยการสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็ก ๆ
สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างปกติสุข
 
ชีวิตประจำวันของเด็ก ๆ ในบ้านแสงไทยดรุณ
นอกจากการไปโรงเรียนเพื่อเรียนวิชาความรู้ตามชั้นและตามเวลาปกติ
รวมทั้งการละเล่นและการเล่นกีฬาตามที่ชอบและถนัดแล้ว เด็ก ๆ
ยังจะได้รับการเตรียมและการฝึกฝนเพื่อเรียนรู้จักการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
รวมทั้งเพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพในอนาคต
ด้วยการทำงานตามกลุ่มหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเวียนเป็นรายสัปดาห์ เช่น
การทำอาหาร การทำความสะอาดที่อยู่ที่พักด้วยการกวาดถูพื้น
ซักเสื้อซักผ้าด้วยตนเอง ล้างถ้วยชาม ทำการเกษตรตามกำลัง เพื่อฝึกให้เด็ก ๆ
เรียนรู้จักการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงและพึ่งตนเอง ด้วยการปลูกผัก เลี้ยงไก่
เลี้ยงกบ เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ดและเลี้ยงหมู
 
ท่านสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างชีวิตของเด็ก ๆ ที่ด้อยโอกาสเหล่านี้ได้
ด้วยการ
 
- เยี่ยมเยียนให้กำลังใจเด็ก ๆ ด้วยขนมและของฝาก
 
- เป็นอาสาสมัครช่วยสอนหนังสือหรือสอนภาษาให้กับเด็ก ๆ ที่บ้านแสงไทยดรุณ
 
- เลี้ยงอาหารเนื่องในโอกาสพิเศษต่าง ๆ เช่น วันเกิด วันครบรอบแต่งงานและอื่นๆ
 
- บริจาคเสื้อผ้า รองเท้าทั้งเก่าและใหม่หรือของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่
ยาสีฟัน ผงซักฟอก น้ำยาล้างจานและอื่น ๆ
 
- บริจาคหนังสืออ่านเสริมความรู้แก่เด็ก ๆ ทั้งเก่าและใหม่ รวมถึงสมุด ดินสอ
ปากกา ยางลบและอุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ
 
- ให้ของขวัญพิเศษเนื่องในเทศกาลต่าง ๆ
 
- บริจาคเงินเพื่อเป็นค่าอาหารประจำวันแก่เด็กและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
ที่จำเป็นภายในบ้านฯ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่งและอื่น ๆ
 
- และท่านสามารถเป็นคนหนึ่งที่รับเป็นครอบครัวอุปถัมภ์เด็ก ๆ เป็นรายเดือน
รายปีหรือเป็นครั้งคราว
 
ติดต่อและเข้าเยี่ยมชมบ้านแสงไทยดรุณได้ที่ บ้านเลขที่ 122 หมู่ 2 ตำบลหนองหาร
อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 50290 หมายเลขโทรศัพท์ 086-921-5651 และ
085-041-1461 หรือติดต่อทางอีเมล ที่ nipon_ch@yahoo.com
หรือบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือแก่เด็ก ๆ ได้ที่
บัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาถนนช้างคลาน ชื่อบัญชี
มูลนิธิแสงไทยดรุณ เลขที่บัญชี 423-0-71655-9
 
เชิญเยี่ยมชมกิจกรรมต่าง ๆ ของเด็ก ๆ ได้ที่ www.lightforkids.org
 
 
 
--
เขียนโดย Blogger ถึง www.KaoChristian.com เวลา 10/04/2011 10:58:00
หลังเที่ยง

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #325: 17 ต.ค. 11, 18:15 น

ณ ดินแดนที่ไม่มีน้ำท่วม

โดย บัณฑิต ดาแว่น
ท่ามกล่างวิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ และยาวนานของประเทศไทย
สร้างความเสียหายเหลือคณานับต่อชีวิตทรัพย์สิน ส่งผลกระทบไปทุกด้าน
นักวิชาการเห็นตรงกันว่าปริมาณน้ำในปี 2554 นั้น
ไม่ใช่ระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
แต่เนื่องจากระยะเวลาของน้ำที่ขังอยู่ และคงที่ต่อเนื่องนานกว่า 2 เดือน
อีกทั้งพื้นที่รับน้ำที่เคยมี ที่จะช่วยให้น้ำกระจายออกไปตามแหล่งต่างๆ
นั้นมีน้อยลง เพราะแต่ละพื้นที่ก็ไม่อยากให้น้ำละลักเข้าพื้นที่ทำกินของตน
หรือพื้นที่ธุรกิจของเมือง จึงทำแนวกั้นน้ำกันอย่างแน่นหนาและสูงกว่าเดิม
ทำให้ปัญหานี้ยากที่จะแก้ไขมากขึ้น
แม้น้ำจะท่วมสูงและยาวนาน แต่น้ำใจของคนไทยยิ่งมากและยาวนานกว่า ทุกฝ่าย
ทั้งภาครัฐ เอกชน ส่วนบุคคล ต่างช่วยกันคนละไม้ละมือ ทั้งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
ช่วยบรรเทาทุกข์ระยะยาว
ต่างภาวนาขอให้ประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้
ยิ่งกว่านั้นขอให้คนไทยร่วมแรงร่วมใจ รักใคร่สามัคคี
ปรองดองกันอย่างดีต่อไปด้วย
ความกลัวต่อภัยพิบัตินั้น คงยังฝังลึกในใจของคนเรามาเนิ่นนาน
หากจะศึกษาจากบทเรียนพระคัมภีร์
มีภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นต่อมวลมนุษยชาติ คือ
เหตุการณ์น้ำท่วมโลกในสมัยของโนอาห์ ที่บันทึกไว้ในพระธรรมปฐมกาลบทที่ 6 ถึง 9
ซึ่งมีผู้รอดชีวิตเพียงครอบครัวของโนอาห์และสัตว์อย่างละคู่เท่านั้น
เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นการแสดงสิทธิอำนาจของพระเจ้า
เพื่อให้มนุษย์เห็นว่าพระองค์เป็นผู้เดียวที่ควบคุมทุกสิ่งที่ทรงสร้างขึ้นมา
เมื่อมนุษย์เสื่อมทรามลงอย่างน่าสลดใจ
พระองค์จึงทรงหาวิธีแก้ไขและหาแนวทางช่วยให้รอดสำหรับผู้ที่เชื่อฟัง
พระเจ้าไม่ประสงค์ให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศ แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนรอด (2ปต.3.9)
แต่ทั้งนี้ก็ให้เสรีภาพในการตัดสินใจของมนุษย์ด้วย
จึงให้โนอาห์ต่อเรือใหญ่เพื่อรวบรวมมนุษย์และสัตว์ที่ยอมฟังเสียงของพระเจ้าได้มีทางรอดจากน้ำท่วม
แต่น่าเสียดายที่มีคนจำนวนน้อยที่ใส่ใจในคำเตือนและยอมรับการช่วยเหลือ
ภัยพิบัติครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้นกับพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้พระเจ้าจะสัญญาต่อมนุษย์ว่าจะไม่ให้น้ำท่วมโลกอีกต่อไป
โดยให้มีรุ้งกินน้ำเป็นสัญญาลักษณ์แห่งพันธสัญญานั้นตลอดกาล
แต่ในใจของมนุษย์จากวันนั้น
จนถึงวันนี้คงยังไม่ลืมเหตุการณ์ที่ผลิกชีวิตและโลกนี้ไปได้เลย แปลกแต่จริง
ทั้งๆที่รู้ว่าจะมีภัยพิบัติเกิดขึ้นกับชีวิตหากยังดำเนินชีวิตในทางชั่วร้ายต่อไป
แต่มนุษย์ก็ยังไม่ไม่หยุดที่จะทำสิ่งเหล่านั้นอย่างจริงจัง
คงยังหาวิธีเอาตัวรอดไปเป็นครั้งๆ ไป โดยไม่ได้เรียนรู้จากบทเรียนในอดีตมากนัก
จึงทำให้วัฏจักรของชีวิตและโลกนี้ต้องวนเวียนอยู่กับวิกฤตการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
กล่าวคือ ไม่เพียงเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วม แต่หมายถึงเรื่องราวความรุนแรง
ความเสียหาย ภัยพิบัติ วิกฤตการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต ครอบครัว
และสังคมอย่างที่เป็นมาจนถึงทุกวันนี้ด้วย ยิ่งนับวันปัญหาก็เกิดขึ้นถี่
ต่อเนื่อง รุนแรง และขยายวงกว้างออกไปมากขึ้น
บางเรื่องดูเหมือนไม่น่าเป็นปัญหา แต่กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาก็มี
เนื่องมาจากการเอารัดเอาเปรียบ การหยิบฉวยผลประโยชน์ที่มีมากขึ้น
ที่ไปซ้ำเติมหรือต่อยอดให้มันเกิดผลกระทบที่ร้ายแรงกว่าที่เป็นนั่นเอง
พระเจ้ายังทรงรักและห่วงใยในชีวิตของมนุษย์และโลกนี้อยู่เสมอ
พระองค์มีแผนการแห่งความรอดตั้งแต่ต้นมาแล้ว เพียงแต่ว่ามนุษย์ยังไม่ยอมรับ
ไม่ยอมเข้าใจในคำเตือน ไม่เชื่อในทางออก และไม่ทำตามที่มีบัญชาไว้ ทั้งๆ
ที่พระองค์ทรงกระทำทุกอย่างสำเร็จแล้ว โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์
ผู้ซึ่งเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ทางรอดของชีวิต (ยน.14-6)
และจะทำให้ชีวิตเป็นอิสระอย่างแท้จริง (ยน.8.31-32)
ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ความกลัวต่อภัยพิบัติของชีวิตต่อไป
เพราะพระองค์ทรงจัดเตรียมที่ไว้สำหรับทุกคนที่เชื่อไว้วางใจ (ยน.14-1-4)
เป็นที่ที่ปลอดภัย ไม่มีภัยอันตรายมากล้ำกลาย เป็นที่ที่ความทุกข์ ความลำบาก
ความเจ็บปวด การร้องไห้ การคร่ำครวญ และความตาย จะไม่มีอีกต่อไป
แม้กระทั่งน้ำตาทุกหยดที่เคยหลั่งออกมาก็จะทรงเช็ดให้ (วว.21.4)
เป็นสถานที่ที่สัญญาว่าสิ่งเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้นจะไม่มีอีกต่อไป
เพราะมันได้ผ่านพ้นไปแล้ว
แต่จะมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่ดียอดเยี่ยมเกินกว่าจะพรรณนาด้วยคำอธิบายของภาษามนุษย์
ณ ที่นั่นจะมีแต่การครอบครองของพระเป็นเจ้า ผู้ทรงเป็นแสงสว่าง
เป็นสันติสุขแห่งชีวิต กลางวันหรือกลางคืนไม่จำเป็นอีกต่อไป
เพราะตลอดเวลาจะอยู่ภายใต้พระสิริ พระบารมีอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
ทุกชีวิตจะปลอดภัย เป็นสุขในพระองค์
คือบรรดาผู้ที่มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิตของพระเยซู (วว.21.27)
พระเจ้าประสงค์ที่จะให้ทุกคนอยู่ที่นั่น ณ สถานที่ ที่มีแต่สันติสุข
ปลอดจากทุกข์ภัยทั้งปวง รวมทั้งปลอดจากภัยน้ำท่วมในเวลานี้ด้วย หนทางรอดคือ
หันกลับมาสำรวจชีวิตว่า ตนเองกำลังเดินอยู่ในความเสื่อม หรือ
เดินในทางสันติสุขกันแน่ ! หากต้องการเดินในทางแห่งสันติสุข
ต้องกลับมาหาพระเยซูผู้ทรงเป็นทางแห่งความจริง และทางรอด
ด้วยการเชื่อมั่นศรัทธาในพระองค์ทั้งชีวิตจิตใจ
ยินดีให้พระองค์เข้าไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ผิดในชีวิต
และตั้งใจที่ทำสิ่งดีตามพระประสงค์ นั่นแหละเป็นทางที่จะนำไปสู่ดินแดน
ที่ไม่มีภัยพิบัติใดๆ อีกเลย
 
อยากไปอยู่ด้วยกันไหมครับ ?
--
เขียนโดย Blogger ถึง www.KaoChristian.com เวลา 10/17/2011 02:45:00
ก่อนเที่ยง

Tags:
 
Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #326: 19 ต.ค. 11, 11:07 น

"ความเชื่อ ความหวัง ความรัก"
โดย บัณฑิต ดาแว่น
ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤติน้ำท่วมใหญ่เป็นเวลานาน นับตั้งแต่เดือนกันยายน
จนจะย่างเข้าสู่พฤศจิกายนแล้ว ดูเหมือนสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายไปมากนัก
แม้หลายฝ่ายจะพยายามทุ่มเททรัพยากรทุกประเภท เพื่อสู้ และกู้วิกฤติครั้งนี้
ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นกว้างใหญ่เหลือเกิน คาดว่าต้องใช้เงินจำนวนนับแสนล้าน
และต้องใช้เวลานาน กว่าที่จะเยียวยา ฟื้นฟู ให้กลับคืนสู่สภาพดีดังเดิมได้
หลายอย่างหากเป็นทรัพย์สิ่งของอาจจะพอทนรอได้ แต่ชีวิตของผู้คนที่ต้องอยู่
ต้องกิน ต้องดำเนินต่อไปนั้น ยากที่จะรอคอยเวลาหรือสิ่งใดๆ เพราะแหล่งงาน
แหล่งทรัพยากรที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตวันต่อวันที่ผ่านมาก็จมอยู่ใต้น้ำเช่นกัน
หากต้องเผชิญกับปัญหาเพียงชั่วครู่ ชั่วครั้ง ชั่วคราว มาแล้วก็ผ่านไป
คงไม่ทำให้สภาพจิตใจบอบซ้ำมากนัก แต่นี่เป็นเวลาที่ต่อเนื่องยาวนาน หายครั้ง
หลายหน จนไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ! ...จน เครียด แล้วต่อไปจะทำอย่างไรดีละ !
ปัญหามันมาทับถมจนจมลงไปหมดทั้ง บ้าน เรือน ไร่ นา ข้าว ปลา อาหาร โรงงาน
สถานที่พักผ่อน แหล่งทำกิน ที่ดินเพาะปลูก ทั้งลูก ภรรยา สามี ญาติพี่น้อง
ทำได้เพียงนั่งมองน้ำที่มันเอ่อล้นและไหลไปมาเอื่อยๆ อย่างเนิ่นนาน
กลางวันมันช่างร้อนรุ่ม กลางคืนก็มืดมนแทบจะทนไม่ไหว ท่ารถกลายเป็นท่าเรือ
ทิศเหนือ หรือใต้ไม่ต่างกัน ที่นี่ ที่นั่น ที่โน่น ก็เต็มไปด้วยน้ำ น้ำ
และน้ำ... สายตาที่ทอดออกไปเหมือนไร้จุดหมายปลายทางไปหมด
ขอพระเจ้าเมตตาประเทศไทย ขอให้คนไทยได้มีความหวัง กำลังใจ
ให้สามารถผ่านพ้นภัยพิบัติเหล่านี้ไปได้ ขอทรงเป็นความอุปถัมภ์ ค้ำชู
ช่วยกู้วิกฤติ ช่วยนำชีวิตของทุกคนไปในทางแห่งสันติสุข และความหวังในพระองค์
เพราะเชื่อว่า แม้ท่ามกลางหุบเขาเงามัจจุราช
พระเจ้ายังทรงดำเนินอยู่เคียงข้างประชากรของพระองค์เสมอ (สดด.23.4)
พระวจนะของพระเจ้ายังเป็นความจริง เราสามารถเข้ามาพักพิงทั้งชีวิต
จิตใจในพระเจ้าได้ทุกเวลา
แม้จะต้องสูญเสียทุกสิ่ง แต่สิ่งสำคัญที่ยังต้องคงไว้ นั่นคือ "ความเชื่อ
ความหวัง และความรัก" เพราะ 3 สิ่งนี้จะยังคงอยู่
ที่เราสามารถยึดมั่นไว้ในทุกสถานการณ์
ขอให้มี "ความเชื่อ" ในพระเจ้าผู้ทรงพระคุณ และเมตตา ผู้ทรงรักษาพระสัญญา
และรักทุกชีวิตที่ทรงสร้างมาด้วยฝีพระหัตถ์
จนกระทั่งประทานพระบุตรองค์เดียวคือพระเยซูคริสต์มาพลีพระชนม์เพื่อเรา
เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระองค์จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ (ยอห์น 3.16)
ขอให้มี "ความหวัง" หวังใจในพระเจ้าพระผู้สร้าง ทรงจัดเตรียมหนทางที่ดีเสมอ
หวังใจในพระเยซูผู้สละพระองค์เองเพื่อคนทั้งปวง ทรงตายเพื่อไถ่บาป
ทรงเป็นขึ้นเพื่อยืนยันความเป็นพระเจ้า
และสัญญาว่าจะกลับมารับทุกคนที่เชื่อไปอยู่กับพระองค์อย่างมีศักดิ์ศรีนิรันดร์อันหาที่เปรียบไม่ได้
(ยน.14.1-6,2คร.4.16-18) และยังทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นมัดจำ
ว่าจะทำทุกสิ่งที่สัญญาแน่นอน (อฟ.1.13-14)
ขอให้มี "ความรัก" อันยิ่งใหญ่ รักกันฉันพี่น้อง รักกันด้วยจริงใจ
ให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่กัน
ดังพระเจ้าที่สำแดงความรักประเสริฐนี้แก่ทุกคนก่อนแล้ว(1ยน.4.9)
เป็นความรักที่ประทานให้ในยามที่เราหมดหวัง หมดแรงกำลัง คือ
ยังทรงช่วยเราให้รอดพ้นจากบาปชั่วแม้ตัวเราช่วยตัวเองไม่ได้ (โรม 5.6-17)
 
"ดังนั้นยังตั้งอยู่สามสิ่ง คือ ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก
 
แต่ความรักใหญ่ที่สุด" (1โครินธิ์ 13.13)
 
ขอให้ 3 สิ่งนี้อยู่ในชีวิตของพี่น้องทุกคนด้วยเทอญ...
--
เขียนโดย Blogger ถึง www.KaoChristian.com เวลา 10/18/2011 08:00:00
ก่อนเที่ยง

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #327: 20 ต.ค. 11, 12:06 น

ในยุคสุดท้ายพระคัมภีร์พยากรณ์ถึงอุปนิสัยของมนุษย์ไว้หลายประการด้วยกัน
คริสเตียนส่วนใหญ่จะรู้เรื่องนี้ เช่น ในยุคสุดท้ายจะมีสงคราม
การทำผิดประเวณีอย่างนี่เกรียดเหมือนอย่างเมืองโสดมโกโมราจะกลับมา
ผู้คนจะรักคนเองจะเกรียดชังกันและกัน
 
สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการรู้จักอุปนิสัยของมนุษย์ในยุคสุดท้าย คือ
กระบวนการหล่อหลอมให้มนุษย์เป็นแบบนั้นโดยกองทัพของปีศาจที่ทำงานของมันอย่างลับๆ
เช่น
 
1. นิสัยในการใช้ความรุนแรง
 
ปีศาจมันเข้ามาช่องนี้ได้ ผ่านเกมต่างๆ ที่ใช้ความรุนแรง ดังนั้น
การที่เราโกรธแล้วอยากฆ่าคนหรืออยากทำร้ายคน การเล่นเกมเหล่านี้มากๆ
ก็มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของเรามากกว่าคนปกติทั่วไป
เพราะถูกปลูกฝังโดยมารซาตานผ่านเกมเหล่านี้
 
2. ใจล่วงประเวณี
 
ปีศาจมันเข้ามาช่องนี้ได้ ผ่านสื่อต่างๆ
โดยเฉพาะต่างอินเตอร์เน็ตที่มีคลิปต่างๆ กราดเกลื่อนให้มนุษย์ดูอย่างมากมาย
หรือตามภาพยนตร์ต่างๆ เมื่อดูแล้วก็เกิดความรู้สึก
เมื่อเกิดความรู้สึกก็อยากที่จะทำบาปในเรื่องนี้
 
3. วิญญาณของความโศกเศร้า
 
ปีศาจมันเข้ามาช่องนี้ได้ ผ่านเสียงเพลงต่างๆ และ
และวิญญาณของความเกรียดชังที่ไหลออกมาจากจอทีวีในหนังต่างๆ
ที่มีการอิจฉาริษยากัน หรือหนังรักที่ทำให้คนนั้นอยู่ในจิตนาการ
ดำเนินชีวิตครึ่งหนึ่งอยู่ในโลกจิตนาการ คิดว่าตนเองเป็นนางเอกหรือพระเอก
เกิดความคิดจินตนาการหรือเพ้อฝัน คาดหวังผิดๆ จากหนังรักต่างๆ
ที่ป้อนข้อมูลเข้ามา เช่น คาดหวังอยากมีแฟนเหมือนพระเอกในหนังหรือนางเอกในหนัง
ผลท้ายที่สุดก็จะเป็นไปตาม รม.8/5 คือ ปักใจอยู่สิ่งที่เนื้อหนังต่างการ
ทำให้เกิดการผิดหวัง การถูกปฏิเสธ การปกปิดตนเอง
 
คนเหล่านี้มักจะติด facebook เพราะใน facebook
ทำให้ตนเองไม่เหล่ารู้สึกว่ามีเพื่อนและมีสถานที่ระบายความในใจของตนเองได้
คำพูดต่างๆ ในนั้น บางอย่างฟังดูแล้วอร่อย
แต่เป็นอร่อยของปีศาจที่อยู่ในมนุษย์(ยน.2/25)
ความคิดที่ไหลออกมาเป็นเนื้อความเหล่านี้ มาจากมาร สังเกตง่ายๆ คือ
คำพูดทุกอย่างที่เน้นหรือโฟกัสไปที่ตนเองหรือมีตนเองเป็นศูนย์กลาง
พูดเอามันส์หรือสะใจตนเองเป็นใหญ่
 
4. การเห็นแก่เงิน ปีศาจมันเข้ามาช่องนี้ได้ ผ่านค่านิยมทางทีวี เช่น
การแต่งตัว แสภาพของสังคมที่อวดร่ำอวดรวยกัน ใส่ความคิดผิดๆ เข้ามา
ให้คนหลงใหลในวัตถุนิยมต่างๆ รักโลกนี้ เช่น
อยากมีโทรศัพท์มือถือเกินความจำเป็น ทำให้มีการใช้เงินฟุ่มเฟือย
ทำให้ต้องหาเงินมาซื้อสิ่งต่างๆ ในสิ่งที่ตนเองต้องการ ผลคือ
ก็จะกลายเป็นคนที่รักเงินไปโดยอัตโนมัติ กลายเป็นคนที่แสวงหาเงิน
อยากได้โน้นได้นี่ไปไม่มีที่สิ้นสุดและไม่เคยเติมเต็มหรือเต็มอิ่ม เช่น
มีรถแล้วก็ยังอยากได้คันใหม่ไปอยู่อีกเรื่อยๆ
มีบ้านแล้วก็ยังอยากได้ให้ใหญ่โตขึ้นอีก
 
สิ่งเหล่านี้โดยเนื้อแท้แล้วไม่ได้ผิดอะไรที่เราจะมี
แต่ผิดถ้าเราอยากได้ไปเรื่อยๆ และไม่ได้จำเป็นต้องหรือต้องใช้
เพียงแค่อยากได้เท่านั้น ถ้าเรามีเงินจะซื้อก็ไม่เป็นไร
แต่ถ้าไม่มาแล้วต้องพยายามหรือปีนป่ายอยากที่จะมีเหมือนคนอื่นหรือดีกว่าคนอื่น
อันนี้ถือว่าตกหลุมไปหรือติดกับดักเรื่องของเงินหรือทรัพย์สินเสียแล้ว
ผลคือตนเองต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้มา
ทั้งที่ตายไปแล้วก็เอาไปไม่ได้เลยสักอย่าง
 
1ทธ.6/7-10 เพราะเราเข้ามาในโลกตัวเปล่า
เมื่อออกจากโลกก็เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้
ในเมื่อมีอาหารและเสื้อผ้าก็ให้เราพอใจกับสิ่งเหล่านั้น
คนที่อยากรวยก็ตกหล่มเย้ายวนให้ทำบาป ติดกับ และตกในความปรารถนาต่างๆ
อันโง่เขลาและอันตราย ซึ่งดึงมนุษย์ดิ่งลงในห้วงแห่งความพินาศย่อยยับ
ด้วยว่าการรักเงินเป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งปวง เพราะเห็นแก่เงินนี่แหละ
บางคนจึงเตลิดจากความเชื่อ และทำให้ตัวเองต้องปวดร้าวด้วยความทุกข์โศกนานา
--
เขียนโดย Blogger ถึง www.KaoChristian.com เวลา 10/18/2011 08:11:00
ก่อนเที่ยง

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #328: 7 พ.ย. 11, 16:58 น

น้ำท่วมโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม
มีรายงานล่าสุดว่าน้ำท่วมครั้งนี้น่าจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง "หนึ่งล้านล้านบาท"
สูงกว่าช่วงวิกฤติการเผาเมืองเมื่อปีที่ผ่านมา
ขณะนี้มีคนตกงานแล้วถึงเก้าแสนคน
ยังไม่นับความเสียหายที่จะตามมาในอนาคตคือ
การขาดความเชื่อมั่นจากต่างประเทศซึ่งจะทำให้เกิดการหันเหหรือย้ายการลงทุนไปยังประเทศอื่น
แน่นอน ไม่มีงานก็ไม่มีเงิน ปัญหาที่ตามมาก็คือ ปัญหาความยากจน
ซึ่งเรื่องนี้ก็จะนำไปสู่อีกหลายปัญหา คือปัญหาอาชญากรรม ปัญหาครอบครัว
และปัญหาสังคม
นี่ยังไม่รวมถึงปัญหาสุขภาพ และก็จะเข้าสู่ปัญหาการขาดการศึกษา
ซึ่งก็จะนำไปสู่ปัญหาการด้อยพัฒนาทางการเมืองต่อไป
แล้วทั้งหมดก็จะเข้าสู่วัฏจักรแห่งความด้อยพัฒนา นั่นคือ
จน-โง่-เจ็บป่วย-เครียด-ชั่ว-ขายเสียงซื้อเสียง-โกง-...แล้วก็จะวนมาที่...จน-โง่-เจ็บ...
วนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
แล้วประเทศทั้งหมดก็จะเข้าสู่ความเสื่อมลงเรื่อยๆ
และหากไม่มีการแก้ไขอย่างถูกจด ในที่สุด
ประเทศก็จะเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า "รัฐล้มเหลว" (Failing State) คือ
สังคมจะทุกข์ยากอย่างหนัก ไร้ระเบียบ จนแทบจะเป็นอนาธิปไตย
และปกครองกันเองให้พัฒนาขึ้นไม่ได้
เหลือเชื่อนะครับ เรื่องน้ำท่วมสามารถพัดเราไปไกลได้ขนาดนีั้ ถ้าไม่ระวังกันดีๆ
 
โปรดอย่าเพิ่งว่าผู้เขียนว่า เหลวไหล หรือพูดจาไม่เป็นมงคล
อันนี้เป็นการพูดเชิงวิชาการ ซึ่งขณะนี้มีการพูดกันในวงวิชาการ
(ทั้งในทางเปิดเผยและในทางลับ) มากขึ้นเรื่อยๆ ว่า
ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่สภาวะ "รัฐล้มเหลว" ดังกล่าว
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเคยมีพระราชดำรัสเตือนเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน
 
ท่านคิดว่าทำอย่างไร เราจึงจะสามารถตัดตอนวงจรอุบาทย์
ที่กำลังนำพาประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราไปสู่สภาวะรัฐล้มเหลวได้
ขอความรู้และความเห็นจากทุกท่านหน่อยครับ
--
เขียนโดย Blogger ถึง www.KaoChristian.com เวลา 11/05/2011 08:49:00
หลังเที่ยง

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #329: 14 พ.ย. 11, 14:42 น

ภาพเหตุการณ์เสี่ยวเย่ว์ถูกรถชนสองครั้ง และ 18 ยอดมนุษย์เย็นชา
1)หนูน้อยวัยสองขวบ เสี่ยวเย่ว์เย่ว์กำลังเดินข้ามถนน
ขณะที่รถสีขาวคันหนึ่งกำลังแล่นเข้ามา 2)รถสีขาวชนหนู้น้อย ร่างหนูน้อยล้มลง
โดนล้อหน้าเหยียบ 3) ซ้ำด้วยล้อหลัง
4)มนุษย์ชายคนหนึ่งเดินผ่านร่างเสี่ยวเย่วเย่ว์
ในระยะแทบจะเหยียบร้างเด็กน้อยเช่นกัน ในช่วงวินาทีติดๆกันนี้ มีมนุษย์ 2 คน
เดินผ่านร่างหนูน้อยไปเฉยๆ 5)รถอีกคันมาเหยียบเสี่ยวเย่ว์เย่ว์
6)มนุษย์อีกหลายคนเดินผ่านร่างเสี่ยวเย่ว์เย่ว์ไป รวมทั้งรถจักรยานยนต์
7)ผู้หญิงจูงเด็กคนหนึ่ง มองไปที่ร่างจมกองเลือดของเสี่ยวเย่ว์เย่ว์
แล้วก็เดินผ่านไปเฉยๆ ตามด้วยคนขับรถจักรยานยนต์
(สื่อจีนระบุจำนวนคนที่เดินผ่านร่างเสี่ยวเย่ว์เย่ว์ 18 คน)
8)หญิงเก็บขยะคนหนึ่งก็เข้ามาประคองร่างเสี่ยวเย่ว์เย่ว์ขึ้นมา 9)ในที่สุด
แม่ของเสี่ยวเย่ว์เย่ว์ถลาเข้ามาอุ้มลูก ไปโรงพยาบาล
 
 "เสี่ยวเย่ว์เย่ว์" ชาวสะมาเรีย และ คนกรุงเทพ
 โดย อ.ธานินทร์ วรวิทจิตราพันธ์
ผู้จัดการออนไลน์ --กรณีหนูน้อยวัย 2 ขวบ เสี่ยวเย่ว์เย่ว์
ถูกรถสองคันชนเหยียบซ้ำนอนจมกองเลือดกลางถนนกลางตลาดในฝัวซันของนครกว่างโจว
ระหว่างนั้น มีผู้คนเดินผ่านร่างของเธอไปเฉยๆถึง 18 คน...18 คน...และ 18 คนนี้
กำลังถูกประชาชีทั่วประเทศจีน และทั่วโลกที่รับรู้เรื่องราวนี้
ประณามถึงความเย็นชาชนิดไร้คำบรรยาย
ในฐานะพ่อของลูกสามขวบและหกขวบ ผมดูข่าวของ "เสี่ยวเยว์เยว์"
อย่างสุดบรรยายในความรู้สึก และจนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถดูคลิปนี้ได้จนจบ
อยากร้องไห้และบอกว่า "ทำไมมันทุเรศได้ขนาดนี้วะ"
เมื่อวานนี้ก็เริ่มได้เห็นแสงสว่างมาบ้างจากข่าวที่บอกว่าเรื่อง
"เสี่ยวเย่ว์เย่ว์" นี้ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์สาขากว่างโจวได้จัดประชุมในวันที่
20 ตุลาคมที่ผ่านมาโดย "วัง หยัง เลขาธิการพรรคฯ
เรียกร้องให้เหล่าสมาชิกสหายทบทวนถึงรากเหง้าต้นตอของโศกนาฏกรรม ใช้
"มีดคมแห่งความรู้" ชำแหละความป่วยผิดปกติในร่างกายของเรา" (ผู้จัดการออนไลน์)
หมอฝ่ายวิญญาณที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์คือพระเยซูของเรา
ได้ชำแหละรากเหง้าของปัญหาสังคม "ตัวฉันเท่านั้น" กับเราอย่างซ้ำแล้วซ้ำเรา
เราไม่สามารถจะรู้จักและเข้าใจพระองค์ได้เลยโดยไม่สำนึกถึงเรื่อง การให้
การรักเพื่อนบ้าน การรับใช้คนอื่น การเสียสละ พระองค์เป็นต้นตอของความคิดแบบ
"คนที่ดีที่สุดเสียสละมากที่สุด" และ "ผู้นำที่รับใช้คนอื่น"
ที่อยู่คนละขั้วกับสังคมแบบที่ฝรั่งเรียกว่า "dog-eat-dog" world ในปัจจุบัน
(น่าจะแปลได้คร่าวๆว่าสังคมแบบ "คนกินเนื้อคน") เรื่องของฟาริสี คนเลวี
และชาวสะมาเรีย (ลูกาบทที่ 10) ของพระเยซูจะเรียกร้อง "ความเป็นมนุษย์"
จากสาวกของพระองค์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
วันนี้พวกเราที่เป็นสาวกพระเยซูคริสต์ต้องเป็นคนที่ดูแลเอาใจใส่คนอื่นมากขึ้นในทุกระดับ
โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตของอุทกภัยในปัจจุบัน
พระองค์เรียกร้องให้เราทำ"ดีที่สุด"เพื่อคนอื่น
พระองค์สอนให้จิตใจของเรา
"ร้อนรุ่ม" และ "โศกเศร้า" ในความความทุกข์ยากและความบาปรอบๆตัว ไม่ใช่
"เย็นชา" อย่างแน่นอน ในฐานะที่เป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิด
ผมยอมรับว่าบ่อยครั้งครับที่ผมเป็น "ฟาริสี" ต่อความทุกข์ร้อนรอบๆตัว
นี่เป็นสิ่งที่เราต้องกลับใจใหม่เสมอๆ
ในวิกฤตในปัจจุบันสิ่งที่ผมทำได้แค่การไปบริจาคโลหิตครั้งหนึ่ง และ
การบริจาคเงินช่วยเหลือส่วนหนึ่งต่อผู้ประสบภัย เรื่อง "เสี่ยวเย่ว์เย่ว"
นี้ได้เรียกร้องจิตสำนึกพวกเราคริสเตียนที่จะต้องเป็น "เกลือ" เป็น "แสงสว่าง"
ต่อสังคมรอบๆเรามากขึ้น ภาพพจน์ของเกลือและแสงสว่างนี้
สาวกพระเยซูควรเป็นผู้กำหนดสภาพของสังคม (ให้มีรสชาติ และ สว่างไสว)
ไช่ไหมครับ หรือเราจะปล่อยให้สังคมเป็นผู้กำหนดทิศทางของตัวเอง (ให้เน่าเฟะ
และ มืดมิด) อย่างที่เป็นอยู่อย่างเห็นๆ...
--
เขียนโดย Blogger ถึง www.KaoChristian.com เวลา 10/23/2011 08:01:00
ก่อนเที่ยง

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #330: 28 พ.ย. 11, 16:06 น

คิดอย่างบัณฑิต โดย บัณฑิต ดาแว่น
ประเทศไทยใน 7 F (Thailand 7#F )
จากสถานการณ์ทางสังคม การเมือง ช่วงที่ผ่านมา
จนมาถึงวิกฤติการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในประเทศไทย อาจสรุปได้ด้วย 7 F ดังนี้
F#1: Fight = การต่อสู้ คนไทยมีการต่อสู้กันอย่างรุนแรง ต่อเนื่อง
เป็นเวลาหลายปี มีการการแตกแยก แบ่งพรรค แบ่งพวก แบ่งสี แบ่งชนชั้น
ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่า คนไทยที่เคยรักสงบ สันติ สามัคคีกันดีมาตลอดนั้น
จะมีการต่อสู้กันได้รุนแรงขนาดนั้น สร้างความสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน
มีผลกระทบทั้งสังคม เศรษฐกิจ การเมือง อย่างประเมินค่าเสียหายไม่ได้
F#2: Fire = ไฟไหม้ ในการต่อสู้กันนั้น ไม่เพียงแค่ใช้อาวุธทางลมปาก
อาวุธทางสื่อมวลชน สื่อออนไลน์ และสื่อต่างๆ แล้ว
ยังมีการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์จริง จนเกือบจะกลายเป็นสงครามกลางเมือง
ที่น่าเศร้าคือ ปิดท้ายด้วยการ "จุดไฟเผา" สถานที่สำคัญทางราชการ
และสถานที่ทางเศรษฐกิจ ทั้งในต่างจังหวัดและใจกลางทางเศรษฐกิจในกรุงเทพ
ควันไฟดำทะมึนอบอวน และพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า สร้างความมืดครึ้ม หดหู่ ทุกข์
เศร้า เสียใจไปทั่ว
F#3: Flood = น้ำท่วม หลังจากยุติการต่อสู้กันไปหมาดๆ
ยังไม่ทันจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ หรือเยียวยาความบาดหมางให้กลับดีดังเดิมได้
ก็เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ มวลน้ำมหึมาจากภาคเหนือ
สู่ภาคกลางและกรุงเทพฯตามลำดับอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลายคนตั้งคำถามว่า
"เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ?" ธรรมชาติกำลังเอาคืน
หรือทวงถามอะไรบางอย่างที่มันขาดหายไปจากน้ำมือของมนุษย์หรือเปล่า ?
บางคนคิดว่า
น้ำท่วมครั้งนี้อาจเป็นการทำความสะอาดและขจัดความบาดหมางของไทยหรือเปล่า ?
เพราะมีสัญญาณของการร่วมมือกันของทุกฝ่ายมากขึ้น โดยมาร่วมกันช่วยเหลือ
เยียวยาผู้ประสบอุทกภัย เรียกได้ว่า
น้ำท่วมไม่ใช่เพียงแต่สร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน
แต่ยังมีด้านดีที่เกิดขึ้นท่ามกลางสังคมไทย ความสมานฉันท์ ปรองดอง
ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เริ่มจะเกิดขึ้นได้ในยามวิกฤติเช่นนี้
F#4: Fear = ความกลัว ความกลัว ความกังวล ความสับสน
ความทุกข์ลำบากได้เกิดขึ้นกันทุกคน ทุกฝ่าย ทั้งคนไทย
และต่างชาติที่เกี่ยวข้อง ความกลัว กังวลถึงเรื่องชีวิต ความเป็นอยู่ งาน
อาชีพ ครอบครัว และอนาคต มันกระทบไปถึงหัวใจของผู้คนจำนวนมาก กระจายไปทั่วถิ่น
แม้กระทั่งประชาคมโลกยังต้องหวั่นไหว เพราะแหล่งเพาะปลูกข้าว
อาหารของโลกได้สูญสลายไปกับสายน้ำจำนวนมาก
F#5: Future = อนาคต ต่อจากนี้ไปประเทศไทยจะเป็นอย่างไร อนาคตของโลก
และชีวิตจะเป็นอย่างไร เป็นความรู้สึกและคำถามเกิดขึ้นในใจของผู้คน ดูเหมือน
โลกนี้ ชีวิตนี้ จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว โลกกำลังแย่ลง หรือจะดีขึ้น
เราจะทำอย่างไรกันดี มีคำถามที่ยากจะหาคำตอบที่จุใจได้ในเวลานี้
F#6: Forgive = การให้อภัย ขอให้เกิดการยกโทษ การให้อภัย
อันเนื่องมาจากความบาดหมาง การต่อสู้ การเกลียดชังกันที่ผ่านมาให้หมดสิ้น
ขอให้สิ่งที่ผ่านพ้นมานั้นกลายเป็นบทเรียนสอนใจทุกคน ทุกฝ่าย
แม้จะเป็นเรื่องยากแต่หวังว่าการคืนดีอย่างแท้จริงจะเกิดขึ้นกับคนไทย
เพื่อยืนหยัดในวันนี้ และมุ่งสู่วันพรุ่งนี้ด้วยพลังแห่งรัก ขอให้ทุก "สี"
เชื่อมโยงกันจนกลายเป็น "สี-มัค-คา" = "สามัคคี" กันต่อไป
F#7: Faith = ความเชื่อ ขอให้มีความเชื่อ ความศรัทธาที่มั่นคงเกิดขึ้นกับทุกคน
เพื่อจะมีความหวัง กำลังใจ และสามารถผ่านพ้นวิกฤติเหล่านี้ไปให้ได้
ขอให้เชื่อมั่นว่ายังมีพระผู้เป็นเจ้าที่ยังทรงรัก ห่วงใย
ทรงพร้อมช่วยเหลืออยู่เสมอแม้ในยามยากลำบาก โดยความเชื่อในพระเจ้า
จะช่วยให้เกิดความรอดพ้น เกิดการให้อภัยด้วยใจรักและการคืนดีกันอย่างแท้จริง
เมื่อมีศรัทธาย่อมมีปัญญาเพื่อแก้ไขปัญหาได้ดีมากขึ้น
แม้ดูเหมือนจะเกินกำลังของมนุษย์
แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพระเจ้าที่จะสำแดงพระคุณ พระเมตตา
ขอเพียงเริ่มด้วยความเชื่อ ทุกสิ่งเป็นไปได้โดยพระเจ้า
 
แม้จะมี 5 F คือ Fight, Fire, Flood, Fear และ Future ที่ทำให้เกิดต่อสู้
ร้อนรุนแรง และสูญเสีย ทำให้เกิดความทุกข์โศกเศร้า กลัว กังวล
ทั้งในปัจจุบันและอนาคต แต่ 2 F คือ Forgive และ Faith
ที่เป็นการอภัยและความเชื่อศรัทธา เป็นหนทางแก้ไข เยียวยาทั้งในวันนี้และสืบไป
ขอจงมั่นใจในพระสัญญาของพระเจ้าที่กล่าวว่า
 
...องค์พระผู้เป็นเจ้า ประกาศว่า เพราะเรารู้แผนการที่เรามีไว้สำหรับเจ้า
 
เป็นแผนการเพื่อทำให้เจ้ารุ่งเรืองมิใช่เพื่อทำร้ายเจ้า
เป็นแผนการเพื่อให้ความหวังและอนาคตแก่เจ้า
แล้วเจ้าจะร้องเรียกเรา และมาอธิษฐานต่อเรา และเราจะฟังเจ้า เจ้าจะแสวงหาเรา
และพบเรา
 
เมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสุดใจของเจ้า" (ยรม.29.11-13 อมต.ร่วมสมัย)
*Follow the instruction below.*
1) Stare at the 4 little dots on the middle of the picture for 30 seconds
2) then look at a wall near you
3) a bright spot will appear
4) twinkle a few times and you'll see a figure
5) What do you see? Or even WHO do you see?
จ้องมองภาพสัก 30 วินาที หันไปมองผนังที่อยู่ใกล้
หลับตาและรีบลืมตามองไปที่ผนัง ในชั่วขณะนั้นจะเห็นใบหน้าใครบางคน
ลองนึกดูว่าคุณเห็นใคร
--
เขียนโดย bandhit ถึง Northern Thailand Baptist เวลา 10/25/2011 11:45:00
ก่อนเที่ยง

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #331: 1 ธ.ค. 11, 10:52 น

สื่อจีนเผยภาพหญิงเก็บขยะ ผู้ช่วยชีวิตเด็กหญิง "เย่เย่" วัย 2ขวบ
ที่ถูกรถทับบาดเจ็บ ปราศจากคนช่วยเหลือเมื่อและกลายเป็นข่าวดังทั่วโลก
นางเฉิน เชวียนเม่ย หญิงเก็บขยะ วัย 57 ปี ตัดสินใจเข้าไปอุ้ม เด็กหญิงวัย 2
ขวบที่ถูกรถบรรทุกทับ ถึงสองคัน นอนบาดเจ็บสาหัสอยู่ริมถนน ที่เมืองฝอซาน ใน
มณฑลกว่างตง โดยไร้คนเหลียแล แม้จะมีรถและคนเดินผ่านเธอไปถึง 19 คน
ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ อย่างกว้างขวางทั่วโลก
หลังจากมีการนำคลิปดังกล่าวออกเผยแพร่ทางยูทูป สำนักข่าวต่างประเทศ
ก็พากันเสนอข่าวอย่างครึกโครม
พ่อและแม่ของ "เย่เย่" เด็กหญิงเคราะห์ร้าย ได้เดินทางไปพบกับ นางเฉิน
เซวี่ยนเม่ย สตรีเก็บขยะ ซึ่งเป็นผู้ไปอุ้มร่างของเด็กหญิงเย่ว์เย่ว์
ที่นอนเจ็บเนื่องจากถูกรถทับ
โดยนางฉู่ มารดาของเด็กกล่าวว่า "ไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณชีวิตครั้งนี้อย่างไร"
พร้อมกันนั้น
ทั้งบิดาและมารดาของเย่ว์เย่ว์ก็ได้คุกเข่าก้มลงกราบเท้าของนางเฉิน เซวี่ยนเม่ย
ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นฉิงหยวน มณฑลกว่างตง ได้แถลงชื่นชมนางเฉิน
ซึ่งปัจจุบันทำงานรับจ้างเป็นแม่บ้านในตอนเช้าให้กับบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่ง
และออกเก็บเศษขยะรีไซเคิลในตอนบ่าย โดยใช้ชีวิตอาศัยอยู่กับบุตรชาย
นางเฉินกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า "กำลังเดินเก็บเศษวัสดุอุปกรณ์ที่คนทิ้งในตลาด
พอเห็นเด็กนอนอยู่กลางถนน ก็รีบเข้าไปช่วยอุ้ม ตอนนั้นได้ยินเสียงร้องเบาๆ
ดวงตาของเด็กปิดไปข้างนึง เด็กมีน้ำตาและเลือดออกมาจากจมูก ปากและศีรษะ"
 
"ฉันพยายามรวบตัวเด็กขึ้น แต่อ่อนยวบไปหมดแล้ว จึงไม่กล้าที่จะอุ้ม
ฉันลากเธอออกมาจากถนน และร้องหาคนช่วยเหลือ"
 
นางเฉินยังได้กล่าวอีกว่า "ในตอนนั้นฉันไม่คิดกลัวว่าใครจะมาโทษหาว่าฉันทำ
ไม่กลัวว่าจะมีปัญหาภายหลัง เพราะตอนนั้นต้องรีบช่วยเด็กก่อนแล้ว"
 
นอกจากนี้ รายงานข่าวกล่าวว่า ผู้อำนวยการสำนักงานเขตฝอซัน หนานไห่
ได้มอบเงินของรัฐและที่รวบรวมจากประชาชนเพื่อตอบแทนความดีให้แก่ นางเฉิน
20,000หยวน ซึ่งนางเฉินได้มอบเงินต่อให้กับมารดาของเด็กหญิงเย่เย่
 
หวัง เจิ้นอัน เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองฝอซัน กล่าวว่า
ขณะนี้คนขับรถทั้งสองคันได้ถูกจับกุมควบคุมตัวแล้ว โดยคนขับรถคันที่สองถูกจับ
ส่วนคนขับรถคันแรกได้เข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่
 
ส่วน ด.ญ.หวัง เย่ หรือ เย่เย่ ได้เสียชีวิตแล้ว
ซึ่งสาเหตุมาจากสมองและอวัยวะล้มเหลว
โดยทางทีมแพทย์พยายามยื้อชีวิตถึงที่สุดแล้ว แต่ เย่ เย่
ไม่สามารถทนพิษบาดแผลได้ จึงเสียชีวิต
 
Source : Postjung , Youtube / Postjung (Image)
 by chadchai
 25 ตุลาคม 2554
 ขอบคุณที่มา
https://news.voicetv.co.th/global/21560.html
 --
เขียนโดย Blogger ถึง www.KaoChristian.com เวลา 10/25/2011 10:11:00
ก่อนเที่ยง

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #332: 13 ธ.ค. 11, 11:12 น

ในช่วงวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าเป็นวันที่คนไทยมีความสุข
และมีรอยยิ้มบนใบหน้าอีกครั้ง หลังจากสถานการณ์น้ำท่วม เริ่มลดลง
และหลายคนได้เริ่มทำความสะอาดบ้าน เข้าไปอาศัยอยู่ในบ้าน
ความปิติยินดีของคนไทยเนื่องมาจากในวันที่ 5ธ.ค.เป็นวันพ่อแห่งชาติ
เป็นวันที่เราได้ระลึกถึง "พ่อหลวงของปวงชนของชาวไทย"
 
ตลอดเวลา 60 กว่าปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองสิริราชสมบัติเมื่อปี
พ.ศ.2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงทุ่มเทตรากตรำทำงานหนักเพื่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
ไม่เว้นแม้แต่ในยามที่ทรงพระประชวร
และประทับรักษาพระองค์อยู่ภายในโรงพยาบาลศิริราช
ก็ยังทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้คณะแพทย์, ข้าราชบริพารใกล้ชิด
ตลอดจนเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน
เข้าเฝ้าฯถวายรายงานข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งร้ายแรงที่สุดของเมืองไทยในรอบครึ่งศตวรรษอย่างละเอียดทุกแง่มุม
โดยได้พระราชทานคำแนะนำแนวทางในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยใหญ่ออกมาต่อเนื่อง
ด้วยความห่วงใยพสกนิกรของพระองค์อย่างแท้จริง
และคงไม่มีใครในแผ่นดินสยามแห่งนี้ ที่จะรู้ซึ้งเข้าใจถึงวิธีการจัดการ
"ทรัพยากรน้ำ" อย่างมีประสิทธิภาพมากเท่ากับพ่อหลวงของเรา
โดยแนวพระราชดำริดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรยังภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ
ตั้งแต่ปี
2495 เป็นต้นมา ทรงพบว่า
ราษฎรต้องเผชิญกับปัญหาหลายประการเกี่ยวกับน้ำ ไม่ว่าจะเป็น
น้ำแล้ง,ฝนทิ้งช่วง,ฝนไม่ตกในพื้นที่ที่ต้องการ รวมไปถึงปัญหาน้ำท่วม
ทำให้ราษฎรไม่สามารถทำการเพาะปลูก อีกทั้งพืชผลยังเสียหายหนัก และน้ำเน่าเสีย
ทำให้เกิดมลภาวะทางน้ำ ด้วยเหตุนี้
จึงทรงมีพระราชดำริให้จัดการทรัพยากรน้ำด้วยระบบชลประทานขึ้นเป็นครั้งครั้งแรก
ณ อ่างเก็บน้ำเขาเต่า เมื่อปีพ.ศ.2506
 
ผลจากการเสด็จฯลงพื้นที่ศึกษาอย่างจริงจัง ทำให้พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักว่า การขาดแคลนน้ำทำการเกษตร
คือปัญหาสำคัญที่สุดของเกษตรกรไทย จึงเน้นการทรงงานเพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำ
และบริหารจัดการให้เกิดสมดุลธรรมชาติเป็นหลักตลอดมา
โดยการจัดการทรัพยากรน้ำตามแนวพระราชดำริ
ผสมผสานกระบวนการและหลักวิชาการหลากหลายแขนงเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น
เทคนิคด้านวิศวกรรมเพื่อสร้างฝาย,เขื่อน, อ่างเก็บน้ำ
การวางระบบชลประทานเพื่อจัดหาน้ำและนำน้ำไปใช้ตามพื้นที่เกษตรกรรม
อีกทั้งยังต้องอาศัยกระบวนการด้านเคมี, ฟิสิกส์ และอุตุนิยมวิทยา
เพื่อทำฝนหลวง การคิดค้นเครื่องกลบำบัดน้ำเสีย เช่น กังหันน้ำชัยพัฒนา
ตลอดจนการปลูกป่าด้วยวิธีต่างๆ เพื่อรักษาป่าต้นน้ำและป้องกันน้ำท่วม
สำหรับวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ของเมืองไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระปริวิตกห่วงใยยิ่ง
โดยทรงมีพระวิสัยทัศน์ยาวไกลเกี่ยวกับการ บริหารจัดการน้ำท่วม
และได้พระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหาไว้อย่างเปี่ยมประสิทธิผล
กลายเป็นที่มาของทฤษฎีแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
นี่คือสายธารแห่งน้ำพระทัยของพ่อหลวง ที่เอ่อล้นท่วมท้นในจิตใจคนไทยทั้งชาติ
ปัญหาน้ำท่วมจึงไม่หนักหนาสาหัส เพราะน้ำพระทัยของพ่อหลวง
 
 
สำหรับผมรู้สึกประทับใจในสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นพระอัจฉริยภาพของพระองค์
นั่นคือ"กังหันน้ำชัยพัฒนา"
เป็นนวตกรรมที่ได้รับสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2536
หลังจากเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่สนองพระราชดำริ
ในการพัฒนากังหันน้ำ
ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยื่นขอรับสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2535
จึงนับว่าเป็นสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย ของพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทย
และครั้งแรกของโลก และถือว่าวันที่ 2 ก.พ.ของทุกปีเป็น "วันนักประดิษฐ์"
นับแต่นั้นเป็นต้นมา
 
นอกจากนี้ "กังหันชัยพัฒนา" ยังได้รับรางวัลเหรียญทองจาก The Belgian Chamber
of Inventor องค์กรทางด้านนวัตกรรมที่เก่าแก่ของเบลเยียม ภายในงาน "Brussels
Eureka 2000" ซึ่งเป็นงานแสดงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของโลกวิทยาศาสตร์ ณ
กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม
กังหันน้ำชัยพัฒนา เป็นเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย
(Chaipattana Low Speed Surface Aerator) ซึ่งเป็น Model RX-2 หมายถึง Royal
Experiment แบบที่ 2 คุณสมบัติในการถ่ายเทออกซิเจนได้สูงถึง 1.2
กิโลกรัมของออกซิเจน/แรงม้า/ชั่วโมง
สามารถนำไปใช้ในกิจกรรมปรับปรุงคุณภาพน้ำได้อย่างอเนกประสงค์ ติดตั้งง่าย
เหมาะสำหรับใช้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ สระน้ำ หนองน้ำ คลอง บึง ลำห้วย ฯลฯ
ที่มีความลึกมากกว่า 1.00 เมตร และมีความกว้างมากกว่า 3.00 เมตร
(ข้อมูลจาก
https://www.chaipat.or.th/chaipat//th/2010-01-15-07-20-55/19/18-chaipattana-water-turbine-development)
 
ในทุกวันนี้ ตามสวนสาธารณะต่างๆ หรือตามหนองน้ำ บึงต่างๆ
เราจะเห็นกังหันน้ำชัยพัฒนา ที่ช่วยบำบัดน้ำเสียให้เป็นน้ำดี
กำลังทำงานอยู่ต่อไปอย่างไม่มีวันหยุด เปรียบดุจดังคุณงามความดีของพระองค์ท่าน
ที่ทรงงานไม่มีวันหยุดพัก แม้จะมีน้ำเสียที่เข้ามาในสังคม
แต่สายธารน้ำพระทัยแห่งความดีของพระองค์ เป็นน้ำดีที่ไล่น้ำเสียในสังคม
ในวันนี้เราช่วยกันทำความดีเพื่อพ่อหลวงของเรา
แม้จะมีคนไม่ดีทำให้สังคมเน่าเสีย เราอย่าไปเสียเวลากับสิ่งนั้น
ช่วยกันเพิ่มอ็อกซิเจนให้กับสังคม โดยการร่วมกันทำความดีเพื่อพ่อหลวงของเรา
เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบในปีนี้ด้วยกัน ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
 
 
 
 
ทำดีกันทั่วทั้ง... แผ่นดิน
ถวายแด่องค์ภูมินทร์...พ่อเจ้า
พระโรคาสิโบยบิน...ไกลห่าง
ทรงยิ่งเกษมสุขเฝ้า...ตราบฟ้าดินสลายฯ
 
 
 
--
เขียนโดย Blogger ถึง www.KaoChristian.com เวลา 12/09/2011 01:44:00
หลังเที่ยง

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #333: 14 ธ.ค. 11, 13:32 น

ข้อคิดที่น่าคิดใคร่ครวญ

สุขภาพดีเป็นทรัพย์ในกาย
 
กีฬาสร้างคน    คนสร้างชาติ

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #334: 27 ธ.ค. 11, 10:41 น

เคล็ดลับเพื่อสุขภาพดี & อายุยืนนาน
รับสอนเพาะกายฟิตเนสเพื่อสุขภาพอายุยืนนาน ไม่ใช้ยาทุกประเภททุกชนิด (สอนตัวต่อตัว)
ผู้สอนมีประสบการณ์ในการออกกำลังกายทั้งชีวิต
ผู้สอนได้รับคำชมเชยกล้ามเนื้อคมชัด 2 ปีซ้อนจากรายการแข่งขันงัดข้อที่พัทยา
กระผมเปิดบ้านสอนเพาะกายฟิตเนสเพื่อสุขภาพ
ผู้ที่สนใจ   สามารถทดสอบความแข็งแรงของผมได้   ด้วยวิธีการงัดข้อ
ผู้ที่น้ำหนักตัวไม่เกิน 60 กิโลกรัม   งัดข้อชนะผมได้
จะได้เงินเติมมือถือฟรี 500 บาท    แต่ถ้าแพ้จะไม่เสียอะไรเลย
สนใจรายละเอียดโทร 089-1637891
 น้ำหนักเกิน และ อ้วน
 
น้ำหนักเกิน หมายถึง น้ำหนักโดยรวมของร่างกายมากกว่ามาตรฐาน
ซึ่งน้ำหนักโดยรวมนี้คิดรวมจากกระดูก กล้ามเนื้อ ไขมันและ/หรือนิ่ว
ภาวะอ้วน หมายถึง
ร่างกายมีปริมาณไขมันสะสมสูงเกินไปโดยในเพศชายมีไขมันเกิน 25%
และผู้หญิงมีไขมันในร่างกายเกิน 30% ของปริมาณไขมันในร่างกายทั้งหมดถือว่า
อ้วน
ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วนจะเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันสูง
โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคข้อ และโรคไต
จะทราบได้อย่างไรว่าอ้วน
โดยการวัดดัชนีมวลกาย (Body mass index, BMI: บีเอ็มไอ)
โดยสูตรบีเอ็มไอ = นน.ตัว (กก.) / ส่วนสูง (เมตร )ยกกำลัง2 = นน.ตัว (กก.) หาร
ส่วนสูง (เมตร)ยกกำลัง2
ตัวอย่าง ชายน้ำหนัก 70 กก. สูง 1.70 เมตร จะสามารถคำนวณได้ดังนี้
บีเอ็มไอ = 70/(1.70)ยกกำลัง2 = 23.66
ถ้า บีเอ็มไอ มากกว่า 26 ในคนไทยถือว่า อ้วน
ตำแหน่งที่ไขมันสะสมมีส่วนทำนายการพยากรณ์โรค กล่าวคือ
ถ้าตำแหน่งที่ไขมันสะสมอยู่รอบเอว
จะเสี่ยงต่อโรคต่างๆที่ตามมามากกว่าไขมันสะสมที่สะโพก
*ผู้ที่อ้วนเกินไปจะทำให้ไตทำงานหนัก ดังนั้นไตจึงมักเสื่อมหน้าที่เร็วขึ้น
เพราะผู้ที่มีน้ำหนักมากเกินไปจะมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะเพิ่มขึ้น
เพราะความอ้วนจะไปกดทับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตทำให้ความดันภายในไตสูงขึ้น
โปรตีนที่รั่วนี้จะเป็นตัวทำลายไต
การเปลี่ยนแปลงนี้จะดีขึ้นถ้าน้ำหนักตัวลดลง
จึงควรควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน*
 
 
ชีวิตแขวนอยู่กับขนาดรอบเอว เอวโตส าเหตุใหญ่โรคหัวใจวาย 
ผลการสำรวจในหลายประเทศทำให้รู้ว ่า
อย่าว่าแต่คนทั่วไปเลยแม้แต่แพทย์บางคนก็ยังไม่ทันนึกรู้ว่า
ไขมันแถวพุงและการมีเอวโตใหญ่เป็นตัวการร้าย
เป็นเหตุให้ล่อแหลมกับการเป็นโรคหัวใจ ซึ่งคร่าชีวิต
มนุษย์ทั่วโลกลงปีหนึ่งๆ มากถึง 17 ล้านคน
ผลการสำรวจทำให้ได้ทราบว่ามีเพียงคนไข้เพียงไม่กี่คนและหมอสัก 60%
เท่านั้น ที่รู้ดีว่ายิ่งเอวโต
เท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เสี่ยงกับโรคหัวใจวายยิ่งขึ้น
คนทั่วไปในปัจจุบันอาจจะรู้ว่าการปล่อยตัวให้อ้วน ทำให้
เป็นโรคหัวใจและอัมพาตง่ายขึ้น
แต่ไม่ได้คิดว่าบริเวณที่ไขมันเก็บสะสมอยู่ที่ไหน นั่นแหละยิ่งสำคัญกว่า
ศาสตราจารย์ซิดนีย์ สมิธ แห่งมูลนิธิโรคหัวใจ ที่นครเจนีวา
กล่าวว่าการปล่อยให้ขนาดของเอวโต
ต้องถือว่าเป็นเรื่องเสี่ยงกับการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจที่สำคัญมาก
ที่ถูกที่ควรแล้ว ควรจะให้มีการตรวจ
วัดขนาดรอบเอว ซึ่งไม่ต้องเสียอะไรเลย ร่วมกับการตรวจวัดอย่างอื่น เช่น
ความดันโลหิต ระดับไขมันและ&nb sp;
กลูโคสในเลือด เมื่อตรวจหาความเสี่ยงต่อโรคหัวใจด้วยซ้ำ
เขาชี้แจงต่อไปว่า สำหรับคนเอเชียแล้ว
ขนาดรอบเอวของผู้ชายที่วัดได้ถึง 9 0 ซม. และผู้หญิง 80 ซม.
ต้องถือว่าเป็นขนาดที่เสี่ยงกับการเป็นโรคหัวใจมาก
การสำรวจและสอบถามครั้งนี้ทำกับหญิงชายประมาณ 11,077 คน
ในชาติต่างๆ 27 ชาติ เพื่อ
หยั่งถึงความรอบรู้ในเรื่องโรคหัวใจของคนทั่วไป
อันเป็นโรคเพชฌฆาตใหญ่ที่สุดแห่งโลกสมัยอุตสาหกรรม.
 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #335: 22 ก.พ. 12, 11:24 น

ผมรณรงค์ให้คนในสังคมหันมาออกกำลังกายครับ.
ผมเชื่อคำสอนพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวครับ.
กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #336: 29 เม.ย. 12, 16:13 น

facebookของผม  ชื่อนายสุรศักดิ์   แสงศิริสายันห์กุล

Tags:

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8
ตอบ
ชื่อ:
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา


[เพิ่มเติม]
ขอความร่วมมือท่านสมาชิก และผู้ใช้บริการเว็บบอร์ด
ห้ามมิให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งเนื้อหาและภาพของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ: พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
:  
ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้