หน้า: 1 2  ทั้งหมด

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: UGLY BANGKOK (กรุงเทพอัปลักษณ์)  (อ่าน 28836 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« ตอบ #45 เมื่อ: 22 มิ.ย. 11, 21:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

นับเนื่องจากปี 2506 ถึงวันนี้ การจราจรในกรุงเทพ ติดขัดวินาศสันตะโรเพราะจำนวนรถยนต์และยานยนต์ที่ต้องใช้บนถนน กับ พื้นที่ถนน จำนวนถนน ไม่สัมพันธ์กัน และที่สำคัญ การจัดระบบการใช้ยานยนต์บนถนน ในกรุงเทพมหานคร ขาดการบริหารจัดการที่ถูกต้องเหมาะสม...คือจัดระบบผิด

ประการแรก...(ใน12 ประการ)ที่เรามองเห็นกับตาเนื้อๆ..ก็คือ ในตอนเช้าก่อนไปทำงาน หรือหลังเวลาเลิกงาน เป็นช่วงเวลาเดินทางเร่งด่วนที่เรียกว่า Rush Hours มีผู้โดยสาร รถยนต์ คันละคน หรือคนละคันใน 10 คัน ผมเคยนับได้ประมาณ 6-7 คันๆ ละคน นอกนั้น มีผู้โดยสาร 2 คน บ้าง 3 คนบ้าง.....

ประชากรในกรุงเทพฯมีประมาณ 7 ล้านคน เข้ามาอยู่แบบลอยๆ อีกไม่น้อย เพียงแค่ทำงานมีเงินเดือน 8-9 พันกว่าบาท ก็ไปดาวน์รถยนต์มาใช้มาขับแล้ว กลายเป็นแฟชั่น ใครไม่มีรถยนต์ถือว่า เชยแหลก คนไทย(ส่วนมาก)อยากมีรถไว้ขับไปทำงาน คนรวยก็ซื้อให้ลูกขับคนละคัน(ไปด้วยกันก็ได้แต่ไม่ไป)นำไปโชว์อวดเพื่อนว่า ร่ำรวย พวกไฮโซ่...โก้ชิกหาย....

ประการที่สอง...ถนนมีให้รถวิ่งน้อย สร้างทางด่วนเท่าไรๆก็ไม่พอ...ประกอบกับงบประมาณแผ่นมีน้อย และการโกงกินคอรัปชั่น

ประการที่สาม...การจราจร เป็นวิทยาศาตร์ ชั้นสูง ในการจัดการบริหารระบบ..แต่รัฐบาลมอบให้ ตำรวจ ซึ่งส่วนใหญ่เรียนการจับโจรจับผู้ร้าย..สรุปว่า ไม่เข้าใจระบบการบริหารการจราจรอย่างแท้จริง

ผมมีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งชื่อ "วัชระ" เป็นตำรวจจราจร ยศนายดาบ เคยถกเถียงกับผมอยู่บ่อยๆ... .ผมบอกว่าการวางระบบการจราจรในกรุงเทพฯ ผิดพลาดเกือบทั้งหมดมานานแล้ว...เขาก็บอกว่า มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีผู้ชำนาญ บริหารทำได้ดีที่สุดแล้ว....เขาเคยบอกผมว่า ถ้าผมมีข้อเสนอแนะอะไรถึง คณะบริหารการจราจร"ชุดใหญ่"บ้าง จะประชุมใหญ่ พรุ่งนี้...

ผมบอกว่า การจราจรจรในกรุงเทพฯจะคล่องตัวขึ้นอย่างมาก ถ้า กรุงเทพมี Terminus มี Terminal มี Taxi Standing กำหนด Zone จัด Bus Routing ใหม่ สร้าง Station กำหนดการครอบครองยานพาหนะ และอื่นอีกหลายอย่าง

ผมบอกว่าให้ "วัชระ"ถามเจ้านายแค่ 2 ข้ก็พอว่า Terminus และ Terminal เป็นอย่างไร ต่างกันอย่างไร? เพราะในเมืองไทยไม่มี หลังจากประชุมวันเดียว นายดาบเขากลับมาบอกผมว่า เขาได้ถามระดับ ผู้บริหารระดับบิ๊กแล้ว ไม่มีใครรู้สักคน....ยังจะให้ผมไปบรรยายให้ฟังฟรีอีก.....ผมบอกว่าถ้าไม่เข้าใจ 2 คำนั้น ถึงชาติหน้าตอนบ่ายๆ ก็แก้ปัญหาการจราจรไม่ได้...ผมบอกว่าผมไม่ได้คิดเอง แต่มีหลักฐานในหลายประเทศให้ดู..

เรื่องการจราจรในกรุงเทพ เป็นเรื่องใหญ่ ปัญหาระดับชาติ ปล่อยให้ตำรวจแห่งชาติแก้ปัญหา..ตามที่ผมว่า ชาติหน้าตอนบ่ายๆก็แก้ไม่ได้..แต่จริงๆแล้ว แก้ได้...โดยง่าย.. โดยเจ้าของรถยนต์ไม่เสียสิทธิ์ขั้นพื้นฐาน(นี่สำคัญ) ไม่ใช่ว่า รถกท.เลขคู่ เลขคี่ วิ่งคนละวัน ทำไม่ได้ ประชาชนเสียภาษี ตัดสิทธิ์เขาไม่ได้ มีทางออกมากมาย แต่ไม่มีใครรู้

ใครที่ว่าเก่ง ลองอธิบายให้ผมฟังแค่ 2 ประเด็น ก็พอ Terminus และ Terminal......การจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ น้ำมันเชื้อเพลงถูกเผาผลาญวันละมหาศาล...เมื่อมองไปบนถนนแต่ละสาย มันเป็นภาพบ่งบอกถึง "กรุงเทพฯอัปลักษณ์"

//ช.ผาสุข(คนไทยแท้) หลานขุนชำนิราชกิจ จ.นครศรีธรรมราช

q*073q*073q*073q*073q*073q*073q*073

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #46 เมื่อ: 22 มิ.ย. 11, 21:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอบคุณมาก ครับคุณเอก....

ผมได้ย้าย ไป บอร์ดนักเขียนเองครับ ทั้ง 2 เรื่องเองครับ

ทุกข้อความ ที่ผมเขียนใหม่ได้ save ใน File อื่นแล้วครับ ไม่หายแน่

//ช.ผาสุข(คนไทยแท้)

q*073q*073q*073q*073q*073q*073q*073

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ตจว แต่มีเงิน
เรทกระทู้
« ตอบ #47 เมื่อ: 23 มิ.ย. 11, 00:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เพราะในกทม มีคนอย่างพวกแกเข้ามาเยอะเนี่ยแหละ มันถึงได้อัปลักษณ์เยี่ยงนี้ มานอยู่ที่คนอะ หรือว่าบ้านนอกไม่มี เพิ่งกลับจากบ้านนอกมาก อึ๊ ไม่น่าเชื่อวงไฮโลตั้งกลางหมู่บ้าน เงินแบงค์20กำแล้วกำอีก ทุเรศมากกว่านะ การงานไม่ทำ ชอบเรียกร้อง วัตถุนิยมที่สุด ? หรือว่าไม่จริง มันอยู่ที่คน อยู่ที่ไหน ถ้าคนเป้นไงมันก็เป็นงั้น หรือว่าไม่จริง มันอยู่ที่คนใช่สถานที่ ไม่น่าหลงเข้ามาเลยตู

ไม่ได้ตั้งใจเข้ามาอ่านเหมือนกัน แต่เห็นพวกคุนเม้นกันแบบนี้ ก้ยังงง ว่านี่หรือคนเมืองกรุงอย่างที่คุนพูดมา ผมอยู่บ้านนนอกนะ ทำธุรกิจส่วนตัว เคยทำธุรกิจในกทม รุ้สึกว่าคนส่วนมากแข่งกันแย่งกัน น้ำใจหดหาย ก้เรยตัดสินใจ ย้ายไปตจว เพื่อทำธุรกิจ ผมเห็นน้ำใจ ผมเห็นความช่วยเหลือกัน ผมรักสังคมแบบนี้ มากกว่าสังคมที่กล่าวข้างต้น ผมคิดว่าคุณควรปรับทัศนะคติใหม่ ถ้าอยากมีส่วนช่วยพัฒนาสังคม ปล. ธุรกิจผมในกทม เลข9หลัก ผมคิดได้เลยย้ายไปตจว คุนลองมาพัฒนาตจวให้เจริญแบบผมสิ แล้วคุนจะรู้ว่า9หลักกลายไปเป็น 11 หลัก มันเป็นยังไง ขอโทษด้วยที่ต้องพูดเรื่องจำนวนเงิน เพราะคุณดูถูก เงิน20บาท กำแล้วกำอีก
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
อะห้อยสด
เรทกระทู้
« ตอบ #48 เมื่อ: 23 มิ.ย. 11, 00:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
กรุงเทพ สกปรก เพราะมีคนย้ายเข้ามาอยู่แยะไม่ใช่หรอ

ประชากรจริงๆมีแค่เท่าไหร่เอง

ลองไปสำรวจสิ ตจว ทั้งนั้น

ถูกต้องเป็นที่สุด นั่งแท็กซี่ คนขับหลายคน สำเนียงส่อภาษา มาจาก ตจว เยอะ แล้วมาบอก กทม ไม่น่าอยู่ คุณไม่น่าอยู่มันก็จริง แต่มันเพราะ อะไรล่ะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
อะห้อยสด
เรทกระทู้
« ตอบ #49 เมื่อ: 23 มิ.ย. 11, 00:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อ่านให้มันชัดเจนนะ คุณ20บาทที่ว่าน่ะ มันคือเงินจาก นักพนัน ที่กำเงินไว้ในมือ จากการเล่นไฮโล ที่เห็นมา ไม่เอ่ยว่าจังหวัดไหน ถ้าเงิน20บาทส่วนนี้ มันเป็นเงินที่บริสุจน์ ก้ไม่ว่าหรอก อาจจะสร้างรายได้มหาศาล แต่นี่ เห้นแล้วหดหู่ เล่นกันเอาเป็นเอาตาย

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #50 เมื่อ: 23 มิ.ย. 11, 01:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การศึกษาไม่ได้ทำให้จิตใจคนกว้างขึ้น หรือมองอะไรลึกซิ้งมากขึ้นเลยจริงๆ จะปฏิเสธว่าทุกอย่างที่คุณจขกทพูด ไม่เป็นความจริงหรือ ในเมื่อไม่ยอมรับความจริง ก็ไม่คิดว่าสมควรจะต้องแก้ไข สุดท้ายก็กลับไปต่อว่าคนที่เค้าสะท้อนให้เห็นถึงด้านมืด ที่ทุกคนสามารถเปลี่ยนมันได้ถ้าช่วยๆกัน แต่ส่วนใหญ่คิดว่า ก็ปล่อยให้มันเป็นอย่างนี้แหละอยู่ได้ก็อยู่อยู่ไม่ได้ก็ไม่ต้องอยู่ ส่วนตัวก็เกิดและโตที่กรุงเทพฯปู่ย่าตาทวดก็เป็นคนกรุงเทพฯ ได้เห็นสิ่งต่างๆที่เปลี่ยนไปมากมายตั้งแต่สมัยที่เรายังเด็กจนถึงปัจจุบันนี้ คนไทย(บางส่วน)เป็นประเภทเห็นช้างขี้ขี้ตามช้าง เห็นคนอื่นทิ้งขยะไม่เป็นที่ แทนที่จะช่วยกันดูแล ติติง หรือถ้าคิดว่าไม่สามารถพูดกล่าวกันตรงๆได้ทางที่ดีสุดคือเราเห็นก็ช่วยเก็บใส่ถังขยะซักหน่อย แต่ความเป็นจริงไม่มีใครทำ เมื่อเห็นคนอื่นทำได้ก็ไม่เห็นเป็นไรเราก็ทำบ้าง ถ้าส่วนตัวจะบอกว่าคนประเภทนี้ชุ่ยและเห็นแก่ตัว บ้านเมืองเราถ้าไม่่ช่วยกันดูแลแล้วใครจะทำ คนที่ทำก็ถูกมองเป็นว่าบ้าหรือเปล่าไปช่วยเก็บขยะของคนอื่นใส่ถังขยะทำไม ไม่เชื่อก็มองๆดูตามป้ายรถเมล์พอคนนึงโยนขวดน้ำลงข้างเสาไฟฟ้าทั้งๆที่ถังขยะก็อยู่ไม่ไกลมาก อีกซักพักก็จะมีคนมาทิ้งอีก เผลอแป๊บเดียวตรงนั้นก็กลายเป็นกองขยะไปโดยปริยาย

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #51 เมื่อ: 23 มิ.ย. 11, 02:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ก็ไม่รู้ว่าพวกที่ออกมาด่าปาวๆ ว่าทำไมมาด่าว่ากรุงเทพอย่างนู้นอย่างนี้ใช่คนกรุงเทพจริงหรือเปล่า สมองมันคิดกันได้แค่นี้จริงๆใช่ไม๊ จะบอกว่าคนที่ทำให้กรุงเทพฯเป็นอย่างทุกวันนี้คือคนต่างจังหวัดเท่านั้นเหรอ?? กลายเป็นว่า ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น มันไม่ได้อยู่ที่ว่าคนทำเป็นคนต่างจังหวัดหรือคนกรุงเทพฯเพราะเชื่อว่าคนกรุงเทพโดยกำเนิดส่วนใหญ่ก็ทำ และคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานกรุงเทพก็ทำ เรื่องนี้เป็นอยู่ที่สำนึกของคน อยู่ที่การปลูกฝัง ว่าคุณมีจิตสาธารณะมากแค่ไหน คิดถึงส่วนรวมมากแค่ไหนหรือเห็นแต่ความสบายส่วนตัว ถ้ามีใจรักกรุงเทพฯจริงๆก็อย่ามัวแต่ทำตัวจัญ....เลยเมื่อรู้ว่าผิดก็ต้องแก้ไขไม่ใช่แก้ตัวโยนขี้ให้คนอื่นไปเรื่อย ถามว่าผังเมืองวางมาไม่เป็นระบบจริงหรือไม่ มันเป็นเรื่องจริงหลักฐานก็คนที่บอกตัวเองเป็นคนกรุงเทพตั้งแต่เกิดเห็นหรือไม่ถึงความบกพร่องของผังเมือง ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม รถติด แต่เพราะกรุงเทพเป็นพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น การออกกฏบังคับใช้หากไม่เข้มงวดพอก็คุมไม่ได้ เพราะคนส่วนใหญ่มันไม่เคารพกฏแล้วก็คิดว่ากรุนี่ทำถูกแล้ว เพราะใครๆก็ทำกัน ประมาณ shared delusion คนหมู่มากถูกเสมอ กลายเป็นอย่างนั้นไป คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากอยู่กรุงเทพแล้ว วันหยุดก็อยากจะออกไปต่างจังหวัด เมื่อแก่ตัวไปก็อยากมีบ้านไว้พักผ่อนที่ต่างจังหวัดตอนบั้นปลายชีวิต มันก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่ากรุงเทพฯ ณ วันนี้มันไม่น่าอยู่จริงๆ แทนที่จะมาด่าว่าคนที่เค้าสะท้อนให้เห็นอีกมุมมอง มาลองคิดหาวิธีแก้ไขดีไม๊ เร่ิมจากจุดเล็กจากหนึ่งคนแล้วเพิ่มเป็นระดับครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน ปลูกฝังกันตั้งแต่เด็ก และถ้าจะมีใครสามารถทำให้กรุงเทพฯน่าอยู่ขึ้นมาได้ด้วย นโยบาย และ การแก้ไขสิ่งต่างๆที่เป็นรูปธรรมมากกว่าทุกวันนี้ ก็อยากจะเลือกให้เข้ามาบริหารงาน สุดท้ายแล้วไม่ว่าคนกรุงเทพหรือคนต่างจังหวัด คนที่คิดอยากทให้กรุงเทพดีขึ้นก็คือคนที่รักกรุงเทพทั้งนั้น คนไทยด้วยกันอยู่จังหวัดไหนก็ประเทศไทยไม่เห็นจะต้องแบ่งแยกเลย ว่าชั้นดีกว่าเธอ เธอต่ำกว่าชั้น

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
k542
เรทกระทู้
« ตอบ #52 เมื่อ: 23 มิ.ย. 11, 02:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ระยะนี้ไม่ค่อยได้มาเยี่ยม

แต่เมื่อมาแล้ว

ก็อ่านจนจบ q*071q*039

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #53 เมื่อ: 23 มิ.ย. 11, 03:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*062q*062q*062 โดยส่วนตัว ชอบคนแบบคุณค่ะ กล้าคิด กล้าพูด กล้าเขียน ทุกอย่างเป็นความจริงทั้งนั้ แต่สังคมในกรุงเทพเรา บิดเบือนไม่ยอมรับ เพราะต้องใช้สถานที่นี้ทำมาหากิน แต่ถ้าเรายอมรับและมองทะลุ และทำความเข้าใจกับมัน เราจะมีทางออกให้ตัวเอง ค่ะ เย้ (น่าไปบวชนะเราเนี่ย)

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #54 เมื่อ: 23 มิ.ย. 11, 03:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อยากรู้มั้ย ฝรั่งฉลาดๆเขาวิเคราะห์นิสัยคนไทยอย่างไร

ไปอ่านที่ http://kaeake.blogspot.com/2011/05/blog-post.html

แล้วเราคนไทยจะได้รู้ว่า ทำไมบ้านเมืองเราถึงได้วุ่นวายกันขนาดนี้


หวังว่าคงไม่โดนลบนะ q*073

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ขี่ผ่านทาง
เรทกระทู้
« ตอบ #55 เมื่อ: 23 มิ.ย. 11, 05:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คิดว่าจะต้องติดดาวไว้ที่กระทู้นี้ซะแล้ว โดยส่วนตัวชอบครับเพราะ เป็นอีกมุม ที่อยากจะวิจารณ์และพัฒนา กรุงเทพให้ดี กว่าที่เป็นอยู่หลายเรื่องตรงและโดนใจมาก เพราะเวลาผมใช้บริการรถสาธารณะ ทุกครั้งผมมักคิดเสมอว่า คนขับรถเค้าจะรู้มั้ย ว่า ตอนนี้เค้ารับผิดชอบกี่ชีวีต กี่ครอบครัวในมือ ช่วยขับอย่างปลอดภัยจะได้ไหม ส่วนคนที่ไม่ชอบไม่เห็นด้วยกับผู้เขียน อย่าลืมนะครับว่า เป็นเรื่องที่เขียนจากมุมของเขา เท่านั้น ถ้าไม่ชอบจงปิดไปเงียบๆๆ อย่าวิจารณ์โดยไม่สร้างสรรค์ ไปเขียนกระทู้ใหม่ แบบกรุงเทพเมืองสวรรค์ แบบที่คุณคิดก็ได้ มาเขียนด่าผู้อื่นแบบนี้ ไม่ขอบคุณแล้วยังจะเสียมารยาทอีก

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เศร้ากำลัง3
เรทกระทู้
« ตอบ #56 เมื่อ: 23 มิ.ย. 11, 07:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แล้วกรุงเทพฯ ไม่ใช่ประเทศไทยหรอ คุณบ่นๆๆกันว่ากรุงเทพฯสกปรก มีแต่สิ่งอัปลักษณ์ สิ่งไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วก็หนีกลับบ้านนอกเพื่ออะไรครับ ตอนพวกคุณไม่มีงานทำ ไม่มีนาทำ ก็หนีกันเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ มากินมาขี้อยู่ที่นี้ เศษขยะ กล่องโฟมถุงพลาสติก น้ำเน่าน้ำเสีย ส่วนหนึ่งก็มาจากพวกบ้านนอก(บางคน)เข้ากรุง พอกรุงเทพสกปรก จะโวยวายแล้วก็หนีกลับบ้านนอกซึ่งมันก็ยังอยู่ในประเทศไทย ถ้าวันหนึ่งบ้านนอกคุณอัปลักษณ์แบบกรุงเทพขึ้นมาแล้วจะหนีไปอยู่ที่ไหนอีก จะไปอยู่เมืองนอกหรอ จะมีเงินซื้อตั๋วเครื่องบินหรอป่าวยังไม่รู้ ก่อนจะว่าใครคิดทบทวนดีๆ อย่ามองเหมือนม้าแข่งที่ปิดตามองเห็นแต่ด้านหน้า ไม่มองด้านข้างหรือคนอื่นเค้าเลย

แบบนี้เค้าไม่ได้เรียกบทความหลอก เค้าเรียกมาโพสข้อความเฉยๆเพราะมันไม่มีเสน่ห์ในการใช้คำพูดในความเป็นจริงเลย

q*033q*033q*033

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #57 เมื่อ: 23 มิ.ย. 11, 08:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรื่องรถควันดำ ควันขาวออกจากท่อไอเสียก็ยังมีอยู่ค่ะ
โดยเฉพาะรถเมล์ทั้งขสมก,รถร่วม
อาจจะมากกว่าในอดีต มีช่วงหนึ่งเห็นหน่วยงานราชการตั้งโต๊ะ
จับตรวจควันพิษเดี๋ยวนี้หาไม่เจอแล้ว

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #58 เมื่อ: 23 มิ.ย. 11, 10:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จะบอกว่าคนกรุงเทพฯไม่ได้มีส่วนทำให้คนกรุงเทพเป็นอย่างทุกวันนี้เหรอคะ บางคนอาจหลงประเด็นไปไกล ก็เข้าใจว่าหยักสมองของคนมันไม่เท่ากัน แต่ก็ช่วยคิดซักนิดนึงถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงที่จขกทต้องการสื่อ ระบบการจัดการและบริหารในกรุงเทพฯมันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง คนไม่เคารพกฏ ทำตามใจฉันกันทั้งนั้น คนที่วิเคราะห์เป็นและเห็นถึงต้นตอและปัญหา แถมยังมีรู้แนวทางแก้ไขด้วย เราน่าจะดีใจด้วยซ้ำ ที่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่า ปัญหาต่างๆที่เกิดกับกรุงเทพฯตอนนี้มันมีทางแก้ ไม่ใช่ปัญหาโลกแตก ที่แก้ไม่ได้ จะไม่ขอบคุณเค้าซะหน่อยเหรอคะ คนกรุงฯ(บางคน)ที่ดีแต่พูดทั้งหลาย อย่างน้อยการสะท้อนอีกมุมนึง ก็ทำให้เราเห็นอะไรชัดเจนขึ้น อย่างเราๆที่เติบโตมาพร้อมบรรยากาศแบบนี้ก็เป็นความชาชินไปซะแล้ว พอมาคิดดูให้ดีกรุงเทพฯก็ ugly อย่างเขาว่า ให้คนไทยด้วยกันมาติติง ร่วมแก้ไข ดีกว่าให้ต่างชาติเค้าเอาไปนินทานะคะ เรื่องนี้ทำให้นึกถึงข่าวต่างชาติพูดถึงโสเภณีในประเทศไทย คนไทยส่วนใหญ่โวยวายว่าทำไมมาดูถูกประเทศไทยอย่างนี้ แต่ถามว่าที่เค้าพูดไม่จริง ตรงไหน??? แทนที่จะแก้ไขกลับแก้ตัว

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #59 เมื่อ: 23 มิ.ย. 11, 11:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน รวมทั้งคนชมและคนด่า..ไม่ว่า ไม่ถือสาหาความ....อยากบอกว่าทุกหัวเมือง ทั้งเล็กใหญ่ พื้นดินทุกตารางนิ้วในประเทศ เป็นของคนไทยทุกคนครับ...

ผมเคยบอกว่า ..ผมกำลังเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง "ประเทศไทยยุคใหม่ ในความคิดของผม"..ก็แก้ปัญหาเรื่องต่างๆเหล่านี้แหละครับ..ถึงมันจะแก้ยาก แต่ก็แก้ปัญหาได้ ในระยะเวลาอันสั้น

วันนี้ทำงานตั้งแต่เช้าไม่มีเวลามาเขียนต่อ มีอีกหลายตอนครับ อดใจรอหน่อยนะครับ

//ช.ผาสุข(คนไทยแท้)

q*073q*073q*073q*073q*073q*073q*073

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #60 เมื่อ: 23 มิ.ย. 11, 15:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อรถสามล้อตุ๊กๆ จอดหน้าหอเป็นที่เรียบร้อย เราสองคนลงจากรถ ผมเองรู้สึกปวดเอวรุ่มๆ แต่ไม่ถึงกับเอวเคล็ด เพราะรถสามล้อมันซิ่ง.....จำไม่ได้ว่า ค่ารถเท่าไร จำได้แต่ว่า ตอนนั้นน้ำมัน โซล่า ลิตรละ 1 บาท เบนซินลิตรละ 2 บาท

เมื่อเข้าห้องพักเสร็จเรียบร้อยเพื่อนรุ่นพี่ก็ลาจากไป ผมออกไปซื้อเครื่องใช้เบ็ดเตล็ดเช่น ยาสีฟัน สบู่ ผงซักฟอก ปากซอยไม่ไกลนัก เดินผ่านหน้าบ้านข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งปลัดกระทรวงมหาดไทย และตอนหลังได้เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย เป็นบ้านของนาย พ่วง สุวรรณรัตน์ (คนอ.ชิชล จ.นครศรีธรรมราช)ดังมากสมัยนั้น ตอนหลังกรมชลประทาน ส่งผมไปเป็นนายสถานีวิทยุ โครงการท่าเรือรี ทีอ.สิชล มีโอกาสได้แวะเยี่ยมเยียน แต่เจ้าตัวอยู่กรุงเทพฯ

เมื่อไปถึงร้านค้าปากซอยมิตรอนันต์ ก็สั่งข้าวผัดกินจานนึง มีคน4-5คนนั่งโต๊ะไกล้เคียงนั่งดื่มเหล้าตั้งแต่สาย คุยเสียงดัง มิงๆ กู๋ๆ ด่าอ้ายสาด สารพัดคำด่า ฟังแล้วอึ้งกิมกี่..ว่านี่หรือกรุงเทพฯ เมืองสวรรค์ ที่คนบ้านนอกร่ำลือ.........

มีหญิงสูงอายุคนหนึ่งผอมบางร่างสูงมีอาการเมา พูดลิ้นเต็มปากว่า " กู๋ไม่มาวๆๆ" ผมแปลกใจมากๆว่า เอทำไมผู้หญิงที่กรุงเทพกินเหล้าได้หรือ ทางปักษ์ใต้บ้านผม ตั้งแต่เด็กไม่เคยเห็นผู้หญิงดื่มเหล้า...ถ้าเป็นผู้หญิงใครดื่มถูกประณามเสียผู้เสียคนแหละ..ก็เป็นที่แปลกใจในสังคมเมืองหลวงแห่งนี้ยิ่งนัก..ว่ามันเป็นสวรรค์ตรงใหน?

คนต่างจังหวัดแทบทุกคนพูดว่า กรุงเทพเป็นเมืองฟ้าเมืองสวรรค์ ใครๆก็ใฝ่ฝันอยากมาดูมาชม มาเที่ยว คนกรุงเทพฯไปอยู้ปักษใต้ปากหวานแทบทุกคน พูดไพเพราะ รื่นหู ใครมีลูกสาวอยากจะยกให้...ครูใหญ่ที่โรงเรียนประถม มีลูก 4 คน สอนให้ลูกพูดภาษากลาง และ รวมทั้งน้องสาวของผมลูกสาว 3 คน อยู่ที่หาดใหญ่ พูดแต่ภาษากรุงเทพฯ พูดภาษาปักษ์ใต้ไม่เป็น ตัวละครในหนังภาพยนต์ละคร ฟังมาตั้งแต่เด็กพูดภาษากลางกรุงเทพ หวานแหวว...หวานหู..ผมคิดของผมว่า คนกรุงเทพทุกคน ต้องพูดหวานแหวว.....

ที่ใหนได้ วันแรกก็เจอ ..กรุงเทพอัปลักษณ์..เต็มๆ กลับไปที่หอพักยังนึกงงๆอยู่...ตอนนั้นไม่ได้ขำ ตอนนี้ขำไปหลายก้อน....เพราะเพื่อนของผมหลายคน ไม่ต่างกับ กลุ่มคนขี้เมาที่เห็น ได้ยินในช่วงสายของวันนที่ 15 มีนาคม 2506 วันนั้น..เพื่อนรักคนหนึ่ง เป็นลูกชาย อธิบดี..ชื่อพจน์ เวลาเขาพูดจะมีคำว่า อ้ายสาด....ยาวเชียว พูดคำ- เอี๋ยคำ... อยู่อย่างนั้น...ที่ใหนๆคนส่วนใหญ่เขาพูดกันแบบนี้ ..

ผู้ดีจริงๆพูดหวานแหวว มีน้อย...ผมพูด คุณ...ผม กับเพื่อนซี้... มันดูผมเป็นตัวประหลาด....มาตอนหลังก็พูดเหมือนพวกมัน..ก็แปลก อีกอย่าง คบกันมานาน 30-49 ปี ก็ยังคบหากันอยู่...ไม่ใช่พวกกิ๊กก๊อก รวยติดระดับ มีตำแหน่งไม่เบา..แต่เราก็พูด มิงๆ..กู๋ๆ กันอยู่..เวลาผมพูดว่า คุณ-ผม รู้สึกพวกมันรำคาญ หาว่าดัดจริต..เอ..ยังไง...ผมเพิ่งมารู้ตอนหลังว่า พูดสุภาพกับคนแปลกหน้า หรือคนไม่สนิทเท่านั้น

//ช.ผาสุข(คนไทยแท้)หลานขุนชำนิราชกิจ จ.นครศรีธรรมราช

q*073q*073q*073q*073q*073q*073q*073




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #61 เมื่อ: 23 มิ.ย. 11, 20:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ห้องของผมอยู่ริมหน้าต่าง ชั้น 2 ด้านตะวันออกติดซอย มองเห็นบ้านใหญ่ทันสมัยหลังหนึ่ง อยู่ตรงข้าม หน้าบ้านมีสนามหญ้า มีโต๊ะเก้าอี้หินขัดอยู่ริมสนาม รั้วกำแพงคอนกรีต..ประเมินราคาสมัยนี้ก็น่าจะราคา 10 ล้านบาท คิดอยู่ในใจว่า ต้องเป็นบ้านผู้ดี ดูเหมือนไม่มีคนอยู่ แต่สะอาดตา น่ามอง.....

ทำให้ผมเปรียบเทียบกับ บ้านของพ่อแม่ผมอยู่ที่ต่างจังหวัด เป็นบ้านไม้ เสาปูนซีเม็นท์ 21 เสา เก่าๆ ใต้ถุงโล่ง หลังคากระเบื้อง สร้างก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ค่อยมีบ้านใครที่ใหญ่ กว้างขวาง มากกว่าบ้านเรา เพราะพ่อแม่มีลูกมากถึง 9 คน กลางคืนนอนหัวเรียงกันเป็นแถว นอนเรียงลดหลั่นกันเป็นแนว ผมเป็นคนพี่คนโตอยู่หัวแถว...

คิดไปก็เห็นทันทีว่า บ้านเราด้อยค่า ไม่มีราคาเอาเสียเลย หลังคาก็สีดำเพราะควันไฟทำอาหาร..สร้างไม่หยาบ แต่ก็ไม่ถึงกับปราณีต เทียบได้ทันทีว่า คนต่างจังหวัดที่เราคิดว่าบ้านเราเป็นหนึ่งในหมู่บ้าน เมื่อมาเทียบกับ บ้านคนรวยในกรุงเทพ ต่างกัน ฟ้ากับดิน....ทำให้เกิดพลังว่า วันข้างหน้าจะต้องมีทุกอย่างเท่ากับคนกรุงเทพเขามี..

ตั้งปฏิธานไว้ว่า จะเป็นคนดี ขยันเรียนหนังสือ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน ไม่พูดเท็จ ไม่ชิงสุกก่อนห่าม..แน่นอน เมื่อเรียนจบ ทำงานเก็บเงินส่งเงินให้พ่อแม่..สร้างบ้าน ซื้อรถยนต์ นั่งจินตนการที่ขอบหน้าต่าง ราว 2 ทุ่มบรรยากาศที่ค่อนข้างเงียบ เพราะซอยมิตรอนันต์สมัยก่อนมีบ้านไม่กี่หลัง มีป่ารก บรรยากาศค่อนข้างเงียบ ในยามราตรี 2 ทุ่มคืนนั้น

พลันเห็นไฟฟ้า ในบ้านหลังใหญ่ตรงข้ามหอพักนักเรียนถูกเปิดไฟสว่างไสว โอ้โอ"บ้านเศรษฐี"ช่างงามอะไรอย่างนั้น มีไฟพวงห้อยในห้องรับแขกงามระยับ ไม่นานไฟฟ้าห้องเล็กริมขวาสุด ถูกเปิด จึงได้รู้ว่าเป็นห้องน้ำ

มองเห็นเงาผ่านกระจกฝ้า ของห้องน้ำ เห็นเพียงอะนาโตมีของผู้อาบน้ำว่า เป็นผู้หญิงสาว สวยไม่สวยไม่รู้ แต่หุ่น อะแหร่มแช่มช้อย เอว อง อก ไหล่ สะโพกผายงอน ส่วนสูง ได้สัดส่วน ผมยาว แต่ยังไม่เห็นเนื้อหนังมังสา..อาบน้ำนานมากราวครึ่งชั่วโมง ...

เด็กหนุ่มขบเผาะอย่างผมก็เป็นปุถุชนธรรมดา รอดูสาวอาบน้ำจนเสร็จ ด้วยใจระทึก ครึกโครม..ทันใดนั้นเธอเปิดหน้าต่างที่เป็นกระจกฝ้าออก...แล้วเช็ดตัวโดยไม่มีอาภรณ์ใดๆหุ้มกาย.....โอ้วพระเจ้าจอร์จ ..ได้เห็นเนื้อหนังมังสาขาวอวบนวน ยวนใจไปทั้งร่าง ได้เห็นของดีอีกแล้ว...โอ้ว..พระเจ้าจอร์จช่วยเป็นพยาน ว่าเด็กหนุ่มบ้านอกคอกนา ได้เห็นกับตาจริงๆ555+++lol

เมื่อเธอแต่งตัวเสร็จ สวยเฉิดโฉมเหมือนนาง(สาว)ในวรรณคดี สุดบรรยายอายุของเธอ ไม่เกิน 22-23 ปี...ไกล้ๆ 3 ทุ่ม เธอก็ออกมาเรียกแท๊กซี่หน้าบ้าน..ผมมองด้วยดวงตาแทบหลุดออกมาจากเบ้าตา..แล้วเธอก็หันมา ยิ้มหวานเจี๊ยบกับผม ก่อนนั่งแท๊กซี่ออกจากบ้านไป....

แน่นอนที่สุด..เธอเป็น ลูกเศรษฐีมีสกุล เป็นคุณหนู..คงไปงานเลี้ยง ไปเต้นรำ หรืออะไรสักอย่างเพราะแต่งตัวเนี๊ยบปราณีตบรรจง

มีต่อครับ

//ช.ผาสุข(คนไทยแท้)หลานขุนชำนิราชกิจ จงนครศรีธรรมราช

q*073q*073q*073q*073q*073q*073q*073

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #62 เมื่อ: 24 มิ.ย. 11, 00:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ข้อความนี้ ถูกลบ มันเป็นเรื่องเล่า เรื่องจริง ท่านผู้อ่านคิดว่าควรลบไหม? ไม่ไช่เรื่องลามก ผมว่ามันเป็น ปรัชญา

เมื่อสาวสวยหันมาสบตาหยาดเยิ้ม ในยามค่ำคืน แสงไฟฟ้าที่เสาส่องให้มองเห็นดวงตาแสนหวาน อยู่ห่างเพียงคนละฟากซอยในยามรัติกาลนั้น..ผมรอเธอกลับ แต่นานเกิน แล้วผมก็หลับไปก่อน โดยไม่รู้ว่าเธอกลับมาเวลาตีเท่าไร...และตอนเช้าต้องไปสมัครสอบเข้า โรงเรียนตรียมทหาร (นายร้อยจปร.)ที่สวนลุม อาจจะเป็น" ตัวแปร"ตัวหนึ่งซึ่งสอบชิงไม่ผ่านในปีแรกในตอนหลัง

คืนต่อมา เมื่อถึงเวลาประมาณ 2 ทุ่มเธอจะอาบน้ำทุกคืน แล้วก็เปิดหน้าต่างกระจกฝ้า อาบน้ำฝักบัว ตัวล่อนจ้อน ให้ผมดู ทุกคืน แต่งตัวสวยงามทุกคืน ประมาณ เกือบ 3 ทุ่มออกมาเรียกแท๊กซี่หน้าบ้านตรงเสาไฟฟ้าที่สว่าง ทุกคืน ยิ้มให้ผมทุกคืน ผมก็แอบดูสาวอาบน้ำแก้ผ้าทุกคืน ตั้งแต่คืนแรกเข้ามาอยู่ในกรุงเทพ ฯ นานสัก อาทิตย์เห็นจะได้.....อยากจะลงไปทักแต่ผมเป็นคนขี้อาย เป็นคนเรียบร้อย..ไม่กล้า ใครๆที่บ้านพูดว่าคนน้ำนิ่งไหลลึก....

พ่อแม่สั่งสอนแล้วสั่งสอนอีกว่า เลือกคู่ครอง ให้เลือกดีๆนะนุ้ย (นุ้ย.. พ่อแม่ใช้เรียกลูกหัวแก้วหัวแหวน) อย่าใจร้อน อย่าชิงสุกก่อนห่าม ดูเพชรเม็ดงามๆ อย่าเอาขี้เม็ดกรวดขี้เม็ดทรายไปฝากแม่...ส่วนครู "กุหลาบ"ประจำชั้นเรียนสมัยเรียนชั้น ป4. ตอนผมไปลาเข้ากรุงเทพ ท่านก็สั่งนักสั่งหนาว่า "เธอเป็นเด็กดีที่สุดที่ครูเคยเห็นมา ขอให้รักษาความดีไว้ เหมือนเกลือรักษาความเค็ม" ก้องอยู่ในรูหูตลอดเวลา..แม้ถึงวันนี้ก็ตาม...คิดจะทำชั่วก็ต้องเลิกล้มทุกที

คืนหนึ่งผมนอนไม่หลับ ตื่นขึ้นมา สักตี2 หรือตี 3 ได้ยินรถยนต์มาส่งสาวสวย..หวานใจของผม.. ผม ชะโงกออกไปดู ก็เห็นรถยนต์บุคคล จอดไว้นอกรั้ว ผู้ชายลงจากรถยนต์แล้วประคองสาวน้อย เข้าไปในบ้าน หายเงียบเข้าไป โดยไม่ได้เปิดไฟในบ้าน....นานมากจนไกล้สาง สาวสวยก็กอดแขนออกมาส่งชายที่รั้วประตู แล้วก็ลาจากไป ..ใจของผม หวิวๆ เหมือนยืนอยู่ที่หน้าผา ปานว่าจะตกลงสู่พื้นสูง ทั้งๆที่ไม่เคยคุยกันเลย เด็กหนุ่มคนใต้ผิวคล้ำ(แต่รูปหล่อ)นอนไม่หลับทั้งคืน...คืนต่อมาเกือบทุกคืนมีรถเก๋งผู้ชายมาส่งไม่ซ้ำหน้า ไม่ซ้ำทะเบียนรถ แทบทุกคืน และบ้านหลังใหญ่นั้นเป็นบ้านให้เช่าราคาแพง.....ผมรู้ได้ทันทีว่าเธอคือใคร?...ถามไถ่นักศึกษาที่พักอยู่ในหอนั้น เขาบอกว่า ผู้หญิงคนนั้น ทำงานที่บาร์แห่งหนึ่ง ที่เรียกว่า"ผู้หญิงกลางคืน"...หัวใจตกลงไปที่ตาตุ่ม....ดอกไม้สวยแมลงภู่ชอบเชยชม.. ส่วนตัวผม...ค้นหาเพชรเม็ดงาม...ต่อไป55555+++lol

โถ...กรุงเทพอัปลักษณ์

ผมพักอยู่ที่หอพักนักเรียนชาย ได้ 2เดือน เพื่อนของพ่อ ให้คนมารับ ไปอยู่ บ้านเพื่อนของพ่อ ซึ่งเป็นผู้จัดการบ.สยามกลการ ที่ฝั่งธน ซอยสำเหร่

มีต่อครับ

//ช.ผาสุข(คนไทยแท้)หลานขุนชำนิราชกิจ จ.นครศรีธรรมราช

q*073q*073q*073q*073q*073q*073q*073

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 มิ.ย. 11, 07:25 น โดย manjumbo » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #63 เมื่อ: 24 มิ.ย. 11, 15:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
โดนลบ....
ตอนนี้ก็ โดน ลบ เพื่อนสมาชิกช่วยดูหน่อย เสียหายตรงใหน ไม่เหมาะสมตรงใหน????


เมื่อวันแรกที่มาถึงกรุงเทพฯ สถานที่แห่งหนึ่งที่ผมอยากเห็นมากที่สุดในชีวิต ผมต้องไปดูให้ได้..ลองทายซิว่าที่นั่นที่ใหน?...

หลังจากนอนพักเหนื่อยหลังจากนั่งรถไฟมานานตลอดคืน 16 ชั่วโมงกว่า นั่งรถสามล้อตุ๊กๆ อีก ประมาณ 1 ชั่วโมง คนขับ ขับเหมือนเมายาบ้า เอวผมแทบเคล็ด...สูดควันพิษบนถนนเข้าไปในปอดอีกบานเบอะ...หลังจากอาบน้ำเสร็จหลับเหมือนตาย..

ตื่นขึ้นมาตอนบ่ายแก่ๆ แต่ยังงัวเงียเมื่อยขบไปทั้งตัว คล้ายๆจะป่วย.อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย นุ่งกางเกงขายาว เสื้อแขนสั้น ถุงเท้ารองเท้าหนังมันแผล็บ.ตั้งใจไปที่สถานที่แห่งหนึ่งที่ผมอยากไปดูด้วยตาตนเอง ด้วยตาเนื้อๆมากที่สุด...

ถามไถ่ชาวบ้านร้านค้า เดินตรงไปที่สี่แยกราชวัตร มองเห็นบ้านใหญ่บริเวณกว้าง ต้นไม้ครึ้ม อยู่ที่หัวมุม ที่สี่แยกราชวัตรพอดี ซึ่งเป็นบ้านของญาติของเพื่อนรุ่นพี่ ชื่อสุธีร์ เขาพักอยู่ที่นั่น..ผมก็เลี้ยวซ้าย ผ่านสะพานคอนกรีต คลองที่มีน้ำสีดำสกปรกโสโครก เดินตรงไปเรื่อยๆ ไปถึงสี่แยกไฟแดง เลี้ยวซ้ายอีกที...โอ้โอ้มองเห็นเต็มลูกกะตา..

เกิดความปิติราวกับได้ขึ้นสวรรค์ นั่นคือ "พระราชวังสวนจิตรฯ"ซึ่งพระองค์ประทับอยู่ที่นั่น ผมเดินไปยืนมองปากทางเข้าประตูวัง ฝั่งตรงข้ามอยู่เป็นนาน

วันหลังก็ไปอีกหลายครั้งขอให้เห็นพระองค์จะจะเพียงสักครั้ง ซึ่งครั้งแรกครั้งหนึ่งเมื่อพระองค์เสด็จปักษ์ใต้ ณ.อำเภอที่ผมเกิด จ.นครศรี พระองค์ได้เข้ามา ปฏิสันถารกับ ครูจำนงค์ ครูดนตรีของผม ประมาณ 1 นาที แบบไกล้ชิดห่างจากผมสักสองวา มองเห็นผิวพระพักตร์เหมือนทอง(ตาผมมองเป็นอย่างนั้นจริงๆ) เมื่อมาอยู่กรุงเทพ หาโอกาสเห็นพระองค์อีกครั้ง...ผมไปประมาณครั้งที่สี่ ก็ได้เห็น พระองค์เสด็จ ประทับอยู่บนรถยนต์พระที่นั่ง ก็รู้สึกดีใจเป็นที่สุด...

ขอความกรุณาเจ้าหน้าที่..อย่าลบนะครับ

//ช.ผาสุข(คนไทยแท้)หลานขุนชำนิราชกิจ จ. นครศรีธรรมราช

q*073q*073q*073q*073q*073q*073
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #64 เมื่อ: 24 มิ.ย. 11, 16:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วันแรกที่ผมนั่งรถเมล์ในกรุงเทพ

เมื่อคราวไปสมัครที่ โรงเรียนเตรียมทหาร(นายร้อยจปร.)ไกล้สวนลุมฯ ไปขึ้นรถเมล์ สาย 14 ไกล้สี่แยกราชวัตร ตอนเช้าตรู่ประมาณ 7 โมงเช้า สังเกตุเห็นรถเมล์ทุกคันทุกสายแน่นขนัด อัดกันเหมือนปลากระป๋อง ผู้โดยสารใช้มือโหนออกไปนอกตัวรถเมล์ ดูเป็นพวงมนุษย์ ทั้งประตูหน้าและประตูหลัง อันตรายเหลือประมาณ มีข่าวผู้โดยสารตกรถเมล์บาดเจ็บแทบทุกวัน

ผมก็พยายามแซกตัวเข้าไป จนสุดแรงเกิด ตอนเช้าไม่เท่าไร พอตอนเย็น เหม็นสาบคน เหม็นขี้เต่าเป็นล้นพ้น..รถติดขนาดหนักทุกแยก ยาวเหยียด กว่าจะถึงปลายทางเป้าหมาย ผมต้องลงกลางทาง 3 ครั้ง เพราะอ๊วกแตก...อายชาวประชา ชาวกรุงเทพเป็นที่สุด...แสดงความเป็นคนบ้านนอกคอกนา เต็มรูปแบบ...ต้องเปลี่ยนรถเมล์ถึง 3 ครั้ง อ๊วกจนหน้าเขียว อยากเป็น "เด็กเทพ" ก็ต้องทนเอาหน่อย ขากลับ เหม็นขี้เต่า ลงอ๊วกกลางทางอีก 2 รอบ รวมเป็น 5 รอบ กลับมาถึงหอพักไม่สบาย บวกกับแพ้อากาศนาน 3-4 วันจึงหาย....กลิ่นขี้เต่ายังติดจมูกรุ่ยๆ...

สาเหตุรถเมล์ หรือรถประจำทางมีน้อย มารู้ตอนหลังว่า เกี่ยวกับ การที่รัฐบาล ให้สัมปทาน กับบริษัทเอกชน อย่างมีเลศนัย ทั้งๆที่เอกชนเจ้าใหม่ พร้อมที่จะดำเนินการมีทุนมากมาย แต่นายทุนสามานย์ มีเหลี่ยมเล่ห์เพทุบาย ต้องการงุบกิจการเสียฝ่ายเดียว อยากรวยซะกลุ่มเดียว จึงร่วมมือกับข้าราชการเลว ไม่ให้สัมปทานกับรายอื่น และแน่นอน เป็นที่มาของเงินใต้โต๊ะ...รถประจำทางจึงมีน้อย นานๆจะผ่านมาสักคัน ที่สำคัญนายทุนสามานย์ขู่รัฐบาลว่า ถ้าเปิดสัมปทานให้เจ้าอื่น บริษัทเดินรถจะทำการ หยุดเดินรถทั่วกรุงเทพฯธนบุรี รัฐบาลทุกรัฐบาลก็กลัวหัวหด...

เมื่อรัฐบาลโดย ท่านชายคึกฤทธิ์ฯ เป็นนายกรัฐมนตรี ปี 2518 รัฐบาลได้ซื้อกิจการรถเมล์ ทุกบริษัท มารวมเป็น ขสมก. จนถึงทุกวันนี้ บริษัทต่างๆสุดแสนแสนดาย เด๊ยวนี้บริษัทต่างๆก็ยังมีรถเมล์ร่วมบริการ แต่ไม่มีอำนาจบริหาร เลยหายซ่า....

ภาพผู้คนโหนรถเมล์ทั่วกรุงเทพ เป็นภาพแสดงถึง กรุงเทพอัปลักษณ์

//ช.ผาสุข(คนไทยแท้)

q*073q*073q*073q*073q*073q*073

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 มิ.ย. 11, 20:34 น โดย manjumbo » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #65 เมื่อ: 25 มิ.ย. 11, 14:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อย่างไรก็ตาม นับจากปี 2518 ก็มีรถยนต์ สองแถววิ่งรับผู้โดยสาร วิ่งได้เฉพาะในซอย รัฐบาลสมัยนั้นก็ยอมๆ กันไป ใหม่ๆตำรวจจับบ้างประปราย แต่เพื่อเห็นกับประชาชน ก็ปล่อยให้ผู้ประกอบการ รับผู้โดยสารได้

นานไม่ถึงปี พวกรถสองแถวก็ล้ำออกไปที่ถนนใหญ่ อยู่ไกล้ๆซอย นานเข้าก็ขยายออกไป ไกลๆ วิ่งทับเส้นทางของ ขสมก.ในที่สุดเมื่อพวกรถสองแถวรวมเป็นกลุ่มก้อน ก็ต่อรองกับรัฐบาลไม่ให้ตำรวจจราจรจับ รถสองแถวก็สามารถครองเส้นทาง บนถนนใหญ่ได้สำเร็จ ไม่ถึงหนึ่งปี หลังจากรัฐบาลคึกฤทธิ์ซื้อกิจการรถเมล์เป็นองค์การรัฐวิสาหกิจ

ที่สำคัญเป็นที่มาของการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้นักการเมือง และข้าราชการเลว...และสำคัญหนักเข้าไปอีกคือ รัฐบาล โดย ขสมก.ขาดทุนยับเยิน จำนวนมหาศาลหลายสิบปีแล้ว เพราะผู้โดยสารลดลงมากมาย

เมื่อองค์การรัฐวิสาหกิจบริหารก็ยกเลิกสัมปทานไปโดยปริยาย และเมื่อผู้มีอิทธิพลกระทำผิดกฎหมายวิ่งทับเส้นทาง... ไม่มีใครไปดำเนินการปราบปราม รถยนต์รับจ้างผิดกฎหมายเหล่านั้น...ต่างกับบริษัทเดินรถเอกชน ก่อนหน้านั้น ซึ่งเขามีฝ่าย ป๊ะบู๊ จัดการกับรถยนต์โดยสารที่ออกมาวิ่ง ทับสัมปทาน ด้วยความรุนแรง... ไม่มีใครกล้าเข้าไปวิ่งทับสัมปทาน

เพราะความอ่อนแอของรัฐบาล ที่พยามยามหาฐานเสียงในระบอบเลือกตั้ง สส.โยงใยกับการเมือง..ปล่อยปละละเลย เลยต้องยอมให้ รถสองแถวได้จดทะเบียนขนส่งได้ ไม่ผิดกฎหมาย แต่รัฐบาลใด้ให้ผู้ประกอบการดัดแปลงจากรถสองแถว มาเป็นรถเมล์เล็ก มาถึงบัดนี้

มาระยะหลังก็มี รถตู้ วิ่งรับ-ส่งผู้โดยสาร ทั่วกรุงเทพ ลักษณะเดียวกับ รถสองแถว วิ่งทับเส้นทาง ขสมก. ถูกตำรวจจับอยู่ระยะหนึ่ง มาระยะหลังก็เคลียกันได้ เรื่องเก๊าเจี๊ยะ เท่าไรไม่ทราบ และข่าวว่า บริษัทขายรถตู้ เป็นของนักการเมืองสามานย์กลุ่มหน้าเหลี่ยม ขายรถได้กำไรมหาศาล

ทั้งสองสถานการณ์นี้ เท่ากับว่า ทำให้มีรถโดยสารในกรุงเทพมากขึ้น โดยไม่ต้องเสียเงินค่าสัมปทานให้รัฐ แต่จ่ายให้ผู้มีอิทธิพล ส่วนดีก็คือ ผู้โดยสารไม่ต้อง โหนรถเมล์เป็น"พวงมนุษย์" เหมือนเมื่อก่อน..แต่สิ่งสำคัญคือ รถเมล์หรือรถประจำทางบริการในกรุงเทพฯที่เรียกว่า ขสมก.เจ๊งขาดทุน จากปี 2518 มาถึงวันนี้ จำนวนเงินก้อนใหญ่มหาศาล ....

สรุปว่า ดีสำหรับผู้โดยสาร แต่ รัฐบาล โดย ขสมก.เจ๊ง....

//ช.ผาสุข(คนไทยแท้)

q*073q*073q*073q*073q*073q*073q*073

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 มิ.ย. 11, 09:34 น โดย manjumbo » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #66 เมื่อ: 27 มิ.ย. 11, 14:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลังจากผมเข้ามาเป็น "เด็กเทพ" ไม่กี่วัน นั่งรถเมล์ไปส่งจดหมายที่สถานีรถไฟ หัวลำโพง ไปส่งจดหมายที่โบ้กี้ขบวนรถด่วนเลยที่เดียว จดหมายจะถึงปลายทางเร็วกว่าส่งที่ตู้ ปณ.หรือ ที่ทำการไปรษณีย์ เพียงพรุ่งนี้เช้า พ่อแม่น้องๆก็ได้รับจดหมายจาก "เด็กเทพ" แล้ว

ตอนนั้นผมมาเพียง 8 วัน เขียนจดหมายเล่าเรื่องราว เมืองหลวง ให้พ่อแม่ น้องๆฟัง 8 หน้ากระดาษฟูลสแก๊บ ก็ยังเล่าไม่หมด ผมชอบเขียนจดหมาย เมื่อตอนเด็กเพิ่งรู้จักความรักต่างเพศ เขียนจดหมายถึงสาวเป็นวันๆ ไม่รู้จักเบื่อ เขียนอยู่ฉบับเดียวนั้นเหละเพียงหน้าเดียว เพราะเขียนแล้วฉีกทิ้ง เขียนใหม่ ไม่รู้จะบอกรักว่าอย่างไรดี เขียนมันทั้งบัน ได้จดหมายสำนวนหยดย้อย หน้าเดียว สงสัย ถ้าได้อ่านจดหมายฉบับแรกที่ส่งไปถึงสาว นำมาอ่านตอนนี้คงอ๊วกแตก....

มาเป็น "เด็กเทพ" เพียง 8 วัน เขียนจดหมาย 8 หน้ายังไม่จบ ตอนนี้ถ้าจะให้เขียนจดหมาย เล่าเรื่องกรุงเทพให้น้องๆฟัง แค่ 8 บรรทัด มันก็จะอ๊วกแล้ว..เลี่ยนเอียน

มีต่อครับ

//ช.ผาสุข(คนไทยแท้) เป็น "เด็กเทพ" นาน 49 ปีแล้ว

q*073q*073q*073q*073q*073q*073q*073

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #67 เมื่อ: 27 มิ.ย. 11, 14:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อส่งจดหมายเสร็จ ก็เดินสำรวจอณาบริเวณ ตามประสาคนอยากรู้ คนอยากเห็น ก็มายืนมองพวกแท๊กซี่ รถสามล้อตุ๊กๆ รถแท๊กซี่ป้ายดำ แย่งผู้โดยสารกัน เสียงตะโกนลั่นทั้งหัวลำโพง...

ขอนอกเรื่องเล็กน้อยครับ...ตอนหลังเมื่อผมทำงานที่แผนกสื่อสารกรมชลฯ สามเสน ผมจัดรายการวิทยุ หลาย สถานี ในกรุงเทพฯ ที่พล1 ยานเกราะ ปตอ. ขสทบ. สทร. 1ปณ. จส. ปชส.1 ปชส.4 กรมประชาสัมพันธ์ และอื่นๆ ทั้งภาค AM และ FM ผมได้ซื้อรถยนต์(เงินผ่อน)เป็นคันแรก เป็นรถฟอร์ดคอร์ติน่า ก็ไปหาลำไพ่ขับแท๊กซี่ป้ายดำ ตื่นตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง กลับบ้านกอดลูกเมียก็ราว 4 ทุ่ม ..ขับแท๊กซี่ป้ายดำ เหมือนพวกเขานั้นแหละครับ..หนุกมาก แต่ส่วนมากจะอยู่หน้าโรงแรม รับฝรั่ง รับชาวต่างชาติรายได้ดีกว่า ตอนนั้นพูดภาษาปะกิต พูดภาษาอังกุต อยู่ ยังไม่เป็น ภาษาอังกฤษ ......สรุปว่าชีวิตช่วงสั้นๆเคย ขับแท๊กซี่ป้ายดำ มาระยะหนึ่ง หาลำไพ่พิเศษ

หลังจากนั้นผมเดินไปดูรถยนต์ที่สี่แยกหน้าสถานีหัวลำโพง มองเห็นรถติดยาวเหยียด ควันพิษจากท่อไอเสียคลุ้งเหมือนมีหมอกบางๆเดินผ่านอึดอัด เดินลัดเลาะเลี้ยวซ้ายไปตามถนน เพิ่งมาทราบว่าชื่อถนนพระราม4 เดินไปเรื่อยๆ มองไปทางขวามมือ มีบ้านคนเป็นตึกแถวเก่าๆ โกโรโกโส ที่แปลกก็คือ มันเป็นหลังบ้านของประชาชน ไม่ใช่หน้าบ้าน มองด็ไกลลิบๆ ไปตามริมคลอง มีสะพานโค้งสูงพาดข้ามคลองซึ่งกว้างพอสมควร เป็นช่วงๆ หลายสะพาน นั่นแสดงว่า เมื่อก่อนนั้น มีเรื่อแล่นผ่านได้

หันมองลงไปดูในลำคลองซึ่งยาวมาก...โอ้ยจะอ๊วกตาย..นึกทีไรจะอ๊วกทุกที น้ำในคลอง สีดำเหมือน น้ำดำในปี๊บสีย้อมผ้า ดำสนิทจริงๆ เต็มไปด้วยขยะ ดูเหมือนกับว่าทุกบ้าน นำสิ่งของไม่ใช้มาทิ้งในคลองน้ำแห่งนี้ มีของหลายชนิดมากๆ นอกจากขยะสิ่งของทั่วไปแล้ว มีที่นอนเก่าๆ หมอน มุ้งเก่าๆ เห็นหมาเน่า พองขึ้นอืด 2-3ตัว และอื่นอีกมากมาย นับไม่ถ้วน น้ำไม่ค่อยไหล เหม็นคลุ้ง ผสมกับหลังบ้านของผู้คนที่รกรุงรัง ถึงระดับสัปรังเค....

ตอนหลังผมไปบริเวณนั้นบ่อยๆ เพราะวันใหน ลุงเสริม พ่อพี่อ้วน ที่ทำงาน บ.สยามกลการ ไม่สบายไปรับหลานชายไม่ได้ ซึ่งเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนแถวนั้น ผมต้องไปรับแทนอยู่บ่อยๆ เดินแถวนั้นผมต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก เพราะมันเหม็นโสโครกมาก ยังนึกอยู่ว่า ชาวบ้านแถวนั้นห้องแถวยาวเหยียด พวกเขาอยู่กันได้ยังไง

จุดนี้ถือว่า กรุงเทพอัปลักษณ์ ที่สุด เท่าที่เคยเห็นมา โสโครกเหลือคณา สมัยเมื่อหลายปีผ่าน นานหลายปี กทม.ได้ถมคลองน้ำเน่านั้น แล้วสร้างถนนใหม่...หลังบ้านสมัยก่อน กลายมาเป็นหน้าบ้าน ตามที่เห็นในปัจจุบันนี้

ลูกชายพี่อ้วนที่ว่านั้น ตอนนี้ยังคงรับราชการที่กรมชลประทาน ตำแหน่งคงสูงพอประมาณ เพราะจบปริญญาตรีด้านชลประทาน

มีต่อครับ

//ช.ผาสุข(คนไทยแท้) เด็กเทพ55555+++lol

q*073q*073q*073q*073q*073q*073q*073



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #68 เมื่อ: 27 มิ.ย. 11, 14:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ปัจจุบัน ในลำคลองทุกสายใน กทม.น้ำเน่าเหม็น ไปทั่วกรุงเทพ-ธนบุรี เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ ยุง ในคลองแสนแสบ น้ำเน่าเหม็น น้ำดำสกปรก เรือแล่นในคลองจำนวนหลายสิบลำ ใช้ท่อไอเสีย ต่อลงไปในน้ำ ทำให้เขม่าควันเดของเครื่องเรือยนต์ ลงไปในน้ำ ปลาตายแทบหมดคลอง เมื่อ10 กว่าปีก่อน ไม่มีเรือแล่น น้ำในคลองแสนแสบ ตั้งแต่สพานผ่านฟ้า ถึงม.ราม สภาพน้ำเน่าเหม็น ขนาดหนัก...ส่วนที่เลยขึ้นไปถึงวัดศรีบุญเรือง ยังพออาบได้อยู่ เดี๋ยวนี้เน่าเหม็นหนัก เป็นน้ำครำนับจาก สะพานผ่านฟ้า ถึง วัดศรีบุญเรือง ตลอดทั้งสาย น้ำเน่าเหม็น เมื่อเรือสวนทางกัน ทำให้น้ำตีกระทบกระจาย โดนเนื้อตัวผู้โดยสาร ทั้งเหม็นทั้งคัน

สาเหตุเพราะ กทม.ยินยอมให้ประชาชนต่อท่อน้ำเสียลงสู่คลองทุกสายในกทม.ประการหนึ่ง ประการสอง ผู้คนทิ้งขยะสิ่งปฏิกูลลงในคูคลอง โดยเฉพาะคลองแสนแสบ เจ้าของเรือใช้ท่อไอเสียเครื่องเรือ ต่อลงไปในน้ำ..ที่ว่านั้น คงจะมีแห่งเดียวในโลกที่ทำแบบนี้ได้...ไม่รู้ใช้หัวอะไรคิด นาน 49 ปี แล้ว ก็ยังโง่งมงายอยู่อย่างนั้น

กรุงเทพแสนจะอัปลักษณ์

//ช.ผาสุข(คนไทยแท้)เด็กเทพ

q*073q*073q*073q*073q*073q*073q*073

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 มิ.ย. 11, 21:47 น โดย manjumbo » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #69 เมื่อ: 27 มิ.ย. 11, 20:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ไม่ใช่โม้คุย..ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทย จะสะอาดตาทั่วประเทศ ทุกมุมมอง ภายใน 60 วันไม่เกิน 90 วัน โดยไม่ต้องเสียเงินงบประมาณแผ่นดินเพิ่มแม้แต่บาทเดียว ผมเขียนวิธีแก้ปัญหา สารพัดปัญหา ไว้ใน หนังสือ "ประเทศไทยยุคใหม่ ในความคิดของผม" ความหนา 500 หน้า ขนาด 16 หน้ายก


ใช้ทฤษฎีสุภาษิตชาวจีน "เถาถั่วต้มถั่ว"


ช.ผาสุข(คนไทยแท้)คนนครศรี "เด็กเทพ"5555+++lol


q*073q*073q*073q*073q*073q*073q*073
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #70 เมื่อ: 28 มิ.ย. 11, 06:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ความสะอาด บ่งบอกถึง ผู้มีวัฒนธรรม เป็นผู้เจริญแล้ว

//ช.ผาสุข(คนไทยแท้)คนนคศรีฯ "เด็กเทพ"555+++lol
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #71 เมื่อ: 28 มิ.ย. 11, 07:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บนทางเดินข้างถนน(ฟูตบาท)เจ้าของบ้าน และพ่อค้าแม่ค้าวางสิ่งของสินค้าระเกะระกะ ทั่วกรุงเทพมหานคร

นับถอยหลังไปตั้งแต่ปี 2518 บนทางเดินทั่วกรุงเทพ-ธนบุรี ประชาชนไม่สามารถวางสินค้าล้ำออกมาบนฟูตบาท หรือทางเดินได้ ตำรวจจับ อย่างไรก็ตามผมไปที่ใหนๆในกรุงเทพ เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งบริเวณสามแยกสี่แยก ถนนทั้งสี่ด้าน ฟุตบาทหรือทางเดินเท้า ถ้ามี 100 บ้าน พื้นฟูตบาทจะต้องมี 100 ระดับ สูงบ้างต่ำบ้าง เวลาเดินเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง ที่สามแยกพระโขนงน่าขำขันที่สุด ..เดี๋ยวนี้ไม่ทราบว่าปรับพื้นทางเดินหรือยัง

พอมาถึงปีพศ.2518 รัฐบาลโดยท่านคึกฤทธิ์ ปล่อยให้ผู้ค้านำสิ่งของ วางไปขายบนฟุตบาทได้ ตำรวจจับอยู่พักหนึ่ง แต่ประชาชนอ้างว่าอดอยากยากจน รัฐบาลในระบอบประชาธิปตาย(เส็งเคร็ง)รักษาฐานคะแนเสียงเลือกตั้งไว้ พูดง่ายๆว่า"เป็นการหาเสียง" จากพ่อค้าแม่ค้า วางสินค้าเต็มถนนไปหมด ประชาชนผู้สัญจร ต้องลงไปเดินบนผิวทางจราจร ซึ่งมียานยนต์ผ่านไปมาด้วยความเร็วสูง ชนเฉี่ยว อันตราย

ที่สำคัญ เจ้าของบ้านคิดค่าเช่าในราคาแพง ผมรู้จักคนขายข้าวแกงเป็นถุงที่ตลาดบางกะปิ เช่าหน้าร้านมาหลายปีแล้ว เมื่อ 3 ปีก่อนจ่ายเดือนละ 6 พันบาท เดี๋ยวนี้น่าจะขึ้นเป็น 8 พันบาท ซึ่งเป๊นพื้นที่ทางเดินกว้างเพียง 2ศอก ยาวประมาณ 1 วา เป็นพื้นที่ของหลวงที่เรียกว่าที่สาธารณะ เจ้าของบ้านเก็บค่าเช่าที่แสนแพง บางแห่งพื้นที่แคบๆ ราคาค่าเช่าเดือนละเป็นหมื่น

นับจากปี 2518 ถึงวันนี้ นาน 36 ปีแล้ว..อยากด่าผู้บริหารประเทศใจจะขาด แต่ก็โดนลบ..ไปอ่านในหนังสือที่ผมเขียนดีกว่า..ด่าแบบด่าถึงโคตรกันเลย ถึงจะสะใจ....ในโลกนี้มีประเทศเดียวที่ทำได้

ที่ฮ่องกง ตำรวจใช้กระบองไล่ตี แม่ค้าหนีกระเจิง ผมเห็นมากับตา...ประเทศไทยนี่ดีนักหนา จะทิ้งขยะ ขี้ เยี่ยว ขากถุย นอนตรงใหน วางสินค้าตรงใหนก็ทำได้ .....มีเฉพาะบางจุดสำคัญเท่านั้นที่ห้ามอย่างจริงจัง แต่พื้นที่บนถนนส่วนใหญ่ในชุมชน พ่อค้าแม่ค้าวางสินค้า ระเกะระกะไปทั่วกรุง

ที่สำคัญอีกอย่าง เป็นผลกระทบการจราจรทำให้จราจรติดขัด เพราะ พ่อค้าแม่ค้าเดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่มีรถยนต์เป็นของตนเอง คนที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวก็ เช่าแท๊กซี่ ขนสินค้า พอถึงเวลาประมาณ 15.30 น.พวกขบวนรถขนสินค้า ออกมาใช้ถนนพร้อมกันทั่ว กทม. ผสมกับ พ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียน ขับรถออกไปรับลูกหลานที่โรงเรียน ผสมกับ 16.30-17.00น.เป็นเวลาเลิกงานของข้าราชการ คนทำงานบริษัท ยานยนต์หลายๆส่วนหลายชนิด ออกมาประดังพร้อมกัน ทำให้บนถนนในกรุงเทพ ธนบุรีเต็มไปด้วยยานพานะ ทำให้จราจรติดขัดวินาศสันตะโร

อีกทั้งผู้คนไปเดินซื้อของซื้อสินค้าบนทางเท้า แน่นขนัดไปทั่วกรุงเทพ พ่อค้าวางสินค้า ลัง ทั้งร่ม เก้าอี้ ทั้งผ้าใบ ทำเพิงบ้าง โต๊ะวางสิ่งของ ระเกะระกะไปทั่วกรุงเทพธนบุรี

มองคูแล้ว กรุงเทพแห่งนี้ช่างอัปลักษณ์ เหลือหลาย

//ช.ผาสุข(คนไทยแท้)คนนครศรี"เด็กเทพ"5555+++lol

q*073q*073q*073q*073q*073q*073q*073

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 มิ.ย. 11, 16:10 น โดย manjumbo » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #72 เมื่อ: 28 มิ.ย. 11, 16:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทั้งขยะมูลฝอย ในกรุงเทพ สกปรกโสโครก มานานตั้งแต่ที่ผมเข้ามาเป็น "เด็กเทพ" ปี2506 กทม.ขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สกปรกอยู่อย่างนั้นทั้งปีทั้งชาติ อีกประการ น้ำท่วมกรุงเทพ ทั้งปีทั้งชาติ ทำให้คนกรุงเทพเดือดร้อนไปทั่วนับนานหลายสิบปี

มีคนไทยคนหนึ่งเป็นนักพัฒนา แต่ดูออกจะเพี้ยนๆ เช่นกินอาหารมื้อเดียว อาบน้ำห้าขัน ถือศีลกินเจ มีความซื่อสัตย์สุจริต อย่างจริงจัง เขามาสมัครเป็นผู้ว่า กทม. ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย โพลต่างๆ หมอดูทุกสำนักฯควรเผาตำราทิ้ง ทายว่า ท่านผู้นี้ไม่ได้รับเลือกตั้ง เป็นผู้ว่า ในที่สุดคนๆนั้นได้เป็นผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร สามารถให้คนกวาดขยะสะอาดทั้งกรุงเทพ ประสบความสำเร็จ และสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพ ได้ในระดับหนึ่ง..นั่นคือ พลตรี จำลอง ศรีเมือง เป็นที่เลื่องลือจนถึงวันนี้

แต่ผมเสียใจอย่างมากๆ เมื่อผ่านถนนราชดำเนินทีไร รู้สึกเสียดายที่ว่า คณะสภาฯกทม.สมัย พลตรีจำลอง สั่งทุบตึก โรงหนังเฉลิมไทย ซึ่งเป็นหัวขบวนตึก (แบบสากล) ทิ้งไป แล้วมาสร้างอาคารต้อนรับผู้นำชาวต่างชาติซึ่งนานๆมาครั้ง กลายเป็นที่ พวกคนจรจัด และหมานอนไปฉิบ...กทม.ต้องจ้างยามมาเฝ้า 24 ชม เสียงบประมาณปีละจำนวนมาก โดยพลตรีจำลอง อ้างว่า ตึกนึกนี้ บังภูมิทัศน์ วัดราชนัดดาฯ ซึ่งจริงๆ บังเพียงด้านเดียว ครึ่งเดียว พลตรีจำลองเป็นคนต้นคิดทุบตึกนี้...ถ้าสร้างใหม่น่าจะนับร้อยล้านบาท เป็นอาคารสร้าง 100 กว่าปี สวยงามมาก เป็นตึกแบบมีสถาปัตยกรรม สมัยร.5....

พลตรีจำลองก็แปลก ตั้งใจทุบตึกราคาแพงนั้นทิ้งไป แต่ยังคงรักษาป้อมผุๆพังๆ ด้านหน้าเอาไว้ ซึ่งไม่มีประโยชน์อันใดทั้งสิ้น นำมาบูรณะหมดงบไปจำนวนมาก นี่คือความแปลกของ ท่านพลตรีจำลอง...

ถ้าเป็นผม สมมุติว่า ผมเป็นผู้ว่า มีแนวว่าจะเปิดภูมิทัศน์ วัดราชนัดดาจริงๆ ก็จะคงรักษา อาคารเฉลิมไทยนั้นไว้ ทุบคอนกรีตเฉพาะผนังเหลือแต่พื้นและโครงสร้าง ใช้กระจกทั้งหลัง ให้เอกชนขายโคมไฟฟ้า กลางคืนจะดูสวยงาม ที่สำคัญคือสามารถมองทะลุ ไปที่วัดราชนัดดาได้ หรือ กทม.ทำเป็นหอศิลป์ สวยงามระยับ...แต่พลตรีจำลองมีแนวคิดทุบอาคารทิ้ง ..ผมผ่านทีไร ใจหายทุกที..แล้วก็ ด่าโคตร.....

บางครั้งความดี ไม่ใช่คำตอบซะทีเดียว ถ้าดีด้วย เก่งด้วย มีศิลปะด้วย เป็นคน New Generation ด้วย นับว่ายอด..แต่ก็ช้าไปแล้วละต๋อย...ผมเศร้าจริงๆ เสียใจจริงๆ กับสิ่งที่กล่าวนี้ครับ

//ช.ผาสุข(คนไทยแท้) "เด็กเทพ"55555++lol

q*073q*073q*073q*073q*073q*073q*073

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #73 เมื่อ: 30 มิ.ย. 11, 07:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ถนนในกรุงเทพ-ธนบุรี ถูกขุดแล้วถม ถมแล้วขุดทั้งปีทั้งชาติไม่จบ

เมื่อสัก 7-8 ปีก่อนได้รู้จักกับ Mr.Webt ชาวอเมริกันลูกครึ่งผิวสี อายุ 61ปี กินบำนาญจากรัฐบาลสหรัฐฯ ไปนั่งดื่มกาแฟกินอาหารที่ แมคฯถนนรามฯ เขานั่งมองรถขุดถนนสายรรามคำแหง ด้วยความ สงสัย เขาบอกว่าเขามาประเทศไทยหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่เขายังหนุ่มๆ เกี่ยวข้องกับสงครามในภาคพื้นเอเชีย

เขาบอกผมว่าเขาไม่เข้าใจคนไทย ทำไมต้องขุดถนน อยู่บ่อยๆ ถ้าเป็นภาษาไทยก็ประมาณว่า ทำไมในเมืองไทยต้องขุดถนนแล้วถม..แถมแล้วขุดใหม่ อยู่อย่างนั้นตลอดทั้งชาติในถนนสายเดียวกันนั้น

เขาบอกว่า..เท่าที่เขาได้เห็นประเทศไทยมานานแล้ว ดูเหมือนว่า รัฐบาลทุกรัฐบาล วางแผนการพัฒนาเมืองหลวง และพัฒนาประเทศ มีการวางแผนล่วงหน้าไว้เพียง 5 ปี

ต่างกับคนอเมริกัน รัฐบาลสหรัฐ วางแผนพัฒนาถนนไว่ล่วงหน้าอย่างน้อย 50-100 ปี หมายความว่า ถนนทุกสาย สร้างขึ้นมาในระยะ 50 ปี ไม่ต้องขุดแล้วถม ถมแล้วขุดอีก เขาสร้างรองรับอนาคตไว้ครบ ทั้งความแข็งแรงของถนน ประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ และอื่นๆสร้างทีเดียว

และที่สำคัญ รัฐบาลสหรัฐ มีแผนหลัก และแผนสำรอง ทุกเรื่อง หรือ แผน 1 แผน 2 และอาจมีแผน 3

ผมบอกแล้วว่าผมเห็นกรุงเทพมาตั้งแต่ปี 2506 ถึงวันนี้ รวม 49 ปี มันขุดถนน ขุดฟุตบาท ขุดแล้วถม ถมแล้วขุด อยู่อย่างนั้นตลอดทั้งชาตินี้และชาติหน้า ขณะนี้มีการขุดในซอย สองซอย ที่คอนโดขนาดใหญ่ สีส้ม ไกล้สี่แยกลำสาลี ทั้งๆที่ซอยเพิ่งสร้างเสร็จมาไม่นาน ยังใหม่ๆอยู่..ดูมันทำ แสนจะรำคาญ ..ทุกพื้นที่ในกรุงเทพขุดแล้วถม ถมแล้วขุดอยู่อย่างนี้

ที่บางลำพูขุดฟุตบาทตลอดแนว ยังไม่เสร็จ

เดี๋ยวก็ประปาขุด แล้วถม อีกไม่นาน ไฟฟ้าขุด แล้วถม อีกไม่ นาน โทรศัพท์ ไปขุด แล้วถม แต่ละครั้ง นาน ร่วม 2-3 เดือน มันอะไรของมันนักหนา

ผมย้ายไปอยู่แถวบางกะปิ เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ที่สี่แยกลำสาลี ยาวไปถึงคลองตันผ่านหน้าราม ปีแรก ขุดทางซ้าย นานราม 3-4 เดือน อีกปี ขุดทางขวา จากลำสาลี ไปถึง คลองตัน นานราว 3-4 เดือน พอรุ่งอีกปี ขุดตรงกลาง จากลำสาลีถึงคลองตัน นาน 3-4 เดือน ทิ้งช่วงไปอีกปี ที่สี่แยกลำสาลี ทีนี้ ขุดทั้ง ซ้าย ขุดทั้งขวา ขุดตรงกลาง เพื่อสร้างสะพานลอยลำสาลี นานมาก น่าจะประมาณ5-6 เดือนมั้ง

อีกไม่นานสักปี หรือไงนี่แหละ มีแข่งกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ สร้างทางยกระดับ หน้าราม จาก รพ.รามฯถึงคลองตัน ถนนรามคำแหงถูกขุดอีก อันนี้ก็ ขุดทั้งซ้าย ขุดทั้งขวา ขุดตรงกลาง กว่าสร้างสะพานยกระดับเสร็จนานมากน่าจะ 6 เดือน

จราจรติดขัดวินาศสันตะโร นานหลายปี

กรุงเทพแห่งนี้มันแสนจะ อัปลักษณ์ เหลือเกิน

//ช.ผาสุข(คนไทยแท้)เด็กเทพ นาน49 ปี555+++lol

q*073q*073q*073q*073q*073 q

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #74 เมื่อ: 30 มิ.ย. 11, 15:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ถนนหลายสายในกรุงเทพ ถูกขุดซ้ำขุดซาก ปีนี้ขยายบออกไป 2 คืบ อีกไม่นาน กทม.ขุดอีกขยายไปอีก 1 ศอก เป็นอยู่อย่างนี้ทั้งปีทั้งชาติ ถนนหลายสาย ทำเป็นหลังเต่า ไม่นานยางรถยนต์จะสึกแบบ เอียงไปอีกข้าง ถนนส่วนมาก พื้นไม่เรียบ สูงๆต่ำๆ เวลานั่งรถยนต์นั่งคล้ายนั่งเรือ โยนไปโยนมา เหมือนมีคลื่น

ส่วนพื้นถนนที่ขยายถนนเลยแนวท่อน้ำออกไป ก็เป็นแอ่งลึกลงไป ขี่ยานยนต์อันตรายมาก บริษัทต่างชาติที่อยู่ในกรุงเทพ ส่วนใหญ่ ห้ามพนักงานที่เป็นชาวต่างชาติระดับผู้บริหาร ขับรถยนต์ในกรุงเทพ ยอมจ่ายเงินให้คนไทยขับ เพราะมันอันตราย

หัวเรื่องต่อไป เรื่องผู้หญิง บริการ

//ช.ผาสุข(คนไทยแท้)

q*073q*073q*073q*073q*073q*073q*073

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #75 เมื่อ: 1 ก.ค. 11, 08:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กรุงเทพซึ่งใครๆคิดว่าเป็นเมืองสวรรค์นั้นผิดครับ กรุงเทพเป็นเมืองนรกแน่นอน

หลังจากซึ่งผมบริหารธุรกิจของตัวเองผิดพลาด เกี่ยวกับ ดิสเคาท์เช็ค หมดเงินไป 32 ล้าน หมดตัวภายใน 22 เดือนนั้น หมดทุกสิ่งทุกอย่าง เหลืออยู่อย่างเดียวคือใจมันสู้ แม้จะคิดฆ่าตัวตายมาครั้งหนึ่ง

ผมย้ายไปอยู่หอพัก จะเรียกว่า อพาร์ทเม้นท์ เล็กๆ ก็ได้ ไกล้สี่แยกลำสาลี บางกะปิ ภายใน 1 ปีผมต้องย้าย 3 แห่ง เพราะทุกอพาร์ทเม้นท์ ทุกหอพัก มีผู้เช่าดื่มเหล้า ร้องเพลง เอะอะโวยวาย ผมขอร้องกับพวกมันดี ๆพวกมันจะอัดจะกระทืบผมซะอีก กลัวแฟนจะได้รับอันตราย ก็จำเป็นต้องย้าย หนี***็ปะ จรเข้ อยู่ร่ำไป

โชคดีได้ห้องบนดาดฟ้า ห้องหนึ่ง (เคยเล่าเรื่องอีกา)อยู่ห่างไกลเสียงพวกขี้เมา แต่มีภัยอย่างอื่น ขโมยงัดห้องมากถึง 7 ครั้ง และรู้ได้ทันทีว่า เป็นขโมยมี 7 ชุดไม่ซ้ำหน้า อย่างน้อยชุดละ 2 คน เพียงกีต้าร์โป่งเก่าๆ หายไปครั้งละตัว 2 ตัว

ที่รู้ว่าขโมย 7 ชุด เพราะในห้องไม่มีสมบุติอะไร มีเพียงทีวีขาวดำ กับเอกสารทางบริษัท และ เช็คลูกค้าเด้ง อีก 2 ลัง รอให้ทนายฟ้อง...ครั้งหนึ่งมันเอาทีวีออกไปไว้หน้าห้อง คงแบกไม่ไหว..ทีวีขาวดำ มันก็จะเอา..อ้ายโจรเวรตะไล...ผมขำก็ขำ แค้นก็แค้น

ถ้าเป็นโจรหน้าเก่ามันไม่งัดห้องแน่เพราะรู้เเล้วว่าไม่มีอะไร เพียง 12 เดือนมันงัดห้อง 7 ครั้ง ประตูพังแล้วพังอีก โชคดีที่ไม่เจออ้ายโจร เพราผมต้องสู้กับมันแน่ แต่เรามือเปล่า โจรทุกคนมันพกอาวุธ...เราเองอาจตาย..

นี่แหละครับ กรุงเทพอัปลักษณ์..น่าขยะแขยง

//ช.ผาสุข(คนไทยแท้)อยากเป็นเด็กเทพ อยากอยู่ในเมืองสวรรค์..ถุย

q*073q*073q*073q*073q*073q*073q*073



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
zole
เรทกระทู้
« ตอบ #76 เมื่อ: 1 ก.ค. 11, 21:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คนไทยจากทุกภาครวมทั้งคนกรุงเทพฯด้วยน่ะแหละ ที่ช่วยกันทำให้กรุงเทพฯอัปลักษณ์ สายไฟฟ้ายุ่งเหยิง ขยะเกลื่อนกลาด ทางเท้าขายของ แม่น้ำเน่าเหม็น
เอ้า มีอีกไหม ช่วยกันรุมสกรัมแผ่นดินเกิด และใช้ทำมาหากินให้เต็มที่

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2  ทั้งหมด

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม