หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: แผนช่วยเหลือประชาชน  (อ่าน 95 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 10:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

“การปฏิบัติภารกิจของทหารทุกครั้ง จะต้องมีการวางแผนล่วงหน้า ก่อนเสมอ” ..เพื่อป้องกันความตื่นตระหนก ความสับสนอลหม่านของพี่น้องประชาชนที่ต้องเผชิญกับวิกฤติจากอุทกภัยอย่างกระทันหัน กระทรวงกลาโหม โดย ศูนย์บรรเทาสาธารณะภัยกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ ได้จัดทำแผนการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย และดูแลป้องกันอาคารสถานที่สำคัญในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจของกองทัพเป็นไปอย่างมีเอกภาพและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยแบ่งการปฏิบัติเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้.- ขั้นตอนที่ 1 การป้องกันโดยใช้กำลังพลกว่า 50,000 นาย รถยนต์บรรทุก 1,000 คัน เรือกว่า 1,000 ลำ เร่งเข้าพื้นที่ประสบอุทกภัยที่เข้าถึงยาก ให้ความช่วยเหลือดูแลพี่น้องประชาชน รวมทั้งพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้ามาในพื้นที่ โดยประสานงานร่วมกับ กทม.และกระทรวงมหาดไทย ขั้นตอนที่ 2 การดำรงสภาพ หากน้ำเข้าพื้นที่ ก็จะต้องสามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้ และพยายามดำรงสภาพให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ตามสภาพการณ์ โดยจะมุ่งเน้นในเรื่อง ระบบประปา, ไฟฟ้า, การสัญจร และการติดต่อสื่อสาร ซึ่งกองทัพมีเจ้าหน้าที่ประสานงานกับ กทม. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในพื้นที่ ขั้นตอนที่ 3 อพยพประชาชน โดย กองบัญชาการกองทัพไทย ได้วางแผนเคลื่อนย้ายผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพ และปริมณฑลรองรับต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีพื้นที่จุดเสี่ยง ได้แก่ บริเวณแนวคันกั้นน้ำที่มีปริมาณน้ำมาก รวมทั้งพื้นที่ริมฝั่ง แม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ จ.ปทุมธานี - จ.สมุทรปราการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดความโกลาหลและความสับสน เมื่อเกิดเหตุ ทั้งนี้ ได้แบ่งการปฏิบัติออกเป็น 3 ขั้นตอนย่อย คือ ขั้นที่ 3.1 เตรียมการ (ดำเนินการตั้งแต่ปัจจุบัน) โดยในพื้นที่กทม.กำหนดให้ผู้อำนวยการเขต/หัวหน้าแขวงเป็นผู้รับผิดชอบและใน พื้นที่ปริมณฑลกำหนดให้หัวหน้าเขตหรือนายอำเภอ เป็นผู้รับผิดชอบ โดยดูแลในการวางระบบ การแจ้งเตือนการเคลื่อนย้ายผู้ประสบอุทกภัย รวมทั้งกำหนดจุดนัดพบขั้นต้น กองทัพประสานกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ เพื่อสนับสนุนกำลังพล ยานพาหนะ ยุทโธปกรณ์ พร้อมเครื่องมือจำเป็น นำผู้ประสบอุทกภัยเคลื่อนย้ายออกมาจากพื้นที่ประสบภัยไปยังตำบลรวบรวม จากนั้นกระทรวงคมนาคม จะรับผิดชอบนำผู้อพยพไปยัง ศูนย์พักพิงใน 9 จังหวัด ประกอบด้วย ประกอบด้วย จ.กาญจนบุรี, ราชบุรี, เพชรบุรี, สมุทรสาคร, ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, นครราชสีมา, นครนายก และสมุทรปราการ ที่รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมเอาไว้แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดูแลในเรื่องการจราจร รวมทั้งดูแลบ้านเรือนทรัพย์สินของผู้อพยพ ขั้นที่ 3.2 ปฏิบัติการ (ดำเนินการเมื่อได้รับการแจ้งเตือนให้เคลื่อนย้ายประชาชนออกจากพื้นที่) ดำเนินการเคลื่อนย้ายประชาชนจากพื้นที่ประสบภัย ไปยังพื้นที่รวบรวมผู้ประสบอุทกภัย คัดกรองผู้ประสบภัยที่ต้องการเดินทางไปพักอาศัย ในที่แห่งอื่นๆ รวมทั้งเคลื่อนย้ายผู้ประสบอุทกภัยที่สมัครใจไปยัง ศูนย์พักพิงที่กำหนดได้ ดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดในคู่มือการบริหารจัดการศูนย์พักพิง ซึ่งจัดทำโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ที่กำหนดให้มีสิ่งอุปโภคบริโภค และของใช้จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันให้ทั่วถึงและพอเพียง รวมทั้งจัดชุดปฏิบัติการจิตวิทยาดูแลสุขภาพจิตผู้ประสบอุทกเพื่อผ่อนคลาย ความตึงเครียด ขั้นที่ 3.3 การส่งกลับ (ดำเนินการเมื่อสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลคลี่คลาย) โดยจะดำเนินการเคลื่อนย้าย ผู้ประสบอุทกภัยกลับเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อดำเนินชีวิตตามปกติต่อไป ขั้นตอนที่ 4 การฟื้นฟู หากสถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ก็จะมีการขนย้ายประชาชนกลับเข้าที่ตั้งปกติ โดยมอบหมายให้กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นหน่วยงานหลัก ในการดำเนินการร่วมกับ กทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “ทหารของพระราชา จะปกปักรักษา ชีวาของประชาชน”

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 10:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผบ.ทบ.เผยในหลวงทรงห่วงใยเหตุน้ำท่วม รับสั่งทหารเร่งช่วยเหลือ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และคณะ เตรียมเดินทางไปศูนย์บรรเทาสาธารณภัย หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศที่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เพื่อฟังสรุปสถานการณ์ของพื้นที่
จากนั้นได้นั่งเรือมามอบถุงยังชีพให้ประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในชุมชนบางใหญ่ ที่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี และผู้ที่พักพิงอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวกว่า 500 คน ซึ่งระดับน้ำขณะนี้ สูงประมาณ 80 ซม. ประชาชนต้องใช้เรือในการสัญจรออกมารับสิ่งของช่วยเหลือ จากการสังเกตพบว่า 2 ข้างทางมีรถยนต์ของชาวบ้านจมอยู่ในน้ำหลายสิบคัน และบ้านเรือนตลอดทั้งชุมชนต้องจมอยู่ในน้ำที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ได้อพยพทางเรือไปที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว อาคารเฉลิมพระเกียรติ อย่างต่อเนื่อง แต่บางส่วนยังไม่ยอมอพยพ เนื่องจากเป็นห่วงทรัพย์สินและบ้านเรือน
ผบ.ทบ.กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงมีความเป็นห่วงประชาชนที่ประสบอุทกภัย แม้พระองค์ท่านจะไม่ค่อยแข็งแรงก็ตาม ทรงกำชับทหารให้ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่และทั่วถึง
ผู้บัญชาการทหารบกได้ให้กำลังใจว่า ขอให้อดทนและไม่ยอมแพ้ ซึ่งคนไม่เคยทิ้งกัน ขออย่าเครียด โดยกองทัพจะพยายามทำทุกวิถีทาง ดูแลช่วยเหลือประชาชน หากพื้นที่ใดไม่สามารถใช้รถอพยพคนได้แล้ว จะใช้เรือในการอพยพแทน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ใช้กำลังทหารร่วมกับกรุงเทพมหานครในการอพยพ แม้น้ำจะมีปริมาณมาก แต่คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ส่วนกรณีที่มีการเสนอให้ขุดเจาะถนน เพื่อช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมนั้น ผู้บัญชาการทหารบกกล่าวว่า ฝ่ายเทคนิคกำลังหารือกันอยู่ว่าเหมาะสมหรือไม่ ทหารเป็นผู้คอยให้การสนับสนุนเท่านั้น

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 10:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

“ในหลวง”ทรงห่วงใยพสกนิกร รับสั่งทหารดูแลผู้ประสบภัยเต็มที่
เมื่อเวลา 09.30 น.ที่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม พร้อมด้วยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และคณะนายทหารระดับสูง เดินทางด้วยรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ไปยังศูนย์บรรเทาสาธารณ์ภัยหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ (ศบภ.นปอ.)ส่วนหน้า ที่บางใหญ่พลาซ่า เพื่อตรวจเยี่ยมสถานการณ์น้ำท่วม และตรวจเยี่ยมส่วนราชการ รวมถึงรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำท่วมโดยรวมของจ.นนทบุรี โดยนายวิเชียร พุฒิวิญญู ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวบรรยายสรุปว่า หลังจากตั้งศปภ.ส่วนหน้า สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย โดยประชาชาชนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านต่างๆในพื้นที่ได้อพยพออกมาแล้ว แต่ยังมีบางส่วนที่ยังพักอยู่ เพราะเป็นห่วงทรัพย์สิน แต่จะกลายเป็นภาระให้เจ้าหน้าที่ที่มีขีดความจำกัดเรื่องคน รถ และเรือ ซึ่งเราพยายามประชาสัมพันธ์ให้เขาออกมา โดยขณะนี้สถานการณ์เริ่มแพร่ขยายเข้ามาที่อ.ไทรน้อย ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตร และหมู่บ้านจัดสรร โดยมีน้ำท่วมทั้งอำเภอ โดยศปภ.ส่วนหน้าที่อ.บางใหญ่ รับผิดชอบ 3 อำเภอ คือ บางใหญ่ บางกรวย และไทรน้อย รวมถึงพื้นที่ที่มีความต่อเนื่องกัน
พล.ต.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล รอง ผบ.นปอ.กล่าวว่า ทางนปอ.ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน โดยทำงานร่วมกับกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเราได้จัดรถยนต์ 8 คัน เรือ 8 ลำรับส่งประชาชนไปประกอบอาชีพ นอกจากนี้ยังจัดเรือลาดตระเวนตามตรอก ซอย ต่างๆ โดยเริ่มบริการตั้งแต่ช่วงเช้าจนกระทั่งคนหมด เพื่อขอร้องให้ประชาชนออกจากพื้นที่ ตอนแรกก็ไม่ยอม แต่เมื่อน้ำเริ่มสูงขึ้นจึงทยอยกันออกมา ซึ่งในจ.นนทบุรีมีศูนย์พักพิงอยู่ประมาณ 180 แห่ง นอกจจากนี้ยังมีชุดเคลื่อนที่เร็วเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่หากมีกรณีฉุกเฉิน เช่น การนำคนป่วยออกจกาพื้นที่
จากนั้นคณะของรมว.กลาโหมและผบ.ทบ.ได้เดินทาง โดยเรือไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว อาคารเฉลิมพระเกียรติที่อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ซึ่งมีผู้พักพิงอยู่ 1พันคน โดยพล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวกับผู้พักพิงว่า ตนได้รับทราบถึงความลำบากของประชาชน รู้สึกเห็นใจ และเป็นห่วง ซึ่งตนจะนำเรื่องต่างๆที่ได้รับทราบไปชี้แจงต่อศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย(ศปภ.) เพื่อแก้ปัญหาต่อไป ขอให้ทุกคนอดทน เพราะน้ำที่มาจากทางเหนือกำลังลงมา ดังนั้นต้องทำใจว่า เราต้องอยู่และแก้ปัญหากันต่อไป และอาจจะอยู่แบบนี้อีกเดือนกว่า จึงอยากให้กำลังใจกับประชาชนทุกคน หากมีเรื่องไหนที่กระทรวงกลาโหม และกองทัพจะช่วยเหลือได้ให้บอกผ่านทางผู้ว่าฯ และตนจะสั่งผบ.ทบ.อีกครั้ง เพื่อให้กำชับกำลังพลให้เข้ามาช่วยเหลือ
ด้านพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เบื้องต้นเราต้องรับทราบข้อเท็จจริงว่ าสถานการณ์เป็นอย่างไรจะได้รับมือถูก ซึ่งประชาชนทราบว่า น้ำส่วนที่สองกำลังจะลงมาเพิ่มเติม เราจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม และไม่ต้องเป็นห่วง เพราะคนไทยไม่เคยทิ้งกัน และไม่เคยยอมแพ้ เราต้องต่อสู้กับภัยที่เข้ามาให้ได้ และในวันข้างหน้าเราก็จะเข้มแข็ง อย่าเครียด กองทัพบกจะพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และจะทำให้ดีที่สุด เราไม่เคยปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่สิ่งสำคัญทหารไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ทุกบ้าน ดังนั้นประชาชนต้องหาวิธีการว่า จะทำอย่างไรที่จะรวมกลุ่มเป็นจุดเดียวแล้วให้ทหารเข้าไปช่วยเหลือแจกจ่ายสิ่งของ ตนรู้สึกเห็นใจประชาชน เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ความผิดใคร เพียงแต่น้ำมีมาก ปีหน้าเราต้องไปแก้กันใหม่ กระทรวงกลาโหม และกองทัพทุ่มเทศักยภาพต่างๆเต็มที่เพื่อช่วยเหลือประชาชน ขอให้เชื่อมั่นทหารจะไม่ทิ้งประชาชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงห่วงใยพวกเราทุกคน ท่านบอกให้ทหารดูแลประชาชนอย่างเต็มที่และมากที่สุด ถึงแม้ว่าท่านจะทรงไม่แข็งแรงก็ตาม แต่ท่านทรงดีขึ้นเรื่อยๆ
จากนั้นพล.อ.ยุทธศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากที่เราได้บินสำรวจพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมทราบว่า อ.บางใหญ่น้ำท่วมมาก ซึ่งการลงพื้นที่เพื่อรับทราบระดับน้ำ ความลึก และความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงการช่วยเหลือการอพยพ และปัญหาต่างๆ เพื่อนำเรียนให้นายกฯทราบ ตนอยากให้ประชาชนทำใจ และรับสภาพ ซึ่งคงต้องอยู่อย่างนี้ต่อไปอีก 2 เดือน เพราะน้ำมาก รวมถึงน้ำที่จะมาเพิ่มเติมอีก เราต้องเตรียมการแก้ปัญหากันต่อไป ส่วนปัญหาของประชาชนที่ไม่ยอมออกจากพื้นที่ เพราะยังเป็นห่วงบ้านและทรัพย์สิน ซึ่งถือเป็นภาระหนึ่ง เพราะทหารต้องนำเรือไปส่งเสบียง แต่ตอนนี้เขาค่อยๆทยอยออกมาแล้ว เพราะน้ำขึ้นทุกวัน วันละประมาณ 5-10 ซม. และยังจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนคลองมหาสวัสดิ์ กับคลองทวีวัฒนา สถานการณ์คงจะเหมือนกับ อ.บางใหญ่ ทั้งนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะเคลื่อนย้ายประชาชนทั้งหมดไปอยู่ต่างจังหวัด เพราะยังมีเรือคอยช่วยเหลือประชาชนในศูนย์พักพิงจุดต่างๆได้ แต่หากศุนย์พักพิงจุดไหนท่วมก็ต้องย้าย ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในกทม.ต้องประเมินวันต่อวัน ซึ่งน้ำยังไม่ท่วมทุกพื้นทื่ บางส่วนเรายังเอาอยู่ และพยายามรักษาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กำลังทหารเพียงพอที่จะเข้าไปช่วยเหลือประชาชน หากน้ำท่วมเพิ่มขึ้นอีก เราต้องทำให้เพียงพอ ซึ่งรมว.กลาโหมก็ห่วงเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามเรามีแผนการใช้กำลัง เคลื่อนย้าย ปัจจุบันเราใช้กำลังจากกองทัพภาคที่ 1 และนำกำลังจากกองทัพภาค 2และ 3มาช่วยด้วยประมาณ 5 หมื่นคน และจะสั่งเพิ่มอีก 10 กว่ากองร้อยเพื่อใช้เป็นกองหนุนในการแก้ปัญหา ไม่ต้องห่วงว่า กำลังทหารจะพอหรือไม่พอ เราจะทำให้ดีที่สุด ส่วนกรณีที่นักวิชาการเสนอให้มีการเจาะถนน 5 สายเพื่อระบายน้ำออกนั้น ทางเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกำลังหารือกันอยู่ว่า เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร จะคุ้มค่าหรือไม่ ต้องปล่อยนให้เป็นเรื่องของฝ่ายเทคนิค ส่วนทหารเป็นฝ่ายปฏิบัติคงตอบไม่ได้ ส่วนการเตรียมแผนป้องกัน 4 ขั้นตอนนั้น ส่วนขั้นตอนที่ 1 เรื่องการป้องกัน ขณะนี้เรายังสามารถดำเนินการได้ เช่น คลองรังสิต คลองหกวา ยังกั้นอยู่ทั้งหมด แต่พื้นที่ที่น้ำทะลุเข้ามาได้ เพราะน้ำอ้อมเข้ามา แต่ถ้าพื้นที่ไหนท่วมไปแล้วจะดำเนินการขั้นที่ 2 คือช่วยเหลือ อพยพ ส่วนพื้นที่ไหนแห้งแล้ว จะเข้าสุ่ขั้นการฟื้นฟู เช่น จ.นครสวรรค์ ที่เริ่มแห้งแล้ว ซึ่งเราจะดูแลพื้นที่กทม.ทั้ง 50 เขต แต่เขตที่มีความรุนแรงต้องดูแลมากหน่อย ส่วนเขตไหนไม่รุนแรงต้องดุแลตัวเอง เพราะทหารมีน้อย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ต.ค.54 ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก (ศบภ.ทบ.) ได้จัดกำลังพลจำนวน 50,010นาย พร้อมรถยนต์บรรทุก 1,178 คัน รถโกยตัก 18 คัน รถพ่วงชานต่ำ12คัน บรองโก้2คัน เรือทุ่น 3 ลำ รถครัวสนาม 5 คัน รถน้ำ 20 คัน เรือตรวจการณ์พลังลม 2 ลำ เรือยนต์บรรทุกขนาด 90 ฟุต (ผลักดันน้ำ)10 ลำ และเรือท้องแบน 2,510 ลำ เรืออลูมิเนียมโลหะผสมติดเครื่องยนต์ขนาด 55 แรงม้า 11 ลำ ชุดประปาสนาม 6ชุด ชุดแพทย์เคลื่อนที่ 8 ชุด ชุดฟื้นฟูสภาพจิตใจ 8 ชุด อากาศยาน 3 ลำ (6เที่ยวบิน) เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 10:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กองทัพบก ชี้แจงประชาชน
กองทัพบกยังคงกำลังทหาร ๘๐๐ นาย พร้อมยุทโธกรณ์เร่งทำความสะอาดหลังน้ำลดที่ จ.น่าน ส่วนที่ จ.สุโขทัย ต้องเสริมความแข็งแรงให้ทำนบกั้นน้ำป้องกันตลิ่งพัง โดยเฉพาะที่ต.ปากแคว อ.เมือง สถานการณ์น้ำท่วม จ.น่าน ได้คลี่คลายลงเกือบเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะนี้กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ ๓ ได้ระดมกำลังทหาร ๘๐๐ นาย จากจังหวัดทหารบกน่าน, กรมทหารพรานที่ ๓๒,
กองพันทหารม้าที่ ๑๐, กองพันทหารม้าที่ ๑๕ และ รถยนต์บรรทุก๕๑ คัน รถน้ำ ๓ คัน เรือ ๖ ลำ พร้อมอุปกรณ์ทำความสะอาด เข้าฟื้นฟูบ้านเรือนและสาธารณะสมบัติใน อ.เมือง, อ.ท่าวังผา, อ.ภูเพียง, อ.เวียงสา และ อ.ปัว โดยงานส่วนใหญ่เป็นการทำความสะอาดฉีดล้างโคลน เก็บเศษซากวัสดุ เศษขยะ เปิดเส้นทางสัญจรในชุมชน ช่วยประชาชนขนย้ายสิ่งของกลับเข้าบ้านเรือน ควบคู่ไปกับการแจกจ่ายอาหาร น้ำ และถุงยังชีพ นอกจากนี้เพื่อให้ประชาชนมีน้ำ ดื่มที่สะอาด กองทัพบกได้เร่งกระจายน้ำดื่ม ๑๕๐,๐๐๐ ขวด แจกจ่ายให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันชุดประปาสนาม ๓ ชุด ยังคงผลิตน้ำสะอาดให้บริการประชาชน ส่วนรถครัวสนามเคลื่อนที่ยังคงประกอบอาหารสดเลี้ยงประชาชน ๓ มื้อ ๑,๕๐๐ กล่องต่อวัน ที่ อ. เวียงสา เช่นกัน
ส่วนที่ จ.สุโขทัย น้ำจากแม่น้ำยมไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร และพื้นที่การเกษตรที่ ต.ปากแคว อ.เมือง และกำลังขยายวงกว้างมากขึ้นทำให้แนวกั้นน้ำทรุดตัวและพังลง กองทัพบกโดยจังหวัดทหารบกพิษณุโลกส่งทหารพร้อมเครื่องมือช่างเข้าเสริมความแข็งแรงของแนวกั้นน้ำเป็นการด่วน โดยใช้กำลังทหารตอกเสาเข็มพร้อมวางกระสอบทรายป้องกันตลิ่งพังเพิ่มเติม โดยเฉพาะที่ บ.ปากแคว หมู่ที่ ๑, ๖ และ ๗
สำหรับการช่วยฟื้นฟูหลังน้ำลด กองทัพบกได้ร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่ พร้อมกันนี้ยังได้นำนักเรียนจากโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองร่วมทำความสะอาดและช่วยเหลือประชาชน และจะเร่งช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติและประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ดังเดิม
อย่างไรก็ตามจากการประกาศแจ้งเตือนภัยว่าอาจจะมีน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก ได้กำชับไปยังหน่วยทหารในพื้นที่เสี่ยงภัยดังกล่าว ให้ติดตามสถานการณ์ แจ้งเตือนประชาชน ขนย้ายสิ่งของสัตว์เลี้ยงไปยังพื้นที่ปลอดภัยไว้ก่อน ขณะเดียวกันได้เตรียมเครื่องมือบรรเทาสาธารณภัยและเครื่องมือช่างต่างๆ พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนตลอด ๒๔ ชั่วโมง (๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔)
ที่มา: http://www.adrcrta.com/armydetail.html

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 10:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กองทัพบก ชี้แจงประชาชน
กองทัพบกยังคงกำลังทหาร ๘๐๐ นาย พร้อมยุทโธกรณ์เร่งทำความสะอาดหลังน้ำลดที่ จ.น่าน ส่วนที่ จ.สุโขทัย ต้องเสริมความแข็งแรงให้ทำนบกั้นน้ำป้องกันตลิ่งพัง โดยเฉพาะที่ต.ปากแคว อ.เมือง สถานการณ์น้ำท่วม จ.น่าน ได้คลี่คลายลงเกือบเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะนี้กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ ๓ ได้ระดมกำลังทหาร ๘๐๐ นาย จากจังหวัดทหารบกน่าน, กรมทหารพรานที่ ๓๒,
กองพันทหารม้าที่ ๑๐, กองพันทหารม้าที่ ๑๕ และ รถยนต์บรรทุก๕๑ คัน รถน้ำ ๓ คัน เรือ ๖ ลำ พร้อมอุปกรณ์ทำความสะอาด เข้าฟื้นฟูบ้านเรือนและสาธารณะสมบัติใน อ.เมือง, อ.ท่าวังผา, อ.ภูเพียง, อ.เวียงสา และ อ.ปัว โดยงานส่วนใหญ่เป็นการทำความสะอาดฉีดล้างโคลน เก็บเศษซากวัสดุ เศษขยะ เปิดเส้นทางสัญจรในชุมชน ช่วยประชาชนขนย้ายสิ่งของกลับเข้าบ้านเรือน ควบคู่ไปกับการแจกจ่ายอาหาร น้ำ และถุงยังชีพ นอกจากนี้เพื่อให้ประชาชนมีน้ำ ดื่มที่สะอาด กองทัพบกได้เร่งกระจายน้ำดื่ม ๑๕๐,๐๐๐ ขวด แจกจ่ายให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันชุดประปาสนาม ๓ ชุด ยังคงผลิตน้ำสะอาดให้บริการประชาชน ส่วนรถครัวสนามเคลื่อนที่ยังคงประกอบอาหารสดเลี้ยงประชาชน ๓ มื้อ ๑,๕๐๐ กล่องต่อวัน ที่ อ. เวียงสา เช่นกัน
ส่วนที่ จ.สุโขทัย น้ำจากแม่น้ำยมไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร และพื้นที่การเกษตรที่ ต.ปากแคว อ.เมือง และกำลังขยายวงกว้างมากขึ้นทำให้แนวกั้นน้ำทรุดตัวและพังลง กองทัพบกโดยจังหวัดทหารบกพิษณุโลกส่งทหารพร้อมเครื่องมือช่างเข้าเสริมความแข็งแรงของแนวกั้นน้ำเป็นการด่วน โดยใช้กำลังทหารตอกเสาเข็มพร้อมวางกระสอบทรายป้องกันตลิ่งพังเพิ่มเติม โดยเฉพาะที่ บ.ปากแคว หมู่ที่ ๑, ๖ และ ๗
สำหรับการช่วยฟื้นฟูหลังน้ำลด กองทัพบกได้ร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่ พร้อมกันนี้ยังได้นำนักเรียนจากโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองร่วมทำความสะอาดและช่วยเหลือประชาชน และจะเร่งช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติและประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ดังเดิม
อย่างไรก็ตามจากการประกาศแจ้งเตือนภัยว่าอาจจะมีน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก ได้กำชับไปยังหน่วยทหารในพื้นที่เสี่ยงภัยดังกล่าว ให้ติดตามสถานการณ์ แจ้งเตือนประชาชน ขนย้ายสิ่งของสัตว์เลี้ยงไปยังพื้นที่ปลอดภัยไว้ก่อน ขณะเดียวกันได้เตรียมเครื่องมือบรรเทาสาธารณภัยและเครื่องมือช่างต่างๆ พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนตลอด ๒๔ ชั่วโมง (๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔)
ที่มา: http://www.adrcrta.com/armydetail.html

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 10:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สรุปสถานการณ์ภัยพิบัติปี 2554
นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า อิทธิพลจากพายุดีเปรสชั่นไหหม่า ทำให้มีฝนตกหนัก บริเวณภาคเหนือของประเทศไทย ส่งผลให้เกิดสถานการณ์อุทกภัยรวม 6 จังหวัด ได้แก่ แพร่ เชียงราย ตาก น่าน พะเยา และสุโขทัย รวม 46 อำเภอ 270 ตำบล 1,918 หมู่บ้าน 105,703 ครัวเรือน 411,573 คน บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 82 หลัง พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย 159,598 ไร่ ถนน 376 สาย ท่อระบายน้ำ 161 แห่ง ฝาย/ทำนบ 222 แห่ง สะพาน/คอสะพาน 68 แห่ง บ่อปลา/บ่อกุ้ง 417 บ่อ ปศุสัตว์ 3,917 ตัว ผู้เสียชีวิต 3 ราย (จังหวัดตาก อำเภอแม่สอด 1 ราย จังหวัดน่าน อำเภอเวียงสา 1 ราย อำเภอปัว 1 ราย ) ขณะนี้ สถานการณ์อุทกภัยคลี่คลายแล้วอยู่ในระหว่างการฟื้นฟู
นอกจากนี้ ได้เกิดน้ำป่าจากเทือกเขาภูพานไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรบ้านดอนยางใต้ ตำบลเหลาปอแดงอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ขณะนี้ อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย ในเบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บและชีวิต ทั้งนี้ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดที่ประสบภัยได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้นและเร่งสำรวจความเสียหายแล้ว ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยและดินถล่ม สามารถติดต่อ ขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง
พร้อมกันนี้ได้กล่าวว่า เกิดแผ่นดินทรุดตัวและมีรอยแยกเป็นแนวกว้าง บริเวณภูเขา ในพื้นที่ตำบลสกาด อำเภอปัว จังหวัดน่าน ทำให้บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหายกว่า 60 หลัง สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เข้าสำรวจความเสียหายและรื้อถอนบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จำนวน 4 หลัง พร้อมอพยพราษฎร กว่า 200 คน ไปอาศัยยังศูนย์พักพิงชั่วคราว รวมทั้งประสานกรมทรัพยากรธรณี จัดเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบหาสาเหตุของแผ่นดินทรุดแล้ว
ที่มา: http://www.adrcrta.com/aticle3.html

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 10:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คอนเสิร์ตซิมโฟนีออร์เคสตร้า กองทัพบก ฟรี 29-30 สค 54
คอนเสิร์ตซิมโฟนีออร์เคสตร้า กองทัพบก ฟรี 29-30 สค 54 เวลา 20.00 น.
ณ.หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
๑๔ ถ.เทียมร่วมมิตร แขวงดินแดง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 022977582 และ 022970580

กองทัพบกจัด "คอนเสิร์ตซิมโฟนีออร์เคสตร้า" เทิดพระเกียรติ ถวายในหลวง
เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษาของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 ทางกองทัพบกได้จัดการแสดงดนตรี เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ พร้อมกับรณรงค์เสริมสร้างความรัก ความสามัคคีให้ประชาชนมีความสำนึกในความเป็นไทย โดยใช้บทเพลงเป็นสื่อใน "คอนเสิร์ต รักเมืองไทย...กองทัพบกเพื่อประชาชน" โดยเป็นการจัดแสดงดนตรีในรูปแบบวงซิมโฟนีออร์เคสตร้า จากกองดุริยางค์ทหารบก ตามสถานที่สาธารณะ อาทิ สวนสาธารณะ หรือลานอเนกประสงค์ของห้างสรรพสินค้า ในเขต กทม. และปริมณฑล
โดยจะจัดแสดงตลอดปี 2554 มีกำหนด 2 เดือนต่อครั้ง หมุนเวียนไปตามสถานที่ต่าง ๆ ตามความเหมาะสม และจัดแสดงในช่วงวันหยุดประจำปี หรือในเทศกาลสำคัญ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันขึ้นปีใหม่, วันสงกรานต์ เป็นต้น สำหรับบทเพลงที่ใช้ในการแสดงประกอบด้วย บทเพลงพระราชนิพนธ์, บทเพลงที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ทั้งเพลงไทยสากล สตริง ลูกทุ่งที่มีความหมายเสริมสร้างความรักชาติ ความสามัคคี
ที่มา http://www.pantip.com/cafe/chalermkrung/topic/C10953048/C10953048.html

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 10:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จทบ.ส่งรถสะเทินน้ำสะเทินบกปักหลักช่วยเหยื่อน้ำท่วมพิจิตร
พิจิตร - ทหารกองทัพบก จังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์นำกำลังพล พร้อมทั้งยานพาหนะรถสะเทินน้ำสะเทินบกลงพื้นที่ 2 อำเภอ เร่งช่วยเหลือประชาชนที่ถูกน้ำท่วมสูงติดเกาะให้อพยพมาอยู่ในที่ปลอดภัยพร้อมตั้งฐานที่มั่นดูแลต่อเนื่อง
วันนี้ (25 ส.ค.) พล.ต.พันธ์ศักดิ์ จันทร์ด้ง ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า กองทัพบกใส่ใจในการดูแลช่วยเหลือราษฎรที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งหลังจากทราบข่าวว่าจังหวัดพิจิตรได้เกิดน้ำท่วมทั้งลุ่มแม่น้ำน่าน แม่น้ำยม ส่งผลให้น้ำเอ่อท่วมบ้านเรือนประชาชนเป็นจำนวนมาก และสถานการณ์ยังวิกฤต
ชาวบ้านบางลาย-บ้านหนองในดง ตำบลบางลาย อำเภอบึงนาราง รวมถึงบริเวณชุมชนเทศบาลเมืองบางมูลนาก อำเภอบางมูลนาก ถูกน้ำท่วมสูง มีสภาพเหมือนถูกติดเกาะจึงทำให้ไม่สามารถสัญจรไปมาได้
ทางจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์จึงได้ระดมกำลังพล 80 นาย พร้อมด้วยยานพาหนะ (รถยีเอ็มซี) ขนาด 6 ตันจำนวน 2 คันและรถยนต์สะเทินน้ำสะเทินบก 2 คัน ออกช่วยเหลื่อเคลื่อนย้ายประชาชน รวมทั้งให้บริการรับส่งประชาชนที่เดือดร้อนจากน้ำท่วมถนนเข้าออกหมู่บ้านในจุดที่รถยนต์ธรรมดาเข้าออกสัญจรไปมาไม่ได้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และจะนำกำลังพลและยานพาหนะ รวมทั้งเรือท้องแบน สมทบท้องถิ่นเร่งให้การช่วยเหลือประชาชนต่อไปอีกจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
ล่าสุด สถานการณ์น้ำท่วมทั้งแม่น้ำน่าน และแม่น้ำยม ยังคงท่วมสูงและแผ่ขยายวงกว้างออกไปหลายพื้นที่ เหตุเนื่องมาจากการปล่อยน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อย จ.พิษณุโลก ที่พร่องน้ำจากเขื่อนเมื่อ 3 วันที่ผ่านมา แต่น้ำเพิ่งเดินทางมาถึงเขตพื้นที่จังหวัดพิจิตรประกอบกับน้ำจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ทางด้านอำเภอวังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ ก็ไหลมาสมทบ จึงส่งผลให้เกิดน้ำท่วมสูงเป็นทวีคูณ

ที่มา http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9540000107021

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 10:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กปร.ร่วมกองทัพบกขยายผลศูนย์พัฒนาภูพานสู่ชาวบ้านเขตทัพภาค 2
สกลนคร- กปร.ร่วมมือกับกองทัพบกขยายผลสำเร็จของศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สู่ราษฎรในเขตกองทัพภาคที่ 2
ที่ศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ห้วยยาง อ.เมือง สกลนคร สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ร่วมกับ กองทัพภาคที่ 2 จัดโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กปร.กับ กองทัพภาคที่ 2 ในการขยายผลสำเร็จของศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สู่ราษฎรในเขตกองทัพภาคที่ 2 โดยนายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ รองเลขาธิการ กปร.เป็นประธานพิธี พร้อมด้วย นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และ พลโทจิระศักดิ์ ชมประสพ แม่ทัพน้อย กองทัพภาคที่ 2 มี นายชนะชัย วัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์ กล่าวรายงาน
ศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็น 1 ใน 6 ศูนย์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต สำหรับการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัยงานที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำผลสำเร็จมาแสดงสาธิตให้เห็นจริง พร้อมทั้งขยายผลสำเร็จนั้นๆ ไปสู่ราษฎร ซึ่งในขณะนี้มีผลสำเร็จที่โดดเด่นและเหมาะสม ให้ราษฎรไปปรับใช้ในชีวิตได้จริง 19 ผลงาน
เช่น การเลี้ยงโคเนื้อทาจิมะภูพาน ไก่ดำภูพาน สุกรพันธุ์ภูพาน การปลูกข้าว ลิ้นจี่ ยางพารา การเพาะเห็ดเศรษฐกิจ เป็นต้น ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมขยายผลสำเร็จดังกล่าวไปสู่ราษฎรในวงกว้างให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้มอบหมายให้หน่วยที่ขึ้นตรงในพื้นที่ 20 จังหวัด นำราษฎรที่เป็นผู้นำในการพัฒนาเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ จำนวน 1,214 คน และเพื่อราษฎรเห็นของจริง

หลังจากนั้น ราษฎรจะเลือกกิจกรรม, ผลงานที่ที่ตนเองสนใจ และเข้าหลักสูตรอบรม พร้อมทั้งลงมือปฏิบัติในกิจกรรม และผลงานนั้นๆ เพื่อจะได้นำผลสำเร็จไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเอง เพื่อยกระดับการพัฒนา และเกิดให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกร หากเกษตรกรได้รับผลสำเร็จก็จะได้ขยายไปยังเกษตรกรรายอื่นๆ ในหมู่บ้านของตนเอง ต่อไป
และในโอกาสนี้ รองเลขาธิการ กปร.ผู้ว่าราชการจังหวัด และแม่ทัพน้อย รับธงจากตัวแทนของราษฎรที่เข้าอบรม พร้อมกับเยี่ยมชมนิทรรศการพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ศูนย์จัดแสดงขึ้นครั้งนี้อีกด้วย
ที่มา http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9540000106085

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 10:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โครงการในพระราชดำริในความรับผิดชอบของกองพลพัฒนาที่ ๑
กองพลพัฒนาที่ ๑ เป็นหน่วยงานพัฒนาของกองทัพบก ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบงานพัฒนาประเทศโดยเฉพาะ ปัจจุบันได้รับมอบภารกิจ ให้รับผิดชอบงานที่สำคัญ ๓ ประการ คือ งานพัฒนาตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานด้านการก่อสร้างเพื่อสนับสนุนงานพัฒนาด้านต่าง ๆ และสุดท้ายคืองานด้านการช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนที่ประสบสาธารณภัย ต่าง ๆ
สำหรับงานพัฒนาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดและถือว่าเป็นงานที่กองพลพัฒนาที่ ๑ มีความภาคภูมิใจมากที่สุด นั่นก็คือ งานพัฒนาตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งกองพลพัฒนาที่ ๑ ได้รับมอบหมายจาก กองทัพภาคที่ ๑ ให้จัดกำลังพลและยุทโธปกรณ์ เข้าปฏิบัติงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่ของจังหวัดราชบุรี และ จังหวัดเพชรบุรี รวม ๔ โครงการ โดยมีภารกิจหลัก คือ เป็นหน่วยประสานการปฏิบัติงานของแต่ละส่วนราชการ/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้งานแต่ละโครงการ ดำเนินงานไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ
สำหรับโครงการที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ๒ โครงการ ประกอบด้วย โครงการสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ สิริกิติ์ และ โครงการอุทยานธรรมชาติวิทยาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อำเภอสวนผึ้ง ส่วนในพื้นที่ของจังหวัดเพชรบุรี ๒ โครงการ ได้แก่ โครงการตามพระราชประสงค์ดอนขุนห้วย และ โครงการพัฒนาห้วยแม่เพรียงตามพระราชดำริ
ที่มา: http://www.rta.mi.th/21600u/DATA/praratchadamri.htm

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 10:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กองทัพบกกับการฝึกอบรมเยาวชน
กองทัพบก ก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาเยาวชนของชาติ จึงมีนโยบายสั่งการ ฯ ให้มีการจัดกิจกรรมขึ้นมากมาย เช่น โครงการค่ายสีขาว, โครงการฝึกอบรมค่ายกีฬากองทัพบกเพื่อเยาวชน เป็นต้น ในส่วยนของ กองพันพัฒนาที่ ๑ ก็ได้ปฏิบัติการตอบสนองนโยบายของหน่วยเหนือมาตลอดอย่างได้ผลเสมอมา นอกเหนือจาก การปฏิบัติภารกิจ ตามนโยบายหน่วยเหนือ ฯ เพื่อพัฒนาเยาวชนแล้ว กองพลพัฒนาที่ ๑ ยังได้มอบให้ กองพันพัฒนาที่ ๑ จัดการฝึกอบรมกิจกรรมเข้าค่ายพักแรมลูกเสือและเนตรนารี โดยใช้สถานที่บริเวณ กองพันพัฒนาที่ ๑ ค่ายศรีสุริยวงศ์ ตำบลดอนตะโก อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนมีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รู้จักความสามัคคีในการทำงานเป็นหมู่คณะ รู้จักเสียสละ มีระเบียบวินัย รู้จักการให้อภัย รวมทั้งปลูกจิตสำนึกให้รักและหวงแหนทรัพยากรป่าไม้และรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ตลอดจนมีความเข้าใจในปัญหาของยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญต่อการพัฒนาเยาวชนของชาติในปัจจุบัน
ที่มา http://www.rta.mi.th/21600u/DATA/yaowachon.htm

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 11:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กิจกรรมฝึกเยาวชนของกองพลพัฒนาที่ ๑
กองพลพัฒนาที่ ๑ โดย กองพันพัฒนาที่ ๑ จึงได้เริ่มเปิดการฝึกอบรมกิจกรรมเข้าค่ายพักแรม ฯ ตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ.๒๕๔๓ เป็นต้นมา โดยมีสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในจังหวัดราชบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ตลอดจน กรุงเทพมหานคร ได้ให้ความไว้วางใจต่อหน่วย ในการดำเนินการฝึกอบรม โดยได้กำหนดกิจกรรมและดำเนินการฝึกดังนี้ คือ การทดสอบกำลังใจ (ฐานรอบเขาดินสอ ๑๐ ฐาน) การฝึกท่าเบื้องต้นมือเปล่าและแถวชิด การใช้แผนที่เข็มทิศ การสังเกตและจดจำ การกะระยะ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การดำรงชีพในป่า การอบรมเรื่องยาเสพติดให้โทษ กิจกรรมรอบกองไฟ และการฝึกเดินทางไกล ซึ่งกองพันพัฒนาที่ ๑ ได้จัดบุคลากรกำลังพลนายทหารและนายสิบ ที่มีความรู้และความสามารถตลอดจนประสบการณ์ เป็นชุดครูฝึกและครูปกครองร่วมกับคณะครู อาจารย์ ของสถาบันการศึกษานั้น ๆ ดำเนินการฝึกอบรมดูแลเยาวชนผู้รับการฝึกอย่างใกล้ชิด
การดำเนินการพัฒนาเยาวชนของ กองพันพัฒนาที่ ๑ โดยการฝึกอบรมกิจกรรมเข้าค่ายพักแรมลูกเสือและเนตรนารี ที่ผ่านมานั้น ผลการฝึกอบรมถือได้ว่าประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนตัวเยาวชนผู้เข้ารับการฝึกอบรมต่างก็พอใจ โดยได้รับคำชมเชยจากหัวหน้าสถานศึกษา คณะครู อาจารย์ ตลอดจนเยาวชนผู้เข้ารับการฝึกเป็นอย่างมาก กองพันพัฒนาที่ ๑ รู้สึกมีความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของ กองทัพบกในการพัฒนาเยาวชนของชาติ ให้มีความรู้และความสามารถ ปลูกจิตสำนึกให้มีความรักและหวงแหนชาติ มีความสามัคคี รู้จักหน้าที่ มีพลานามัยและห่างไกลยาเสพติด ซึ่งเยาวชนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมืองในอนาคต โดย กองพันพัฒนาที่ ๑ ยินดีและพร้อมเสมอที่จะสนับสนุนการพัฒนาเยาวชนไทยต่อไปอย่างเต็มขีดความสามารถ.....
ที่มา http://www.rta.mi.th/21600u/DATA/yaowachon.htm

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 11:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โครงการโรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง
ด้วยปัจจุบัน กรมราชทัณฑ์ ได้ประสบปัญหาเกี่ยวกับ จำนวนผู้ต้องขังภายในเรียนจำมีอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากสถานที่สำหรับควบคุมตัวมีอยู่อย่างจำกัด ไม่เพียงพอ ต่อการรองรับผู้ที่กระทำความผิด ซึ่งนับวันจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดภาวะผู้ต้องขังล้นเรือนจำหรือทัณฑสถาน ซึ่งเกินขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่เรือนจำที่ควบคุมดูแล และแก้ไขผู้กระทำความผิดได้ไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร และเป็นภาระของกรมราชทัณฑ์และรัฐบาลในการที่จะต้องจัดสรรงบประมาณเป็นจำนวนมาก สำหรับดูแลบุคคลเหล่านี้ ประกอบกับรัฐบาลมีงบประมาณจำกัดในการที่จะสร้างเรือนจำเพิ่มเติมเพื่อรองรับปริมาณของนักโทษ จากสภาวะดังกล่าว ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จึงได้มีแนวความคิดที่ต้องการจะ"เปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง" โดยเห็นว่าควรจะนำพื้นที่ ของทหารที่มิได้ใช้ประโยชน์ มาดำเนินการควบคุมนักโทษในคดีที่ไม่ร้ายแรง แทนการสร้างเรือนจำพร้อมทั้งมอบหมายให้กองทัพ เป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมและดำเนินการฝึกวิชาชีพทางด้านเกษตร หรือวิชาชีพอื่นๆ เพื่อหารายได้สำหรับเป็นสวัสดิการแก่ตัวนักโทษเอง พร้อมทั้งสามารถที่นำความรู้ในระหว่างการควบคุมตัวไปประกอบอาชีพได้ภายหลังจากการพ้นโทษแล้ว เพื่อตอบสนองตามแนวนโยบายดังกล่าว กองทัพบก ร่วมกับ กรมราชทัณฑ์ ได้มีการหารือและประสานงานปฏิบัติ เพื่อกำหนดแนวทางในการดำเนินงานขึ้น และได้จัดทำโครงการ"โรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง ค่ายฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต ( โครงการเกษตรโยธิน )" สำหรับดำเนินงานให้บรรลุตามนโยบายที่ตั้งไว้
ที่มา http://www.rta.mi.th/21600u/DATA/wiwat.htm

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 11:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กองพลพัฒนาที่ 1 กับงานก่อสร้าง
นับตั้งแต่ได้มีการจัดตั้ง กองพลพัฒนาที่ ๑ ขึ้นมา กองพลพัฒนาที่ ๑ ได้รับมอบภารกิจในด้านการก่อสร้างเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นหน่วยงานของกองทัพบกและหน่วยงานนอกกองทัพบก ซึ่งงานต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมาย หน่วยได้ดำเนินการอย่างเต็มความสามารถและสำเร็จภารกิจอย่างสมบูรณ์ทุกงาน จนเป็นที่ยอมรับของผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานต่าง ๆ ด้วยดีเสมอมา ปัจจุบัน หน่วยยังคงได้รับความไว้วางใจในการก่อสร้างสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ทั้งภายในกองทัพบกและนอกกองทัพบก
ที่มา http://www.rta.mi.th/21600u/engineer2.html

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 11:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โครงการสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จังหวัดราชบุรี

จัดตั้งขึ้นด้วยความจงรักภักดีร่วมกันของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,กองทัพบก จังหวัดราชบุรี และคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อถวายในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบในปี ๒๕๓๕ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชปณิธาน “ ขอให้สร้างป่า โดยมีคนอาศัยอยู่ด้วยโดยไม่ทำลายป่า คือ ต้องช่วยเขาเหล่านั้นจริงๆ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร เช่น มีที่ดิน,ทำกิน, มีน้ำ , ให้การศึกษา ส่งเสริมงานศิลปาชีพต่างๆ ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เมื่อเขาอยู่ได้แล้วเขาจะได้ช่วยดูแลป่า ” อันเป็นที่มาของพื้นที่รวบรวมพันธุ์ไม้ป่า และพื้นที่ป่าที่ได้รับการฟื้นฟู รวมถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของราษฎรในพื้นที่
พื้นที่ดำเนินการของโครงการประกอบด้วย สวนป่าสิริกิติ์ ภาคกลาง ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ตั้งอยู่บริเวณ แก่งส้มแมว บ้านห้วยม่วง ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง มีเนื้อที่ ๓,๐๐๐ ไร่ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นผืนป่าแห่งเทือกเขาตะนาวศรีที่กระจายทิวเทือกเขาอย่างสลับซับซ้อนเป็นแนวกั้นเขตแดนไทย – พม่า สภาพโดยทั่วไปเป็นดินร่วนปนทราย ดินส่วนใหญ่มีความตื้น สภาพป่าไม้ดั้งเดิมเป็นป่าเต็งรังผสม มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญคือ เต็ง , รัง , รกฟ้า แดง , ประดู่ , มะค่าแต้ ตีนนก ฯลฯ และมีไม้พื้นล่างเป็นไผ่รวก ไผ่เพ็ก
พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามด้วยเกาะแก่งและลวดลายหินกลางลำน้ำ ที่เรียกกันตามพืชพรรณไม้ท้องถิ่นที่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นว่า “ แก่งส้มแมว ” สภาพโดยรอบเต็มไปด้วยความงดงามของธรรมชาติและพันธุ์ไม้ ซึ่งบัดนี้กลายเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าอันกว้างใหญ่สำหรับผู้รักษ์ป่าและพันธุ์ไม้
สำหรับพื้นที่สวนป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อีกพื้นที่หนึ่ง ได้แก่พื้นที่ดำเนินการอนุรักษ์ป่าเพื่อจัดทำเป็น “ อุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน ” ณ บริเวณบ้านไทยประจัน ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ต่อมาเมื่อประมาณปี ๒๕๓๗ คณะทำงานโครงการฯ เห็นว่า ระหว่าง สวนป่าสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ ภาคกลางและอุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน มีช่องว่างถ้าหากปล่อยไว้อาจจะทำให้ ราษฎรที่อยู่รอบๆ ป่าผืนนี้บุกรุกพื้นที่ดังกล่าว จึงได้ขอขยายพื้นที่โครงการฯ ที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติ อีก ประมาณ ๗๙ , ๗๔๖ไร่ โดยรวมกับพื้นที่ดำเนินการเดิม ๑๓๖ , ๒๕๐ ไร่ ซึ่งรวมพื้นที่ดำเนินการในปัจจุบัน ๒๑๕ , ๙๙๖ ไร่
กองพลพัฒนาที่ ๑ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการอำนวยการและประสานงาน ได้จัดกำลังพล จำนวน ๒๙ นาย และยุทโธปกรณ์ เป็นชุดปฏิบัติการ เพื่อประสานการปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ จำนวน ๓ ชุดปฏิบัติการ โดย ชุดปฏิบัติการที่ ๑ มีที่ตั้งอยู่บริเวณ แก่งส้มแมว บ้านห้วยม่วง ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง, ชุดปฏิบัติการที่ ๒ มีที่ตั้งอยู่ที่ บ้านไทยประจัน ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ และชุดปฏิบัติการที่ ๓ มีที่ตั้งอยู่ที่ บ้านโป่งกระทิง ตำบลบ้านบึง กิ่งอำเภอบ้านคา
ที่มา http://www.rta.mi.th/21600u/DATA/praratchadamri.htm

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 11:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โครงการอุทยานธรรมชาติวิทยาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี อำเภอสวนผึ้งจังหวัดราชบุรี
จากการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียน ราษฎรในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ทรงเล็งเห็นว่าสภาพป่าไม้ในหลายพื้นที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ ตามธรรมชาติ สมควรที่จะได้มีการอนุรักษ์ไว้ให้เยาวชน และราษฎรในท้องถิ่นตลอดจนผู้ที่มีความสนใจในธรรมชาติ ได้ใช้เป็นสถานที่สำหรับศึกษาสภาพธรรมชาติวิทยา และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ จากความหลากหลายของพืชพันธุ์ตามธรรมชาติและสัตว์นานาชนิดที่มีอยู่ในพื้นที่ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี อันเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในการจัดทำเป็นโครงการในลักษณะ “ อุทยานธรรมชาติ” หรือ “ โรงมหรสพทางธรรมชาติ” ซึ่งสำนักงานโครงการ ส่วนพระองค์ฯ ร่วมกับกองทัพบก โดย กองทัพภาคที่ ๑ / กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๑ , กองบัญชาการตำรวจ ตระเวนชาย แดน, ส่วนราชการจังหวัดราชบุรี และนักวิชาการในสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงได้ร่วมกันดำเนินการคัดเลือกพร้อมทั้งปรับปรุงสภาพพื้นที่บริเวณที่ราชพัสดุในความดูแลของกองทัพบก อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ ๒ ตำบล คือ ตำบลสวนผึ้ง และ ตำบลตะนาวศรี เนื้อที่ประมาณ ๙๑, ๐๐๐ ไร่ ( ๑๔๐ ตารางกิโลเมตร) เป็นพื้นที่ดำเนินการโครงการโดยให้ใช้ชื่อว่า “ โครงการอุทยานธรรมชาติวิทยา” ต่อมาได้มีการขยายพื้นที่เป็น ๑๓๒, ๙๐๕ ไร่ ( ๒๑๐ ตารางกิโลเมตร) และเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๓๘ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการดำเนินงานในพื้นที่โครงการและทรงมอบแนวทางพระราชดำริให้แก่คณะผู้ดำเนินงานใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน ต่อมา เมื่อวันที่๑๑ กุมภาพันธ์๒๕๔๗ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินติดตามผลการดำเนินงาน และทรงเปิดป้ายโครงการอุทยานธรรมชาติวิทยา ณ สำนักงานโครงการอุทยานธรรมชาติวิทยา บ้านห้วยผาก ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
กองพลพัฒนาที่ ๑ ในฐานะที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานโครงการอุทยานธรรมชาติวิทยา ฯ จำนวน ๒ คณะปฏิบัติงานด้วยกัน อันได้แก่ คณะปฏิบัติงานด้านการแก้ปัญหาและป้องกันการบุกรุกพื้นที่ และคณะปฏิบัติงานด้านการประสานงาน (แผนงานย่อยด้านประชาสัมพันธ์) รวมทั้งได้ดำเนินการด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต การส่งเสริมอาชีพให้ประชาชนในพื้นที่ ควบคู่ไปด้วย โดยในการปฏิบัติงานที่ผ่านมาได้ดำเนินงานตามแผนแม่บทโครงการอุทยานธรรมชาติวิทยา ฯ ของสำนักงานโครงการส่วนพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีและตามกรอบแนวทางการดำเนินงานของ กอ.รมน.ตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดน ปัจจุบัน กองพลพัฒนาที่ ๑ ได้จัดกำลังพล จำนวน ๑๕ นาย ออกปฏิบัติงาน โดยจัดตั้งชุดปฏิบัติการ ๒ ชุด ซึ่งมีตั้งอยู่ ณ บ้านห้วยผาก หมู่ ๗ ตำบลสวนผึ้ง และ บ้านตะโกล่าง หมู่ ๘ ตำบลสวนผึ้ง
ที่มา http://www.rta.mi.th/21600u/DATA/praratchadamri.htm

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 11:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โครงการตามพระราชประสงค์ดอนขุนห้วย อำเภอท่ายาง และอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
จากการที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ เสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรสมาชิกกลุ่มไร่ผักในนิคมสร้างตนเอง เขื่อนเพชร กรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งประกอบอาชีพทำไร่ผัก ครอบครัวละ ๒ - ๓ ไร่ จำนวน ๑๒๐ ครอบครัว ไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ จึงทรงมีพระราชดำริให้จัดหาที่ดินรกร้างสามารถจัดให้ราษฎรเข้า ประกอบอาชีพการเกษตรแก่สมาชิก ฯ ทำกินครอบครัวละ ๑๕ ไร่ โดยให้ส่วนราชการต่าง ๆ ร่วมกันดำเนินงานจัด ตั้งเป็น โครงการตามพระราชประสงค์ดอนขุนห้วยตั้งแต่ปี ๒๕๑๔ เป็นต้นมา
ในปี ๒๕๒๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรง ทราบปัญหาต่าง ๆ ของสมาชิก ฯ และมีพระราชประสงค์ให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ กรมทหารราบที่ ๑๑ กองพันทหารราบที่ ๓ รักษาพระองค์ จัดกำลังพลเข้าไปดูแลให้คำแนะนำ ตลอดจนประสานกับส่วนราชการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่โครงการ ฯ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ส่วนโครงการตามพระราชประสงค์ดอนขุนห้วย ๒ เดิมที่ดินแปลงนี้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ต่อมาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี ได้รับสนองพระราชประสงค์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ให้ดำเนินการจัดสรรที่ดินในท้องที่หมู่ที่ ๕ และหมู่ที่ ๖ ตำบลท่าคอย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เพื่อขยายให้ลูกหลานของสมาชิกโครงการ ฯ ดอนขุนห้วย ๑ และราษฎรในเขตจังหวัดเพชรบุรี ที่ไม่มีที่ทำกินเป็นของตนเองเข้ามาอยู่อาศัย และได้ทำการรังวัดจัดสรรที่ดินแบ่งเป็นแปลง ๆ ละ ๑๕ ไร่ รวม ๙๗ แปลง ซึ่งต่อมาได้คัดเลือกให้จับสลากเข้าอยู่ทำการเกษตรกรรมตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ เป็นต้นมา ในส่วนของกองพลพัฒนาที่ ๑ ได้จัดกำลังพลเข้าปฏิบัติงานเพื่อประสานกับส่วนราชการในพื้นที่ตั้งแต่ เดือนตุลาคม ๒๕๔๑ จนถึงปัจจุบัน จำนวน ๑๙ นาย โดยจัดเป็นชุดปฏิบัติการ มีที่ตั้งอยู่ ณ หน่วยสาธิตสหกรณ์บ้านดอนขุนห้วย หมู่ ๕ ตำบลดอนขุนห้วย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
ที่มา http://www.rta.mi.th/21600u/DATA/praratchadamri.htm

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 11:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โครงการพัฒนาห้วยแม่เพรียงตามพระราชดำริ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี
ได้กำเนิดขึ้นเมื่อ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๒๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ได้เสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรตำบลแก่งกระจาน และได้ทรงทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนของราษฎร ตลอดทั้งการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร จึงมีพระราชดำรัสให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และผู้บังคับกองร้อยฝึกรบพิเศษที่ ๑ แก่งกระจาน ในขณะนั้น ร่วมกันจัดทำโครงการพัฒนากับส่วนราชการต่าง ๆ โดยทรงรับไว้เป็นโครงการตามพระราชดำริ ในขั้นแรกทำการรวบรวมกลุ่มราษฎรที่กระจัดกระจายให้มาอยู่รวมกัน พร้อมมอบหมาย ให้เป็นผู้ดูแลรักษาป่า จัดโครงการให้ราษฎรมีส่วนในการพัฒนาตนเองสามารถพึ่งตนเองได้ และใช้งบประมาณ อย่างประหยัด แต่ได้ผลตอบแทนสูงสุด และทรงมีรับสั่งให้กระทรวงทบวงกรมที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดทำโครงการนี้ จึงก่อให้เกิด “โครงการพัฒนาห้วยแม่เพรียง ตามพระราชดำริ” พร้อมกันนี้ พระองค์ฯ ทรงได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเทคนิคในการสร้างระบบส่งน้ำ การปลูกป่าทดแทน การใช้แรงงาน การพัฒนาจิตใจ การสหกรณ์ และการปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมือง
พื้นที่ดำเนินงานของโครงการพัฒนาห้วยแม่เพรียงตามพระราชดำริ ประกอบด้วย ๓ หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ ๔ บ้านหนองน้ำดำ หมู่ที่ ๕ บ้านด่านโง และ หมู่ที่ ๖ บ้านห้วยไผ่ รวมพื้นที่ทั้งหมด ๑๕,๔๐๖ ไร่ จำนวน ประชากร ๔๘๗ ครอบครัว ประชากรทั้งหมด ๑,๑๘๒ คน
กองพลพัฒนาที่ ๑ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้รับมอบภารกิจอันสำคัญยิ่ง ในการเข้าไปดำเนินการจัดทำโครงการพัฒนาห้วยแม่เพรียง ฯ ให้สำเร็จเป็นไปตามวัตถุประสงค์ โดยดำเนินผลักดันให้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาบุคคลเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่โครงการ ปัจจุบัน คณะอนุกรรมการได้พิจารณาบุคคลเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่โครงการไปแล้ว จำนวน ๑๘๒ แปลง และอยู่ระหว่างที่จังหวัดเพชรบุรีดำเนินการมอบเอกสารสิทธิ์ในการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ ปัจจุบัน กองพลพัฒนาที่ ๑ ได้จัดกำลังพลออกปฏิบัติงาน จำนวน ๑๖ นาย เป็นชุดปฏิบัติการ มีที่ตั้งอยู่ ณ บ้านห้วยแม่เพรียง หมู่ ๖ ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี
ที่มา http://www.rta.mi.th/21600u/DATA/praratchadamri.htm

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 11:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านกุดสิม - คุ้มเก่า
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทราบถึงความเดือดร้อนของราษฎร บ้านกุดสิม - คุ้มเก่า ซึ่งมีที่ดินทำกินไม่เพียงพอ จึงได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรบ้านกุดสิม - คุ้มเก่า เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๓๕ และได้มีพระเมตตาช่วยเหลือราษฎรบ้านกุดสิม - คุ้มเก่า และหมู่บ้านใกล้เคียง โดยทรงรับเป็นสมาชิกศิลปาชีพและรับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบถึงความแห้งแล้งและการขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ ดังกล่าว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมชลประทานร่วมกับคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) และขอความร่วมมือราษฎรในพื้นที่ร่วมกันสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยวังคำ หรืออ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน และพระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดทำโครงการขุดสระเก็บกักน้ำและแปลงเพาะปลูกซึ่งมีราษฎรทูลเกล้าฯ ถวายที่ดิน จำนวน ๑๐ ไร่ ที่บ้านแดนสามัคคี ตำบลคุ้มเก่า อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ สำหรับดำเนินการเพื่อเป็น ตัวอย่างในพื้นที่ต่อไป
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความห่วงใยราษฎรบ้านกุดสิม-คุ้มเก่า ดังกล่าวแล้ว กองทัพภาคที่ ๒ ร่วมกับอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมศิลปาชีพเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบ ในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๕
ที่มา http://gpn2.orgfree.com/projectmajestic/01.html

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 11:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านโคกก่อง
ในวโรกาสที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ ประทับแรม ณ พระตำหนักภูพานราชินิเวศน์ จังหวัดสกลนคร ในห้วงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๕ ทรงเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ทรงเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรบ้านกำพี้ ตำบลบรบือ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ทรงมีพระราชเสาวนีย์รับนักเรียนและราษฎรที่เจ็บป่วยไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และรับราษฎรยากจนไว้เป็นสมาชิกศิลปาชีพฯ ทรงพระราชทานเงินทุนให้นำไปเป็นทุนในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้าไหม แกะสลัก จักสาน เพื่อประกอบเป็นอาชีพเสริมรายได้ให้กับครอบครัว ซึ่งในขณะนั้นบ้านกำพี้ ยังไม่ได้จัดตั้งเป็นโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ เพียงแต่เป็นกลุ่มทอผ้าไหมที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๑๖ ต่อมา กองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้ประสานให้กองพลพัฒนาที่ ๒ พิจารณาจัดเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติงานโครงการฯ เข้าทดลองปฏิบัติงาน โดย กรส. สนับสนุนงบประมาณค่าใช้จ่ายในลักษณะเดียวกัน กับชุดปฏิบัติงานประจำพื้นที่อื่นๆ ปัจจุบันกองทัพบกได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุน ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ เป็นต้นมา
ที่มา http://gpn2.orgfree.com/projectmajestic/01.html

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 11:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ
มีรากฐานมาจากพิพิธภัณฑ์ทหารของโรงทหารหน้า (กระทรวงกลาโหมปัจจุบัน) ซึ่งเจ้าหมื่นไวยวรนารถ ผู้บังคับการกรมทหารหน้า ได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระบรมราชานุญาตสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๕ โดยกำหนดให้ด้านหน้า เฉพาะตอนกลางที่เป็นมุขบริเวรชั้นที่ ๓ เป็นที่เก็บสรรพศัสตราวุธและวัตถุพิพิธภัณฑ์ทหาร
ต่อมากองทัพบกมีความจำเป็นต้องใช้ห้องพิพิธภัณฑ์ทหารเป็นห้องทำงานของหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ จึงได้ส่งวัตถุพิพิธภัณฑ์ของกองทัพบกให้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๐
ครั้นในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ จอมพลประพาส จารุเสถียร ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ได้มีดำริที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์กองทัพบกขึ้น ณ คลังยุทธบริการ กรมพลาธิการทหารบก (ปัจจุบัน คือ โรงเรียนวัดราชบพิตร) แต่เนื่องจากมีความจำเป็นบางประการจึงได้ระงับโครงการดังกล่าวไว้ก่อน จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๒๑ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้อนุมัติหลักการให้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์กองทัพบกขึ้นอีกครั้ง แต่ยังไม่สามารถหาสถานที่สำหรับจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ได้
ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ พลเอกอาทติย์ กำลังเอกผู้บัญชาการทหารบก ได้ อนุมุติให้กรมยุทธการทหารบก ใช้ พื้นที่ของสำนักงานตรวจบัญชีกองทัพบกบริเวณเชิงสะพานกรุงธนบุรี จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์กองทัพบก หลังจากสำนักงานตรวจบัญชีกองทัพบกได้ย้ายไปแล้ว (เดิมมีโครงการจะย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่ยังมิได้ย้ายไปจนกระทั่งบัดนี้)
ที่มา http://www.armytour.tht.in/armymusium.html

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 11:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สถานพักฟื้นและพักผ่อนกองทัพบก (สวนสนประดิพัทธ์)
ตั้งอยู่บริเวณบ้านหนองแก ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยอยู่ในความรับผิดชอบดูแลของศูนย์การทหารราบ พื้นที่รวมทั้งสิ้น 1,065 ไร่ 1 งาน 86 ตารางวา ด้านหน้าติดถนนเพชรเกษม ตั้งอยู่บริเวณชายหาดสนสนประดิพัทธ์ ห่างจาก กรุงเทพ ฯ ประมาณ 190 กม. ซึ่งเป็นชาดหาดที่สวยงามและยังคงความเป็นธรรมชาติ
สถานที่พักประกอบด้วยโรงแรมหรูริมชายหาด ขนาด 160 ห้อง อาคารบังกะโล บ้านพักตากอากาศ หลังเดี่ยวติดชายหาด และเรือนนอน สำหรับพักเป็นหมู่คณะ
ศูนย์พัฒนากีฬากอล์ฟ สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ร้านอาหารทิวสน อาหารทะเลสด ๆ ห้องประชุมสัมนา และลานจัดเลี้ยง
การเดินทางจากกรุงเทพ ฯ
•ด้วยรถยนต์ส่วนตัว จากกรุงเทพ ฯ มุ่งตรงสู่ภาคใต้ ผ่าน จังหวัดเพชรบุรี เข้าสู่ อำเภอ ชะอำ อำเภอ หัวหิน จากหัวหิน ประมาณ 7 กิโลเมตร อยู่ทางด้านซ้ายมือ เลี้ยวรถเข้าไปนิดเดียว ก็ถึงแล้วครับ
•เดินทางโดยรถทัวร์ ขึ้นรถที่สถานีขนส่งสายใต้ สาย กรุงเทพ-หัวหิน-ปราณบุรี รถจะวิ่งผ่านหน้าสนสวนประดิพัทธ์
•การเดินทางโดยรถไฟ จะมีสถานีรถไฟสวนสนอยู่ภายในพื้นที่สวนสนประดิพัทธ์
สถานที่ตั้ง : อาคารรับรองกองทัพบก (สวนสนประดิพัทธ์)
ถนนเพชรเกษม อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 77110
ติดต่อสำรองที่พัก : โทร... 032-536581-3 , 081-9866984 แฟกซ์ : 032-536584
http://www.suanson.infantry-center.com/Page/index.html

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 11:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

“คอนเสิร์ต รักเมืองไทย....กองทัพบกเพื่อประชาชน"
อากาศที่เย็นและสบายๆ เหมาะกับการนั่งฟังดนตรีเป็นที่สุด ยิ่งถ้าเป็นการแสดงดนตรีประเภท "ซิมโฟนีออร์เคสตร้า" ด้วยแล้ว คิดดูว่าบรรยากาศจะน่า'ภิรมย์แค่ไหน...รองโฆษกกองทัพบก พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 กองทัพบกได้จัดการแสดงดนตรีเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ พร้อมกับรณรงค์เสริมสร้างความรัก ความสามัคคี ให้ประชาชนมีความสำนึกในความเป็นไทย โดยใช้บทเพลงเป็นสื่อใน “คอนเสิร์ต รักเมืองไทย....กองทัพบกเพื่อประชาชน” เป็นการจัดแสดงดนตรีในรูปแบบวงซิมโฟนีออร์เคสตร้า จากกองดุริยางค์ทหารบก โดยเพลงที่ใช้ในการแสดงจะประกอบด้วยเพลงพระราชนิพนธ์ บทเพลงที่สื่อถึงความจงรักภักดีที่พสกนิกรมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเพลงที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ทั้งเพลงไทยสากล สตริง และเพลงลูกทุ่ง ซึ่งจะแสดงตามสถานที่สาธารณะต่างๆ เช่น สวนสาธารณะ ลานอเนกประสงค์ของห้างสรรพสินค้า ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล โดยจะจัดแสดงครั้งแรกในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ ที่ลานหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ กองทัพบกเชิญชวนประชาชนทุกท่านมาร่วมชม ร่วมฟังคอนเสิร์ตตลอดปี 2554....

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 11:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทหารอาชีพ คือ
"กำลังพลของกองทัพที่มีความสง่างาม ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ความรู้ ความสามารถ มีเกียรติ์และศักดิ์ศรี พอใจในสิ่งที่ตนได้รับ มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียงพอดี สามารถเป็นตัวอย่างแก่ข้าราชการและประชาชนได้ในทุกโอกาส ทั้งดำรงตนมั่นคงอยู่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ องค์จอมทัพไทย และพร้อมปฏิบัติภารกิจ เพื่อเอกสารของประเทศชาติ ความมั่นคงของศาสนา ความผาสุกของประชาชนชาวไทย ด้วยความสุจริต เสียสละ กล้าหาญ รู้สามัคคี มีวินัย ถวายความจงรักภักดี แด่องค์จอมทัพไทยด้วยชีวิต"
ภาพลักษณ์ของทหารอาชีพ คือ
"มีความสง่างาม ทั้งร่างกาย จิตใจ ความรู้ ความสามารถ เป็นตัวอย่างทีดีของข้าราชการและประชาชนชาวไทยได้ในทุกโอกาส"
อนุมัติให้เผยแพร่โดย ผบ.ทบ. พล.อ.สนธิ บุญรัตน์กลิน

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 11:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผลงานการช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัยของ ศบภ.ทบ.
ทบ.พร้อมเสมอในการช่วยเหลือประชาชน โดย ทบ.ได้เล็งเห็นถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้อง คนไทยในทุกภูมิภาคของประเทศ ที่ต้องประสบปัญหาอุทกภัย ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเป็นประจาทุกปีและยังเป็นสาเหตุสาคัญประการหนึ่งที่ทาให้พี่น้องคนไทยหลาย ๆ คนต้องพบกับความสูญเสียทั้งเงินทอง, ทรัพย์สิน, บ้านเรือนที่อยู่อาศัย รวมถึงการจากไปของญาติพี่น้องอันเป็นที่รัก ดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมา ทบ. จึงได้กาหนดให้ภารกิจช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัยเป็นภารกิจที่สาคัญและถือเป็นความเร่งด่วน ซึ่งหน่วยงานทุกหน่วยของ ทบ.จะต้องปฏิบัติและนอกจากงานในความช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในยามประสบภัยแล้ว ผบ.ทบ. ยังกาชับให้หน่วยงานของ ทบ. ในพื้นที่ที่มักจะเกิดอุทกภัยขึ้นเป็นประจาประสานความร่วมมือกับกรมชลประทาน, กรมป่าไม้ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุของปัญหาการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ พร้อมทั้งกาหนดแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคตร่วมกันโดย ทบ. ยินดีที่จะให้การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านกาลังพลและ ยุทโธปกรณ์และพร้อมจะเป็นหน่วยงานหลักในการรณรงค์ ให้หน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ และองค์กรภาคประชาชนเข้าร่วมแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การแก้ไขที่สาเหตุของปัญหา , การวางแผนรับมือเมื่อเกิดภัยพิบัติ , การช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟูพื้นที่หลังประสบภัย
---------------------------------------------------
ที่มา : จากข้อมูล หนังสือ กยก.ทภ.๒/ฝยก.ศปก.ทภ.๒ ที่ กห ๐๔๘๒.๒๐๑๑/๙๗๓ ลง ๑๙ ส.ค.๕๔

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 11:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กำลังพล ทบ. มีควำมเข้ำใจในยุทธศำสตร์กำรแก้ไขปัญช้างน้อย จชต.
๑. หน่วยที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จชต. ให้ชี้แจงทาความเข้าใจกับกาลังพลทุกนายให้เกิด ความเข้าใจและสามารถประชาสัมพันธ์แนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ จชต. ตามยุทธศาสตร์พระราชทาน ได้แก่
- ยุทธศาสตร์หลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
- ยุทธศาสตร์รอง มี ๖ ยุทธศาสตร์ คือ
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การเสริมสร้างความเข้าใจ เพื่อลดและขจัดเงื่อนไขเรื่องอัตลักษณ์ รวมทั้งประวัติศาสตร์อันนามาสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพและความถนัดของแต่ละบุคคล รวมทั้งโอกาสที่เท่าเทียมกัน
ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแทรกซ้อน อันได้แก่ ปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ และน้ามันเถื่อน รวมทั้งการกระทาที่ผิดกฎหมายต่าง ๆ เพื่อไม่ให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้รับ การสนับสนุนจากทั้งภายในและภายนอกพื้นที่
ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การดาเนินการด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ในพื้นที่ถูกยกระดับเข้าสู่เวทีสากล โดยยึดถือกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ได้เน้นย้าว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะไม่มีการกระทานอกกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การ รปภ.ในชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่ปลอดภัยและประชาชนในพื้นที่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความร่วมมือ/สนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน
๒. ให้หน่วยที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จชต. สนับสนุนการปฏิบัติการข่าวสารตามแนวทางที่ ศปป.๕ กอ.รมน. กาหนด
๓. หน่วยที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จชต. จัดการอบรม/การเรียนรู้/การเตรียมความพร้อมและความเข้าใจ ให้กับกาลังพลของหน่วย ก่อนลงปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จชต. ทุกครั้งในรูปแบบ Unit School เพื่อสนับสนุนการ รปภ. การปฏิบัติการในการลดความเสี่ยงของการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น
---------------------------------------------------
ที่มำ : จำกข้อมูล หนังสือ กยก.ทภ.๒/ฝยก.ศปก.ทภ.๒ ที่ กห ๐๔๘๒.๒๐๑๑/๙๗๓ ลง ๑๙ ส.ค.๕๔

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #26 เมื่อ: 29 พ.ย. 11, 11:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แถลงการณ์ของกลุ่มทหารตารวจประชาธิปไตย ข้อเท็จจริงที่ถูกบิดเบือน
๑. เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ ศอฉ. ได้นาไปแสดงและมอบเป็นหลักฐานต่อหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในระหว่างการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของ ศอฉ. ในเอกสาร ศอฉ. เมื่อ ๑๐ เม.ย.๕๓ได้ระบุสาเหตุความจาเป็นที่เจ้าหน้าที่ต้องควบคุมสถานการณ์ในขณะนั้น พร้อมทั้งระบุรายละเอียดแนวทางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ไว้ในเอกสารอย่างครบถ้วนแล้ว โดย ศอฉ. ใช้กาลังทหาร ตารวจ ปฏิบัติภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อยในห้วงที่มีการชุมนุมนั้น เพื่อให้กลุ่มผู้ชุมนุมสามารถชุมนุมได้ตามแนวทางประชาธิปไตย และตามสิทธิที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ และขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมการชุมนุมไม่ให้กระทบต่อสิทธิของประชาชนโดยทั่วไปและประเทศชาติกระทบต่อสิทธิของประชาชนโดยทั่วไปและประเทศชาติ
๒. การปฏิบัติหรือการกาหนดมาตรการต่าง ๆ ของ ศอฉ. นั้น ดาเนินการตามลักษณะพฤติกรรมของกลุ่มผู้ชุมนุม โดยในช่วงแรกการชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ ทาง ศอฉ. ได้พยายามอานวยความสะดวกการจราจรให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ต่อมากลุ่มผู้ชุมนุมได้ยกระดับการชุมนุมโดยปิดการจราจรในหลายพื้นที่และบุกเข้ายึดอาคารรัฐสภา จนทาให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ความน่าเชื่อถือในสถานการณ์ของประเทศ ทั้งยังสร้างความเดือดร้อนและละเมิดสิทธิของประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง ศอฉ. จึงจาเป็นต้องเพิ่มมาตรการขึ้นโดยลาดับ แต่แกนนากลุ่มผู้ชุมนุมได้ใช้การปราศรัยยั่วยุ ใช้กลุ่มคนจานวนมากเข้าขัดขวาง และพยายามทาร้ายเจ้าหน้าที่ด้วยอุปกรณ์และอาวุธ ทาให้ ศอฉ. จาเป็นต้องกาหนดมาตรการในการปองกันตนเอง เพื่อคุ้มครองให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยขณะนั้นรัฐบาลพยายามทาทุกวิถีทาง เพื่อแก้ไขปัญหาความ ไม่สงบ แม้กระทั่งการเจรจาเพื่อให้ยุติการชุมนุมโดยรัฐบาลจะยอมยุบสภา ทว่ากลุ่มผู้ชุมนุมก็ไม่ยอมยุติ การชุมนุม ทาให้เห็นได้ว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเกิดจากเจตนาที่พยายามจะละเมิดกฎหมาย สร้าง ความเสียหายให้บ้านเมือง ให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้โดยไม่สนใจว่าจะเกิดผลกระทบต่อประเทศชาติอย่างไร เป็นกระบวนการใช้กลุ่มคน ใช้กฎหมู่ทาลายกฎหมาย ทาให้รัฐบาลจาเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย เพื่อไม่ให้พฤติกรรมดังกล่าวกลายเป็นแบบอย่างหรือแนวทางในการใช้ล้มอานาจรัฐ ซึ่งจะส่งผลและสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติในระยะยาว

๓. ในเอกสารของ ศอฉ. เมื่อ ๑๐ เม.ย.๕๓ ได้กาหนดมาตรการในการใช้อาวุธไว้อย่างรัดกุม โดยก่อนการใช้อาวุธเจ้าหน้าที่จะมีการแจ้งเตือนให้ทราบและหยุดการกระทาด้วยวาจาก่อน ขั้นต่อไปจึงจะทาการ ยิงปืนขึ้นฟอาหรือทิศทางที่ปลอดภัยเพื่อห้ามปรามอีกครั้ง ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเกิดเหตุความรุนแรงและการขัดขวางการเข้าควบคุมสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ขึ้น เจ้าหน้าที่จึงจะใช้อาวุธในการปองกันตนเองและรักษาความปลอดภัยให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในบริเวณโดยรอบพื้นที่การชุมนุม เพื่อไม่ให้ได้รับอันตราย ตามสิทธิในการปองกันตนเองตามกฎหมาย อีกทั้งในคาสั่งยังได้เน้นย้าไว้อย่างชัดเจนด้วยว่า การใช้อาวุธนั้นจะต้องไม่ใช้เพื่อมุ่งเอาชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดเจ้าหน้าที่ ศอฉ. ทุกนายได้ปฏิบัติตามกรอบของกฎหมาย และหลักสากลเกี่ยวกับการแก้ไขการชุมนุม และคานึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ที่อาจถูกทาร้ายจากกลุ่มคนชุดดาที่แฝงตัวปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นหลัก_
๔. หากศึกษาแถลงการณ์ของกลุ่มทหารตารวจประชาธิปไตย ๒๕๕๔ ในแต่ละฉบับอย่างละเอียด โดยใช้ความรู้สึกที่เป็นกลางจะสามารถเข้าใจวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่แถลงการณ์ดังกล่าวได้ เพราะในเนื้อหาที่เผยแพร่ออกมานั้นมีข้อพิรุธและข้อสังเกตให้เห็นมากมาย เช่น
๔.๑ การออกแถลงการณ์ฉบับที่ ๑ เมื่อ ๒๗ มิ.ย.๕๔ และ ฉบับที่ ๒ เมื่อ ๒๙ มิ.ย.๕๔ โดยเลือกห้วงเวลาก่อนถึงวันเลือกตั้ง ๓ ก.ค.๕๔ แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่ชัดเจนในการกล่าวหาโจมตีการทางานของรัฐบาล ในเรื่องการสั่งการให้สลายการชุมนุม เพื่อทาลายคะแนนนิยมของพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลเป็นหลัก
๔.๒ ลักษณะการเขียนคาแถลงการณ์แสดงให้เห็นว่า ผู้เขียนไม่ใช่ทหารจริง แม้ว่าจะมีความรู้ความเข้าใจในวงการทหารอยู่บ้าง แต่ยังไม่ดีพอที่จะเขียนบทความให้เหมือนทหารที่แท้จริงเขียนได้ เห็นได้จากการใช้ถ้อยคาและภาษาที่ผิดและมีพิรุธหลายจุด เช่น
- ทหารใช้คาว่า ฝ่ายเสนาธิการ แต่ผู้เขียนกลับใช้คาว่า ฝ่ายเสนาธิการและอานวยการ ซึ่งแทบจะไม่มีทหารคนไหนหลุดใช้คาลักษณะนี้
- การใช้ถ้อยคา จะไม่ยอมให้กลุ่มอานาจทางทหาร ชี้ชัดว่าผู้เขียนไม่ใช่ทหารเพราะประโยคนี้ใช้ในลักษณะของการพูดหรือสื่อสารโดยคนที่ไม่ใช่/ไม่อยู่ในแวดวงทหารแน่นอน
๕. ผู้เขียนนอกจากจะไม่ใช่ทหารแล้ว ยังไม่ใช่ตารวจอีกด้วย เพราะตารวจจะมีความเข้าใจและความเชี่ยวชาญในเรื่องอาวุธเป็นอย่างดีจะไม่ใช้คาว่า กระสุนขนาด ๒๒ มิลลิเมตร เพราะที่ถูกต้องคือ กระสุน ขนาด .๒๒ (จุด ๒๒) และคาว่า กระสุนขนาด ๕๖ มิลลิเมตร ที่ถูกต้องคือ กระสุน ขนาด ๕.๕๖ มิลลิเมตร หรือใช้คาว่า กระสุนปืนเล็กยาว M ๑๖ แทน
ซึ่งจากตัวอย่างข้อสังเกตที่ได้กล่าวไปแล้ว รวมถึงนัยยะที่แอบแฝงอยู่ ทาให้ความน่าเชื่อถือของแถลงการณ์นี้หมดลงไป เพราะในเมื่อกลุ่มคนที่เผยแพร่ยังต้องใช้การแอบอ้าง ไม่กล้าเปิดเผยแสดงตนออกมาแล้วเนื้อหาต่าง ๆ ที่เผยแพร่นั้นจะสามารถเชื่อถือได้อย่างไร เนื้อความต่าง ๆ ก็คงจะมาจากการบิดเบือน หรือถูกเสริมแต่งขึ้นเท่าไหร่ก็ได้ โดยหวังเพียงใช้ทาลายผู้อื่น เพื่อประโยชน์ของตน ซึ่งถือเป็นการกระทาที่ไม่เหมาะสมและสมควรถูกสังคมประณามเป็นอย่างยิ่ง
---------------------------------------------------
ที่มา : จากข้อมูล หนังสือ กยก.ทภ.๒/ฝยก.ศปก.ทภ.๒ ที่ กห ๐๔๘๒.๒๐๑๑/๙๗๓ ลง ๑๙ ส.ค.๕๔

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม