หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: เปิดแผน 18 ปี เนรคุณ ยายเนื่อม..  (อ่าน 5411 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 1 ต.ค. 12, 20:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

จิตศรัทธาอันบริสุทธิ์ของคุณยายเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ที่ทำพินัยกรรมยกที่ดินให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหารจำนวน 2 แปลง พื้นที่รวม 924 ไร่ 2 งาน 75 ตารางวา โดยให้เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหาร จัดการมอบอสังหาริมทรัพย์ และ จำนวนเงิน (ถ้ามี) ซึ่งได้แก่วัดธรรมิการรามวรวิหาร รวมทั้งสิ้นแก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยช่วยจัดทำผลประโยชน์เพื่อใช้ผลประโยชน์นั้นบำรุงจตุปัจจัยแก่ภิกษุ สามเณร ได้กลายเป็นตำนานแห่งความโลภจากวงการพุทธศาสนามาถึงกิเลสของฆราวาส จนมีการเล่นแปรธาตุใช้อำนาจการเมืองเปลี่ยนสภาพที่ธรณีสงฆ์ไปเป็นสนามกอล์ฟคนบาป หรือ สนามกอล์ฟอัลไพน์ในปัจจุบัน
ความเป็นมาหลังจากวัดธรรมิการามวรวิหารได้รับที่ดินมรดกจากคุณยายเนื่อม เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหารอ้างว่าเป็นสมณเพศจึงร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกจำนวน 2 คน คือ นายหงษ์ สุวรรณหิรัญ ไวยาวัจกร และนายพจน์ สุนทรารชุน ร่วมกับ น.พ.วิรัช มรรคดวงแก้ว เป็นผู้จัดการมรดกรวม 3 คน เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2514 ต่อมามีการโอนที่ดินตามพินัยกรรมมาเป็นชื่อของบุคคลทั้ง 3 ในวันที่ 8 มีนาคม 2515 แต่นายพจน์ สุนทรารชุน ขอถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2516

หลักฐานชิ้นแรกที่ยืนยันว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ธรณีสงฆ์คือ วันที่ 31 พฤษภาคม 2517 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้ประทานใบอนุโมทนาบัตรให้กับนางเนื่อมไว้ว่า

“นางเนื่อมฯ เป็นผู้มีจิตศรัทธา บริจาคที่ดินตามใบสำคัญตามโฉนดที่ 5922 โฉนดที่ 1446 และ 20 เนื้อที่ 924 ไร่ 2 งาน 75 ตารางวา ราคาประมาณ 4 ล้านบาทเศษ ที่ตำบลคลองหลวง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พวายเป็นสมบัติของวัดธรรมิการามวรวิหาร กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับโอนเป็นกรรมสิทธิ์นำขึ้นทะเบียนไว้เรียบร้อยแล้ว มหาเถรสมาคมขออนุโมทนา”

หมายความว่า “ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ธรณีสงฆ์”





ต่อมามีความพยายามของพระสุรนาถชยานันท์ เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหารที่จะโอนที่ดินให้เป็นของมูลนิธิมหามกุฏฯ เพื่อให้จำหน่ายได้โดยง่าย แต่พระธรรมดิลก ผู้อำนวยการมูลนิธิมหามกุฏฯ ก็ไม่มั่นใจว่าจะโอนที่แปลงดังกล่าวให้เป็นของมูลนิธิฯจะเป็นการกระทำที่ขัดต่อพระวินัยหรือไม่ จึงได้ทำหนังสือหารือไปยัง สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศ ลงวันที่ 12 ก.ค.29 ซึ่งสมเด็จพระญาณสังวรก็ได้มอบหมายให้สมเด็จพระมหาวีวรวงศ์เป็นผู้พิจารณาและมีความเห็นในวันที่ 29 ก.ค.29 ว่า

“เรื่องนี้เห็นว่ายังไม่ผิดทางพระวินัย แต่ผิกเจตนารมณ์ของผู้ถวาย การที่จะให้มูลนิธิรมหามกุฏราชวิทยาลัยรับโอนไว้ก่อนตามความเห็นของทนาย ก็เป็นการรับโอนไว้เพื่อจำหน่ายจ่ายโอนต่อไปเป็นการไม่ถูกต้อง ในทางที่ถูกนั้น วัดธรรมิการามวรวิหาร เป็นผู้ได้รับทีดินตามพินัยกรรมรับโอนไว้แล้ว จึงมอบมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยจัดผลประโยชน์ จึงจะชอบและไม่ผิดเจตนารมณ์ของผู้ถวาย”



หลังจากนั้นนายมงคล ศรีไพรวรรณ อธิบดีกรมการศาสนา ทำหนังสือที่ ศธ408/10678 ลงวันที่ 1 กะรยายน 2529 ถึงนายแพทย์ วิรัช มรรคดวงแก้ว แจ้งว่า

“...กรมการศาสนาพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องจัดการทรัพย์สินไปตามคำสั่งของเข้าของมรดก จะนำเหตุผลทางประโยชน์อื่นมาคำนึงถึงและจัดการให้ผิดแผกแตกต่างจากความประสงค์ของเจ้าของมรดกมิได้ กรณีนี้เจ้ามรดกแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งให้ยกกรรมสิทธิ์ให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหารตามพินัยกรรมลงวันที่-พฤศจิกายน 2512 ข้อ (1) และพินัยกรรมข้อ (4) ยังระบุให้เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหารมอบอสังหาริมทรัพย์และเงิน (ถ้ามี)ให้มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยจัดหาผลประโยชน์มาบำรุงวัดอันเป็นการแสดงเจตนาชัดแจ้งแห่งเจ้ามรดกว่าต้องให้การคงอยู่ในฐานะเป็นอสังหาริมทรัพย์มิได้จัดให้การขายแต่อย่างใด ผู้จัดการมรดกจึงต้องไปโอนทรัพย์สินให้วัด โดยทำหนังสือแจ้งให้ผู้จัดการมรดกร่วมอีกคนหนึ่งไปร่วมจัดการ หากผู้จัดการมรดกร่วมขัดขวางไม่ยินยอม ท่านชอบที่จะไปร้องต่อศาลถอนผู้จัดการมรดกที่ขัดขวางการจัดการมรดกต่อไป”





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 1 ต.ค. 12, 21:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หนังสือของอธิบดีกรมการศาสนาเป็นการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ธรณีสงฆ์ แต่ความพยายามของพระสุรนาถชยานันท์เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหารก็ยังไม่ลดละ ทั้งที่รู้ว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของนางเนื่อม และขัดพระบัญชาของสมเด็จพระญาณสังวร ผู้อำนวยการมุลนิธิมหามกุฏฯที่ระบุว่าทำไม่ได้ผิดกฎหมาย

แต่พระสุรนาถชยนันท์ ได้ร่วมมือกับบุคคลในมูลนิธิมามกุฏฯบางคนวิ่งเต้นทำทุกอย่างเพื่อโอนกรรมสิทธิที่ดินไปเป็นของมูลนิธิฯ กระทั่งเจ้าคุณพระธรรมดิลก ได้ทราบเรื่อง จึงทำหนังสือตักเตือนไปยังนายประชุม อนมาน ทนายความของมูลนิธมหามกุฏฯ ด้วยลายมือในวันที่ 6 ต.ค.31 ความว่า “คุณประชุม หาทางปฏิบัติที่จะไม่ให้มหามกุฏฯจะต้องเดินเข้าคุกตามเจ้าอาอาวาสวัดธรรมิการาม” ลงชื่อ พระธรรมดิลก

แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งได้ในวันที่ 1 สิงหาคม 2530 พระสุรนาถชยานันท์ เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหาร ได้จัดให้มีการประชุมสงฆ์ 19 รูป เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับการจำหน่ายที่ดินของนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ตามคำแนะนำของนายหงษ์ สุวรรณหิรัญ โดยมติในที่ประชุมขณะนั้นเห็นด้วยกับพระสุรนาถชยานันท์ 14 รูป ไม่เห็นด้วย 5 รูป ทั้งๆ ที่พระธรรมวินัยนั้นการจะขายที่ดินจะทำได้ก็ต่อเมื่อพระสงฆ์ทุกรูปมีฉันทานุมัติให้ขายได้ ไม่มีรูปใดขัดแย้ง และจะขายได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม

ความขัดแย้งเกี่ยวกับการขายที่ดินยังคงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง นายหงษ์ สุวรรณหิรัญ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดการมรดกเสียชวิตในวันที่ 15 เมษายน 2533 จึงเหลือเพียง นายแพทย์วิรัช มรรคดวงแก้ว ที่ยังคงยืนยันว่าต้องทำตามเจตนารมณ์ของนางเนื่อมให้โอนที่ดินให้วัดธรรมิการามวรวิหารเท่านั้น จะใส่ชื่อมูลนิธิมหามกุฏฯไม่ได้ แต่ความพยายามของนายแพทย์วิรัชก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหาร

ตัวละครสำคัญที่เริ่มดึงเอาอำนาจทางการเมืองเข้ามาบิดเบือนกฎหมาย เบี่ยงเบนเจตนารมณ์ของนางเนื่อม จากการบริจาคให้วัด กลายเป็นที่ดินในชื่อของมหามกุฏฯได้สำเร็จ คือ พล.อ.อ.หะริน หงสกุล ประธานกรรมการผู้จัดการมูลนิธมหามกุฏฯ โดยได้ทำหนังสือมูลนิธมหามกุฏฯที่ 14014/2532 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2532 ถึงผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (เสนาะ เทียนทอง) ขออนุมัติิให้วัดธรรมิการามวรวิหารรับที่ดินรายนี้มาเพื่อให้มูลนิธิมหามกุฏฯดำเนินการตามพินัยกรรมข้อ 4 ของ นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา

จากนั้นในวันที่ 14 ธันวาคม 2532 พล.อ.อ.หะริน หงสกุล ยังประกาศขายที่ดินโฉนดที่ 20 และ 1446 ลงชื่อด้วยตนเอง ทั้ง ๆ ที่ที่ดินมิได้เป็นกรรมสิทธิของมูลนิธิฯแต่ประการใด และยังทำหนังสือบีบให้นายแพทย์วิรัช มรรคดวงแก้ว โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามพินัยกรรมของนางเนื่อมฯให้กับมูลนิธิมหามกุฏฯ โดยให้นายจำลอง ครุฑขุนทด ทนายความเป็นตัวแทนของมูลนิธิฯไปติดต่อกับ นายแพทย์วิรัช และมีการวิ่งเต้นผ่านอำนาจทางการเมืองของนายเสนาะ ในขณะดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปรากฏหลักฐานที่นายวิเชียร รัตนะพีระพงศ์ รองอธิบดีกรมที่ดินได้ส่งหนังสือถึงนายจรุญ ดวงจิโน เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ขอให้เร่งรัดดำเนินการเรื่องนี้ เพราะนายเสนาะ ฝากมา มีเนื้อความดังนี้

สำนักงานที่ดิน สาขาธัญบุรี รับที่ 2567/31 28 ก.ย.31
เรียน คุณจรูญ ดวงจิโน ที่รัก

ช่วยดำเนินการสอบสวนส่งกรมให้ด้วยเรื่องนี้ ฯพณฯ รมช.มหาดไทย (นายเสนาะ เทียนทอง) ฝากมา ขอให้เร่งรัดจัดการด้วย

รัก
ลงชื่อ วิเขียร รัตนพีระพงศ์

28 ก.ย.3



เป็นที่น่าสังเกตว่าในวันที่ 28 ก.ย.2531 นั้น นายวิเชียร ยังไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีกรมที่ดินแต่ได้รับการแต่งตั้งในวันที่ 1 ตุลาคม 2531

การวิ่งเต้นหนักหน่วงรุนแรงขึ้นกดดันให้เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามถึงขนาด อำพาพรรณ ชาติทอง เจ้าหน้าที่นิติกรของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ซึ่งช่วยเหลือปฏิบัติงานให้กับนายคร้าม สิวายะวิโรจน์ บันทึกด้วยลายมือตัวเองว่า “ขณะนี้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานกำลังมีความลำบากใจในการทำงานมาก เพราะได้มีการวิ่งเต้นในระดับผู้ใหญ่ มีการฝากฝังให้อำนวยความสะดวกและรวดเร็วจากรองอธิบดีกรมที่ดิน (ชื่อวิเชียร) และจาก รมช.มหาดไทย (นายเสนาะ เทียนทอง)

ต่อมามีการบีบให้มีการขายที่ดินทั้งสองแปลงในราคา 50 ล้านบาทให้กับนนายบุญชู ชนะชาญชัย และเสนอค่าตอบแทนให้กับนายแพทย์วิรัช มรรคดวงแก้ว และนายคร้าม สิวายะวิโรจน์ คนละ 3 ล้านบาท เพื่อตกลงซื้อขายก่อนวันที่ 25 มีนาคม 2532 แต่ไม่สำเร็จ

แต่ในที่สุดความพยายามที่จะโอนที่ดินไปเป็นชื่อมูลนิธิมหามกุฏฯก็สำเร็จ โดยในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2533 นายเสนาะ เทียนทอง รมช.มหาดไทย ได้สั่งการในบันทึกกรมที่ดินว่า “ไม่อนุญาตให้วัดธรรมิการามวรวิหาร ได้มาซึ่งที่ดินมรดกทั้งสองแปลงดังกล่าว และให้เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหาร ดำเนินการตามข้อ 4 แห่งพินัยกรรม

เป็นที่น่าสังเกตว่าจากหลักฐานของกรมที่ดิน นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2497 ซึ่งเป็นวันประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน จนกระทั่งถึงวันที่ 30 เมษายน 2545 เป็นเวลานานถึง 48 ปี รมว.มหาดไทยทุกยุคได้อนุญาตให้วัดได้มาซึ่งที่ดินเล้วจำนวนถึง 7,670 แปลง เป็นเนื้อที่ 187,787 ไร่ 2 งาน 22.1 ตารางวา โดยไม่เคยมีกรณีที่ รมว.มหาดไทยไม่อนุญาตมาก่อน นอกจากกรณีวัดธรรมิการามวรวิหารเพียงวัดเดียว ถือเป็นวัดแรกในประวัติศาสตร์ของกรมที่ดินกระทรวงมหาดไทย อีกทั้งในขณะที่นายเสนาะ ดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ก็ได้อนุญาตให้วัดได้มาซึ่งที่ดินตามที่วัดต้องการทุกราย รวม 410 ราย เว้นแต่วัดธรรมิการามวรวิหารเพียงรายเดียว แม้กระทั่งวัดมงคลนิมิต อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ขอรับมรดกที่ดิน 300 ไร่ นายเสนาะก็ยังอนุญาต



ขณะเดียวกันก็่ปรากฏหลักฐานว่ามีกลุ่มนักธุรกิจในคราบนักการเมืองได้จดทะเบียนบริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด กับ บริษัท อัลไพน์ กอล์ฟแอนด์สปอร์ตคลับ จำกัด เพื่อรอรับซื้อที่ดินแปลงนี้จากมูลนิธิมหามกุฏฯล่วงหน้าแล้ว (ซึ่งจะกล่าวถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องและรายละเอียดในตอนต่อไป)

ในขณะที่นายแพทย์วิรัช มรรคดวงแก้ว ผู้จัดการมรดกที่เหลือเพียงคนเดียวของนางเนื่อม และต่อสู้เรื่องนี้มาตลอดนับตั้งแต่ปี 2515-2533 เป็นเวลายาวนานถึง 18 ปี ก็สุดที่จะต้านทานได้จึงขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2533


กฎหมายอาจจะเอาผิดไม่ไดั..แต่กฎแห่งกรรม..เขาคงหนีไม่พ้นครับ..

ขอบคุณแหล่งที่มาครับจากสายตรงภาคสนาม..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 1 ต.ค. 12, 21:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
มันผู้ใดก็ตาม มีส่วนร่วมในการฉ้อโกง แสวงประโยชน์ส่วนตัวจากที่ธรณีสงฆ์ จะต้องตกนรกหมกไหม้ กลายเป็นเปรตใช้หัวเดินต่างเท้า กินดินเป็นอาหารไปชั่วกัปชั่วกัลป์
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 2 ต.ค. 12, 08:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

....ดีมาก..แล้วเขายายเที่ยง...เขาสอยดาว.ไปยัน...เขาแพง...จะไม่เปิดโปง เลยหรือ..? ไหนๆ ก็ทำแล้ว...ก็เล่นให้เท่าเทียมกัน...ว่าแต่อย่าเอาข้อมูลเท็จมานะ...
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 2 ต.ค. 12, 09:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
....ดีมาก..แล้วเขายายเที่ยง...เขาสอยดาว.ไปยัน...เขาแพง...จะไม่เปิดโปง เลยหรือ..? ไหนๆ ก็ทำแล้ว...ก็เล่นให้เท่าเทียมกัน...ว่าแต่อย่าเอาข้อมูลเท็จมานะ...
เรื่องสถานที่ดังกล่าวที่ท่านโพสมา ผมถามเค้าไปแล้วหลายต่อหลายครั้งแต่ไม่มีสัญญานตอบรับครับ.

เค้าจ้องแต่จะเลือกปฎิบัติหรือเลือกข้างอย่างชัดเจน ทำเพื่อทำลายคนแค่คนเดี่ยวไม่ได้ห่วงใยชาติอย่างแท้จริงคนอื่นก็ทำผิดในเรื่องเดี่ยวกันแต่ไม่พยายามนำเสนอครับ..แถมทำเพิกเฉยซ่ะงั้น.

เรื่องไหนที่มีมูลความจริงแบบดิ้นไปหลุดฝั่งนี้เค้าจะใช้คำว่า "ศาลยังไม่ได้ตัดสินถือว่ายังไม่ผิด หรือ ปล่อยให้เป็นขบวนการของศาล วลีประจำกลุ่ม" แต่ถ้าเป็นความผิดของอีกฝั่งเค้าใช้คำว่า "ทำไมไม่มีสปริริต ทำไมต้องรอศาลสั่ง" แต่พอเค้าลาออกยังบอกว่า..มีคนสั่งให้ออกเพราะกลัวพรรคเสียหาย..เฮ้อ ได้คืบจะเอาศอกจริงๆครับ.
q*033
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
oj
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 4 ต.ค. 12, 21:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เวรกรรมมีจริง ไม่ต้องรอถึงชาติหน้าหรอก

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
Pornphimon
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 4 ต.ค. 12, 22:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ที่ยังไม่ได้โอนให้วัดมันจะเป็นที่ธรณีสงฆ์ได้อย่างไรท่านนายกทักษิณก็ไม่ได้คนที่เขาฮุบที่อย่าง เขายายเที่ยง,เขาแพงเขาถึงจะเรียกว่าฮุบคนไม่รู้ก็ฟังไว้คนที่เขาซื้อที่ทั้งหมดไป100กว่าล้านเขาเอาไปสร้างหมู่บ้านแล้วเงินหมดเป็นหนี้อยู่500ล้านจึงไปขอร้องให้ท่านนายกทักษิณซื้อฉเพราะสนามก๊อฟไม่ใช่ที่ทั้งหมดแล้วเอาเงิน500ล้านไปใช้หนี้แล้วมาส้างหมู่บ้านต่อการตัดสินครั้งนี้จะต้องการอะไรน่าจะรู้ดีแต่มันเดือดร้อนประชาชนที่เขาซื้อหมู่บ้านต้องซวยไปด้วยจะเล่นอะไรกันก็อย่าให้เดือดร้อนชาวบ้านจำเอาไว้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
zole
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 5 ต.ค. 12, 19:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ฝนตกขึ้หมูไหล
คนจัญไรมาอยู่รวมกันในพรรคไทยรักไทย แล้วก็ถูกยุบ
คนจัญไรตัวใหม่ก็มารวมกันที่พรรคพลังประชาชน แล้วก็ถูกยุบ
คนจัญไรตัวใหม่อีกชุดก็มารวมกันที่พรรคเพื่อไทย รอวันถูกยุบ สาธุ

ถ้าไม่ชั่วเหมือนกัน คบกันไม่ได้หรอก

เมื่อคนชั่วได้บริหารประเทศ ก็เลยเกิดอัปมงคล พายุฝนถล่มตลอด ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า เป็นหนี้แล้วเป็นอีกไม่จบสิ้น กำลังจะลืมตาอ้าปากได้ ถูกพายุซัดเละ ลำบากคนดีๆที่ไม่ไดนบริจาคหน้าตั้ง เฮ้อ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ศีลห้า
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 13:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สงสารคนตายอย่างคุณยายเนียมที่ยังไม่ได้ไปเกิดซะที ยังวนเวียนอยู่ที่ๆตัวเองทุกวัน เพราะการกระทำของคนเป็นแท้ๆ เคยอ่านหนังสือธรรมะเจอเรื่องเบียดเบียนธรณีสงฆ์ กรรมนี่ร้ายแรงแบบตกนรกทั้งเป็น ตายไปก็ชั่วกัปชั่วกัลป์ แถมใครได้กินได้ใช้จากการกระทำนี้ก็ต้องได้รับกรรมไปด้วย อย่างที่เขาเรียกว่า "ทายาทกรรม" คิดแล้วน่ากลัว!
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
666
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 18:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นรกมีจริง เปรตภูมิก็มีจริง
พวกชั่วไปลงนรกก่อน 1 อสงไขย แล้วไป
เป็นเปรตอีกแสนกัปกัลย์

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  วางแผน 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม