หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ต่างประเทศมองเรามีถึง 3 รัฐบาลในเวลาเดียวกัน แต่การพัฒนาประเทศอยู่กับที่เราจะแก้  (อ่าน 832 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 10:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
ต่างประเทศมองเราว่า มีถึง 3 รัฐบาลในเวลาเดียวกัน แต่การพัฒนาประเทศอยู่กับที่ครับ เราจะทำอย่างไรกันดีครับ..




ของเรามี 3 รัฐบาล มีรัฐบาลที่เป็นหัว มีรัฐบาลที่เป็นตัว และยังมีรัฐบาลเงาอีก มีถึง 3 รัฐบาลในเวลาเดียวกัน แต่การพัฒนาประเทศอยู่กับที่ครับ เราจะทำอย่างไรกันดีครับ...เพื่อให้ก้าวไปข้างหน้าได้ทุกฝ่ายต้องช่วยกันครับ..

(เรามาช่วยแสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล ในการช่วยแก้ปัญหานี้ร่วมกัน
ระยะเวลา 6 ผลัดเปลี่ยนกันบริหารปรเทศแต่การพัฒนาดิ่งลงไม่ก้าวหน้า เราจะช่วยรัฐบาลส่วนบน รัฐบาลส่วนล่างและรัฐบาลเงา ช่วยให้คำแนะนำที่สร้างสรรค์กันอย่างไรครับ ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแสดงความคิเห็นที่ดีเข้ามาครับ..จะไดด้นำเสนอให้ฝ่ายต่างๆช่วยกันพัฒนาประเทศได้ต่อไปครับ...


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 10:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ต่างประเทศมองเราว่า มีถึง 3 รัฐบาลในเวลาเดียวกัน แต่การพัฒนาประเทศอยู่กับที่ครับ เราจะทำอย่างไรกันดีครับ..




ของเรามี 3 รัฐบาล มีรัฐบาลที่เป็นหัว มีรัฐบาลที่เป็นตัว และยังมีรัฐบาลเงาอีก มีถึง 3 รัฐบาลในเวลาเดียวกัน แต่การพัฒนาประเทศอยู่กับที่ครับ เราจะทำอย่างไรกันดีครับ...เพื่อให้ก้าวไปข้างหน้าได้ทุกฝ่ายต้องช่วยกันครับ..

(เรามาช่วยแสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล ในการช่วยแก้ปัญหานี้ร่วมกัน
ระยะเวลา 6 ปี ผลัดเปลี่ยนกันบริหารประเทศแต่การพัฒนาดิ่งลงไม่ก้าวหน้า เราจะช่วยรัฐบาลส่วนบน รัฐบาลส่วนล่างและรัฐบาลเงา ช่วยให้คำแนะนำที่สร้างสรรค์กันอย่างไรครับ ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแสดงความคิเห็นที่ดีเข้ามาครับ..จะได้นำเสนอให้ฝ่ายต่างๆช่วยกันพัฒนาประเทศได้ต่อไปครับ...ด้วยความรักความสามัคคีที่มีให้กันครับ..






noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 11:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ท่านสมาชิก ท่านผู้มีเกียรติ ท่านผู้อ่านและประชาชน
ให้ท่านช่วยเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์เข้ามา และตรงกับเป้าหมายที่วางไว้และเพื่อเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยในการเรียนรู้ร่วมกันอีกทางหนึ่งร่วมกัน


มาช่วยระดมความคิดเห็นร่วมกันทางวิชาการร่วมกัน




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 11:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กฎและกติการ่วมกัน จะต้องเสนอแนะความรู้อย่างสร้างสรรค์ไม่กล่าววาจาที่ไม่สุภาพหรือรุนแรงไม่ทำให้เว็บสนุกหรือบุคคลเสียหาย ข้อความที่ไม่สุภาพจะถูกคัดออก ตามกฎและกติการ่วมกันและจะไม่กล่าวถึงสถาบันสูงสุดเป็นที่เคารพของประชาชน.....จะต้ัองเสนอความคิดเห็นที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์ต่อรัฐบาลและฝ่ายค้าน สมาชิกสภาผู้แทนทุกท่านจะได้นำความคิดเห็นของประชาชนไปทำหน้าที่ของท่านให้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนทุกๆคนต่อไป.....(เป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยทางวิชาการ)




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 11:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
จะให้รวมเป็นนึงเดี่ยวก็เป็นไปไม่ได้ จะให้มีแต่นักการเมืองรุ่นใหม่ก็เป็นไปไม่ได้ จะให้ลดความขัดแย้งและผลประโยชน์ก็ไม่ได้อีกต่างคนต่างจ้องจะแทงหลังกันเปิดโปรงเรื่องของคนอื่นกันแต่ปิดบังเรื่องของพวกตัวเองเหมือนกันทั้งสองฝั่ง..ผมยังมองหนทางที่เป็นไปได้ไม่เจอเลยจริงคุณdestinygoal เรื่องมันมาไกลเกินที่จะปองดองกันแล้ว เลยจุดนั้นมาแล้วจริงๆครับ. q*069
(ความหวังเดียวของผมคือ หลังจากโลกเผชิญกับภัยพิบัตอย่างหนักหรือจากสงครามสงครามโลกครั้งที่3{(อาจจะถึงกับสิ้นโลกอย่างคำทำนาย)} ตอนนั้นแหละครับแต่ไม่รู้จะเมื่อไหร่น่ะ สาเหตุเพราะคงเหลือ ปชช.อยูไม่เท่าเดิม.)แนวคิดผมอาจจะคิดสุดโต้งแต่ก็ไม่แน่น่ะครับ.
q*014
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 11:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอขอบคุณ คุณสเตฟาน ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นคนแรกครับ

ส.ส.ทั้ง 500 ท่าน ได้อาสาพี่น้องเข้ามาช่วยกันบริหาร ประเทศร่วมกันย่อมต้องมีดมการณ์เดียวกันมาช่วยกันบริหารประเทศ และส.ส.ก็แบ่งเป็น 2 พรรคใหญ่ในการบริหารผลัดกันเป็นฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เป็นมาระยะหลายสิบปี
ก็ผลัดใบกันมาตลอดครับ สมัยก่อนจะมีบทบาทปะทะกับทหารเป็นเวลาหลายสิบปี พอมายุคปัจจุบันกลายเป็นปัญหาพรรคปะทะกับพรรคด้วยกัน มันน่าจะมีคนกลางมาไกล่เกลี่ยให้สามัคคีและช่วยกันบริหารประเทศร่วมกันให้สามารถก้าวเดินต่อไปได้ จะมีการพัฒนาประเทศเกิดขึ้นครับคุณสเตฟาน..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
k542
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 12:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความขัดแย้งของคนไทยในขณะนี้ ผู้นำทางการเมืองคือตัวต้นเหตุที่แท้จริง

ขัดแย้งธรรมดาคงยังจะพอแก้ไขได้ เมื่อใช้เหตุและผลมาอ้างอิงหักล้าง เมื่อต่างฝ่ายต่างยอมรับความเห็นซึ่งกันและกัน...

แต่ในขณะนี้ ผู้นำทางการเมือง ได้นำพาประชาชนเดินเลยความขัดแย้งธรรมดาไปไกลถึงการแตกแยกอย่างสิ้นเชิงนานแล้ว

ยากเกินกว่าจะใช้คำว่าปรองดองแล้วค่ะ...

มีวิธีเดียวเท่านั้นที่อาจจะพอแก้ไขได้ แต่มันเป็นวิธีเดียวที่ทำย๊ากถึงย๊ากส์มากก็คือ...

...ต้องแก้ไขที่ตัวนักการเมืองก่อน...

ขอบคุณค่ะ q*021

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 12:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอขอบคุณ คุณคิม ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นคนที่ 2 ครับ



คุณสเตฟานบอกว่าต้องหลังสงครามโลกครั้งที่สามเลยยาวไปโน่น

ส่วนคุณคิมบอกว่าเลยจากจุดๆนั้นไปแล้ว พูดเหมือนนางเอกหนังเลยนะ..

ก็ต้องดูท่านอื่นต่อไปครับว่าจะมีวิธีแก้ปัญหาของชาติได้อย่างไรครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
Hutjung
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 12:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

lสวัสดีครับ.ขออนุญาตินำบทความเชิงจิตวิทยา อันนี้ลงแทนนะครับ q*104

"เราไม่เอาคนเก่ง - เราไม่เอาคนดี" ในมุมของใคร คนใดคนหนึ่ง"
คนดี! - คนเก่ง!"
"คนเก่ง" จะใช้ความเก่งกาจสามารถไปในทางไหน ก็ขึ้นอยู่กับ "เงื่อนไขชีวิต" ของเขาในแต่ละช่วงจังหวะเวลา ตามแรงจูงใจที่จะชักนำให้เขาต้องใช้ศักยภาพนั้น ๆ ไปในเรื่องอะไร ไปในด้านใด "ทำชั่ว หรือทำดี"
มาร์คก็เก่ง, สุเทพก็เก่ง, คณิตก็เก่ง, สนธิก็เก่ง, ทักษิณก็เก่ง, ยิ่งลักษณ์ก็เก่ง..
คตส - สตง - ปปช - DSI - อัยการ - ผู้พิพากษา, เหล่าคนดีผู้อาสาเข้ามามีอำนาจ ฯลฯ เหล่านั้น..
ก็เก่ง ๆ กันทั้งนั้น..!!?
แต่เพราะพวกเขา "ใช้ความเก่งไปในบริบทต่างกัน" ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ดีหรือร้าย "คนเก่งเหล่านั้น" ก็พร้อมที่จะใช้ความสามารถทางศักยภาพทำนองนั้นได้ในทุกมิติ เช่นกัน
ถ้าเป็นโจร ก็เป็นโจรที่เก่ง
ถ้าเป็นนักบริหาร ก็เป็นนักบริหารที่เก่ง
ดีเก่ง - ชั่วเก่ง..
บ้านเมืองประชาธิปไตยแท้จริง "จึงไม่แคร์คนเก่ง ไม่โปรคนดี" บริบทอย่างรัฐไทยแบบนี้
สังคมประชาธิปไตย "เขาต้องการทุกคน ที่ให้เขาตรวจสอบได้" นั้นเอง
แต่เราต้องการ "คนที่ตรวจต้องถูกตรวจสอบได้"
และการตรวจสอบอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ "การวิพากษ์วิจารณ์ ด่าทอ" หรือแม้กระทั้ง "การโจมตีความชอบธรรม"
เพราะนั่นเองต่างหาก ที่จะทำ หรือพิสูจน์ให้เรารู้ว่า "คนเหล่านั้นดีจริง เก่งจริงหรือไม่" หรืออย่างไรกันแน่!
ระบอบประชาธิปไตย "ทั้งผู้นำอำนาจ, จนท.รัฐในองค์กรต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งบุคคลสาธารณะ ที่เป็นผู้ใช้ภาษีจากประชาชนทุกคน รวมไปถึงผู้เกี่ยวข้องทางการเมืองของทุกฝ่าย" ต้องล้วนแล้วแต่ที่จะถูกตรวจสอบได้ทั้งสิ้น
ไม่มีเว้นแม้ซักคนเดียว "ยกเว้นเรื่องส่วนตัว" ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์สาธารณะ ที่ประชาชนเป็นผู้มีส่วนได้เสียทั้งสิ้น นั่นเอง!
"ถ้าตรวจสอบไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ แล้วประชาชนจะรู้ได้อย่างไร ว่าใครเป็นคนดี คนเก่ง จริง ๆ"
เพราะของจริง ย่อมไม่เกรงกลัวต่อ "การพิสูจน์ใด ๆ"
เพราะ "สัจจธรรม" คือ "ของจริง!"

โดยคุณ ไพร่อุปทาน M.thai .com

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 12:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอขอบคุณ คุณฮัทจุงและคุณไพร่อุปทาน ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นคนที่ 3 ครับ


ดีใจครับที่ได้เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้หลายๆคนครับ หากมีประโยชน์ต่อพี่น้องเราทุกคน ทั้งสองฝ่ายก็ถือเป็นพี่น้องกันครับ อายุมากกว่าก็เรียกพี่ น้อยกว่าก็เรียกคุณหรือน้องได้ครับ กระทู้นี้ไม่มีสีครับ มีแต่รวมทุกสีหาวิธีที่จะแก้ปัญหาระดับชาติร่วมกันโดยสันติครับ เราต้องไม่ยอมให้พี่น้องเราต้องสูญเสียอีกแล้วครับ พี่น้องเราเสียแล้วเราจะไดประโยชน์อันใดครับ อย่าใช้อารมณ์ ต้องใช้ขันติเข้าแก้ปัญหาดีกว่าครับคุรฮัทจุงครับคราวหน้าเชิญอีกครับ..




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
รู้นะคิดอะไรอยู่
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 13:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
1) รัฐบาล ต้องไม่แคร์ฝ่ายค้าน ทุกประเทศก็มีฝ่ายค้าน แต่รัฐต้องปรับความรู้สึก ความเป็นศัตรู การจองล้างจองผลาน ใช้กฏหมายเป็นหลักในการตอบโต้ เมื่อฝ่ายค้าน กล่าวเกินเลย หรือดูหมิ่นเสียดสี
รัฐต้องกำหนดท่าทีให้สมาชิกพรรคเห็นว่าฝ่ายค้านเป็นคนไทยเราต้องยอมรับซึ่งกันและกัน ไม่แข่งกันทำเลวถ้าเห็นว่าเขาเลว
โดยสรุปคือ ใช้กฏหมายอย่างเข้มในการตอบโต้ฝ่ายค้าน

2) รัฐต้องตัดและยุติ ท่าทีนำท่านทักษิณกลับ ชั่วคราว ควรกำหนดท่าทีว่าท่านทักษิณเป็นคนนอกรัฐบาล ไม่ควรให้คณะรัฐบาล หรือ ข้าราชการประจำ แสดงอย่างโจ่งแจ้งว่าการตัดสินใจทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับท่านทักษิณ (ถึงแม้ท่านจะพ้นข้อหากลับมาขณะนี้ บ้านเมืองก็จะมีการประท้วงและเกิดจลาจล กลับไปสู่ความแตกแยกมากขึ้น)

3) รัฐต้องใช้การสื่อสารและท่าทีทุกอย่าง และให้ความเป็นธรรม ต่อประชาชนทุกสีเ่ท่าเทียมกัน ไม่แบ่งแยก และกำหนดให้คนในรํฐบาลและสมาชิกพรรค ให้ความเป็นมิตรไมตรีกับทุกสี

4) การเลือกใช้คนควรเลือกที่ ความสามารถ มากกว่า ความมีสี หรือคนละฝ่าย และเป็นการเลือกโดยท่านนายกเอง มากกว่าพี่ชายของท่าน(ซึ่งทุกคนมองว่า ตอบแทนคุณ เข้ามาเปิดทางการมีอำนาจหาผลประโยชน์ หรือหลอกใช้)

รัฐมีผู้สนับสนุนมากกว่า เลือกตั้งครั้งต่อๆไป เป็นเรื่องยากมากที่ฝ่ายค้านจะชนะ รัฐควรแสดงท่าทีว่าเป็นรัฐบาลประเทศไทย
เมื่อจะจับมือกับคนอื่น(สีอื่น)เราต้องยื่นมือออกไปก่อน จึงจะจับมือกันได้
การจะจับมือต้องแสดงให้เห็นว่าไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง
ท่านทักษิณจะกลับมาได้ ก็ต่อเมื่อ ฝ่ายอื่นมั่นใจว่าไม่มาแก้แค้น ไม่มาหาประโยชน์ หรือแสวงหาอำนาจเท่านั้น
ถ้าท่านนายกทำได้(ย่อมต้องเสียสละ) ท่านจะยิ่งใหญ่แม่แพ้ นางอองซานซูจี จะถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ของไทย เป็นวีรสัตรีคนหนึ่งที่เสียสละเพื่อชาติ เป็นสตรีขี่ม้าขาวมากู้ชาติอย่างแท้จริง

ใช่ครับ มันยาก แต่ไม่มีวีรสตรีคนใหนทำเรื่องง่ายๆกันครับ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 13:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอขอบคุณ คุณคิดอะไรอยู่ ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นคนที่ 4 ครับ


คุณได้เสนอเข้ามา 4 หัวข้อใหญ่ เข้ามาเป็นข้อมูลที่ดีมากครับ ผู้หลักผู้ใหญ่หากได้อ่านจะได้นำเสนอเป็นข้อมูลต่อไปครับใครอยาเสนอเพิ่มเติมขอเชิญครับ..



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 6 ต.ค. 12, 17:32 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 17:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณเล่าปี่ได้แนะนำว่าควรมีร่างกายและมีหัวใจดวงเดียว ไม่ควรมี สองดวง
ท่านก็วิเคราะห์ของท่านมาอีกแบบเห็นข้อความมีประโยชน์จึงนำเสนอเข้ามาเป็นความรู้อีกครั้งหนึ่งครับ...เพื่อผสมผสานให้มีข้อมูลที่สมบูรณ์ขึ้นครับ


การเมืองในระบอบเดียวกัน แข่งขันกันตามกติกาเสร็จไม่ช้าก็จับมือกันด้วยน้ำใจนักกีฬา แล้วก็ช่วยกันบริหารประเทศ



ขอสนับสนุนความคิดเห็นของท่านเล่าปี่ครับ

ถ้าเป็นการเมืองในระบอบเดียวกัน ก็แค่แข่งขันมีความคิดเเห็นต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ช้าก็คืนดีกัน


เหมือนหนึ่งร่างมนุษย์ควรมีหัวใจดวงเดียว เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ มีสองหัวใจในร่างเดียว ปัญหาจะมากมายจนอาจถึงตายได้ เช่นเดียวกัน หนึ่งประเทศควรมีระบอบเดียว เพื่อความอยู่รอดของประเทศ ถ้าหนึ่งประเทศมีสองระบอบแอบแฝงอยู่เมื่อไหร่ ปัญหาก็มากมาย อาจถึงล่มสลายได้ และจะติดกับดักของใครไม่รู้ที่วางเอาไว้ ต้องรอบครอบและระวังไว้ให้ดีครับ..

และตอนนี้เราติดกับดักที่เขาวางไว้เรียบร้อยแล้วครับ...


(เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผลร่วมกันครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 17:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เขาวางรูปแบบเป็นขั้นเป็นตอน 1 2 3 4 5 และอีกไม่นาน.. อาเซียนเปิดเขาคงจะรวบรวมสำเร็จ ดีไม่ได้เขาควบคุมเราได้หมด ดูประเทศยุโรปหลายประเทศรวมตัวกัน เปลี่ยนเป็นเงินยูโรปรากฏว่าประเทศเล็กๆโดนกลืนหมดจากที่มีเงินมากมายในหลายประเทศเล็กๆกลายเป็นหนี้สินขึ้นมาแทนเช่นกรีซ สเปน อื่นๆ และอีกหลายประเทศตามมา ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ของเราก็กำลังเดินเข้าสู่ห้วงที่ อตร.เช่นกันครับ ใครเป็นผู้สั่งให้เปิดครับ เรากำลังจะติดกับดัก

ที่เขาวางเอาไว้ครับ เขาคงเห็นประชาชนเรามีแต่เรื่องทะเลาะกัน ไม่สามัคคีกัน จึงวางแผนอย่างแยบยลครับ...หากเราไม่ทะเลาะกันช่วยระดมสมองกันว่าจะปรับเปลี่ยนแก้ไขอย่างไร ยังจะดีกว่าที่เรามาทะเลาะกับเรื่องเล็กเรื่องน้อยอยู่ครับ....ขอบคุณคุณคิมที่เปิดวิสัยทัศน์ให้สมาชิกและท่านผู้อ่านมาพูดคุยใช้เหตุและผลกันก่อนที่จะมีปัญหาเช่นคุณเล่าปี่ที่ให้ข้อคิดที่ดีมากๆๆครับ...

(ขณะนี้แบงค์ไทยโดนต่างชาติซื้อหมด และยังมีอื่นๆตามมาที่เรามองไม่เห็นอีกมากมายครับ เรามาช่วยกันเสนอแนะกันครับ เพื่อเป็นความรู้จะได้ช่วยกันแก้ไขกันต่อไปครับ)

นี่ก็กับดักรถติดและน้ำมันแพงก็เป็นกับดักหนึ่งครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 17:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 


ที่ดินไทยถูกชาวต่างชาติ จับจองเป็นเจ้าของเป็นจำนวนมาก ตามชายหาดชายทะเลส่วนใหญ่จะถูกชาวต่างชาติเข้าซื้อหมด โดยมีนอมินีช่วยดำเนินการให้..
ใครมีอะไรเสนอเพิ่มเติมเชิญเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นกันครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 17:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หากทุกคนมีความรักชาติรักแผ่นดินเกิดก็จะรักและแหนหวงคอยเป็นห่วงถึงพี่น้องประชาชนทุกคนว่าส่วนใหญ่มีปัญหาอะไรให้รัฐบาลได้ช่วยเหลือบ้าง ทั้งฝ่ายค้านจะช่วยกันนำเสนอร่วมกันก็ยิ่งดี การพัฒนา การก้าวไปข้างหน้านั้นย่อมเกิดขึ้นได้ ปัญหาต่างๆที่หมักหมม มาเป็นเวลานานก็จะได้รับการแก้ไขไปพร้อมๆกัน ดีกว่ามาคอยดึงคอยฉุดกันในเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ควรนำเสนอ จนถึงกับเข้าใจผิดกัน วิวาทะกัน หลายปีนี้การพัฒนาหยุดหมด การลงทุน การท่องเที่ยว การเดินหน้า การพัฒนาเลยไม่เกิดก็เดินอยู่กับที่หรือเดินสดุดขาตนเองไป...เจอกับดักที่เขาวางไว้อย่างแนบเนียน ทำให้แตกแยกและปกครอง ดูแล้วอีกระยะหนึ่งเมื่อมีสติกันแล้วมีความรักความสามัคคีกันแล้วก็สามารถเดินก้าวต่อไปได้ ก็คงจะอีกไม่นานเมื่อทั้งสองฝ่ายมีสติและมีปัญญาขึ้นมารู้ว่าอะไรเป็นอะไร....เราก็ได้แต่หวังว่าคงจะมีแสงแห่งปัญญาเกิดขึ้น ในอีกไม่นานครับ..


(ตอนนี้ต่างชาติเขารอรับส้มหล่นจากเราเป็นระยะๆเขาสบายรอรับผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว...และส้มหล่นให้เขาหลายหนแล้วครับ..)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 17:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ท่านใดจะเสนอความคิดเห็นต่อเนื่องได้เลยครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เล่าปี่
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 7 ต.ค. 12, 06:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ใหนๆก็ได้หลวมตัววิเคราะห์วิจารณ์ไปแล้ว ก็จะขอหลวมตัวเสนอแนะทางออกให้พร้อมเลย แต่ก็เป็นเพียงข้อเสนอ จะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย หรือเห็นแย้งเลยก็อีกเรื่องหนึ่ง ได้ทุกอย่างตามอัธยาศรัย ไม่ขัดข้องแต่ประการได

ความจำเป็นเร่งด่วนก็คือต้องเปลี่ยนผ่านจากหนึ่งประเทศสองระบอบให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็ต้องทนรับสภาพนี้ไปเรื่อยๆ มองย้อนหลังจะเห็นชัดเจนว่า อาการจะกำเริบเป็นระยะๆมาตลอด และหนักขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ สุดท้ายเมื่อสุกงอมจะถึงขั้นจลาจลนองเลือด สถานเบาก็หยอดน้ำข้ามต้ม สถานหนักก็จองวัดได้เลย

แต่การเปลี่ยนผ่านก็มีสามทางให้เลือก คือเปลี่ยนผ่านอย่างไรไม่ให้เสียหายและเจ็บปวดเลย ซึ่งดีที่สุด สอง เปลี่ยนผ่านอย่างไรให้เสียหายและเจ็บปวดน้อยที่สุด ซึ่งก็ใช้ได้ สามเปลี่ยนผ่านทั้งๆที่เสียหายย่อยยับและเจ็บปวดสาหัสปางตาย เพื่ออนาคตข้างหน้าจะได้ไม่ทรมานกับโรคร้ายนี้อีก ก็ต้องดูว่าจะเปลี่ยนผ่านได้หรือไม่ ถ้าได้ ใช้วิธีใหน

หรือไม่ก็ต้องทนอยู่กับโรคร้ายนี้ตลอดไปจนตาย ซึ่งก็ได้อีกเช่นกัน แต่ว่าเมื่อเจ็บปวดจากอาการกำเริบ ประเทศไม่เจริญไปใหนไม่ได้ ก็อย่าบ่นอย่าโทษไคร มันไม่ใช่ความผิดของไคร แต่เกิดจากผลกระทบของระบอบเอง พูดง่ายๆทนเอา อย่าตีกัน อย่าฆ่ากัน ซึ่งมันยากยิ่งกว่าเข็นภูเขาขึ้นครกเสียอีก(นักกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา)
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 7 ต.ค. 12, 12:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดีใจที่คุณเล่าปี่เข้ามาให้ความรู้ทางวิชาการแก่ท่านผู้อ่าน อย่าว่าหลวมตัวเลยครับ มาร่วมกันบอกแนะเสนอความรู้ให้กับท่านผู้อ่านได้รับความรู้ร่วมกันไปด้วย ผมอยากพูดคุยกับท่านมานานแล้ว ตั้งแต่เคยคุยกันถึงเรื่องผู้ว่าซึ่งก็นานหลายเดือนแล้ว ไม่นึกว่าท่านจะกลับมาร่วมคุยด้วยอีก ก็ไม่ทราบจะเชิญท่านมาคุยได้อย่างไร ซึ่งเป็นจังหวะเหมาะพอดีท่านเลยเข้ามาได้คุยกันอีกครั้งหนึ่ง
เพราะท่านบอกว่าท่านอายุ 99 ปี นึกว่าจะต้องไปหาท่านจั่นเจาไม่ทราบว่าเป็นท่านเดียวกันหรือไม่ครับ เอ่อเห็นท่านบอกว่าทั้งสองฝ่ายกำลังปรึกษากันอยู่และไม่ทำอะที่แรงไป อันนี้เป็นไปได้อย่างไรบ้างครับอยากให้ท่านมาเล่าอีกครับคุณเล่าปี่ครับ...


(เอารูปท่านไอสไตร์มาลงเปรียบความเป็นอัฉริยะของท่านครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 7 ต.ค. 12, 16:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอนำบทความของคุณเล่าปี่เข้ามาให้ความรู้ทางวิชาการแก่ท่านผู้อ่านอีกครั้งหนึ่งครับ


ท่านเล่าปี่


ทุกประเทศในโลก ที่ทำให้สังคมในประเทศแตกแยกจริงๆ คือการเมืองสองระบอบในประเทศเดียวกัน เพราะสองระบอบย่อมไปสองทาง แต่ละทางก็ตรงข้ามกัน คนในประเทศก็แตกสองซีกโดยอัตโนมัติตามความนิยมระบอบ

เหมือนในหลายประเทศที่เราเห็นความแตกแยกรุนแรงที่ผ่านไป ก็ล้วนเป็นเพราะใช้สองระบอบในหนึ่งประเทศนั่นเอง โดยประกาศต่อชาวโลกว่าปกครองในอีกระบอบ แต่อีกระบอบซึ่งตรงกันข้ามก็ยังแฝงตัวซ้อนอยู่นั่นเอง

ถ้าเป็นการเมืองในระบอบเดียวกัน ก็แค่แข็งขันทะเลาะวิวาทธรรมดา ไม่ช้าก็คืนดีกัน เพราะการเมืองแบบนั้นจะไม่มีอำนาจทหารคอยหนุนหลัง จึงไม่มีการยึดอำนาจเพื่อฝ่ายไดฝ่ายหนึ่ง เงื่อนใขที่จะนำไปสู่ความรุนแรงจึงไม่มี เลือกตั้งแพ้ งวดหน้าก็สู้ใหม่ ปัญหาไม่มากมาย

เหมือนหนึ่งร่างมนุษย์ควรมีหัวใจดวงเดียว เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ มีสองหัวใจในร่างเดียว ปัญหาจะมากมายจนอาจถึงตายได้ เช่นเดียวกัน หนึ่งประเทศควรมีระบอบเดียว เพื่อความอยู่รอดของประเทศ ถ้าหนึ่งประเทศมีสองระบอบแอบแฝงอยู่เมื่อไหร่ ปัญหาก็มากมาย อาจถึงล่มสลายได้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 7 ต.ค. 12, 16:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอสนับสนุนความคิดเห็นของท่านเล่าปี่ครับ

ถ้าเป็นการเมืองในระบอบเดียวกัน ก็แค่แข่งขันทะเลาะวิวาทธรรมดา ไม่ช้าก็คืนดีกัน


เหมือนหนึ่งร่างมนุษย์ควรมีหัวใจดวงเดียว เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ มีสองหัวใจในร่างเดียว ปัญหาจะมากมายจนอาจถึงตายได้ เช่นเดียวกัน หนึ่งประเทศควรมีระบอบเดียว เพื่อความอยู่รอดของประเทศ ถ้าหนึ่งประเทศมีสองระบอบแอบแฝงอยู่เมื่อไหร่ ปัญหาก็มากมาย อาจถึงล่มสลายได้ และจะติดกับดักของใครไม่รู้ที่วางเอาไว้ ต้องรอบครอบและระวังไว้ให้ดีครับ..

และตอนนี้เราติดกับดักที่เขาวางไว้เรียบร้อยแล้วครับ...


คุณเล่าปี่แก่อายุ 99 ปี ผมก็เลยแก่ตามไปด้วยเพราะใช้พิมพ์เขียวอันเดียวกัน คุณเล่าปี่สบายดีนะครับไม่ได้คุยกันเสียนานครับต่อไปคงคุยกันมากขึ้นครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 7 ต.ค. 12, 16:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ท่านเล่าปี่


ใจเย็นๆท่าน des วิธีแก้ก็มีอยู่ ถ้าเดาไม่ผิดดูเหมือนทั้งสองขั้วอำนาจกำลังทำอยู่ ตอนนี้กองเชียร์ทั้งสองฝาก ขิงก็รา ข่าก็แรง แตะไม่ได้ทั้งสองฝั่ง สถานการณ์แบบนี้ ห้ามหักด้ามพร้าด้วยเข่า มันจะเจ็บเข่าเสียปล่าว แถมด้ามพร้าก็ไม่หักด้วย

ต้องปล่อยให้ระบายออกบ้าง อาละวาดบ้าง เพื่อระบายอารมณ์เสีย ทำไงได้ ก็เราติดกับไปแล้ว เหมือนคุณ des ว่า ติดกับแล้วเรื่องจะไม่เจ็บไม่มีหรอก เจ็บมากเจ็บน้อยเท่านั้น แต่ครั้งนี้เราเจ็บหนักกว่าทุกครั้ง ถึงขั้นคางเหลือง แต่ยังไงก็ยังไม่ตาย ยังเหลือชีวิตอยู่ก็ยังมีความหวัง

คงต้องรอจนไฟแค้นโรยลงบ้าง ฝ่ายอำนาจทั้งสองขั้วต้องอดกลั้นทุกกรณี อย่าเติมเชื้อไดๆลงไปอีก คอยควบคุมไฟที่ลุกอยู่แล้ว ให้อยู่ในขอบเขต อย่าให้ลุกลามไปอีก อันใหนเป็นเชื้อใหม่อย่าเติมเข้าไป เชื้อเก่าอันใหนชักออกได้ก็ชัก ผ่านวันเวลาไปบ้าง ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

วันเวลาจะช่วยรักษาทุกอย่างได้ดีที่สุด แน่นอนการใช้เวลาเพื่อเยียวยา จะทำให้เราออกตัวช้ากว่าทุกประเทศ ตอนนี้ช้ากว่าเขมรหรือปล่าวไม่แน่ใจ จะทำไงได้ก็บอกแล้วว่าเหยียบกับเข้าไปแล้ว ไม่เจ็บคงไม่ได้แล้ว คนวางกับก็เก่งจริงๆ เหยื่อเหยียบกับแล้วยังไม่รู้ตัวว่าติดกับอีก ชั้นเซียนจริงๆ

ดูจากการที่อำนาจทั้งสองขั้ว ไม่ก้าวล้ำเส้นเหยียบตาปลากันมากนัก ปล่อยให้แต่กองเชียร์ระบายความรู้สึกกันไป ก็แสดงว่าเขาเริ่มรู้ตัวแล้วว่า ตอนนี้มันเข้าสู่สถานการณ์ กลืนไม่เข้า คายไม่ออก เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ก็ไม่ดี ถ้าไม่หลีกทางให้กันบ้าง แสดงว่ายังมีหวัง

โดยส่วนตัว ไม่เคยมีปัญหากับระบอบ ใช้ระบอบใหนก็ได้ถ้าเป็นความยินยอมของคนส่วนใหญ่ในประเทศ เหตุผลก็เพราะประเทศเป็นประเทศอยู่ได้เพราะคนส่วนใหญ่สนับสนุน ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่เล่นด้วย ประเทศมันไม่มีทางไป

ถ้าจะดันไปก็เป็นทางสีเลือดเหมือนที่ประเทศอื่นเป็น ซึ่งไม่เอาด้วย ด้วยประการทั้งปวง เพราะเลือดฝั่งใหนมันก็ยังเป็นเลือดไทยอยู่ดี ผ่านพ้นไปได้ ก็ไปตกลงกันให้ดี ว่าอำนาจอะไรควรอยู่แค่ใหน แล้วทำเป็นสัญญาประชาคมไปเลย จะได้ไม่ไครอ้างอะไรล้ำเส้นกันได้อีก ล้ำแล้วมันยุ่ง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 7 ต.ค. 12, 16:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หากทุกท่านมีความคิดและมองปัญหาออกเช่นคุณเล่าปี่และท่านอื่นๆ รวมทั้งท่านนักวิชาการจากที่ต่างๆ ได้รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน หาทางแก้ไขร่วมกันด้วยปัญญาของท่านผู้รู้ทุกๆท่านครับคุณเล่าปี่ครับเพราะเราก็ติดกับดักเรียบร้อยไปแล้วครับ..ก็ต้องปรึกษาหาวิธีแก้ไขกันต่อไปครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 7 ต.ค. 12, 16:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ข้อคิดเห็นของท่านพันตา ขอนำเสนอมาให้ท่านผู้อ่านได้อ่านอีกครั้งหนึ่งมีประโยชน์มากครับในสังคมนี้ครับ..


ข้อแนะนำของท่านพันตา


ทุกคนหากเคารพกฎกติกา...กฎหมายเดียวกัน...
เคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม
รู้จักสิทธิ และตามติดด้วยการรู้จักคำว่า "หน้าที่" แห่งตนเอง
ในฐานะพลเมืองของบ้าน ของสังคม ของประเทศชาติ
และฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดเลือก ด้วยสติปัญญา
ด้วยจิตวิญญาน จิตสำนึก ที่คิดดี ต้องทำดี ตามไปด้วย
และอะไรไม่ว่า...คำว่า "ระเบียบวินัย" นำมาใช้ให้ได้
กับทุกคน กับพลเมืองของประเทศนี้ก่อน...หากใช้เป็น
ใช้ถูก ใช้ให้เิกิดประโยชน์สูงสุด รับรองใครก็จะมาจูงจมูก
คนในสังคมนั้น ไม่ได้กันอย่างแน่นอน แม้แต่นักการเมือง..
บางคน บางพวก บางพรรค ก็จักไม่มีโอกาสได้เข้ามา...

และที่สำคัญที่สุด...หยุดอ้างเรื่องของ"ประชาธิปไตย"
ตราบใดที่ยังใช้กันไม่เป็น แปลความหมายกันไม่ออก...
และไม่เคยอ่านตัวบท ให้ครบทุกส่วนที่่ล้วนแล้วแต่ ต้อง
เกี่ยวดองหนองยุ่ง...กับการดำรงชีวิตของตนเอง ที่
ต่อเนื่องกับสถาบัน สังคมและการเมือง พร้อมทั้งหน่วย
งานของรัฐฯ...ว่ามันมีหลักปฎิบัติใดบ้าง ที่วางกันไว้??
จริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม สำนึกดี ยิ่งมีความสำคัญ
อย่างยิ่งยวด...ทุกหมวดที่ยกมาต้องตกไป หากขาดข้อนี้กัน
ฉนั้น ก็ไม่ต้องไปหวังอื่นไกล...ต้องเริ่มจากที่ใกล้ตัว...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 7 ต.ค. 12, 16:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณคิมก็ร่วมแสดงทัศนะมาครับ


คิมรู้สึกปลื้มใจเป็นที่สุด ที่ท่านสมาชิกที่เป็นเซียนการเมือง ทั้งเป็นแบบอย่างของคิมในบอร์ดนี้...

ได้ให้เกียรติเข้ามาใช้สถานที่นี้พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนอย่างน่ารักเป็นกันเอง

และที่เห็นได้ชัด ทุกท่านแสดงความเห็นและทัศนพร้อมมุมมองได้อย่างน่าทึ่ง

คิมได้แง่คิดหลายอย่างจากทุกท่านเต็มๆ...ต้องขอขอบคุณทุกท่านมากๆค่ะ q*104q*021


(ขอเชิญท่านอื่นเข้ามาร่วมแสดงทัศนะกันต่อ...)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
woody007
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 9 ต.ค. 12, 08:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สำหรับผมมองว่า ถ้าผู้บริหาร+ท่านส.ส ทุกท่านรู้จักคำว่า หน้าที่และความรับผิดชอบ เพิ่มจริยธรรมอีกหน่อย มองประเทศชาติและประชาชนเป็นจุดศูนย์กลาง เพียงเท่านี้ประเทศก็จะพัฒนาไปไกลมาก เพราะผมเชื่อมั่นว่าศักยาภาพคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกนี้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
รักไทย จากต่างแดน
เรทกระทู้
« ตอบ #26 เมื่อ: 9 ต.ค. 12, 10:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมเห็นด้วยกับทุกท่านที่แสดงความคิดเห็นกันเข้ามานะครับ ทุกครั้งที่ผมดูข่าวบ้านเรา การเมืองบ้านเรา ผมสงสัยเหลือกินว่า ทำไมคนไทยต้องทะเลาะกันเอง ทำไมต้องต่อสู้กันเอง ทำไมไม่เอาเวลาที่ทะเลาะกัน เถึยงกัน มาระดมสมอง ระดมพลัง ความคิดเพือที่จะพัฒนาประเทศไทยของเราให้ก้าวไกล ดั่งมีคนกล่าวไว้ว่า โลกนี้ไม่ได้น่ากลัวเพราะผู้ก่อการร้าย แต่น่ากลัวเพราะเราเห็นแล้วไม่ได้ทำอะไรเลย


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
zole
เรทกระทู้
« ตอบ #27 เมื่อ: 10 ต.ค. 12, 09:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เห็นด้วยกับท่านพันตา แต่ไม่กับคุณเล่าปี่ เพราะสองระบอบไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริงแห่งความล่มสลาย
พวกคุณจำทรัสต์14เมษา และ IMF แชร์ชม้อย และสารพัดแชร์ นั่นเป็นตัวอย่างของความล่มสลายทางเศรษฐกิจ เพราะความโลภ
6 ตุลา 14 ตุลา พฤษภาทมิฬ แผ่นดินเหลืองแดง ก็เป็นตัวอย่างของความล่มสลายความเชื่อถือต่อรัฐบาล เพราะฉ้อราษฎร์บังหลวง

ถ้าไม่อยากให้มีการแทรกแซง พวกเราต้องทำให้สามอำนาจแห่งอธิปไตยคานซึ่งกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ
ถ้าอำนาจนิติบัญญัติเป็นไปเพื่อประเทศชาติ แต่ฝ่ายบริหารไม่เคารพ ตุลาการก็ต้องตัดสินยึดทรัพย์ ติดคุกคณะบริหารแต่ไม่เกี่ยวกับนิติบัญญัติ
แต่ถ้าอำนาจนิติบัญญัติเป็นไปเพื่อคณะบริหาร ตุลาการก็ต้องลงโทษอำนาจนิติบัญญัติด้วย

สองระบอบดั่งขุนเขา ประชาชนคือผืนดิน การเมืองคือสายน้ำ ฮวงจุ้ยมันดีอยู่แล้ว ถ้าอยู่ภายใต้มันอย่างเข้าใจ ประเทศชาติมีแต่ความสุขความเจริญ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
[บางกอก
เรทกระทู้
« ตอบ #28 เมื่อ: 11 ต.ค. 12, 12:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความปรองดองของนักการเมื่องบ้านเราเห็นทีจะเกิดขึ้นอยากสักหน่อย เพราะส่วนใหญ่สมาธิสั้นกันทั้งนั้น เห็นฝ่ายตรงกันข้ามเป็นศัตรูอยู่ตลอดเวลา จึงต้องกีดกันแก่งแย่งสร้างภาพเพื่อความได้เปรียบทางการเมื่องและจะได้ยึดเป็นอาชีพต่อไป นักการเมืองบางคนที่ตัวเขาอ้างว่าเป็นตัวแทนของประชาชน ประชาชนเลือกเขาเข้ามา เมื่อเข้ามาแล้วก็ทำให้อาชีพของเขาต้องเปลี่ยนไปด้วย ก็คือเป็นอาชีพนักการเมือง และเพื่อให้เป็นอาชีพหลักนักการเมืองยืนยงยาวนาน ซึ่งบางคนก็หวังผลตอบแทนในการประกอบอาขีพเพื่อสร้างฐานะให้กับตนเองและคนรอบข้าง จนต้องมี สส.แบบบัญชีรายชื่อเพื่อยื้อเขาให้อยู่ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะเดียวกันเขาก็เข้ามาเล่นการเมือง การเล่นเกมส์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกมส์กีฬาหรือเกมส์การเมืองก็ต้องมีการชิงไหวชิงพริบ มีการแพ้มีการชนะ ซึ่งในเกมส์นั้นมีผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมมากมาย เพราะเกือบทุกคนที่เข้ามาต้องลงทุนลงแรงที่จะเสนอตัวเข้ามาเป็นฝ่ายบริหารหรือไม่ก็เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย แต่ไม่รู้ว่าจะมีจิตสำนึกเพื่อช่วยกันสร้างชาติบ้านเมืองสักแค่ไหนและให้สมกับที่เรียกตัวเองว่าผู้แทนอันทรงเกียรติ และต่อแต่นี้ไปเรามาร่วมแรงร่วมใจระดมมันสมองและสรรพกำลังทั้งมวลเพื่อผลักดันประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเราทั้งผองให้หลุดพ้นจากวังวนของเกมส์สีเทาหรือเกมส์สีดำนี้เสียที คิดว่าเอาบุญเพื่อลูกเพื่อหลานของไททั้งมวลกันเถอะจะได้ไหม?

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
Observer
เรทกระทู้
« ตอบ #29 เมื่อ: 11 ต.ค. 12, 14:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของญี่ปุน องค์จักรพรรดิของญี่ปุ่น ได้ประกาศว่า ต่อไปนี้ ปัญหาทั้งปวงของประเทศญี่ปุ่น จะต้องเป็นประชาชนญี่ปุ่นที่ต้องช่วยกันแก้ไข การตัดสินใจใดๆทั้งปวงเพื่ออนาคตของประเทศ ประชาชน(ส่วนใหญ่) จะเป็นผู้ตัดสิน...แล้วญี่ปุ่นก็สามารถใช้หนี้สงคราม และกลายเป็นประเทศที่เจริญที่สุดในทวีปเอเซีย...เพราะญี่ปุุ่นมีรัฐบาลเดียว คือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #30 เมื่อ: 12 ต.ค. 12, 00:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แค่หัวข้อที่โฟสขึ้นมาตั้งคำถามและประเด็นที่จะให้ช่วยหาคำตอบนั้น ยอมรับว่าหนักใจเอาพอสมควร ที่จะเสนอความคิดเห็นให้ตรงใจใครๆทั้ง3ฝ่าย เพราะทั้ง3ฝ่ายที่ว่ามานั้นต่างก้มีชนักปักหลังกันอยู่ ไม่มีใครยอมใครเอาเสียเลย เพราะต่างก็กลัวว่าตัวเองจะโดนดูถูกในเรื่องศักดิ์ศรี เลยทำให้ไม่มีใครยอมใคร กลัวจะเสียหน้า กลัวอับอาย กลัวสูญเสียผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายพึงจะได้ พึงจะมี สุดท้ายมันเลยต้องทำให้ยุ่งอิรุงตุงนังกันอยู่แบบนี้ ถ้าทั้ง3ฝ่ายยอมถอย ยอมเสียสละกันบ้าง ผมว่าต่อๆไปเมืองไทยเราจะน่าอยู่ยิ่งกว่านี้ครับ ผมเองเป็นน้องใหม่ยังไม่กล้าที่จะเสนอความคิดเห็นอะไรตรงนี้มากมายนักครับ ต้องขออภัยด้วย แต่จิตใจรักและเป็นห่วงประเทศชาติครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #31 เมื่อ: 12 ต.ค. 12, 09:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตอบคุณwoody007 คห.ที่ 25

สำหรับผมมองว่า ถ้าผู้บริหาร+ท่านส.ส ทุกท่านรู้จักคำว่า หน้าที่และความรับผิดชอบ เพิ่มจริยธรรมอีกหน่อย มองประเทศชาติและประชาชนเป็นจุดศูนย์กลาง เพียงเท่านี้ประเทศก็จะพัฒนาไปไกลมาก เพราะผมเชื่อมั่นว่าศักยาภาพคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกนี้



คุณวิเคราะห์นั้นถูกต้องทั้งหมดเลยครับ รู้จักหน้าที่รับผิดชอบคำว่าส.ส.คำเต็มนั้นคืออะไร ขอเชิญท่านมาร่วมเสนอความคิดเห็นกันบ่อยๆครับ..ขอบคุณครับ..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #32 เมื่อ: 12 ต.ค. 12, 09:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

รักไทย จากต่างแดน

ผมเห็นด้วยกับทุกท่านที่แสดงความคิดเห็นกันเข้ามานะครับ ทุกครั้งที่ผมดูข่าวบ้านเรา การเมืองบ้านเรา ผมสงสัยเหลือกินว่า ทำไมคนไทยต้องทะเลาะกันเอง ทำไมต้องต่อสู้กันเอง ทำไมไม่เอาเวลาที่ทะเลาะกัน เถึยงกัน มาระดมสมอง ระดมพลัง ความคิดเพือที่จะพัฒนาประเทศไทยของเราให้ก้าวไกล ดั่งมีคนกล่าวไว้ว่า โลกนี้ไม่ได้น่ากลัวเพราะผู้ก่อการร้าย แต่น่ากลัวเพราะเราเห็นแล้วไม่ได้ทำอะไรเลย



นี่ก็คือกับดักอย่างหนึ่ง ที่ไม่รู้ใครวางไว้ แต่ก็คงจะคลายกับดักได้อีกไม่นานหากตาสว่างแล้วครับ..ขอบคุณที่มาร่วมเสนอความคิดเห็นครับ..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #33 เมื่อ: 12 ต.ค. 12, 09:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

zole

เห็นด้วยกับท่านพันตา แต่ไม่กับคุณเล่าปี่ เพราะสองระบอบไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริงแห่งความล่มสลาย
พวกคุณจำทรัสต์14เมษา และ IMF แชร์ชม้อย และสารพัดแชร์ นั่นเป็นตัวอย่างของความล่มสลายทางเศรษฐกิจ เพราะความโลภ
6 ตุลา 14 ตุลา พฤษภาทมิฬ แผ่นดินเหลืองแดง ก็เป็นตัวอย่างของความล่มสลายความเชื่อถือต่อรัฐบาล เพราะฉ้อราษฎร์บังหลวง

ถ้าไม่อยากให้มีการแทรกแซง พวกเราต้องทำให้สามอำนาจแห่งอธิปไตยคานซึ่งกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ
ถ้าอำนาจนิติบัญญัติเป็นไปเพื่อประเทศชาติ แต่ฝ่ายบริหารไม่เคารพ ตุลาการก็ต้องตัดสินยึดทรัพย์ ติดคุกคณะบริหารแต่ไม่เกี่ยวกับนิติบัญญัติ
แต่ถ้าอำนาจนิติบัญญัติเป็นไปเพื่อคณะบริหาร ตุลาการก็ต้องลงโทษอำนาจนิติบัญญัติด้วย

สองระบอบดั่งขุนเขา ประชาชนคือผืนดิน การเมืองคือสายน้ำ ฮวงจุ้ยมันดีอยู่แล้ว ถ้าอยู่ภายใต้มันอย่างเข้าใจ ประเทศชาติมีแต่ความสุขความเจริญ



ที่จริงอำนาจสามฝ่ายนั้นต้องคานกันไว้ แต่มีคนคิดพยายามรวบให้อยู่ในอำนาจเดียวกันหมด เ้พื่อความเป็นใหญ่ เขารวบได้สอง ขาดอีกหนึ่งคือ อำนาจศาลหากรวบได้หมด ก็เบ็ดเสร็จหมดครับ..ขอบคุณที่เข้ามาร่วมเสนอแนะครับ ได้ความรู้มากๆครับ..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #34 เมื่อ: 12 ต.ค. 12, 09:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บางกอก

ความปรองดองของนักการเมื่องบ้านเราเห็นทีจะเกิดขึ้นอยากสักหน่อย เพราะส่วนใหญ่สมาธิสั้นกันทั้งนั้น เห็นฝ่ายตรงกันข้ามเป็นศัตรูอยู่ตลอดเวลา จึงต้องกีดกันแก่งแย่งสร้างภาพเพื่อความได้เปรียบทางการเมื่องและจะได้ยึดเป็นอาชีพต่อไป นักการเมืองบางคนที่ตัวเขาอ้างว่าเป็นตัวแทนของประชาชน ประชาชนเลือกเขาเข้ามา เมื่อเข้ามาแล้วก็ทำให้อาชีพของเขาต้องเปลี่ยนไปด้วย ก็คือเป็นอาชีพนักการเมือง และเพื่อให้เป็นอาชีพหลักนักการเมืองยืนยงยาวนาน ซึ่งบางคนก็หวังผลตอบแทนในการประกอบอาขีพเพื่อสร้างฐานะให้กับตนเองและคนรอบข้าง จนต้องมี สส.แบบบัญชีรายชื่อเพื่อยื้อเขาให้อยู่ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะเดียวกันเขาก็เข้ามาเล่นการเมือง การเล่นเกมส์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกมส์กีฬาหรือเกมส์การเมืองก็ต้องมีการชิงไหวชิงพริบ มีการแพ้มีการชนะ ซึ่งในเกมส์นั้นมีผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมมากมาย เพราะเกือบทุกคนที่เข้ามาต้องลงทุนลงแรงที่จะเสนอตัวเข้ามาเป็นฝ่ายบริหารหรือไม่ก็เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย แต่ไม่รู้ว่าจะมีจิตสำนึกเพื่อช่วยกันสร้างชาติบ้านเมืองสักแค่ไหนและให้สมกับที่เรียกตัวเองว่าผู้แทนอันทรงเกียรติ และต่อแต่นี้ไปเรามาร่วมแรงร่วมใจระดมมันสมองและสรรพกำลังทั้งมวลเพื่อผลักดันประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเราทั้งผองให้หลุดพ้นจากวังวนของเกมส์สีเทาหรือเกมส์สีดำนี้เสียที คิดว่าเอาบุญเพื่อลูกเพื่อหลานของไททั้งมวลกันเถอะจะได้ไหม?



สองฝ่ายทำเพื่อมวลชนมากแค่ไหน ปัญหาเล็กน้อยก็มีปัญหากันไม่จบ อย่างที่บอกติดกับดักเข้าไปแล้ว ต้องดูกันต่อไป ขอบคุณที่ร่วมเสนอครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #35 เมื่อ: 12 ต.ค. 12, 09:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

Observer

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของญี่ปุน องค์จักรพรรดิของญี่ปุ่น ได้ประกาศว่า ต่อไปนี้ ปัญหาทั้งปวงของประเทศญี่ปุ่น จะต้องเป็นประชาชนญี่ปุ่นที่ต้องช่วยกันแก้ไข การตัดสินใจใดๆทั้งปวงเพื่ออนาคตของประเทศ ประชาชน(ส่วนใหญ่) จะเป็นผู้ตัดสิน...แล้วญี่ปุ่นก็สามารถใช้หนี้สงคราม และกลายเป็นประเทศที่เจริญที่สุดในทวีปเอเซีย...เพราะญี่ปุุ่นมีรัฐบาลเดียว คือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน


ญี่ปุ่นเขามีอุดมการณ์มีเป้าหมายรวมกันทั้งปรเทศมวลชนทุกคนต้องรวมใจเป็นหนึ่งเดียวเขาจึงเจริญมากที่สุดในภูมิภาคนี้ หากประเทศไทยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันเราก็จะทำสำเร็จได้เช่นกันครับ ขอบคุณที่มาร่วมแสดงความคิดเห็นครับ..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #36 เมื่อ: 12 ต.ค. 12, 09:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

snba1233

แค่หัวข้อที่โฟสขึ้นมาตั้งคำถามและประเด็นที่จะให้ช่วยหาคำตอบนั้น ยอมรับว่าหนักใจเอาพอสมควร ที่จะเสนอความคิดเห็นให้ตรงใจใครๆทั้ง3ฝ่าย เพราะทั้ง3ฝ่ายที่ว่ามานั้นต่างก้มีชนักปักหลังกันอยู่ ไม่มีใครยอมใครเอาเสียเลย เพราะต่างก็กลัวว่าตัวเองจะโดนดูถูกในเรื่องศักดิ์ศรี เลยทำให้ไม่มีใครยอมใคร กลัวจะเสียหน้า กลัวอับอาย กลัวสูญเสียผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายพึงจะได้ พึงจะมี สุดท้ายมันเลยต้องทำให้ยุ่งอิรุงตุงนังกันอยู่แบบนี้ ถ้าทั้ง3ฝ่ายยอมถอย ยอมเสียสละกันบ้าง ผมว่าต่อๆไปเมืองไทยเราจะน่าอยู่ยิ่งกว่านี้ครับ ผมเองเป็นน้องใหม่ยังไม่กล้าที่จะเสนอความคิดเห็นอะไรตรงนี้มากมายนักครับ ต้องขออภัยด้วย แต่จิตใจรักและเป็นห่วงประเทศชาติครับ



คุณเป็นน้องใหม่ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นที่ดีมองปัญหาออก ก็ต้องร่วมแรงร่วมใจช่วยกันเสนอทางออกให้ทุกฝ่ายได้เข้าใจบทบาทและหน้าที่ร่วมกันครับทุกท่านที่มาร่วมแสดงทัศนกันก็ด้วยความรักความห่วงใย และมีใจรักชาติกันทุกๆคน มาร่วมกันเสนอแนะด้วยใจเป็นธรรม ไม่มีอคติส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องมาช่วยเสนอแนะทางออกให้กับทุกฝ่าย นำความคิดที่ดีไป
ปรับปรุงแก้ไขปัญหาประเทศชาติร่วมกันครับ ขอบคุณทุกฝ่ายครับที่เข้ามาร่วมเสนอความคิดเห็นกันต่อเนื่องได้ครับและจะมีกระทู้ใหม่ๆให้ท่านมาช่วยกันแสดงความคิดเห็นร่วมกันอีกครับ..ตลอดไปครับ..







noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #37 เมื่อ: 13 ต.ค. 12, 08:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขณะนี้มีกระทู้ใหม่เชิญทุกท่านไปร่วมแสดงความคิดเห็นร่วมกันครับชื่อกระทู้ว่า "ประเทศชาติจะเกิดการพัฒนาได้ก็ด้วยฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมมือกัน"





(ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นในกระทู้นี้ก็เชิญร่วมเสนอความคิดเห็นกันต่อเนื่องได้ครับ ขอเชิญครับ)


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 ต.ค. 12, 12:12 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  ต่างประเทศ การพัฒนาประเทศ รัฐบาล 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม