หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: เริ่มแล้ว!! ชาวนา...ผูกคอตายหนีหนี้สิน...  (อ่าน 4060 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 25 ก.พ. 13, 02:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

อนาถ..ชาวนาขอนแก่น ประสพปัญหาภัยแล้งอย่างหนักขณะนาข้าวกำลังตั้งท้อง ต้องกู้เงินนอกระบบเพื่อซื้อน้ำเข้านาเพื่อรักษาข้าว แต่ก็เอาไม่อยู่ ถูกกดดันจากเจ้าหนี้มากเข้า สุดท้ายหาทางออกด้วยการแขวนคอตาย

ไหนล่ะครับ? "ลาก่อนน้ำท่วม - น้ำแล้ง" ที่ขึ้น ป้ายแดง ไว้สวยหรูเมื่อตอนหาเสียง นี่เป็นชาวนารายแรกที่สังเวยชีวิตกับนโยบายของท่าน และคงไม่ใช่รายสุดท้ายแน่

ข่าวเดลินิวส์
http://www.dailynews.co.th/thailand/186709

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 25 ก.พ. 13, 09:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีคุณมเหศักดิ์ อ่านแล้วน่าเห็นใจครับ ปัญหาภัยแล้งในภาคอีสานนั้นมีมานาน ยังไม่มีใครแก้ปัญหานี้ได้สักคนครับ...ก็ต้องรอกันต่อไปครับ..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 26 ก.พ. 13, 11:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
การทำนา หากต้องลงหุ้นกับเทวดา มีหนทางเจ๊งเป็นหนทางแรกๆครับ..
การทำนา ต้องมีความสมบูรณ์ในด้านต่างๆ เช่นแหล่งน้ำ เพราะนาเป็นพืชที่มีความต้องการใช้นำ้สูงกว่าพืชชนิดอื่นๆ..มีปัญหาด้านเมล็ดพัน มีปัญหาด้านโรครบกวน ทั้งโรครา ไวรัส แลมง กระทั่งหอย..
การทำนา หากจัดการพื้นที่ไม่ได้อย่างสมบูรณ์..การจะได้กำไรจากการทำนา ก็มีปริมาณไม่มาก
การทำนา หากมีพื้นที่มากๆ ก็พอได้หรอกครับ หากมีพื้นที่ไม่มาก และบางรายยังต้องเช่านาคนอื่่นทำอีก มันจะเหลือไม่มากนัก หรือไม่ก็เกือบขากทุน..
การทำนา ไม่ใช่ว่า น้ำจะไหลเข้าสู่แปลงนาได้เองเมื่อไร ต้องใช้เครื่องมือ เพื่อจีชัดการน้ำให้เข้าสู่แปลงนา เมื่อข้าวอยู่ในระหว่าการเจริญเติบโต ก็ต้องมีโรค แมลงรบกวน ตอนเกี่ยว ก็ต้องจ้างรถมาเกี่ยว..หากจะรอลงแขก ข้าวคงสุกร่วงพื้นหมด..

การทำนา หากว่าง่ายอย่างที่คิด ป่านนี้ ชาวนาไทยคงชื้อเครื่องบินมาขับเล่นกันแล้วครับ..เพราะเราทำนากันมาตั้งแต่ก่อนสมัยประวัติศาสตร..

แต่เราจะต้องเอาชนะอุปสรรคที่มีมาแต่เก่าก่อนให้ได้
ฉะนั้น การทำนา เป็นงานท้าทายความสามารถครับ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 26 ก.พ. 13, 13:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สวัสดีท่านผู้อาวุโสทั้งสองอีกครั้งครับ โพสท์ไปครั้งหนึ่งแล้วแต่โดนอุ้ม (ในกระทู้ตัวเอง) อิ อิ...ไม่ว่ากันครับ

ชาวนาไทยโดยเฉพาะในภาคอิสานไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้ดอกครับ ยิ่งดินก็ยิ่งจม เห็นนโยบายจำนำข้าวแล้วคงนึกอยากรวยกะเขาบ้าง คาดไม่ถึงว่า "ลาก่อนน้ำแล้ง-น้ำท่วม" เป็นเพียงนโยบายหาเสียง นอกจากจะทำนาได้ข้าวไม่พอกินแล้วยังมีโอกาสตายก่อนใครด้วยโรคพยาธิใบไม้ในตับ จากหอยโข่งที่เก็บมากินจากนาของตัวเอง เวร..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 26 ก.พ. 13, 15:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมรู้สึกอายๆอ่ะครับ..กับคำว่า ผู้อวุโสอ่ะครับ..ผมเลิกอ่านนิยายจีนมานานแล้วครับ..ไม่ได้พเนจรในยุทธจักรนานแล้วครับ..ถอดรองเท้า ล้างมือในอ่างดินเผาแล้วครับ..
ในสมัยผมอยู่ริมท้องนา แปลงนาของผม ต้องรอหน้าฝนครับ น้ำจะไหลล้นมาจากแม่น้ำยมครับ..
หากล้นมามากหน่อย ข้าวก็จะจม โอกาสนาจะแล้ง ไม่เคยมี
แต่พื้นที่นา ที่อยู่ที่ไกลจากแม่น้ำ ก็จะต้องรอให้น้ำฝนไหลมาเข้าแปลงนาเอง ฝนตกน้อย ก็ไม่มีน้ำ ฝนตกมาพอดีๆ ก็จะทำนาได้อย่างพอดีๆ แต่ก็เคยถูกน้ำไหลท่วม และแช่ขัง..
การทำนา มีโอกาสเสียงมากเหมือนกัน เสี่ยงเรื่องโรค(พวกเชื้อรา เชื้อไวรัส) แมลง(พวกหนอ เพลี้ยชนิดต่างๆ กระทั่งหนู หอยเชอร์รี
แต่ก็ไม่ทำให้ชาวนาถ้้อถอย พยายามเอาชนะอุปสรรคได้ แต่ก็ต้องแรกด้วยสุขภาพของร่างกาย(เสี่ยงต่อสารเคมี)อดทนกับสภาวะแวดล้อม ฝนตก แดดออก เหน็บหนาว เท้าก็ต้องระวัง หอยเชอรี่บาดเท้าดีชะมัด แต่..นาไม่ได้ทำทุกวัน ได้มีเวลานอนเปลยวนใต้ถุนบ้าน ผลกำไร มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่ฝีมือของใคร ก็ของใคร
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 26 ก.พ. 13, 16:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีท่านผู้อาวุโสทั้งสองเช่นกัน

ในบอร์ดนี้มีผู้อาวุโสหลายท่าน ท่านมเหศักดิ์นี่มาไกลจาก usa อายุน่าจะ 40 กว่าคงยังไม่ถึง 50 ถือว่าอาวุโสน้อยกว่าท่านเฮโล มาไกลเช่นกันอยู่ถึงจ.กำแพงเพชร ได้มาคุยกันในบอร์ดนี้ร่วมกันอย่างสนุกสนานป็นกันเอง ไม่เครียด คุยเรื่องทำนา ดินน้ำลมพายุและอื่นๆ ก็คงจะได้ทักทายกันบ่อยๆครับ ท่านอาวุโฮโลชอบการเกษตร ท่องเที่ยวและธรรมะ ท่านมเหศักดิ์ขอบคุยเรื่องอไรก็ชวนคุยมาได้ครับเรา 3 คนคงได้คุยกันบ่อยขึ้นครับ คุยสนุกๆเรื่องเครียดไม่ไหวครับคุยแล้วปวดสมองครับ....


(นี่เป็นฝีมือนักประดิษฐ์ไทยคิดค้นขึ้นครับเขาเรียกว่าหุ่นบินได้ครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 27 ก.พ. 13, 02:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สุดยอดนวัตกรรมครับท่านเดสตินีฯ แต่ผมแปลกใจอยู่อย่างว่าทำไมเรื่องเช่นนี้ไม่เคยอยู่ในสายตารัฐบาลไทยเลย คนดีมีฝีมือของไทยไม่เคยได้รับการดูแลเอาใจใส่-สนับสนุนจากภาครัฐเท่าที่ควรเหมือนชาติอื่นๆ มาแต่ไหนแต่ไร

เคยได้ยินเรื่องสองสามีภรรยาชาวลพบุรี ที่สามารถผลิตเครื่องบินเล็กจากเครื่องสูบน้ำโรแท็กได้ด้วยเงินทุนส่วนตัวเพียงไม่กี่แสนบาท แต่ก็ไม่มีใครจากภาครัฐมองเห็นความสำคัญในสามารถของเขาและเข้ามาให้การสนับสนุน พัฒนาให้เกิดการผลิตมำหรับใช้ในอุตสาหกรรมการเกษตรหรืออื่นๆ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 27 ก.พ. 13, 12:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมก็แปลกใจ ทำไมรัฐไม่ให้ความสนใจ ไม่มีการเพิ่มเติมในส่วนที่ยังขาดอยู่
เริ่มต้นความคิด..เจ้านายท่านคงจะเห็นว่าฝรั่งทำได้ดีกว่า หรืออย่างไร ก็ได้..
เช่น เครื่องบิน หากมีการพัฒนา และต่อยอดเพิ่มขึ้น อาจจะนำมาดัดแปลงทำเป็นเครื่องโปรยย่าฆ่าแมง เช่นในท้องทุ่งแปลงนา เพราะจะปลอดภัยกว่าการใช้เคมีแบบการฉีดพ่นดังในปัจจุบัน..

ผมแค่เสนอมาครับ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 27 ก.พ. 13, 15:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้อาวุโสทั้ง 2 ท่านมองแป๊ปเดียวก็มีจนตาการขึ้นมาเลยว่าเป็นผลดีใช้กับอะไรที่เป็นประโยชน์ได้ครับ เดี๋ยวจะลงรายละเอียดให้ทราบครับ...




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 27 ก.พ. 13, 15:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แข่งหุ่นยนต์บินอัตโนมัติครั้งแรกในไทย - ฉลาดสุดๆ


หลังจากจัดการแข่งขันจักรยานไร้คนขับมาเป็นเวลาหลายปี มาในปีนี้ทางสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย ได้เปลี่ยนมาจัดการแข่งขันหุ่นยนต์บินแบบอัตโนมัติ ภายใต้ชื่อว่า “ภารกิจท้าทายวิศวกรรมอากาศยาน” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

โดยร่วมกับกองทัพอากาศและมหา วิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) โดยมีทางภาคเอกชน คือบริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนเหมือนทุก ๆ ปี

ดร.ถวิดา มณีวรรณ์ นายกสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทางสมาคมฯ ได้มีการประชุมเพื่อหาโครงการจัดแข่งขันหุ่นยนต์รูปแบบใหม่ ๆ ทาง รศ.ดร.ภูดิส ลักษณะเจริญ ได้เสนอให้เปลี่ยนมาเป็นการแข่งขันหุ่นยนต์เครื่องบินแบบอัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ท้าทายมากยิ่งขึ้น และเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะกับคนไทย เพราะสามารถนำหุ่นยนต์บินแบบอัตโนมัติ ไปต่อยอดใช้ในการสำรวจ และด้านการเกษตรได้

ด้าน รศ.ดร.ภูดิส ลักษณะเจริญ ประธานจัดการแข่งขัน และตัวแทนจาก มจพ. กล่าวว่า การแข่งขันหุ่นยนต์ไร้นักบินถือว่ามีความยากกว่าแข่งขันหุ่นยนต์แบบเคลื่อนที่บนพื้น เพราะเป็นแบบ 3 มิติ และต้องบังคับแบบอัตโนมัติ และมีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนัก เทคโนโลยี และการเคลื่อนที่ในอากาศ การบังคับให้บินขึ้นลง และการออกแบบหุ่นยนต์และเขียนโปรแกรมที่สมบูรณ์ การใช้จีพีเอสเพื่อบังคับพิสัยการบินให้อยู่ในพื้นที่ที่ต้องการการแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันแต่ละทีมจะต้องพัฒนาหุ่นยนต์จำนวน 2 ประเภท คือ หุ่นยนต์บินอัตโนมัติ 1 ตัว และหุ่นยนต์บินบังคับด้วยมือ 1 ตัว โดยหุ่นยนต์บินอัตโนมัติจะแข่งขันในสนามเปิดโล่งนอกอาคาร ซึ่งต้องบรรทุกลูกกอล์ฟ 1 ลูกจากจุดเริ่มต้นไปปล่อยยังจุดที่กำหนดและบินไปลงจอดยังจุดจอดที่กำหนด ส่วนหุ่นยนต์บินบังคับด้วยมือ ผู้บังคับต้องควบคุมหุ่นยนต์อยู่ในห้องควบคุมระยะไกล ซึ่งผู้ควบคุมจะสามารถมองเห็นสนามแข่งได้จากจอควบคุมของทีมเท่านั้น และบังคับหุ่นยนต์ให้ผ่านอุปสรรคต่าง ๆ เมื่อเข้าถึงเส้นชัยจะต้องเจาะลูกโป่งให้แตกโดยใช้เข็มเจาะเท่านั้น เพื่อหยุดเวลาการแข่งขันของทีมตนเอง ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้จะเป็นการทดสอบความสามารถในการสร้างหุ่นยนต์ให้บินได้โดยอัตโนมัติ โดยใช้ระบบการนำร่องแบบดาวเทียม หรือเทคโนโลยีแมชชีน วิชั่น (Machine vision)

พลอากาศเอกชนัท รัตนอุบล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวว่า กองทัพอากาศต้องการเห็นความก้าวหน้าทางวิชาด้านอากาศพลศาสตร์ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค ซึ่งโครงการนี้จะช่วยจุดประกายให้เยาวชนมีความรู้ด้านวิศวกรรมการบิน เพื่อเป็นกำลังหลักในการพาไทยกลายเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคนี้ได้ และหวังว่าผลงานของเยาวชนในโครงการนี้จะเป็นประโยชน์สามารถนำไปต่อยอดใช้งานในภารกิจที่เครื่องบินจริง ๆ ไม่สามารถบินเข้าไปปฏิบัติได้ เช่น การถ่ายภาพ การสอดแนม ช่วยเหลือเรื่องภัยพิบัติ ฯลฯ

ด้านนายปาลวัฒน์ ประทุมวงษ์ นักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาเครื่องกลและการบิน-อวกาศ มจพ. ซึ่งได้นำหุ่นยนต์บินแบบอัตโนมัติมาแสดง กล่าวว่า หุ่นยนต์ที่พัฒนาชื่อ (PAW) MULTI X4 เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ด้วยงบประมาณมากกว่า 1 แสนบาท ทำจากอะลูมิเนียม และคาร์บอนไฟเบอร์ มีน้ำหนักรวมการบรรทุกอุปกรณ์กล้องประมาณ 2-3 กิโลกรัม โดยชิ้นส่วนทั้งหมดหาได้ในประเทศไทย ที่ผ่านมาเคยนำหุ่นยนต์บินแบบอัตโนมัติไปถ่ายรูปวัดเพื่อเก็บภาพมุมสูงและกว้าง ซึ่งหากใช้คนถ่ายจะทำไม่ได้

สำหรับนิสิตและนักศึกษาที่สนใจเข้าร่วมแข่งขัน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครแข่งขันทางออนไลน์ได้ที่ www.temech.com ถึงวันที่ 15 มี.ค.นี้.

จิราวัฒน์ จารุพันธ์

jirawatJ@dailynews.co.th

เครดิตจาก น.ส.พ.เดลินิวส์




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 27 ก.พ. 13, 15:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีของแปลกมาให้ดูอีกครับ จะไดจินตนาการก้าวไกลครับ

หากรถติดก็สามารถบินขึ้นฟ้าได้เลย มนุษย์นี้เก่งจริงๆครับ





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 27 ก.พ. 13, 16:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วิศวกร จบ ป.4 สร้างเครื่องบินเองได้ เก่งจริงๆๆ




วิศวกร ป.4 คนไทยคนแรกที่ประดิษฐ์เครื่องบินเบา นายประทีป สุวรรณประทีป หรือ " เฮียหนู " เป็นนักคิดค้นคำนวณและสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์มากมายหลายอย่างด้วยฝีมือเชิงช่างและมันสมอง
อันชาญฉลาด นำเกียรติยศและศักดิ์ศรีมาสู่ชาวอำเภอวิเศษชัยชาญ ผลงานอันเป็นประดิษฐกรรมที่น่าสนใจมีดังนี้..





เรือใบพัดอากาศ เอฟเวอร์เกรด (EVERGRADE) สร้างเมื่อ พ.ศ. 2507 โครงสร้างตัวเรือลักษณะเหมือนเรือท้องแบน โดยใช้เครื่องยนต์รถโฟล์คสวาเก้น แต่ใช้ใบพัดเครื่องบิน แล่นด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เคยขับถวายทอดพระเนตรหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช



รถแข่งฟอร์มูลา สูตร 1 ประดิษฐ์เมื่อ พ.ศ. 2512 โดยใช้โครงสร้างอลูมิเนียม เครื่องยนต์ฮอนด้า 450 ซีซี แล่นได้ความเร็วสูงสุด 140 กิโลเมตร / ชั่วโมง


เครื่องยนต์ไอพ่น ประดิษฐ์โดยใช้ท่อโลหะเป็นเครื่อง และแผ่นความร้อนเตารีดกับแตรรถยนต์มาดัดแปลง เครื่องยนต์ไอพ่นเครื่องนี้ติดเครื่องได้แต่เสียงดังมากและมีความร้อนสูงจนเกรงว่าอาจจะระเบิดได้ จึงระงับไม่นำออกมาใช้งาน ประกอบกับไม่สามารถหาวัสดุที่ทนความร้อนมาประกอบเป็นตัวเครื่องได้จึงไม่มีการค้นคว้าพัฒนาต่อไป


เครื่องบินเบา อุลตรา ไลท์ (Ultra Light ) เริ่มประดิษฐ์เมื่อ พ.ศ. 2526 และสามารถบินขึ้นได้ เมื่อ พ.ศ. 2527 มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้


อุลตรา ไลท์ คือ อากาศยานแบบปึกสูงชั้นเดียว มีที่นั่งเดียว ปีกทำด้วยผ้าไนลอน สามารถถอดปีกได้ หรือติดตั้งกางปีกได้ภายในเวลา 5 นาที ความกว้างของปีกเพียง 5

..เครื่องบินเบา อุลตรา ไลท์ (Ultra Light ) ..



ฟุต ยาว 32 ฟุต ใช้เครื่องยนต์เรือหางยาวยี่ห้อโรแทกซ์ 2 สูบ ขนาด 38 แรงม้า ส่วนใบพัดใช้ไม้เนื้อแข็งหลาวขึ้นเอง ในการบินขึ้นใช้ระยะทางรันเวย์เพียง 15 เมตร ก็สามารถยกตัวเครื่องขึ้นได้ ส่วนระยะทางลงใช้เพียง 5 เมตรเท่านั้น น้ำหนักตัวเล่า 115 กิโลกรัม บินความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตร / ชั่วโมง ถ้าความเร็วปกติ 60 กิโลเมตร / ชั่วโมง จะสามารถบินได้นาน 2 ชั่วโมง สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงซึ่งเป็นน้ำมันเบนซินซุปเปอร์ 10 ลิตร / ชั่วโมง เพดานบินสูงสุด 10,000 ฟุต
นายประทีปเล่าว่า แรงบันดาลใจในการสร้างเครื่องบินชนิดนี้ขึ้นมาเพราะสาเหตุ 2 ประการ คือ ประการแรก ได้เห็นเครื่องบินลำดังกล่าวในภาพยนต์เรื่อง " พยัคฆ์ยี่เก "

จึงคิดว่า ถ้าสามารถผลิตขึ้นได้เอง ก็จะมีประโยชน์ต่อการเกษตรกรรมมากที่สุด ประการที่สอง คือ การท้าทายความสามารถของตนเอง เนื่องจากคิดว่าพี่น้องตระกูลไรท์ ซึ่งไม่มีความรู้ทางวิศวกรรมอากาศยานเลยยังสามารถประดิษฐ์เครื่องบินได้ นายประทีปเล่าถึงการประดิษฐ์เครื่องบินว่า วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ทำโครงสร้างต้องเบาและเหนียวแน่นซึ่งหาได้ยากมาก ได้พยายามเสาะหาอลูมิเนียมอย่างดีแล้วนำวัสดุทุกอย่างมาออกแบบดัดแปลงด้วยฝีมือตนเอง โดยใช้เครื่องยนต์โรแทกซ์ขนาด 2 สูบ 38 แรงม้า ส่วนปีกเป็นผ้าใบไนลอนอย่างดีซึ่งภรรยาช่วยเย็บให้ ได้ออกแบบให้ทุกชิ้นส่วนสามารถถอดแยกและพับเก็บได้เพื่อสะดวกในการขนย้าย ใช้เวลาในการสร้างประมาณ 1 ปี ต้นทุนการผลิตประมาณ 80,000 บาท ซึ่งถ้าซื้อเครื่องบินชนิดนี้จากต่างประเทศ มีราคาเครื่องละ 150,000 บาท ต่อมา พล.ต. อุทัย รัตนรักษ์ (ยศในขณะนั้น) ผู้บัญชาการศูนย์ทหารบกจังหวัดลพบุรี ได้ติดต่อขอนำเครื่องบินนี้ไปทดลองบินร่วมฉลองในวันสถาปนาศูนย์การบินทหารบก ลพบุรี เมื่อวันที่ 13 - 14 มิถุนายน พ.ศ. 2527

โดยให้ พ.อ. อเนก ดารารัตน์ เป็นผู้ทดลองบิน ผลการทดลองประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง และได้รับความสนใจจากนายทหารชั้นผู้ใหญ่ รวมทั้งผู้ชมเป็นอันมาก แม้กระทั่งหน่วยงานของราชการทหารที่เกี่ยวข้องกับการบินก็มีความประหลาดใจในประสิทธิภาพของเครื่องบินไทยที่เหนือกว่าเครื่องบินต่างประเทศ มีผู้ถามว่าจะใช้ประโยชน์ในด้านใดได้บ้าง ซึ่งนายประทีปอธิบายว่า ประโยชน์ที่มีต่อกิจการทหารมีมากมายเหลือเกิน เช่น ใช้เป็นเครื่องบินฝึกหัดให้นักบินและหากใช้วัสดุบางอย่างที่เรดาร์จับไม่ได้ หน่วยจู่โจมพิเศษสามารถดับเครื่องแล้วร่อนเข้าหาที่หมายได้อย่างเงียบเชียบ นอกจากนี้ในท้องถิ่นซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา ถ้านำเครื่องฉีดยาฆ่าแมลงติดตั้งที่เครื่องบิน 2 เครื่อง แล้วบินขึ้นฉีดยาลงมา ไร่นาก็จะก่อประโยชน์ให้แก่เกษตรกรอย่างมาก ต่อมาได้มีนายทหารนักบินคนหนึ่ง มาขอยืมเครื่องบินไปฉีดยาฆ่าตั๊กแตนในไร่ข้าวโพดที่จังหวัดลพบุรี ปรากฏว่าได้ผลดี จนเป็นที่กล่าวขาน และยอมรับในสมรรถนะของเครื่องบินอุลตรา ไลท์ มีบางคนติดต่อให้สร้างลำใหม่อีก แต่เนื่องจากมีระเบียบกฏเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการบินของทางราชการควบคุมอยู่จึงมิอาจทำได้

ปัจจุบันเครื่องบินอุลตรา ไลท์ ยังอยู่ในสภาพที่พร้อมจะบินได้ ซึ่งนายประทีปยังคงเก็บรักษาไว้ที่บ้าน ผู้ใดมีความสนใจสามารถไปเยี่ยมชมพูดคุยไต่ถามได้ นายประทีปยินดีต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรีอันน่าชื่นชมยิ่งชาวอำเภอวิเศษชัยชาญต่างมีความภาคภูมิใจในความสามารถของนายประทีป สุวรรณประทีป ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานประดิษฐ์โดยใช้ภูมิปัญญาและเทคโน-โลยีท้องถิ่น สร้าง เครื่องบินอุลตรา ไลท์ ขึ้นเป็นคนแรกของเมืองไทย ความสำเร็จในการประดิษฐ์คิดค้นครั้งแรก นอกจากสร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเองแล้วยังเป็นเกียรติประวัติและศักดิ์ศรีแก่ชาวอำเภอวิเศษชัยชาญสืบไป


เครดิตจาก เว็บพลังจิต

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 27 ก.พ. 13, 16:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เครื่องบินอุลตร้าไลท์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 27 ก.พ. 13, 17:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เครื่องบินอุลตร้าไลท์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 27 ก.พ. 13, 17:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เครื่องบินอุลตร้าไลท์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คนไทยเก่ง
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 27 ก.พ. 13, 17:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สร้างเครื่องบินยังได้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 27 ก.พ. 13, 19:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เครื่องบินของคนไทยหรือครับนี่..สวยดีครับ บินได้จริงด้วย..
กฏหมายการบิน เป็นคนตั้งขึ้น หากว่า ทำเครื่องบินขึ้นมาใช้ แล้วก็ต้องตั้งกฏการใช้ขึ้นมา ไม่เห็นว่าจะเป็นปัญหาอะไร..
กฏเกณฑ์เป็นคนกำหนด แล้วคนก็ต้องแก้ไขกฏเกณฑ์ที่กำหนด
ประเทศจึงจะเจริญและพัฒนาไปอย่างเท่าเทียมกับนานาอารยประเเทศ พวกเราคิดว่าจริงไหม..

การนำประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์มาใช้ หากใช้ในหนทางที่ดี ที่เป็นประโยชน์ มันก็ไม่น่าจะปิดกันการคิดค้น และการพัฒนาไปได้นะครับ..
คุยๆกันไป ก็เหมือนกับพวกพูดเพ้อเจ้อ มีเวลาว่างมาก หลายคนเขาคิดอย่างนี้ได้

แต่การพัฒนาในสิ่งเหล่านี้ หากมีการต่อยอด ประโยชน์จะมีมาก แม้แต่ด้านการเกษตรก็ยังต้องการ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 27 ก.พ. 13, 21:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เครื่องบินเล็กเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างครับ เช่น ใช้พ่นยาฆ่าแมลงเพื่อความรวดเร็ว-ปลอดภัยของเกษตรกรอย่างที่ท่านเฮโลฯ บอกไว้กอ่นหน้านี้ก็ได้ ทั้งยังใช้โปรยสารเคมีสำหรับทำฝนเทียมเพื่อบรรเทาภัยแล้งให้แก่เกษตรกรได้อีกด้วย

ขอวิงวอนภาครัฐ โปรดให้ความสำคัญต่อนักประดิษฐ์ชาวไทยที่มีความสามารถไม่น้อยไปกว่านานาอารยประเทศ สนับสนุน-ช่วยเหลือด้านการลงทุนและผลิตเป็นสินค้าอุตสาหกรรมราคาถูก เสนอขายให้กับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน น่าจะทำรายได้เข้าประเทศและสร้างงานให้กับคนไทยได้อีกจำนวนหนึ่ง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 28 ก.พ. 13, 06:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีครับทั้งสองท่าน




ผู้นำไทยมีวิสัยทัศน์กว้างไกลส่งเสริมและสนับสนุนสิ่งประดิษฐ์คนไทนด้วยกันเอง ก็คงจะมีการพัฒนาต่อยอดได้อีกมากมายและสามารถผลิตส่งออกไปขายยังต่างประเทศได้อีกมากครับ เรายังหาผู้นำที่เป็นผู้นำยังไม่ได้ครับ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้นำที่เป็นผู้ตามซะส่วนใหญ่ครับ..ต้องรอกันต่อไปครับ รอมาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแตยุคอีสานจะเขียวขจี ตัดแม่น้ำโขง ชี มูล ให้เป็นรูปใยเมงมุม ส่งถึงทุกพื้นที่ในภาคอีสานทั้งหมดซึ่งยังไม่มีใครทำได้ ชาวบ้านภาคอีสานก็ได้แต่รอคอยครับท่านอาวุโสทั้งสองครับ...




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 28 ก.พ. 13, 06:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เช่นการสร้างรถยนต์หรือรถที่ใช้ไฟฟ้าในชื่อของไทยเอง เราผลิตรถให้ญี่ปุ่นในชื่อยี่ห้อดังๆมากมาย แต่ไม่มีชื่อของไทย เขมรและมาเลย์เซียได้ข่าวว่าผลิตรถของตัวเองให้คนในประเทศใช้กันแล้ว อันนี้มันเกี่ยวกับผู้นำที่เขามองการไกลครับ...และพัฒนาประเทศเขามาเป็นระบบอย่างต่อเนื่องครับ อย่างเช่นการพัฒนาด้านอวกาศครับ..ทุกอย่างต้องมีการพัฒนาพร้อมกันทุกภาคส่วนพร้อมกันหมด...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 28 ก.พ. 13, 06:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อเมริกาและชาติในยุโรปได้มีการส่งยานอวการไปที่ดวงจันทร์และดาวใกล้โลกเพื่อไปตักพวกแร่เพชรแร่ยูเรเนียม ที่สำคัญๆมาผลิตขายให้กับมวลมนุษย์โดยที่เราไม่ทราบว่าเขานำมาจากที่ใดถือเป็นความลับของเขาครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 28 ก.พ. 13, 06:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การขุดแร่ในดวงดาวต่างๆ ที่วางแผนจะสร้างเป็นเมืองกันเลยทีเดียว..




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
มองไกล
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 28 ก.พ. 13, 08:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วางแผนงานอนาคตของชาติในทางสร้างสรรค์ สามัคคี ร่วมมือกันพัฒนาประเทศ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 28 ก.พ. 13, 21:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พวกเราคุยกันในเรื่องการทำนา และผลตอบแทนจากการทำนา..แล้วก็คุยกันต่อมาเรื่อยๆกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ฝีมือคนไทย
แล้วก็มาพากันท้อถอยในกำลังใจ รัฐเมินความสามารถ..และเรียกร้องให้สนใจ และส่งเสริม..
เวลานี้ พวกเรายังคุยกัน ปรึกษากันเพราะความเป็นห่วงบ้าน เป็นห่วงเมือง อยากให้มีความพัฒนา..
เชื่อมั๊ย ขณะนี้ มี รมต.บางคนมีกะใจนั่งดูละครน้ำเน่าในช่องฟรีทีวี..
ช่างหัวPOTATO
ผมจะเล่าเรื่องนา..พี่น้องภรรยาผมมาเจอกัน ผมถามเลย ทำนากี่ไร่ ตอบ80กว่า...เช่า50 ของตัวเอง30กว่าๆ
ค่าเช่า ปีละ1000(พี่น้องกันเอาถูกๆ) และลงทุนทั้งหมด ตกไร่ละ2500 รวมค่าพันธุ์ ค่าแรงงาน ค่ายากำจัดทุกอย่าง ค่าแรงงานตนเองด้วย..
ได้ข้าวไร่ละ800กิโลฯ

สรุป..ขี้หมู ขี้หมา พี่น้องภรรยาของผม ทำนาได้ ปีละ3ครั้ง เป็นเงินที่ได้จากการทำนาทั้งปี..สองล้านห้าแสนบาทขึ้นไป..จริงๆ ไม่ได้โม้..
นาของตนเอง และพื้นที่นาเช่า..ไม่ต้องทำถึงร้อยไร่ก็ได้เงินเป็นล้านเหมียนกัล..

แล้วจะเอารูปถ่ายมาโชว์ เด๋วว่าขี้โม้..
ยิ่งๆอยู่ในสายตาของคนรู้ทันอยู่ด้วย..พอเขาอ่านปุ๊บ เขารู้ทันที ผมโม้อีกแล้ว..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 28 ก.พ. 13, 22:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ค่าเช่านาทำไมถูกจังครับคุณเฮโล ปีละพันบาทต่อ 50 ไร่ หาก 100 ไร่ก็แค่ 2 พันบาทเอง 1 ปีทำนา 3 หน ก็ได้หลายล้านแล้วครับ ลงทุนลงปุ๋ยไร่ละ 2500 บาท 100 ไร่ก็ 2 แสนห้าหมื่นบาท ก็สามารถหยิบเงินล้านได้แล้วครับ น่าสนใจครับ แล้วจะไปเช่านาได้ที่ไหนครับ ที่ทำนาได้ปีละ 3 หนครับ หากได้มีผูแนะนำที่ดีๆ การทำนาก็ไมใยกใช่ไหมครับคุณเฮโล..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 1 มี.ค. 13, 09:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมบอกเล่ามาไม่ละเอียดพอครับ..
ค่าเช่านา เจ้าของนา เขาคิดค่าเช่าไร่ละ1000บาท/ปี =เช่า50ไร่ ต้องจ่ายค่าเช่าเป็นจำนวนเงิน5000บาท/ปีครับ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #26 เมื่อ: 1 มี.ค. 13, 10:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เกรงใจเสียแล้วครับ ผมเป็นจอมโจรยึดกระทู้ครับ..ตีกระทู้เป็นเมืองขึ้น..ท่านมเหศักดิ์ คงจะเครียดๆกระมัง..
ผมมักใช้นิสัย ไม่ค่อยจะชอบลงทุน ยึดกระทู้คนอื่นอยู่บ่อยๆ..

กลับมาที่พื้นนาตรงทางแยกเข้าหมู่บ้านของผม..เป็นแปลงนาที่มีเจ้าของเป็นคนในหมู่บ้าน และจะเกี่ยวดองกันในฐานะญาติ..
ลักษณะที่เอื้อต่อการทำนา..
1.มีแหล่งน้ำใต้ดินที่ลึกลงจากพื้นผิวดินเพียง9เมตร..(ชาวบ้านเรียกว่าบ่อตอก)
2.มีแหล่งน้ำจากคลองฃลประทาน ด้วยระบบสูบน้ำด้วยไฟฟ้า..
ปัญหาและอุปสรรคในการทำนาที่นั่น..ในฤดูฝน มีเหตุน้ำล้นตลิ่งบ่อยขึ้น(ผมเคยคุยมาแล้ว) นอกนั้นก็เป็นปัญหาจำพวกโรคข้าว แมลงรบกวนต้นข้าว
ผู้ที่ทำนาตั้งแต่เกิดเหมือนญาติๆภรรยาของผม ไม่ถือว่านอกเหนือความสามารถในการจัดการ..

ผมได้ถ่ายรูปใว้บ้างแล้วตามระยะของการปลูก การดูแล และการเก็บเกี่ยว..
ต้องรอให้ลูกๆของผมมันมีเวลา แล้วจะให้มันเอารูปมาลงให้ดู..

ขออภัยท่านมเหศักดิ์มากเลยครับ..กระทู้ถูกผมยึดไปแล้ว..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #27 เมื่อ: 1 มี.ค. 13, 10:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เช่าไร่ละพัน 50 ไร่ ก็ห้าหมื่นบาท รวมกับอีก 2 แสนห้าหมื่นเป็นสามแสนบาท ก็ยังคุ้มครับ ยังมีกำไรจากส่วนต่างอีกมากโขอยู่เลยครับคุณเฮโลครับ
ยังแปลกใจว่าเกษตรกรทำนาแล้วไม่รวย กลายเป็นหนี้แทน ก็คงจะไปเกี่ยวข้องกับภูมิอากาศและการจัดการน้ำที่ดีครับ...ผมฟังคุณเล่าแล้วได้ความรู้มากเลยครับ..ขอบคุณมากครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #28 เมื่อ: 1 มี.ค. 13, 11:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อาจจะเคยได้ยิน หรือผ่านมาในความจำกันบ้าง กับคำว่า ทำนาปี ได้หนี้กับซัง ทำนาปรัง ได้ซังกับหนี้..ซัง หมายถึงฟางข้าว หรือต้นข้าลีบ ยืนต้นตาย เลยได้แค่อาศัยซังนี่แหละ ใว้เลี้ยงโค กระบือในฤดูแล้ง ซึ่งเป็นฤดูที่หญ้าสดจะหาได้จากธรรมชาติได้ยาก เช่น จะเห็นในรูปสีน้ำ หรือสีน้ำมัน..พวกศิลปินศ์เขาจะเอากองฟางใส่เข้าไป และมีกระบือ(หมายถึงควายนะครับ คนกทม.)หรือโค(วัว)นอนเคี้ยวเอื้องข้างๆกองฟาง..เป็นเช่นเดียวกัน..บางคนไม่รู้เรื่องของคนบ้านนอก..
การทำนา หากไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ที่สำคัญ..คือการดูแล และเอาใจใส่..
วันวาน เป็นวันฌาปกิจน้องสาวคุณแม่ยาย เลยได้มีโอกาสพบปะญาติๆที่เป็นชาวนา..แล้วก็คุยกันถึงความไม่ประสบความสำเร็จ..

หากการทำนา ไม่มีปัญหาในการจัดการน้ำ ผมรับรองได้เลยครับ ว่าเจ๊งยากครับ..
ที่เจ๊ง เพราะเกลียดคร้านครับ..เช่น ขี่รถมอ,ไซค์ไปวนรอบๆแปลงนา แล้วก็ขี่ มอ,ไซค์กลับบ้าน..แบบนี้ เจ๊ง ตั้งแต่ข้าวยังไม่ออกรวง..

พี่ๆของภรรยาผม เขาทำนา แบบผู้ที่คงแก่นา..มีความชำนาญดังการถักร้อยของสตรี..ห้วงเวลาไหน อุปสรรคอะไรจะเกิดขึ้น เขาวางแผนป้องกันใว้ได้หมด เช่น จะถึงฤดูน้ำหลาก แม่น้ำปิงอาจจะเอ่อท่วม พี่แก่ยังไม่ทำการไถหว่าน ห้วงเวลาไหน อากาศจะหนาวมาก เขาจะไ่หว่านเมล็ดพันข้าว เพราะหากข้าวงอกออกมาแล้ว อาจจะเจอกับลมหนาว ข้าวก็จะชงักการเจริญเติบโต..ห้วงเวลาไหน ควรจะไขน้ำออกจากแปลงนา เพื่อไม่ให้หอยเชอร์รี่มากัดกินต้นข้าว ที่ยังไม่แข็งแรง..
การเดินตรววจแปลงนา จะต้องถืออุแกรณ์เครื่องมือติดไปด้วย..เช่นเสียม เวลาเดินตรวจคันนา จะพบเห็นการรั่วซึมของน้ำในแปลงนา..จึงใช้เครื่องมือที่นำพาไปใช้งาน ไม่ต้องเดินกลับไปเอาที่บ้านมาทำการอุดรูรั่ว..
ทำนา 120วัน ก็ได้ตังค์แล้ว..พี่น้องเอ้ย..แต่จะมีความสารมารถขายได้ราคาเท่าไร ก็แล้วแต่ห้วงจังหวะ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
k542
เรทกระทู้
« ตอบ #29 เมื่อ: 1 มี.ค. 13, 13:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คิมสงสารและเห็นใจชาวนาชาวสวนที่ไม่ใช่นักลงทุนมากที่สุด ส่วนใหญ่แล้วจะพึ่งธรรมชาติ...

แต่ยังไงเสียมันก็ต้องมีการลงทุน มีค่าใช้จ่าย...

การเอารัดเอาเปรียบกันเกิดขึ้นเนื่องจากเกิดการแข่งขัน...ไม่มีทุนก็ต้องกู้ ถ้าไม่กู้ก็สู้ไม่ได้ เพราะมันต้องพัฒนา
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #30 เมื่อ: 1 มี.ค. 13, 15:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสเครับหนูคิม


หนูคิมคงจะสบายดีไม่ค่อยได้ทักทายกัน คิดถึงหนูคิมอยู่เสมอนะ เมื่อไหร่จะมีข่าวดีเรื่องเรียนและเรื่องคู่ละ เจอกระทู้ไหนเข้ามาคุยกันได้เลยนะ ผมและท่านเฮโลและท่านมเหศักดิ์นั้นชอบนำความรู้ในด้านต่างๆมาคุยกัน เช่นการเกษตร สิ่งประดิษฐ์ วิทยาศาสตร์ และธรรมะ คุณคิมเข้ามาคุยได้นะ เราเป็นกันเองครับ ดูท่านเฮโลบอกไปยึดกระทู้เสียละ ท่านมเศกดิ์คงชอบที่เรามาคุยกันแล้วมีท่านผู้อ่านเข้ามาชมหลายพันคนแล้วครับไม่แน่อาจจะวิ่งขึ้นไปถึง 1 หมื่นกว่าได้ทั้ง 3 กระทู้ติดกันรวมถึงคุณลำตะคองด้วยเห็นน้องคิดแอบชอบอยู่ หรือคุณคิมแอบเปลี่ยนมาชอบคุณเเฮโลหรือคุณมเหศักดิ์แล้วก็ได้ จริงไหมครับหนูคิม...


(ภาพนี้เป็นแบบแปลนโรงงานของนาซาหรือชาติยุโรปที่จะส่งไปบนดวงดาวที่เขาสำรวจอยู่ครับ นี่เขาวางแผนอนาคตไปอยูบนดาวดวงอื่นแล้วครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #31 เมื่อ: 1 มี.ค. 13, 22:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ไม่ต้องเกรงใจครับ ท่านhellocar ยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสอ่านเรื่องราวความเห็นที่เป็นประโยชน์ของท่านผู้อาวุโสทั้งสอง เพราะเป็นความรู้จริงจากประสพการณ์โดยตรง

เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ไม่มีความก้าวหน้าในอาชีพ นื่องจากขาดอำนาจทางการตลาด ไม่มีโอกาสกำหนดราคาผลผลิตด้วยตนเอง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพ่อค้าคนกลางและรัฐบาลทั้งสิ้น

ดังนั้น เมื่อนักธุรกิจพ่อค้าคนกลางคือคนกลุ่มเดียวกันกับผู้บริหารราชการแผ่นดิน ปัญหาของเกษตรกรจึงเป็นเรื่องคาราคาซังที่ไม่มีวันแก้ไขได้เลย และนี่คือ "วงจรอุบาทว์"ของการเกษตรบ้านเรา
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #32 เมื่อ: 2 มี.ค. 13, 07:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีครับคุณมเหศักดิ์


ต่างประเทศเขาศึกษาไปถึงอวกาศการขุดแร่เพชรแร่ยูเรเนียมบนดาวต่างๆมาขายบนโลกใบนี้กันแล้วส่วนของเรายังคุยกันถึงเรื่องปากท้องกัน การทำมาหากิน การทำนากันและยังทะเลาะกันอยู่เลย น่าสงสารจริงๆครับ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฝรั่งวางแผนที่จะเป็นจ้าวโลกคุมจักรวาลกันแล้ว ประเทศรอบข้างเราเขาระวังป้องกันการเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจการมาก
จึงได้สร้างการผลิตของตนเองขึ้น ส่วนของเราหากไม่ระวังตัวก็จะเกิดการรวบอำนาจทางเศรษฐกิจจากคนต่างชาติได้ครับ ต้องช่วยการดูแลให้ดีครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
มองไกล
เรทกระทู้
« ตอบ #33 เมื่อ: 2 มี.ค. 13, 14:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การพัฒนาไม่เกิดหากไม่มีใครส่งเสริม เช่นสามีภรรยาที่คิดค้นเครื่องบินยังเก็บโชว์มาหลายปีไม่มีคนส่งเสริม สร้างลำแรกได้ ห้ามสร้างลำที่ ผิดกฏหมาย มันมีกฎระเบียบหลายอย่างที่ยังถ่วงความเจริญในการพัฒนาเพื่อต้องการให้เอางบซื้อกับต่างชาติอย่างเดียว น่าเสียดายความคิดของท่านทั้งสองโดยไม่มีใครช่วยต่อยอดให้ทำเป็นอุตสาหกรรมขึ้นมา ต่างชาติคงเสียผลประโยชน์มหาศาลเลย น่าเสียดายสิ่งประดิษฐ์ของคนไทยหลายๆอย่างที่ถูกเบรคไว้โดยคนไทยหรือคนต่างชาติที่มีอำนาจในการเเบรคทุกสิ่งไม่ให้การพัฒนาเกิดขึ้นได้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #34 เมื่อ: 3 มี.ค. 13, 19:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ขอบคุณ คุณมเหศักดฺ์มากๆครับ..ที่มีใจให้ครับ..
ผมก็ต้องแสดงความเกรงอก กรงใจเข้าใว้ก่อน และต้องแสดงออกมาให้ประจักร์ด้วย..จะได้ไม่เป็นการเอารัด เอาเปรียบกันแบบคนเจ้าเลห์..
พวกเราคุยกัน ต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงลักษณะของคำพูด เพราะมีเด็ก มีเยาวชนเข้ามาอ่านด้วย ก็รู้จากข้อความแสดงความคิดเห็นที่เขาได้แสดงออกมา..
จึงต้องสร้างมาตรฐานอันพอควรแก่หมู่คณะของชาวบอร์ด..ให้รื่นไหลได้ และเป็นภาระของการสร้างชาติในทิศทางอันประเสริฐอีกรูปแบบหนึ่ง..ร่วมกันสร้างนะครับ..
ผมขอชักชวนนะครับ เราจักมีวาจาอันเหมาะสม(บางที่มันไม่ไพเราะ แต่ก็ฟังไม่เฝื่อนหู)
กระทู้นี้ เป็นกระทู้ที่มีสาระ เกี่ยวพันกับการสร้างกลุ่มชน มีพันธะเกี่ยวพันกับการอยู่ร่วมกัน จนเป็นชนชาติที่เก่งกาจในการผลิตข้าว ข้าวที่มีคุณภาพมากที่สุดในโลก คือข้าวของเรา..

ทำไม..อเมริกา มีสิทธิบัตร์ในสายพันธุ์ข้าวที่ไม่มีสายพันธุ์อยู่ในพื้นที่ประเทศของเขา..

นักวิชาการของเรา ได้รับการดูแล ให้ทุน หรือส่งเสริมงานสายวิจัยหรือไม่ หากไม่เป็นเพราะอะไร และได้รับการส่งเสริมด้านทุน ได้ทุนอะไร ทำอะไร และให้เท่าไร..

แล้ว ต่างชาติ มาชื้อตัวนักวิชาการ ไปวิจัย ไปเพาะพันธุ์ข้าวกี่คน ชาติไหนบ้าง..

รัฐบาลส่งเรียนเสียแทบตาย เรียนจบแล้ว ทำงานจนเก่งกล้าแล้ว ดันเห็นแก่เงินทอง สมบัติ..ไปรับจ้างชาติอื่นๆหากินเอาตัวรอดเสีย..ไม่เหลียวแลมายังเบื้องหลัง..

อเเริกา, แขกเจ้าพ่อน้ำมัน ต้องจ้าง วิศวะกรไปควบคุมการทำนา ไม่ใช่จ้างนักวิชาการไปวิจัยเรื่องนา..

ต้องเก็บภาษีให้กระฉูด..ไม่งั๊น ไม่ให้เข้าประเทศ..ไปร่อนเร่ อยู่ด้านนอกเถิด..หากมีตังค์ ก็ชื้อเรือบินขี่วนๆเวียนๆอยู่รอบนอกเห๊อะ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #35 เมื่อ: 3 มี.ค. 13, 23:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
กรณี "สมองไหล" ของเมืองไทยได้เกิดมีมาช้านานแล้วครับท่านเฮโลฯ เนื่องจากการละเลย ไม่ใส่ใจต่อคนไทยที่มีฝีมือของรัฐฯ เพิกเฉยไม่ให้ความสำคัญเพราะมันไม่ทำประโยชน์ส่วนตัวให้ใคร คือ "การสนับสนุนนวัตกรรมของอัฉริยบุคคล ไม่ทำให้นักการเมืองไทยได้ผลประโยชน์ส่วนตน" จึงไม่มีใครหันมามองเรื่องนี้อย่างจริงจัง คนไทยที่มีฝีมือจึงถูกซื้อโดยบริษัทต่างชาติเสียโดยส่วนใหญ่ครับ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เสียดายคนเก่ง
เรทกระทู้
« ตอบ #36 เมื่อ: 4 มี.ค. 13, 09:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คนเก่งของไทยถูกซื้อตัวไปอยู่ต่างประเทศหมด

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #37 เมื่อ: 5 มี.ค. 13, 09:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เห็นใจชาวนาไทยที่ต้องกู้เงินจากนายทุนมาทำนาและมีหนี้สินขึ้นมาเเพราะความแห้งแล้งในแต่ละปี ที่ไม่มีความแน่นอนในสภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งเช่นในภาคอีสานที่มีการทำนาปีละหน ก็ต้องมาพบกับปัญหาแห้งแล้งในทุกๆปีครับ น่าเห็นใจจริงๆ รัฐน่าจะหาวิธีแก้ปัญหานี้ให้ได้ครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  ผูกคอตาย สิน ชาวนา 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม