Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1 ... 8 9 10 11 12 13 14 15 16

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: สาระธรรมกับ destinygoal  (อ่าน 23456 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« ตอบ #630 เมื่อ: 24 ก.ค. 13, 22:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

"การปล่อยวาง"และ"การปฏิบัติภาวนา"เป็นอย่างไร?



เกิดขึ้นจากความว่าง..ปล่อยวางจากความรู้สึก..




สิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา..
ควรค่าแก่การดำรงอยู่และรักษา..บ้างหรือไม่ ??

จิตใจ..ที่ปราศจากความว่างเปล่า..
จิตใจ..ที่ไม่หลงยึดติดกับสิ่งใด ๆ..
เป็นจิตใจ..ที่พร้อมจะปล่อยวางและว่างเปล่า..

วางจาก..อารมณ์และความรู้สึก..
วางจาก..ความสุขและความทุกข์..
วางจาก..สรรพสิ่งทั้งปวงในโลก..
วางจาก..ความว่างเปล่าในจิตใจ..
วางจาก..สิ่งที่มีสู่ความไม่มี..

ถ้าปล่อยวาง..จะเกิดความรู้สึกที่เบาสบายภายในจิตใจ..
ถ้าปล่อยวาง..จะเกิดความรู้สึกสงบลึก ๆ ภายในจิตใจ..
ถ้าปล่อยวาง..จะเกิดความไม่ยึดถือ..ไม่ยึดติด..ภายในจิตใจ..
ถ้าปล่อยวาง..จะเกิดความรู้เฉย ๆ เป็นกลาง ๆ ว่างเปล่า..ภายในจิตใจ..อย่างแท้จริง..

หลายคนประสบปัญหา..
กับคำว่า..ปล่อยวาง..และว่างเปล่า..
จึงพูดออกมาดัง ๆ ว่า..
มัวแต่ปล่อยวาง ๆ แล้วจะทำมาหากินอะไรได้..

การพูดเช่นนี้..
แสดงว่า..เรายังไม่เข้าใจ..
ความหมายของคำว่า..ปล่อยวาง..อย่างแท้จริง..

การปล่อย..ก็คือ..ไม่ยึด..ไม่ติด..ไม่ถือ..
การวาง..ก็คือ..ปลดลง..ปล่อยลง..ไม่แบก..สละละวาง..
ดังนั้น..คำว่า..ปล่อยวาง..
ก็คือ..ความว่างเปล่า..จากสิ่งทั้งหลายทั้งปวง..
ไม่ยึด..ไม่ติด..ไม่ถือ..ไม่แบก..ปลดปล่อย..สละออก..ได้อย่างสบายใจ..

พูดง่าย ๆว่า..ถ้าถือมันก็หนัก..ถ้าวางมันก็เบาสบาย..
ชีวิตของเราจะไม่หนัก..เพราะรู้จักปล่อยวาง..
ชีวิตของเราจะไม่ทุกข์..เพราะรู้จักวางใจได้ถูกที่..และถูกต้อง.

นั้นคือ..การปล่อยวาง..
จากอารมณ์และความรู้สึกทุก ๆ อย่าง..
ที่มันทำให้เราทุกข์ใจ..หนักใจ..
วางมัน..เพื่อให้มันเบาสบายใจ..
แล้วความสุขสงบจะบังเกิดขึ้นภายในจิตใจเรา..






noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #631 เมื่อ: 24 ก.ค. 13, 23:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณเฮโล..


การปฏิบัติบำเพ็ญเพียรภาวนา..เป็นการร่วงรู้ภาวะจิตของตนครับ..ต้องใช้ความเพียรในการฝึกฝนครับ ฝึกฝนโดยไม่มีเป้าหมาย ให้ปฏิบัติเหมือนเรานั่งรถไปต่างจังหวัด..เราปล่อยให้รถมันพาเราไป แล้วเมื่อถึง เราจึงจะรู้ว่า ปลายทางมันเป็นอย่างไร
คนปฏิบัติหลายคนหลงไป คือว่า เขาอยากเห็น อยากได้อ่ะครับ ส่วนมากก็อยากมีฤทธิต่างๆเช่น ร่วงรู้อนาคต(พวกบ้าหวย)
มันจะไม่ได้อะไร นั่งให้ทรมานเสียบเปล่าๆครับ บางคนพบอะไรในความคิดความรู้สึกของตนเอง ก็หลงไปว่า ตนมีฤทธิ



การนั่นานๆ แต่เราไม่ได้ปลดปล่อยภาระต่างๆลงไป ลองสังเกตุดูที่ร่างกาย ดูภาวะความคิด เรายึดอะไรใว้บ้าง เช่น เราเกร็งที่เพดานปาก แต่เราไม่ได้ทำการสำรวจร่างกายในส่วนต่างๆ เราไม่ทราบว่าเราเกร็งที่เพดานปาก เกร็งเพดานช่องหายใจในลำคอ.. หรือเราไม่ได้ปลดภาระในใจออก สิ่งเหล่านี้ มันจะเหมือนเราปลอกเปลือกผลไม้ไม่เกลี้ยงครับ..
การพำเพ็นเยี่ยงนั้น มันจะเหมือนเราเหยียบคันเร่ง แต่เราไม่ได้เปลี่ยนเกียร์รถครับ เราวิ่งรถที่เกียร์1-2 เท่านั้น..
อาการของคนที่เหนื่อย และอ่อนเพลีย..
เราไม่ต้องตั้งความหวังอะๆไร



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #632 เมื่อ: 24 ก.ค. 13, 23:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ให้มีสติ อยู่ที่ลมหายใจ รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออก..
สติเดินเคียงคู่กันไปกับลมหายใจนะครับ..
เหมือนเราเดินทางขึ้นภาคเหนือ เรามีหน้าที่เดินทางเท่านั้น ในระหว่าการเดินทาง เราก็อยากจะทราบว่า ในเมืองเหนือ มันมีอะไรบ้าง คิดไปเรื่อยเปลื่อย..คิดว่า น่าจะมีอันนี้ น่าจะมีอันโน้น.. แต่เมื่อไปถึง สิ่งที่สงสัย ก็จะหายสงสัย
อย่าได้มีความสงสัย ในระหว่าการบำเพ็ญเพียรนะครับ..



คนอย่างเรา จะผ่านประสบพการณ์จวนแจ เกือบตายมาแล้วทั้งนั้น ล้วนแต่แปลกๆครับ จริงดังคำพูดที่ว่า ไม่ถึงคราวตาย ไม่วายชีวาวาดครับ.. การบำเพ็ญเพียร หากเห็นอะไร ก็ให้เห็นด้วยสตินะครับ..เราอย่าได้หลงเพรินไปกับสิ่งที่เราเห็น มันไม่ใช่หนทางของการหลุดพ้น พระได้เทศน์บอกใว้ครับ..
หากเราเห็น แล้วเราเอาจิตเข้าไปผูกพัน จะทำให้เกิดการวกวน ท่องเที่ยวไปในทิศทางต่างๆ ลืมตนลืมตัว มัวเมาไปกับกิเลสที่ได้พบได้เห็น



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #633 เมื่อ: 24 ก.ค. 13, 23:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ที่ผมเล่ามา เพราะผมตีความหมายเรื่องพวกนี้แตกฉานแล้วครับ..
ผมตีความหมายเรื่องนี้ ผสมกับประสบพการ์ของผมจากการฟังหลวงตาบัวท่านเทศน์ครับ..ดังนี้..
หลวงปู่มั่น ได้สั่งหลวงตาบัว ให้สอนแม่ชีแก้ว..แม่ชีแก้ว เป็นศิษย์หลวงปู่มั่น เมื่อหลวงปู้มั่นจะลาจากไป ได้สั่งแม่ชีแก้วใว้ ว่า ให้รอคอย จะมีพระมาสอนธรรม..
เมื่อหลวงตาบัว ได้ไปจำวัดในวัด(ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว) แม่ชีแก้ว ได้ไปกราบ และรับคำสอนฯจากหลวงตาบัว..โดยหลวงตาบัวสอนให้ดูลมหายใจเท่านั้น
แต่ความเดิม แม่ชีแก้ว ท่านภาวนา แล้วจิตของท่านจะล่องลอยออกไป



ท่องเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ สวรรค์ นรก ท่านได้รู้ ได้เห็นมาหมด..
แต่หลวงตาบัวสั่งให้เลิกเอาจิตออกไปท่องเที่ยว..ให้ภาวนาดูลมหายใจเพียงอย่างเดียว..ท่านดุแม่ชีแก้ว ถึงกับร้องให้เดินลงจากเขาเลยทีเดียว..
และแล้ว ในที่สุด การสอนของหลวงตาบัว ที่สอนแม่ชีแก้ว ก็เป็นไปตามความประสงค์ของหลวงตาบัว ในภายหลัง
ผม ภาวนา เคยปล่อยจิตออกไป เห็นอะไร บางสิ่ง บางอย่าง ส่วนมากจะเป็นเห็นจำพวกปริศนาธรรม..และเห็นการเป็นไป เป็นมา การเปลี่ยนแปลงของจิต..
ในปัจจุบัน ผมพยายามจะแยกสังขารออกมา...ผมจะปล่อยสังขารให้เป็นไป



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #634 เมื่อ: 25 ก.ค. 13, 14:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณเฮโล..


ผมศึกษาพระธรรมด้วยการฟังเป็นส่วนมากครับ..
แม่ชีแก้ว เป็นศิษย์หลวงปู่มั่นครับ..แล้วก่อนที่ท่านฯจะเดินทางจากแหล่งที่แม่ชีแก้วอาศัยอยู่ ท่านได้สั่งแม่ชีแก้วใว้ ว่า จะมีพระมาสอนฯ ดังที่ผมเล่ามาก่อน และต่อมา พระที่หลวงปู่มั่นสั่งใว้ ก็ได้ปรากฏที่ตำบลที่แม่ชีแก้วอาศัยอยู่..
ผมแนะนำให้ปฏิบัติด้วยการอ่าน การฟัง และสร้างความเพียรเอาเองนะครับ..
สวรรค์ หรือนรก ไม่มีใครจะนำพาผู้อื่นไปได้ มีแต่ต้องนำพาตนเองไปเท่านั้นครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #635 เมื่อ: 26 ก.ค. 13, 18:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ประเพณีทำบุญตักบาตรเทโว



ประวัติความเป็นมา

ประเพณีตักบาตรคำว่า "เทโว" เป็นคำย่อมาจาก "เทโวโรหณะ" หมายถึง การเสด็จลงจากเทวโลกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามตำนานเล่าว่า
" เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ได้เสด็จไปประกาศพระศาสนาในแคว้นทั่วชมพูทวีป เริ่มตั้งแต่เมืองราชคฤท์, พาราณสี, เมืองสาวัตถี ตลอดถึงเมืองกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นราชปิตุภูมิของพระองค์ ทรงเทศนาโปรดพระเจ้าสุทโธทนะ, พระพุทธบิดา, พระนางมหาปชาบดีโคตมี, พระนางยโสธราพิมพา และราหุลราชกุมาร ตลอดถึงพระประยูรญาติทั้งหลาย ให้บรรลุมรรคผลตามสมควรแก่อุปนิสัยของตนแล้ว พระองค์ทรงรำลึกถึงพระนางสิริมหามายา ซึ่งได้สิ้นพระชนม์หลังจากพระองค์ประสูติได้ 7 วัน ทรงดำริที่จะสนองคุณพระพุทธมารดา ซึ่งมีพระคุณมากมายยิ่งนัก จะหาอะไรเปรียบปานมิได้ ทรงวินิจฉัยโดยรอบคอบแล้ว เห็นว่ามีสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะสนองคุณพระพุทธมารดา เป็นการใช้หนี้ค่าน้ำนมให้คู่ควรกันได้ นั่นคือ พระอภิธรรม ฉะนั้นในพรรษาที่ 7 นับแต่ปีที่ตรัสรู้ พระพุทธองค์จึงได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทศนาพระอภิธรรมปิฎกโปรดพระพุทธมารดาอยู่หนึ่งพรรษา ครั้นออกพรรษาแล้ววันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 พระพุทธเจ้าจึงเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาประทับที่เมืองสังกัสสะ มีประชาชนไปเฝ้าพระพุทธองค์ เพื่อทำบุญตักบาตรอย่างหนาแน่น " อ่านต่อ

ด้วยเหตุนี้จึงถือว่า วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากเทวโลกลงมาสู่เมืองมนุษย์ บรรดาพุทธศาสนิกชนจึงนิยมตักบาตรกันเป็นพิเศษ เป็นประเพณีสำคัญสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ เรียกว่า "ตักบาตรเทโว" โดยพระสงฆ์จำนวนมาก นำโดยพระพุทธรูปปางเสด็จจากดาวดึงส์ เดินลงบันไดจากมณฑปพระพุทธบาท ลงมารับบิณฑบาตรข้าวสารอาหารแห้งจากพุทธศาสนิกชน
ความสำคัญ
งานตักบาตรเทโวเป็นงานที่ช่วยสร้างความสมัครสมานสามัคคี ให้แก่ชาวบ้านอย่างมาก เป็นเครื่องควบคุมสังคมให้ ละ ลด เลิกอบายมุข หันหน้าเข้าวัดเพื่อทำบุญ จึงมีส่วนช่วยให้สังคมเกิดสันติสุขเป็นอย่างดี



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #636 เมื่อ: 26 ก.ค. 13, 18:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การจัดพิธีกรรม
อนึ่งในวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาสู่มนุษย์โลกนั้น ประชาชนพร้อมกันไปทำบุญตักบาตรเป็นจำนวนมากสุดจะประมาณ พิธีที่กระทำกันในการตักบาตรเทโว ซึ่งถือตามประวัตินี้ก็เท่ากับทำบุญตักบาตร รับเสด็จพระพุทธเจ้าในคราวเสด็จลงมาจากเทวโลกนั่นเอง บางวัดจึงเตรียมการในคฤหัสถ์แต่งตัวเป็นเทวดาบ้าง เป็นพรหมบ้างแล้วอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานบนบุษบกที่มีล้อเคลื่อน และมีบาตรตั้งอยู่ข้างหน้าพระพุทธรูปใช้คนลากนำหน้าพระสงฆ์ พวกทายกทายิกาตั้งแถวเรียงรายคอยใส่บาตร เป็นการกระทำให้ใกล้กับความจริงเพื่อเป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้า ส่วนอาหารที่นำมาทำบุญตักบาตรในวันนั้น มีข้าว กับข้าวต้มมัดใต้ ข้าวต้มลูกโยนที่ห่อด้วยใบมะพร้าวหรือใบลำเจียกไว้หางยาวและข้าวต้มลูกโยนนี้มี ประวัติมาตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะตั้งใจอธิษฐานแล้วโยนไปให้ลงบาตรของพระพุทธเจ้า เนื่องจากมีคนมากเข้าไปใส่บาตรไม่ได้
ขั้นตอนการปฎิบัติ
โดยเริ่มจากวันก่อนออกพรรษา 1 วัน คือวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ทางวัดได้ประกาศให้พุทธศาสนิกชน นำวัตถุดิบที่มี มาบริจาค โดยทางวัดได้จัดทำบัญชีรับบริจาค โดยอุบาสกอุบาสิกา ได้ลงมาวัดและเตรียมอุปกรณ์ วัตถุดิบต่างๆเช่นขูดมะพร้าว ปอกเปลือกผลไม้ นำมาบด นำมาตำ ละลายน้ำกะทิกรองเอาแต่น้ำ ในหมู่บ้านที่มีคนบริจาคมากจะได้น้ำแป้งกะทิมาก จนเวลาประมาณ บ่าย 2 - 3 โมง ก็นำหญิงพรหมจารีย์ ที่คัดเลือกมาจากเด็กหญิงที่ ยังไม่เป็น ประจำเดือนมาจำนวน 4 คน เพื่อนำมาบวช ( นัยว่า เป็นตัวแทนของนาง สุชาดา ผู้นำข้าวมธุปายาส มาถวายพระพุทธเจ้า ) มาบวชชีพราหมณ์ นุ่งขาว ห่มขาว โดยพระภิกษุสงฆ์ เป็นผู้บวชให้ เมื่อบวชเสร็จก็แห่ ขบวน อันประกอบไปด้วย ขบวนหญิงพรหมจารีย์ 4 คน ถือไม้พายกวนข้าวทิพย์ และฟืนก่อไฟ คนละ 1 ดุ้น ขบวนผู้หญิงหาบหาม น้ำปรุงข้าวทิพย์ 4 ถัง ขบวนกลองยาวแห่ รอบโบสถ์ 3 รอบ ในขณะที่แห่วนรอบโบสถ์ พระภิกษุสงฆ์ก็จะสวดมนต์คาถา ลั่นฆ้องลั่นกลอง ครบ 3 รอบ หญิงพรหมจรรย์ ก็จะไปที่เตาไฟ อุบาสิกา จะนำน้ำเครื่องทิพย์ มาเทลงกะทะ บนเตาไฟ แล้วเติมฟืนที่นางเตรียมมา นางทั้ง 4 คน จะเป็นผู้เริ่มต้นกวน เป็นพิธี หลังจากนั้น ก็ให้กลุ่มแม่บ้านและเยาวชนกวนต่อ ไป แล้วนำนางมาลาสิกขาบท ซึ่งชาวบ้านจะติดเตาไฟ 2 - 4 เตา เพื่อที่จะได้กวนช่วยกัน จะใช้เวลากวน ประมาณ 30 -40 นาที น้ำเครื่องทิพย์จะจับตัวกันเป็นวุ้นเนื้อเดียวกัน โดยไม่ติดกะทะ ก็ถือว่าสุกได้ที่ นำมาเทใส่ถาดแบนแล้วโรยหน้าด้วย ถั่วงา นำไว้ถวายพระในวันรุ่งขึ้น ขึ่งเป็น เช้าของวันออกพรรษา 15 ค่ำ เดือน 11 วันตักบาตรเทโวโรหนะ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #637 เมื่อ: 26 ก.ค. 13, 18:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ช่วงเวลา
หลังจากวันออกพรรษา 1 วัน คือ แรม 2 ค่ำ เดือน 11
สถานที่จัดงาน
วัดหัวเขา หมู่ 2 ตำบลหัวเขา อำเภอเดิมบางนางบวช การเดินทาง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 60 กิโลเมตร ผ่านเข้าตัวอำเภอเดิมบางนางบวช แล้วไปตามทางหลวงหมายเลข 3350 ประมาณกิโลเมตรที่ 2-3 เมื่อถึงวัดหัวเขาจะเห็นบันไดขึ้น-ลงเขาทำด้วยคอนกรีตจำนวนรวม 212 ขั้น
สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ
กลุ่มทอผ้าพื้นบ้านเมืองจกลวดลายโบราณลาวซี่-ลาวครั่ง, บึงฉวาก, วัดขวางเวฬุวัน, วัดเขาขึ้น หรือ วัดเขานางบวช (วัดพระอาจารย์ธรรมโชติ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #638 เมื่อ: 27 ก.ค. 13, 07:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อเช้านี้ได้ใส่บาตรพระ 5 องค์ เรียบร้อยครับ เช้านี้ท่านใส่บาตรหรือยังครับ และผมได้อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับท่านทุกๆคนครับ..จะได้บุญร่วมกันครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #639 เมื่อ: 27 ก.ค. 13, 19:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สร้างคนดีด้วยหลักศาสนา



เป็นที่น่ายินดี หลายปีติดต่อกันนี้ เมื่อมีวันสำคัญทางพุทธศาสนา เช่น วันอาสาฬหบูชา และเข้าพรรษา จะเห็นพุทธศาสนิกชนชาวไทย ทั้งวัยรุ่น วัยทำงาน ต่างไปรวมตัวกัน ตามแหล่งกิจกรรมทางธรรมโดยพร้อมเพรียง ร่วมกับผู้สูงอายุที่ไปปฏิบัติธรรมเป็นปกติ ซึ่งก็สอดคล้องกับความใส่ใจ ใฝ่ธรรมของคนรุ่นใหม่ ที่มักพบปะฟังธรรมประจำสัปดาห์ ตามแหล่งปฏิบัติต่าง ๆ ที่นับวันจะมีจำนวนมากขึ้น ถือเป็นกระแสความนิยมทางบวกที่ควรได้รับการส่งเสริม ให้ได้เรียนรู้ เกิดความเข้าใจ นำไปเผยแพร่และขยายให้เกิดผลดีต่อการดำเนินชีวิตของคนทั่วไปอย่างกว้างขวาง

การเรียนรู้ น้อมนำสู่ทางธรรม หากเป็นไปอย่างถูกต้อง ไม่ถูกชี้นำในทางผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะโดยหลักศาสนาใด ก็ล้วนเป็นมงคล เพราะเป็นการชักนำให้ใฝ่ดี โดยไม่มีพิษปนแฝง ตัวอย่างที่เห็นประโยชน์อย่างมหาศาลทั้งระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่ กิจกรรมงดเหล้าเข้าพรรษา ที่มีการขยายผลจนเกิดความนิยมแพร่หลาย มีผู้ลดละได้อย่างจริงจัง และทำให้เกิดการรณรงค์อื่นที่มีประสิทธิภาพ เช่น การสร้างกระแส ชี้ชวนให้เลิกการให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นของขวัญในเทศกาลต่าง ๆ ทำให้กระเช้าของฝากเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ หรือสินค้าดีจากชุมชน ที่นอกจากลดความเป็นโทษ ยังสร้างประโยชน์แก่ภาคส่วนต่าง ๆ ได้เป็นอย่างมาก




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #640 เมื่อ: 27 ก.ค. 13, 19:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เวลานี้ การรณรงค์สร้างสรรค์สิ่งดี ๆ แก่สังคม โดยใช้หลักศาสนาเป็นจุดเริ่ม และเพิ่มเป้าประสงค์ ขยายไปสู่เด็กและเยาวชน ดำเนินก้าวหน้าอย่างน่าชื่นชม โดยหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ มูลนิธิพุทธโฆษณ์ มูลนิธินิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตร ศาสตร์ รุ่น 28 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทำโครงการชวนน้องท่องพุทธวจน เพื่อสนับสนุนการแสดงความสามารถของเยาวชน ในการสาธยายพุทธวจน อันจะเป็นการส่งเสริมให้เยาวชน ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ และประชาชนไทย หันมาสนใจ นำคำสอนจากพระโอษฐ์ของพระตถาคต เป็นเสาหลักของจิตใจ เป็นหลักยึด ในการดำเนินชีวิต เพื่อประโยชน์สุขแก่ตนเอง ครอบครัว สังคม ตลอดจนประเทศชาติโดยส่วนรวม

การที่ประชาชนสนใจ ใฝ่ธรรม และมีการขยายผล จนถึงขั้นพัฒนาเยาวชนให้รู้จักยึดแนวทางคำสอนจากพุทธวจน ล้วนเป็นสิ่งที่จะทำให้การดำเนินชีวิตของคนที่ศึกษา ปฏิบัติ เป็นไปในทางที่ถูก ที่ควร ซึ่งจะแผ่ขยายรังสีแห่งคุณความดีไปกระตุ้นให้คนรอบกายที่ยังหลงกับความเพลินจนเกินพอดี ได้หันกลับมาสู่ทางที่ชอบ การนี้ รัฐก็ควรสนองรับ ทั้งแสดงให้เห็นว่า พร้อมจะยึดหลักของพระศาสนา ตลอดจนแนวทางความพอเพียง เป็นแก่นสำคัญของการพัฒนาบ้านเมือง เพื่อลดปัญหา ความรุ่มร้อนทั้งปวง ไปสู่ความสงบสุขที่แท้จริงและยั่งยืน.


เครดิต นสพ.เดลินิวส์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #641 เมื่อ: 27 ก.ค. 13, 19:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลักธรรมของคนดี หรือคุณสมบัติของคนดี
1. ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเหตุ
2. อัตถัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักผล
3. อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักตน
4. มัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประมาณ
5. กาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลา
6. ปริสัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักชุมชน
7. ปุคคลปโรปรัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเลือกคบคนดี


ลองมาพิจารณากับตัวเราสิ ว่าทุกวันนี้เราทำได้ไหมหนอ
คำสำคัญ: ธรรมะ คนดี



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #642 เมื่อ: 27 ก.ค. 13, 19:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ธรรม เครื่องสร้างคนให้เป็นคนดี
การที่จะป้องกันตัวเองมิให้หลงใหลเลื่อนลอยไปเป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนาแม้โดยมิได้ตั้งใจ จำเป็นต้องมีหลักยึด ยึดหลักไว้ให้มั่น กระแสใดๆ ก็จะพัดพาไปไม่ได้ หลักที่น่าจะมั่นคงแข็งแรง สามารถรับการยึดเหนี่ยวได้ทุกเวลานั้น น่าจะเป็นหลักแห่งความกตัญญูกตเวทียึดกตัญญูกตเวทีให้เป็นหลักประจำใจมั่น ผลที่เกิดตามมานั้นจะไม่มีเสียหายแม้แต่น้อย
กตัญญูกตเวที ความรู้คุณที่ท่านทำแล้วแก่ตนและตอบแทนพระคุณนั้น พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญว่าเป็นธรรมของคนดี คือคนดีมีธรรมนี้ หรือธรรมนี้ทำให้คนเป็นคนดี คือคนใดมีธรรมคือความกตัญญูกตเวที คนนั้นก็คือคนดีนั่นเอง ในด้านตรงกันข้าม คนใดไม่มีกตัญญูกตเวที คนนั้นไม่ใช่คนดี
เชิญสำรวจตนเองให้ทุกคน ให้เห็นใจตนอย่างชัดเจนตรงตามความจริงว่ามีความกตัญญูกตเวทีหรือไม่ แล้วก็จะได้รู้จักตนเองว่าเป็นคนดีหรือไม่ ไม่มีกตัญญูกตเวทีไม่เป็นคนดีจริงๆ อย่าสงสัย แต่จงเร่งอบรมใจตนเองให้มีกตัญญูกตเวทิตาธรรมให้จงได้ อย่าให้ผ่านชีวิตนี้ไปสู่ชีวิตหน้าที่ยาวนาน โดยไม่ถือโอกาสสร้างชีวิตในภพชาติข้างหน้าให้สวยสดงดงามอย่างยิ่ง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #643 เมื่อ: 27 ก.ค. 13, 19:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กตัญญูกตเวทิตาธรรมเป็นธรรมเครื่องสร้างคนให้เป็นคนดีได้จริงๆ เพราะความรู้คุณท่านผู้มีคุณ และความตั้งใจจะตอบแทนพระคุณ คือเครื่องป้องกันที่สำคัญที่สุดที่จะกันให้พ้นจากการทำผิดคิดร้ายได้ทั้งหมด โดยมีจุดมุ่งอยู่ที่ความไม่ปรารถนาจะทำให้ผู้มีพระคุณเป็นทุกข์เดือดร้อนกายใจ
ทุกคนมีผู้มีพระคุณของตน อย่างน้อยก็มารดา บิดา ครู อาจารย์ เพียงมีกตัญญูรู้คุณท่านเท่าที่กล่าวนี้ ก็เพียงพอจะคุ้มครองตนให้พ้นจากความไม่ดีทั้งปวงได้ ขอให้เป็นความกตัญญูกตเวทีจริงใจเท่านั้น อย่าให้เป็นเพียงนึกว่าตนเป็นคนกตัญญู ความจริงกับความนึกเอาแตกต่างกันมาก ผลที่จะได้รับจึงแตกต่างกันมากด้วย
ผู้มีกตัญญูกตเวทีนั้นจะรู้จักบุญคุณของผู้มีบุญคุณทั้งหมด จะตอบสนองทุกคนเต็มสติปัญญาความสามารถควรแก่ผู้รับ และนี่เองที่จะเป็นเหตุให้คิดดี พูดดี ทำดี เพราะเกรงว่าการคิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี จะมีส่วนทำให้ผู้มีบุญคุณเดือดร้อน เช่น มารดาบิดาเป็นผู้มีพระคุณ ลูกกตัญญูจะประพฤติตัวเป็นคนดี จะไม่เป็นคนเลว เพราะเกรงว่ามารดาบิดาจะเสื่อมเสีย นี่ก็เท่ากับคุ้มครองตนเองได้แล้วด้วยความกตัญญูกตเวที



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #644 เมื่อ: 27 ก.ค. 13, 20:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธเจ้าทรงมีพระคุณใหญ่ยิ่งที่สุด ทรงมีพระคุณต่อโลก ต่อศาสนิกของโลกพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ที่ทำให้พุทธศาสนิกเป็นคนดีมีธรรมะนั้น มิได้เป็นคุณเฉพาะพุทธศาสนิกเท่านั้น แต่เป็นคุณไปทั่วถึง คนดีคนเดียวให้ความร่มเย็นเป็นสุขได้กว้างไกล เช่น เดียวกับคนไม่ดีคนเดียวให้ความทุกข์ความร้อนได้มากมาย พระพุทธศาสนาสร้างพุทธศาสนิกชนที่ดี ก็เท่ากับพระพุทธศาสนาสร้างความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่โลกด้วยเหมือนกัน พึงมีกตัญญูกตเวทีต่อพระพุทธเจ้า คิดดี พูดดี ทำดี ให้เป็นไปดังที่ทรงแสดงสอนไว้ จะหนีกรรมเก่าได้ทัน และจะสร้างชีวิตในชาติใหม่ภายหน้าให้วิจิตรงดงามเพียงใดก็ได้
พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วไม่ได้หายไปไหน พระพุทธบารมียังปกปักรักษาโลกอยู่ คนในโลกยังรับพระพุทธบารมีได้ มิได้แตกต่างไปจากเมื่อยังทรงดำริพระชนม์อยู่เพียงแต่ว่าจำเป็นต้องเปิดใจออกรับ มิฉะนั้นก็จะรับไม่ได้ การเปิดใจรับพระพุทธบารมีไว้คุ้มครองรักษาตนไม่ยากลำบาก ไม่เหมือนการเข็นก้อนหินใหญ่ที่ปิดปากถ้ำ เพียงน้อมใจนึกถึงพระพุทธเจ้าให้จริงจังอยู่เสมอ ก็จะรับพระพุทธบารมีได้ จะมีชีวิตที่สวัสดีมีสุขสงบได้
พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ไม่ทรงเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอีกต่อไปแต่พระพุทธบารมียังพรั่งพร้อม พระอาจารย์สำคัญรูปหนึ่งท่านเล่าไว้ว่า เมื่อท่านปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นอยู่ในป่าดงพงพีนั้น พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปทรงสอนท่านด้วยพระพุทธบารมีเสมอ และท่านพระอาจารย์รูปนั้น ต่อมาก็เป็นที่ศรัทธาเคารพของพุทธศาสนิกจำนวนมากที่เชื่อมั่นว่าท่านปฏิบัติถึงจุดหมาย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #645 เมื่อ: 27 ก.ค. 13, 20:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ปลายทางแล้ว
พระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ด้วยพระพุทธบารมี ได้เสด็จไปทรงแสดงธรรมโปรดพระอาจารย์รูปสำคัญให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ ไม่มีอะไรให้สงสัยว่าเป็นสิ่งสุดวิสัย เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มีเรื่องของท่านพระโมคคัลลาน์เป็นเครื่องยืนยันรับรอง คือ เมื่อปฏิบัติธรรมถึงจุดปรารถนาสูงสุดแล้ว ท่านถูกโจรเจ้ากรรมในอดีตพยายามหาทางทำลายชีวิตท่าน ทานพยายามใช้อิทธิฤทธิ์หลบหนี แต่โจรก็ติดตามไม่หยุดยั้ง จนท่านเบื่อหน่ายที่จะหนีต่อไป จึงยอมให้โจรจับได้และทุบท่านจนร่างแหลกเหลว นิพพานในที่สุด เมื่อนิพพานแล้วท่านได้รวมร่างเข้าอีกครั้งหนึ่งเหาะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบแล้ว กราบทูลลา เรื่องของท่านพระโมคคัลลาน์เป็นเครื่องให้ความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ่มชัดว่าพระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์ก็ดี แม้ดับขันธปรินิพพานแล้ว ท่านก็เพียงไม่มีร่างเหลืออยู่เท่านั้น บารมีและคุณธรรมทั้งปวงของท่านยังพรั่งพร้อมประโยชน์ได้อย่างยิ่ง
เมื่อมั่นใจในความดำรงอยู่อย่างยั่งยืนนิรันดรแห่งพระพุทธบารมี หรือคุณธรรมของพระพุทธองค์และของครูอาจารย์สำคัญทั้งหลายที่ท่านไกลแล้วจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองพุทธศาสนิกทั้งหลายผู้มีสัมมาปัญญา-สัมมาทิฐิ ก็ควรเร่งปฏิบัติพระพุทธธศาสนาให้ได้เป็นคนดีตามลำดับไป ให้เป็นที่ปรากฏประจักษ์ในพระญาณหยั่งรู้ของพระพุทธองค์ เท่ากับเปิดประตูใจออกอย่างกว้างขวางรับพระพุทธบารมี ให้พระพุทธบารมีเสริมส่งบารมีของตน จนกว่าตนเองจะสามารถเป็นผู้มีบารมี มีคุณธรรมดำรงยั่งยืนอยู่ได้เช่นท่านผู้เป็นพุทธอริยสาวกทั้งหลาย วันนั้นมาถึงผู้ใด เมื่อไร วันนั้นผุ้นั้นก็จะไม่ต้องกังวลที่จะใช้ชีวิตนี้ทำทางหนีมือแห่งกรรม และไม่ต้องกังวลสร้างชีวิตในชาติอนาคตให้สมบูรณ์บริบูรณ์สวยสดงดงามต่อไป



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #646 เมื่อ: 27 ก.ค. 13, 20:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ชีวิตนี้น้อยนัก
แทบทุกคนเคยเป็นมาแล้วทั้งเทวดา เจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ ยาจกวนิพก เศรษฐีคหบดีตลอดจนสัตว์ใหญ่สัตว์น้อย เคยตายมาแล้วด้วยอาการต่างๆ ตายอย่างเทวดา ตายอย่างเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ตายอย่างขอทานข้างถนน ตายอย่างสัตว์ ทั้งที่ตายเองและทั้งที่ถูกฆ่าตาย เคยมีทั้งสุขเคยมีทั้งทุกข์ เคยเป็นผู้ร้าย เคยเป็นทั้งผู้ดี น้ำตาเคยท่วมบ้านท่วมเมืองมาแล้ว กระดูกทับถมแผ่นดินนี้ หาที่ว่างสักเท่าปลายเข็มหมุดจะปักลงก็ไม่พบ เปรียบกับชีวิตนี้เพียงชาติเดียว ชีวิตนี้จึงน้อยนัก จะห่วงใยแสวงหาอะไรอีกมาให้ชีวิตนี้ ที่จะสำคัญกว่าการห่วงหาทางหนีมือแห่งกรรมที่ทำไว้มากมายในอดีตชาติ
แทบทุกคนมีชาติในอนาคตที่ไกลออกไปพ้นความรู้เห็นของใครทั้งหลาย จะเกิดเป็นอะไรต่อมิอะไรก็ได้ทั้งสิ้นตามอำนาจของกรรมที่ได้ทำไว้แล้ว ทั้งที่ทำในอดีตชาติและที่ทำในชาตินี้สำคัญที่ว่าได้ทำกรรมใดมากกว่า แรงกว่า สำคัญกว่า กรรมนั้นก็จะส่งผลมากกว่า เร็วกว่าและหนักแน่นมั่นคงกว่า ถ้าเป็นกรรมดีก็จะให้ความสุขความเจริญ มีบุญห้อมล้อมรักษา ถ้าเป็นกรรมชั่วก็จะให้ความทุกข์ ความเสื่อมโทรม มีบาปห้อมล้อมรังควาน
ชีวิตนี้ตกอยู่ใต้อำนาจความโลภ ความโกรธ ควมหลง แสวงหาอำนาจวาสนา บารมี ทรัพย์สินเงินทองอย่างไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ไม่คำนึงถึงศีลธรรมใดๆ ชื่นชมสมใจแล้วมิใช่ว่าจะยั่งยืน จะชื่นชมสมปรารถนาไปได้อย่างมากก็ชั่วอายุร้อยปีแล้วก็หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างทิ้งชื่อเสียงที่เน่าเหม็นไว้ให้คนโจษขาน พาแต่จิตดวงเดียวร่อนเร่ไป ทำกรรมไม่ดีไว้ก็จะไปพร้อมกับจิตที่ห่อหุ้มด้วยความไม่ดี ไปสู่ทุคติ ภพภูมิที่ไม่ดี ภพภูมิที่มีแต่ความทุกข์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #647 เมื่อ: 27 ก.ค. 13, 20:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จิตดวงเดียวที่ปราศจากอำนาจวาสนา บารมี ทรัพย์สินเงินทอง ที่เมื่อมีชีวิตในชาตินี้กอบโกยไว้ด้วยอำนาจกิเลส จักท่องเที่ยวทุกข์ร้อนไปนานนักหนา นับกาลเวลาหาได้ไม่ นับภพชาติหาถูกไม่ในทุคติ
ชีวิตนี้ที่ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจความโลภ ความโกรธ ความหลง มั่นคงอยู่ในความดี มีศีล มีธรรม จะร่มเย็นเป็นสุขชั่วกาลนาน ความสุขที่จักไม่สิ้นสุดพร้อมกับชีวิตที่น้อยนัก ที่มีเวลาเพียงร้อยปีเท่านั้นโดยประมาณ
จิตดวงเดียวที่พรั่งพร้อมด้วยบุญกุศลจักท่องเที่ยวเบิกบานไปนานนักหนา นับกาลเวลาหาได้ไม่ นับภพชาติหาถูกไม่ในสุคติ จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งทุกข์ พ้นการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป อันเป็นจุดสูงสุดในพระพุทธศาสนาที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงนำไปแล้ว และทรงแสดงแจ้งทางไว้ให้แล้วอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยพระมหากรุณาหาที่เปรียบมิได้ พุทธสาวกทั้งหลายได้ตามเสด็จไปถึงจุดหมายอันเป็นบรมสุขนั้นแล้วมาก มีทั้งในสมัยพุทธกาลและในปัจจุบันนี้ทั้งยังจะสืบต่อไปในอนาคตกาลนานไกล ตราบที่ยังมีผู้ใส่ใจปฏิบัติธรรมคำสอนของพระพุทธองค์อยู่
ชีวิตนี้น้อยนัก แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นทางแยก จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย เลือกได้ในชีวิตนี้เท่านั้น พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี แล้วจงเลือกเถิด เลือกให้ดีเถิด
ชีวิตนี้จักสวัสดี และชีวิตข้างหน้าก็จักสวัสดีได้ ถ้ามือแห่งกรรมร้ายไม่เอื้อมมาถึงเสียก่อน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #648 เมื่อ: 27 ก.ค. 13, 20:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มือแห่งกรรมร้ายใดๆ ก็จะเอื้อมมาถึงไม่ได้ ถ้าชีวิตนี้วิ่งหนีได้เร็วกว่า และการจะวิ่งหนีให้เร็วกว่ามือแห่งกรรมนั้นจะต้องอาศัยกำลังบุญกุศลคุณงามความดีเป็นอันมาก และสม่ำเสมอ
กำลังความสามารถในการวิ่งหนีมือแห่งกรรมชั่วกรรมร้ายคือการทำดีพร้อมทั้งกาย วาจา ใจ ทุกเวลา
ผู้จะมีสติระวังไม่ทำความไม่ดีทั้งกาย วาจา ใจได้ยิ่งกว่าผู้อื่น คือผู้มีกตัญญูกตเวทีอันเป็นธรรมสำคัญ ธรรมที่จะทำคนให้เป็นคนดี มีความห่วงใยปรารถนาจะระวังรักษาผู้มีพระคุณไม่ให้ต้องเสียทั้งชื่อเสียงและไม่ต้องเสียทั้งน้ำใจ
ผู้มีกตัญญูกตเวทีจึงเป็นผู้มีธรรมเครื่องคุ้มครองให้สวัสดี เครื่องคุ้มครองให้สวัสดีก็คือคุ้มครองไม่ให้ทำความไม่ดี คุ้มครองให้ทำแต่ความดีทั้งกาย วาจา ใจ ทุกเวลา
ชีวิตนี้น้อยนัก พึงใช้ชีวิตนี้อย่างผู้มีปัญญาให้เป็นทางไปสู่ชีวิตหน้าที่ยืนนาน ให้เป็นสุคติที่ไม่มีกาลเวลาหาขอบเขตมิได้ โดยยึดหลักสำคัญคือความกตัญญูกตเวทีต่อมารดา บิดา และต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้มั่นคงทุกลมหายใจเข้าออกเถิด



เครดิต โดย Nitinandho



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #649 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 14:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขออนุโมสาธุ สาธุ สาธุ ขอให้ได้บุญกุศลร่วมกันครับ..




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #650 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 14:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขออนุโมสาธุ สาธุ สาธุ ขอให้ได้บุญกุศลร่วมกันครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #651 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 14:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขออนุโมสาธุ สาธุ สาธุ ขอให้ได้บุญกุศลร่วมกันครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #652 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 15:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ
อริยสาวิกาในยุคปัจจุบัน
ศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต



สำนักชีบ้านห้วยทราย
บ้านห้วยทราย ต.คำชะอี อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร


แม่ชีแก้วที่อยู่บ้านห้วยทรายนี้
เป็นลูกศิษย์ดั้งเดิมของท่านอาจารย์มั่น
ตั้งแต่เป็นสาวโน่นนะ
แกภาวนาเป็นตั้งแต่ยังสาวโน่น

ความรู้ของคุณแม่แก้ว แปลกพิศดารมาก
ความสำคัญที่สุด เรียกได้ว่าไม่พลาดเลย
ไม่มีพลาด แม่นยำ ไม่เคลื่อนเลย”

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

ชาติภูมิของท่านเป็นคนบ้านห้วยทรายโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๔ ณ บ้านห้วยทราย ตำบลคำชะอี อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร เป็นบุตรของขุนธรรมรังสี (ซ้น เสียงล้ำ) กับนางด่อน เสียงล้ำ นามเดิมของท่านคือ นางตาไป่ เสียงล้ำ แต่งงานกับนายบุญมา เสียงล้ำ เมื่ออายุได้ ๑๗ ปี อยู่ด้วยกันมา ๑๙ ปี โดยไม่มีบุตรด้วยกัน

ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล กับพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต กับ พร้อมคณะอันมีพระอาจารย์ขาว อนาลโย พระอาจารย์ชอบ ฐานสโม พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์เทสก์ เทสรํงสี พร้อมพระภิกษุสามเณร ประมาณ ๖๐-๗๐ รูป ได้เดินธุดงค์มา พำนักที่บริเวณวัดหนองน่อง ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสำนักชีแห่งนี้ ห่างประมาณ ๑ กิโลเมตร หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้อบรมสั่งสอนญาติโยมในละแวกหมู่บ้านใกล้เคียง โดยแนะนำสั่งสอนให้นั่งภาวนาพุทโธและพิจารณาร่างกายของตนเอง ว่าไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตามสังขารด้วยกันทุกคน ท่านเป็นคนหนึ่งที่ได้ไปรับฟังคำสั่งสอนในครั้งนั้น (อายุได้ ๑๖ ปี) เผอิญในคืนนั้น เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น. ท่านได้บำเพ็ญภาวนาตามคำสอนของ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จิตของท่านได้สงบเงียบไปเลยเป็นนิมิตเกิดขึ้นท่านเห็นตัวของท่านเองนอนตายได้นิมนต์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และพระสงฆ์มาสวดมาติกา ตามนิมิตของท่าน จนกระทั่งเวลาประมาณ ๐๔.๐๐ น. ท่านตื่นจากนิมิต ใจพะวงว่าใครหนอจะนึ่งข้าวใส่บาตร ขณะนั้นใจของท่านอิ่มเอิบเป็นที่สุด

ในคราวต่อมาท่านพร้อมด้วยชาวบ้านได้เข้าไปฟังเทศนาจากหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต อีกพอได้โอกาสท่านได้เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นให้หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ฟัง หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้บอกว่าเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้วในระดับเบื้องต้น ต่อมาท่านก็ได้ปฏิบัติมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งคณะของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้ลาญาติโยมเพื่อจะไปธุดงค์ในถิ่นอื่น ๆ ก่อนจากไปได้ปรารภกับคุณย่าว่า “หากเจ้าเป็นผู้ชาย เราจะให้บวชเณรและติดตามไปด้วย นี่เจ้าเป็นหญิง ไปด้วยก็ลำบาก และได้สั่งว่าให้หยุดภาวนาตั้งแต่นี้ต่อไป ให้ใช้กรรมไปตามประสาโลก ๆ” ครูบาอาจารย์รุ่นหลัง ๆ ได้สันนิษฐานว่า ที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ให้หยุดภาวนานั้นเพราะเป็นจิตที่โลดโผน ถ้ามีผู้แนะนำที่ดี ก็จะไปได้ดี ถ้าไม่มีผู้แนะนำ อาจจะทำให้เสียคนไปก็ได้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #653 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 15:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คติธรรมคำสอนของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต




* ผู้สนใจศึกษาปฏิบัติธรรม คือผู้สนใจหาความรู้ความฉลาดเพื่อคุณงามความดีทั้งหลาย ที่โลกเขาปรารถนากันเพราะคนเราจะอยู่และไปโดยไม่มีเครื่องป้องกันตัวย่อมไม่ปลอดภัย ต่ออันตรายทั้งภายนอกภายใน เครื่องป้องกันตัวคือหลักธรรมมีสติปัญญาเป็นอาวุธสำคัญ จะเป็นเครื่องมั่นคงไม่สะทกสะท้านมีสติปัญญาแฝงอยู่กับตัวทุกอิริยาบท
จะคิด-พูด-ทำอะไรไม่มีการยกเว้น มีสติปัญญาสอดแทรกอยู่ด้วยทั้งภายในและภายนอก มีความเข้มแข็งอดทน มีความเพียรที่จะประกอบคุณงามความดี คนอ่อนแอโง่เง่าเต่าตุ่นวุ่นวายอยู่กับอารมณ์เครื่องผูกพันด้วยความนอนใจ และเกียจคร้านในกิจการที่จะยกตัวให้พ้นภัย

* การตำหนิติเตียนผู้อื่น ถึงเขาจะผิดจริงก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเองให้ขุ่นมัวไปด้วย
ความเดือดร้อนวุ่นวายใจที่คิดตำหนิผู้อื่นจนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น นักปราชญ์ถือเป็นความผิดและบาปกรรม ไม่มีดีเลย จะเป็นโทษให้ท่านได้สิ่งไม่พึงปรารถนามาทรมานอย่างไม่คาดฝัน
การกล่าวโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรอง เป็นการสั่งสมโทษและบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์ จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน งดความเห็นที่เป็นบาปภัยแก่ตนเสีย ความทุกข์เป็นของน่าเกลียดน่ากลัว แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ทำไมพอใจสร้างขึ้นเอง

* ผู้เห็นคุณค่าของตัว จึงเห็นคุณค่าของผู้อื่น ว่ามีความรู้สึกเช่นเดียวกัน ไม่เบียดเบียนทำลายกัน ผู้มีศีลสัตย์เมื่อทำลายขันธ์ไปในสุคติในโลกสวรรค์ ไม่ตกต่ำเพราะอำนาจศีลคุ้มครองรักษาและสนับสนุน จึงควรอย่างยิ่งที่จะพากันรักษาให้บริบูรณ์ ธรรมก็สั่งสอนแล้วควรจดจำให้ดี ปฏิบัติให้มั่นคง จะเป็นผู้ทรงคุณสมบัติทุกอย่างแน่นอน

* เมื่อเกิดมาอาภัพชาติ แล้วอย่าให้ใจอาภัพอีก
ผู้เกิดมาชาตินี้อาภัพแล้ว อย่าให้ใจอาภัพ คิดแต่ผลิตโทษทำบาปอกุศลเผาผลาญตนให้ได้ทุกข์ เป็นบาปกรรมอีกเลย

* คนชั่ว ทำชั่วได้ง่าย และติดใจไม่ยอมลดละแก้ไขให้ดี
คนดี ทำดีได้ง่าย และติดใจกลายเป็นคนรักธรรมตลอดไป


* เราต้องการของดี คนดี ก็จำต้องฝึก ฝึกจนดี จะพ้นการฝึกไปไม่ได้ งานอะไรก็ต้องฝึกทั้งนั้น ฝึกงาน ฝึกคน ฝึกสัตว์ ฝึกตน ฝึกใจ นอกจากตายแล้วจึงหมดการฝึก คำว่า ดี จะเป็นสมบัติของผู้ฝึกดีแล้วแน่นอน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #654 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 15:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๑ ท่านได้แต่งงานอยู่กินกันมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ท่านได้ขออนุญาตกับสามีว่าต้องการจะบวช ฝ่ายสามีพยายามทัดทานอ้อนวอนหลายครั้ง หลายคราก็ไม่เป็นผลสำเร็จและในที่สุดความตั้งใจอันแน่วแน่ของท่านก็บรรลุผล ท่านได้เข้าบวชเป็นชีตามปรารถนา โดยมี พระอาจารย์คำพัน กันตสีโล เป็นอุปัชฌาย์ที่วัดหนองน่อง ต่อจากนั้นได้ติดตามพระอาจารย์คำพัน กันตสีโล ไปอยู่ที่วัดภูเกล้า (ห่างจากสำนักชีแห่งนี้ไปทางทิศใต้ประมาณ ๓๐ กิโลเมตร) ท่านอยู่ที่วัดภูเกล้ากับเพื่อนชีด้วยกัน ๔ คน กับพระอีก ๖ รูป

ท่านได้บำเพ็ญภาวานาอยู่ที่นั่นจนเกิดความรู้แปลกๆ ต่างๆ หลายอย่างที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นมาก่อน ท่านอยู่ที่นั่นได้ ๘ ปี เผอิญในเวลาต่อมาพระอาจารย์คำพันได้ลาสิกขาบท ท่านกับคณะแม่ชีได้พากันกลับมาที่บ้านห้วยทรายและได้พูดกับญาติพี่น้องลูกหลานตั้งสำนักชีแห่งนี้ขึ้นใน ปี พ.ศ. ๒๔๘๘ และเป็นสำนักชีแห่งแรกที่ไม่มีพระภิกษุอาศัยอยู่ด้วยแต่แม่ชีก็ยังปฏิบัติธรรมอย่างเดียว ท่านได้ไปกราบหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่อำเภอ พรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เป็นครั้งคราวแล้วกลับมาจำพรรษาที่วัดนี้ตลอดเวลา ครั้ง พ.ศ. ๒๔๙๒ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้มรณภาพที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร ท่านพร้อมกับชาวบ้านได้พากันไปร่วมงานฌาปนกิจศพด้วย

พ.ศ. ๒๔๙๗ พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ได้จาริกเดินธุดงค์มาถึงบ้านห้วยทราย และได้พาคณะพระภิกษุและสามเณรมาจำพรรษาที่ วัดป่า บ้านห้วยทราย แต่ตัวของพระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน กับสามเณรอีก ๑ รูป ได้ขึ้นไป จำพรรษาที่ถ้ำนกแอ่น ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านห้วยทรายไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๒ กิโลเมตร ในช่วงที่จำพรรษานั้น ท่านคุณย่าขึ้นไปฟังเทศน์จากหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เป็นครั้งคราว ท่านหลวงตาได้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม บำเพ็ญเพียรภาวนา ทั้งหมดให้ท่านคุณย่าตลอดการจำพรรษาที่ วัดป่าบ้านห้วยทราย ตลอด ๔ พรรษา

ต่อมาหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้ปรารถถึงโยมมารดาที่บ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ว่าท่านคุณย่าเป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะอบรมถ่ายทอดความรู้อบรมธรรมะให้มารดาของท่านได้ เพราะเป็นหญิงด้วยกัน ต่อมาท่านคุณย่าพร้อมคณะอีก ๒ ท่านได้เดินไปจังหวัดอุดรธานีตามที่ พระอาจารย์มหาบัวต้องการ ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๘ แล้วท่านก็ได้บวชโยมมารดาของ ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน สมความตั้งใจของหลวงปู่จากนั้นหลวงปู่มหาบัวได้พาคณะสงฆ์และแม่ชีไปจำพรรษาที่วัดสถานีทดลอง จังหวัดจันทบุรี เวลาได้ ๑ พรรษาโยมมารดาของ หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน อยากกลับภูมิลำเนาเดิม ซึ่งหลวงตาก็ได้อนุญาตและได้พาคณะกลับมาสร้าง วัดป่าบ้านตาด อันเป็นภูมิลำเนาเดิมในปี พ.ศ.๒๔๙๙ ท่านคุณย่าได้จำพรรษาอยู่ที่ วัดป่าบ้านตาดกับโยมมารดา หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๐ เมื่อเป็นเวลาอันสมควร ท่านคุณย่าได้กราบลาหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน กลับภูมิลำเนาเดิมที่บ้านห้วยทรายและได้บำเพ็ญเพียร ภาวนา อบรม สั่งสอนชาวบ้านตลอดมาและมีสานุศิษย์อย่างกว้างขวางทั้งใกล้และไกลด้วยความเลื่อมใสศรัทธา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #655 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 15:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ ท่านคุณย่าได้ป่วยด้วยโรคประจำตัว และมีคุณหมอเจริญและคุณหมอบุญเลี่ยม วัฒนสุชาติ จากกรุงเทพฯ ได้นำคุณย่าไปรักษาที่โรงพยาบาลพร้อมมิตร กรุงเทพฯ ระยะหนึ่ง อาการของคุณย่าหายเป็นปกติจึงได้กลับบ้านห้วยทราย

ต่อมากอาการป่วยของท่านคุณย่าก็มีเป็นครั้งคราวได้มี คุณหมอเพ็ญศรี มกรานนท์ ซึ่งเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพฯ ได้ขึ้นมากราบ หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน และกราบคุณย่าเป็นครั้งคราว เห็นว่าท่านคุณย่าสมควรได้รับการดูแลและรักษาอย่างใกล้ชิด พร้อมนี้คุณหมอเพ็ญศรี ท่านก็ต้องการปฏิบัติธรรมด้วยจึงได้ลาออกจากราชการมาดูแลและเฝ้ารักษาท่านคุณย่า จนถึงวาระสุดท้าย นับเป็นเวลา ๑๔ ปี

จนกระทั่ง วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๓๔ เวลา ๐๙.๒๕ น. ท่านก็ได้จากไปด้วยอาการอย่างสงบ สิริอายุรวมได้ ๙๐ ปี และรวมเวลาที่บวชชีเป็นเวลา ๕๔ พรรษา

ตลอดเวลา ๕๔ พรรษาที่ท่านได้อยู่ในการบวชเป็นชีนั้น ท่านคุณย่าของเราได้บำเพ็ญเพียรภาวนา ปฏิบัติธรรม โดยสม่ำเสมอตลอดมา มิได้เคยประพฤติผิดในครองชีเพศเลย ด้วยอานิสงส์แห่งการบำเพ็ญเพียร ภาวนา ปฏิบัติธรรมอันแน่วแน่ของท่านคุณย่านี้ ทำให้ท่านคุณย่าของเราได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากสาธุชนโดยทั่วไปเป็นจำนวนมากได้มาให้ความเคารพกราบไหว้มิได้ขาดสาย บัดนี้ท่านคุณย่าได้จากเราไปแล้ว คงเหลือแต่คุณงามความดี และแนวปฏิบัติที่ท่านเพียรพยายามทำไว้ให้เป็นอนุสรณ์แก่พุทธศาสนิกชนสืบไป


(จากธรรมานุสรณ์ : วันฌาปนกิจคุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ)

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #656 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 15:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ ท่านคุณย่าได้ป่วยด้วยโรคประจำตัว และมีคุณหมอเจริญและคุณหมอบุญเลี่ยม วัฒนสุชาติ จากกรุงเทพฯ ได้นำคุณย่าไปรักษาที่โรงพยาบาลพร้อมมิตร กรุงเทพฯ ระยะหนึ่ง อาการของคุณย่าหายเป็นปกติจึงได้กลับบ้านห้วยทราย

ต่อมากอาการป่วยของท่านคุณย่าก็มีเป็นครั้งคราวได้มี คุณหมอเพ็ญศรี มกรานนท์ ซึ่งเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพฯ ได้ขึ้นมากราบ หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน และกราบคุณย่าเป็นครั้งคราว เห็นว่าท่านคุณย่าสมควรได้รับการดูแลและรักษาอย่างใกล้ชิด พร้อมนี้คุณหมอเพ็ญศรี ท่านก็ต้องการปฏิบัติธรรมด้วยจึงได้ลาออกจากราชการมาดูแลและเฝ้ารักษาท่านคุณย่า จนถึงวาระสุดท้าย นับเป็นเวลา ๑๔ ปี

จนกระทั่ง วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๓๔ เวลา ๐๙.๒๕ น. ท่านก็ได้จากไปด้วยอาการอย่างสงบ สิริอายุรวมได้ ๙๐ ปี และรวมเวลาที่บวชชีเป็นเวลา ๕๔ พรรษา

ตลอดเวลา ๕๔ พรรษาที่ท่านได้อยู่ในการบวชเป็นชีนั้น ท่านคุณย่าของเราได้บำเพ็ญเพียรภาวนา ปฏิบัติธรรม โดยสม่ำเสมอตลอดมา มิได้เคยประพฤติผิดในครองชีเพศเลย ด้วยอานิสงส์แห่งการบำเพ็ญเพียร ภาวนา ปฏิบัติธรรมอันแน่วแน่ของท่านคุณย่านี้ ทำให้ท่านคุณย่าของเราได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากสาธุชนโดยทั่วไปเป็นจำนวนมากได้มาให้ความเคารพกราบไหว้มิได้ขาดสาย บัดนี้ท่านคุณย่าได้จากเราไปแล้ว คงเหลือแต่คุณงามความดี และแนวปฏิบัติที่ท่านเพียรพยายามทำไว้ให้เป็นอนุสรณ์แก่พุทธศาสนิกชนสืบไป


(จากธรรมานุสรณ์ : วันฌาปนกิจคุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ)

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #657 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 15:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อคุณแม่ชีแก้วรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้วก็เข็นฝ้าย (กรอด้าย) ใจจริงอยากจะทำให้ได้ฝ้ายหลาย ๆ หลอด ก็นึก
ได้ว่าได้รับปากกับหลวงปู่ว่าจะภาวนาจึงหยุดเข็นฝ้าย (กรอด้าย) รีบเข้านั่งภาวนาในที่นอนซึ่งเป็นเวลาประมาณ
21.00 น. คุณแม่ชีแก้วนั่งภาวนากำนหนดบริกรรม "พุธโธ" ไม่นานนัก จิตของท่านก็สงบและปรากฎนิมิตขึ้น เห็นตน
เองแก่ลง ๆ และตายในที่สุด แล้วก็มีหนอนชอนไชอยู่ตามอวัยวะ 32 กินร่างของท่านจนหมด เกิดความสลดสังเวชมาก
รู้สึกเหมือนตัวท่านออกจากร่างแล้วมองไปที่ศพ ในขณะนั้นหลวงปู่มั่นก็เดินมา คุณแม่ชีแก้วจึงก้มกราบและนิมนต์หลวง
ปู่มั่นขอความเมตตาให้มาติกาบังสุกุลให้ จากนั้นหลวงปู่มั่นได้ใช้ไม้เท้าชี้ลงไปที่ร่างของคุณแม่ชีแก้ว ก็เกิดไฟลุกไหม้
จนเป็นเถ้า คุณแม่ก็คิดว่า เราตายแล้วจะได้ไปเกิดที่ไหน พ่อแม่ก็ตายหมดแล้ว เช้านี้ใครจะนึ่งข้าวใส่บาตรครูบาอาจารย์
แทนเรา เมื่อคิดอย่างนั้นจิตก็ถอนออกมา ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 04.00 น ลืมตาขึ้นมาก็เห็นว่าตนเองกำลังนั่งอยู่
จับเนื้อตัวแขนขาตนเองก็รู้ว่าตนยังไม่ตาย คุณแม่ชีแก้วเข้าใจว่าตนเองนอนหลับฝันไปและที่ตื่นนั้นก็อาจเป็นเพราะ
แม่เลี้ยงมาตะโกนปลุกให้ลุกขึ้นมานึ่งข้าวจึงตื่นก็เป็นได้ รุ่งเช้าเมื่อหลวงปู่มั่นมาบิณฑบาต คุณแม่ชีแก้วก็มาใส่บาตร
แล้วหลวงปู่มั่นได้บอกให้คุณแม่ชีแก้วตามไปที่วัดด้วย แต่คุณแม่ไม่ไปเพราะอายท่านที่ไม่ได้ภาวนาตามที่รับปากไว้
มัวแต่นอนหลับฝันเพลินไป หลวงปู่มั่นฉันข้าวเสร็จแล้วเก็บข้าวก้นบาตรไว้ให้คุณแม่ แต่เรียกหาไม่พบ จึงให้คนไปตามมา เมื่อคุณแม่ชีแก้วมาถึงก็ก้มกราบแล้วก้มหน้าเพราะอายที่ไม่ได้ภาวนา หลวงปู่ก็ให้กินข้าวก้นบาตรต่อหน้าท่าน คุณแม่
ชีแก้วก็ยิ่งอายเพราะเข้าใจว่าถูกทำโทษ หลวงปู่มั่นท่านสอบถามเรื่องภาวนา คุณแม่ก็กราบเรียนว่ามัวแต่นั่งหลับจนฝันไป เมื่อเล่าจบหลวงปู่มั่นก็เรียกพระในวัดให้มาที่ศาลาแล้วให้คุณแม่ชีแก้วเล่าอีกรอบ คุณแม่ชีแก้วก็เข้าใจว่าหลวงปุ่มั่น
ประจานท่านต่อหน้าพระมาก ๆ เพื่อให้เข็ดหลาบซึ่งเป็นความเข้าใจผิดของคุณแม่ เพราะแท้ที่จริงเป็นการส่งเสริมการ
ภาวนาของคุณแม่ ต่อแต่นั้นมาคุณแม่ชีแก้วก็ปฏิบัติภาวนามาเรื่อย ๆ

ต่อมาหลวงปู่มั่นมีความประสงค์จะพาคณะพระสงฆ์เดินทางไปธุดงค์ถิ่นอื่น ต่อ ๆ ไป ก่อนจากไปหลวงปู่มั่นได้ปรารภ
กับคุณแม่ชีแก้วว่า หากคุณแม่เป็นผุ้ชายก็จะให้บวชเณรและติดตามไปด้วย แต่นี่คุณแม่เป็นผู้หญิงจะลำบาก และสั่งว่า
ให้หยุดภาวนาตั้งแต่นี้ต่อไปให้ใช้กรรมไปตามประสาโลก เมื่อได้พบครูบาอาจารย์แล้วจึงค่อยภาวนา

(หลวงตาพระมหาบัวได้สันนิษฐานว่าที่หลวงปู่มั่นให้คุณแม่ชีแก้วหยุดภาวนานั้นอาจเป็นเพราะคุณแม่ชีแก้วมีจิตที่โลด
โผน ถ้ามีผู้แนะนำที่ดีก็จะไปได้ดี แต่ถ้าไม่มีผู้แนะนำอาจทำให้เสียคนได้)
พบหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

ในปี พ.ศ. 2493 หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เดินทางธุดงค์นำพระสงฆ์สามเณร ได้แก่ หลวงปู่สิงห์ทอง
หลวงปู่เพียร หลวงปู่บุญเพ็ง หลวงปู่ลีสามาเณรภูบาลฯ ไปจำพรรษาที่บ้านห้วยทราย ก่อนที่หลวงตาพระมหาบัว จะ
ไปอยู่ที่วัดบ้านห้วยทรายนี้ ขณะที่คุณแม่ชีแก้วนั่งภาวนาได้เกิดนิมิตเห็นว่ามีเดือนตกลงมาที่วัดป่าบ้านห้วยทราย จาก
นั้นดวงดาวที่ล้อมรอบก็ตกลงมาด้วย คุณแม่ชีแก้วก็พยากรณ์ว่า จะมีครูบาอาจารย์องค์สำคัญและพระสงฆ์ไม่ต่ำกว่า
10 รูปมาที่บ้านห้วยทราย ต่อมาไม่นานหลวงตาพระมหาบัวก็ได้เดินทางมาที่บ้านห้วยทรายจริง ๆ ดังนิมิตของท่าน
ทำให้ท่านเกิดความปิติยินดีมาก เพราะจะได้พบพระอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาเป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนท่านดัง
ที่หลวงปู่มั่นได้บอกไว้ ในเวลานั้นนับได้ว่าเป็นมงคลการอีกสมัยหนึ่งของชาวบ้านห้วยทราย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #658 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 15:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การจำพรรษาที่บ้านห้วยทรายนี้ ท่านหลวงตาพระมหาบัวและสามเณรภูบาลได้ไปจำพรรษาอยู่ในถ้ำบนภูเขา ห่างจาก
บ้านห้วยทรายไปทางทิศตะวันตกประมาณ 1 กิโลเมตร ส่วนพระภิกษุท่านอื่น ๆ ก็จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าวิเวกวัฒนาราม
บ้านห้วยทรายนั่นเอง

เมื่อคุณแม่ชีแก้วได้รับคำเตือนจากหลวงปู่มั่นเกี่ยวกับการภาวนาแล้ว ท่านก็ภาวนาด้วยความระมัดระวัง แต่ก็มีลักษณะ
เป็นนิมิตออกรู้ ออกเห็นภายนอก ลักษณะส่งจิตออกนอกจนกระทั่งคุณแม่ได้พบหลวงตาพระมหาบัว ซึ่งก็เป็นไปดังคำ
พยากรณ์ของหลวงปู่มั่น และคุณแม่ก็มั่นใจว่าได้พบครูบาอาจารย์องค์สำคัญแล้ว ท่านจึงได้เร่งทำความเพียรขึ้นมาอีกครั้ง

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เล่าถึงคุณแม่ชีแก้ว ในหนังสือหยดน้ำบนใบบัว ไว้ว่า "พอวันพระหนึ่ง ๆ พวก
เขาจะไป ไปพร้อมกันไปละ ไปทั้งวัดเขาเลยแหละ พวกแม่ชีแม่ขาวหลั่งไหลกันไป ขึ้นบนภูเขาหาเรา ตอนบ่าย 4
โมงเย็นเขาก็ไป ตอนจวน 6 โมงเย็น เขาก็กลับลงมา พอไปถึงแกก็เล่าให้ฟัง ขึ้นต้นก็น่าฟังเลยนะ พอแกขึ้นต้นก็น่าฟังทันที"

"นี่ก็ไม่ได้ภาวนา เพิ่งเริ่มมาภาวนานี่แหละ** ญาท่านมั่นไม่ให้ภาวนา" แกว่าอย่างนั้น "ท่านห้ามไม่ให้ภาวนา"

** การภาวนาของคุณแม่ มีลักษณะออกรู้ออกเห็น เช่นก่อนหลวงปู่มั่นละสังขาร ท่านก็มาปรากฎในนิมิตภาวนาของ
คุณแม่ ให้คุณแม่ไปคารวะท่านก่อนท่านละสังขาร แต่คุณแม่ก็ไม่มีโอกาสได้ไป และในคืนที่ท่านละสังขาร คุณแม่ก็
ทราบในนิมิตภาวนาอย่างชัดเจน คุณแม่มีความชำนาญในการภาวนาลักษณะนี้ แต่การภาวนาที่จำเป็นต้องอาศัยครูบาอาจารย์ที่รู้แจ้งเห็นจริงเพื่อรับทราบอุบายการภาวนาในการชำระจิตใจเพื่อกำ
จัดกิเลสคุณแม่ยังไม่มี**

เราก็สะดุดใจกึ๊ก มันต้องมีอันหนึ่งแน่นอน ลงหลวงปู่มั่นห้ามไม่ให้ภาวนานี้ต้องมีอันหนึ่งแน่นอน จากนั้นแกก็เล่าภาวนา
ให้ฟังนี้ โถ ไม่ใช่เล่น ๆ พิสดารเกินคาดเกินหมาย เราก็จับได้เลยทันที "อ๋ออันนี้เองที่ท่านห้ามไม่ให้ภาวนา" พอไปอยู่
กับเรา...ไปหาเราก็ภาวนา พูดตั้งแต่เรื่องความรู้ ความเห็น ไปโปรดเปรตโปรดผีอะไรต่ออะไร นรกสวรรค์ แกไปหมด
รู้หมด แกรู้ ทีนี้เวลาภาวนา มันก็เพลินแต่ชมสิ่งเหล่านี้ครั้นไปหาเรานานเข้า ๆ เราก็ค่อยห้ามเข้า หักเข้ามาเป็นลำ
ดับลำดา ห้ามไม่ให้ออก ต่อไปห้ามไม่ให้ออกเด็ดขาด นี่แหละ เอากันตอนนี้ ทีแรกให้ออกได้ "ให้ออกก็ได้ไม่ออกก็ได้
ได้ไหมเอาไปภาวนาดู?"

ครั้นต่อมา "ไม่ให้ออก" ต่อมาตัดเลยเด็ดขาด "ห้ามไม่ให้ออกเป็นอันขาด" นั่นเอาขนาดนั้นนะทีนี้ ให้แกรู้ภายใน อันนั้น
เป็นรู้ภายนอก ไม่ใช่รุ้ภายใน ไม่ใช่รู้เรื่องแก้กิเลสจะให้แกเข้ามารู้ภายในเพื่อจะแก้กิเลส แกไม่ยอมเข้า เถียงกัน แกก็
ว่าแกรู้ แกก็เถียงกันกับเรานี่แหละ ตอนมันสำคัญนะ พอมาเถียงกับอาจารย์ อาจารย์ก็ไล่ลงภูเขา ร้องไห้ลงภูเขาเลย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #659 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 15:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"ไป..จะไปที่ไหน..ไป สถานที่นี่ไม่มีบัณฑิตนักปราชญ์ มีแต่คนพาลนะ ใครเป็นบัณฑิตนักปราชญ์ให้ไป ลงไป.." ไล่ลง
เดี๋ยวนั้น ร้องไห้ลงไปเลย เราก็เฉย น้ำตานี้ ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร เราเอาตรงนั้น ไล่ไป "อย่าขึ้นมานะ แต่นี้ต่อไป
ห้าม" ตัดเด็ดขาดกันเลย ไปได้ 4-5 วัน โผล่ขึ้นมาอีก "...ขึ้นมาทำอะไร!!!..."
"เดี๋ยว ๆ ให้พูดเสียก่อน เดี๋ยว ๆ ให้พูดเสียก่อน" แกว่า"มันอะไรกัน นักปราชญ์ใหญ่" เราว่าอย่างนั้นนะ ว่านักปราชญ์
ใหญ่ แกว่า "เดี๋ยว ๆ ให้พูดเสียก่อน ๆ" แกจึงเล่าให้ฟังคือไปมันหมดหวัง แกก็หวังจะพึ่ง ก็พูดเปิดอกเสียเลย แกหวังว่า
"จะพึ่งอาจารย์องค์นี้ ชีวิตจิตใจมอบไว้หมดแล้วไม่มีอะไร แล้วก็ถูกท่านไล่ลงจากภูเขา เราจะพึ่งที่ไหน? แล้วเหตุท
ี่ท่านไล่ ท่านก็มีเหตุผลของท่านว่า เราไม่ฟังคำท่าน ท่านไล่นี่ ถ้าหากว่า เราจะถือว่า ท่านเป็นครูเป็นอาจารย์ แล้ว
ทำไมจึงไม่ฟังคำของท่าน เพราะเราอวดดี แล้วมันก็เป็นอย่างนี้ ไม่เห็นได้เรื่องได้ราวอะไร ทีนี้เลยเอาคำของท่านมา
สอนมาปฏิบัติมันจะเป็นยังไง? เอาว่าซิ มันจะจมก็จมไปซิ"

คราวนี้แกเอาคำของเราไปสอนบังคับไม่ให้ออกอย่างว่านั่นแหละ แต่ก่อนมีแต่ออก ๆ ห้ามขนาดถึงว่าไล่ลงภูเขา แกไม่
ยอมเข้า มีแต่ออกรู้อย่างเดียวพอไปหมดท่าหมดทางหมดที่พึ่งที่เกาะแล้ว ก็มาเห็นโทษตัวเอง

"ถ้าว่าเราถือท่านเป็นครูเป็นอาจารย์ทำไมไม่ฟังคำท่าน ฟังคำท่านซิ ทำลงไปแล้วเป็นยังไงให้รู้ซิ"
เลยทำตามนั้น พอทำตามนั้นมันก็เปิดโล่งภายในซิ ทีนี้จ้าขึ้นเลยเชียว นี่ก็สรุปความเอาเลย นี่แหละที่กลับขึ้นมา กลับ
ขึ้นมาเพราะเหตุนี้ ทีนี้ได้รู้อย่างนั้น ๆ ละทีนี้ รู้ตามที่เราสอนนะ
"เออ เอาละ ทีนี้ขยำลงไปนะตรงนี้ ทีนี้อย่าออก อย่ายุ่ง ยุ่งมานานแล้วไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร เหมือนเราดูดินฟ้าอากาศ
ดูสิ่งเหล่านั้นน่ะ ดูเปรตดูผี ดูเทวบุตรเทวดา มันก็เหมือนตาเนื้อเราดู สิ่งเหล่านี้ไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร ถอนกิเลสตัว
เดียวก็ไม่ได้ นี่ตรงนี้ ตรงถอนกิเลส" เราก็ว่าอย่างนี้ "เอ้า ดูตรงนี้นะ" แกก็ขยำใหญ่เลย เอาใหญ่เลย ลงใจไม่นานนะก็
ผ่านไป แกบอกแกผ่านมานานนะ...พ.ศ.2494 เราไปจำพรรษาที่ห้วยทราย ในราวสัก 2495 ละมัง แกก็ผ่าน..." (บรรลุธรรม)

นอกจากนี้ หลวงตายังได้เล่าถึงคุณแม่ชีแก้วว่ามีความรู้พิสดาร รู้เห็นแม่นยำมาก เช่น เมื่อหลวงตาออกจากวัด
คุณแม่ชีแก้วก็จะทราบว่าหลวงตาไปแล้ว เพราะจะรู้สึกเย็น ๆ ทั้ง ๆ ที่หลวงตาไม่ได้บอกใครล่วงหน้า หรือเมื่อหลวงตากลับมาที่วัดคุณแม่ชีแก้วก็จะทราบล่วงหน้าเช่นกันด้วยรู้สึกถึงกระแสความอบอุ่น คุณแม่ชีแก้วก็จะจัด
เตรียมหุงข้าว เตรียมหมาก ให้แม่ชีนำมาถวาย ไม่มีพลาดสักครั้ง จึงทำให้หลวงตาแปลกใจมาก และอีกเหตุการณ์หนึ่ง
ก็คือเมื่อหลวงปู่มั่นมรณภาพ คุณแม่ชีแก้วก็ทราบก่อนที่จะมีการประกาศข่าวมรณภาพของหลวงปู่มั่นทางวิทยุ เพราะ
เมื่อคุณแม่ชีแก้วเข้าที่ภาวนา หลวงปู่มั่นก็มาเร่งให้คุณแม่ชีแก้วไปวัดป่าบ้านหนองผือเพราะท่านอาพาธหนักและจวน
จะมรณภาพแล้ว จนถึงวันที่หลวงปู่มั่นมรณภาพ คุณแม่ชีแก้วก็ทราบในนิมิตภาวนาของท่าน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #660 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 15:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จะมรณภาพแล้ว จนถึงวันที่หลวงปู่มั่นมรณภาพ คุณแม่ชีแก้วก็ทราบในนิมิตภาวนาของท่าน
ตลอดเวลา 4 ปี ที่หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน จำพรรษา อยู่ที่บ้านห้วยทรายนั้น ชาวบ้านห้วยทรายให้ความเคารพรักและเทิดทูนหลวงตาเป็นที่สุดอย่างหาที่เปรียบมิได้ และเมื่อหลวงตาไปสร้าง
วัดป่าบ้านตาด อยู่ที่บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานีชาวบ้านห้วยทรายก็เดินทางไปกราบนมัสการหลวงตาอยู่เสมอไม่เคยขาด

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


บรรลุธรรม

ในวันศุกร์ แรม 5 ค่ำ เดือน 11 ตรงกับวันที่ 1 พ.ย. 2495 ขณะนั้นคุณแม่ชีแก้วมีอายุ 51 ปี เป็นเวลาที่คุณแม่ท่านเดิน
จงกรมตลอดคืน จนรู้สึกเหนื่อยจึงได้นั่งพักที่แคร่ใต้ต้นพะยอมแล้วเอนตัวลงนอนคิดว่าจะพักสักครู่แล้วจึงจะไปนึ่ง
ข้าว ก็รู้สึกว่ามีเสียงครืนเหมือนฟ้าผ่าแคร่ที่นอนอยุ่หักลง และมีเสียงผุดขึ้นมาเป็นคำกลอน พอจับใจความได้ว่า
"สิ้นชาติแล้ว" คุณแม่น้ำตาไหลพรากด้วยความตื้นตันใจในเรื่องนี้หลวงตาได้เคยกล่าวว่า

"ผู้เฒ่าแม่แก้วอัฐิเป็นพระธาตุแล้ว ผู้เฒ่านี้ถ้าพูดตามหลักความจริงก็ผ่าน(สิ้นกิเลส) มาหลายปีแล้วนี่นะ ถ้าจำไม่
ผิดเราว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2495 โน่น นานเท่าไร"

ติดตามหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
ในปี พ.ศ.2498 หลงตาพระมหาบัว ได้ปรารภถึงโยมมารดาของท่านหลวงตามีความประสงค์จะให้โยมมารดาของท่าน
บวช ก็ขอให้คุณแม่ชีแก้วเดินทางไปอุดรธานีพร้อมกับคณะสงฆ์ 4-5 รูป เช่น หลวงปู่สิงห์ทอง หลวงปู่เพียร หลวงปู่
บุญเพ็ง หลวงปู่ลี เพราะเห็นว่า คุณแม่ชีแก้วเป็นผู้ที่เหมาะสมจะอบรมถ่ายทอดความรู้ธรรมะให้แก่มารดาของท่านได้ดี
อีกทั้งเพราะเป็นหญิงด้วยกัน คุณแม่พร้อมคณะแม่ชี ได้แก่ แม่ชีน้อมและมีชีบุญ จึงได้เดินทางไปจังหวัดอุดรธานีตาม
ความประสงค์ของท่านหลวงตาพระมหาบัว คุณแม่ได้แนะนำภาคปฏิบัติภาวนา จนโยมมารดาของหลวงตามีความเลื่อม
ใสศรัทธาและได้ออกบวชตาม
หลวงตาพระมหาบัวได้ให้โยมมารดาของท่านบวชเป็นชีแล้ว ก็ได้พาคณะสงฆ์และแม่ชีไปจำพรรษาที่วัดสถานีทดลอง
เกษตร จ.จันทบุรี เป็นเวลา 1 พรรษา ซึ่งที่ดินที่สร้างวัดนี้เป็นของพี่สาวของหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ถวายให้
ต่อมา โยมมารดาของท่านหลวงตาพระมหาบัวอยากกลับภูมิลำเนาเดิม เพราะความเป็นอยู่ที่จันทบุรีนั้นลำบากมากด้วยท่านไม่คุ้นเคยกับอาหารการกินและท่านก็ชรามากแล้วเห็นสมควรกลับ
ภูมิลำเนาเดิม เพื่อให้ลูกหลานได้มีโอกาสดูแลพยาบาลในช่วงปัจฉิมวัยของท่าน หลวงตาพระมหาบัวจึงได้พาคณะ
กลับมาสร้างวัดป่าบ้านตาดต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ในปี พ.ศ.2499 คุณแม่ชีแก้วได้จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านตาดกับโยมมารดาของท่านหลวงตาพระมหาบัวจนถึงปี พ.ศ. 2510 คุณแม่ชีแก้วจึงได้กราบลาท่านหลวงตาพระมหาบัวกลับภูมิลำเนา บ้านห้วยทราย อ.คำชะอี จ.มุกดาหารและได้บำเพ็ญเ
พียรภาวนาอบรมสั่งสอนชาวบ้านตลอดมา มีสานุศิษย์ทั้งใกล้และไกล มากราบคุณแม่ชีแก้วด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
เป็นจำนวนมาก

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #661 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 15:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การปฏิบัติและเผยแพร่ธรรม

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ได้กล่าวถึงคุณแม่ชีแก้ว"ผู้เฒ่าแม่แก้วไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ การปฎิบัติธรรมอย่างนี้นับเป็นตัวอย่างของชาวพุทธที่ชาวพุทธทั้งหลายจะได้สำนึกในความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มั่นคง
และเป็นเอก นับว่าผู้เฒ่าผู้นี้ประสบสิ่งที่ไม่รู้จักเสื่อมคลาย เป็นผู้ปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
ถึงที่สุดแล้ว

คุณแม่ชีแก้ว เป็นผู้ปฏิบัติธรรมรักษาศีลอุโบสถอย่างเคร่งครัด มีความเป็นอยู่เรียบง่าย สงบ บริสุทธิ์ กิจวัตรของท่าน
นั้นเป็นไปเพื่อธรรมโดยแท้ เริ่มจากตื่นนอนในช่วงเวลาประมาณ 03.00 นาฬิกา หลังจากนั้นจะทำวัตรเช้าและภาวนา
จนถึงเวลาประมาณ 05.00 นาฬิกา ก็จะเข้าครัวนึ่งข้าว ทำกับข้าวจัดให้แม่ชีที่มีอายุน้อยที่สุดนำไปถวายพระที่วัดห้วย
ทรายซึ่งมีอยู่ราว 3-4 รูป วัดห้วยทรายอยู่ห่างจากสำนักชีของคุณแม่ประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งมีหมู่บ้านห้วยทรายคั่นอย
ู่ระหว่างกลาง แล้วรับอาหารที่เหลือจากพระนำมารับประทานและแบ่งให้ชาวบ้านไปรับประทานด้วย จากนั้นก็เริ่มเดินจงกรม เมื่อเหนื่อยจึงเปลี่ยนเป็นนั่งภาวนาแล้วท่องบทสวดมนต์ (ได้แก่ บททำวัตรเช้า-เย็น บทสวดเจ็ดตำนาน) ตอนบ่ายก
็เริ่มเดินจงกรมอีกรอบจนถึงเวลาประมาณ 15.00 นาฬิกา จึงหยุดเพื่อปัดกวาดบริเวณวัดแล้วตักน้ำ หาบ้ำจากบ่อใส่
ตุ่มเพื่อเตรียมไว้ใช้ จากนั้นได้เดินป่าหาเห็ด หาหน่อไม้ ตลอดจนพืชผักต่าง ๆ สำหรับประกอบอาหาร ตอนเย็นขึ้น
ศาลาไหว้พระสวดมนต์ ยกเว้นวันพระให้ลงทำวัตรที่ศาลาทุกคนร่วมกับหญิงชาวบ้านที่มารักษาศีลอุโบสถ จุดเทียน
เดินจงกรมจนถึงเวลาประมาณ 20.00 หรือ 21.00 นาฬิกา แล้วนั่งภาวนาถึงเวลาประมาณ 22.00 น. จึงนอนพักผ่อน คุณแม่ชีแก้วและคณะแม่ชีบ้านห้วยทรายปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตร

นอกจากนี้ สำนักชีบ้านห้วยทรายยังมีระเบียบข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดเพื่อให้แม่ชีทุกคนเป็นผู้ที่เคร่งครัดในศีลอันบริสุทธิ์งดงามควร
แก่การกราบไหว้บูชาด้วยความเลื่อมใสศรัทธา

คุณแม่ชีแก้ว มีอุปนิสัยเป็นคนพูดน้อย แต่คำพูดของท่านจะให้ข้อคิดหรือคติธรรมเสมอ ท่านมีความอ่อนน้อมถ่อมตน
เป็นปกติ เมื่อมีญาติโยมมากราบท่านและพูดว่า [/i]"มากราบไหว้ด้วยความนอบน้อมต่ออุบาสิกา แม่ชีแม่ขาว ผู้สุปฏิปัน
โน ปฏิบัติดี
ผู้ปฏิบัติชอบ ผู้ปฏิบัติตรง" คุณแม่ก็จะชิงพูดตัดบทว่า การมาของโยมเป็นบุญเป็นกุศลพอควรอยู่แล้ว คุณแม่ก็ขอให้
เป็นบุญเป็นกุศลด้วยเถิด แต่อย่าได้เอาการเป็นอยู่ของแม่ชีเฒ่า ๆ อยู่บ้านนอกคอกนา ไปเทียบเท่ากับพระสังฆคุรผู้
ประเสริฐนั้นเลย"

การสอนศิษย์ของคุณแม่ชีแก้วท่านจะเน้นเรื่องศีล ความมีระเบียบวินัย ความสามัคคี ความสำรวมระวัง เมตตาจิตและ
ความเคารพซึ่งกันและกัน ตลอดจนให้มักน้อย สันโดษ ไม่ให้สะสม ถ้ามีใครทำผิดท่านก็เตือน บางครั้งก็ทำเป็นกิริยา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #662 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 15:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เหมือนโกรธ พอผู้ผิดยอมลงให้ทีนี้ท่านก็เมตตาชี้โทษถูกผิด หรือเพื่อให้สำนึกตัวได้ แต่ท่านจะพยายามไม่ให้เสียน้ำ
ใจทั้งสองฝ่าย

คุณแม่ชีแก้วจะย้ำสอนเสมอว่า "พวกเราเป็นแม่ขาวนางชีมีครูบาอาจารย์แม้อยู่ใกล้ท่านก็เหมือนอยู่ไกล เพราะโอกาส
ใกล้ชิดมีน้อย เราไปวัดตอนเช้าก็ได้เห็นท่าน ไปวันพระก็ได้เห็นท่าน ได้ฟังธรรมจากท่าน เป็นอย่างนี้อย่าได้น้อยใจ เพราะต่างคนต่างก็รักษามิให้เป็นข้าศึกต่อกันได้ เราก็รักษาตัวเอง ครูบาอาจารย์ ท่านก็รักษาจิตใจของท่าน ท่านรัก
เราด้วยธรรม เมตตาเราด้วยธรรมนะ"อาการป่วย
ในปี พ.ศ.2520 ขณะนั้นคุณแม่ชีแก้วมีอายุ 76 ปี ท่านได้ล้มป่วยด้วยวัณโรค เบาหวาน และมะเร็งที่ปอด มีอาการรุนแรง
มากถึงขั้นไอเป็นเลือด และอาเจียนเป็นเลือดครั้งละครึ่งกระโถน ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพร้อมมิตร กรุงเทพฯ
มีคุณหมอเจริญและคุณหมอบุญเลี่ยม วัฒนสุชาติ เป็นผู้นำไปรักษา เป็นเวลาประมาณ 10 กว่าวัน ในระหว่างนั้นมีพระ
อาจารย์หลายท่านมาเยี่ยม เช่นพระอาจารย์สิงห์ทอง พระอาจารย์สุวัจน์ พระอาจารย์ทุย เป็นต้น เมื่อคุณแม่มีอาการท
ุเลาลงก็ได้กลับไปรักษาต่อที่บ้านห้วยทราย โดยมีคุณหมอเพ็ญศรี มกรานนท์เป็นผู้ดูแล
คุณหมอเพ็ญศรี มกรานนท์ เป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์รพ.รามาธิบดี กรุงเทพฯ และเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของหลวงตาพระมหาบัวได้ทราบเรื่องราวของคุณแม่ชีแก้ว ทางด้านปฏิปทา และจิตตภาวนา
ของคุณแม่จากหลวงตาพระมหาบัว เคยได้กราบเคารพ และมีความเลื่อมใสศรัทธาท่านมากเมื่อคุณหมอเพ็ญศรีได้
ทราบข่าวอาการป่วยของคุณแม่ชีแก้ว คุณหมอรู้สึกเป็นห่วงท่านมาก จึงได้ตัดสินใจมาอยู่ดูแลรักษาคุณแม่ เพราะ
ทราบว่าที่ อ.คำชะอีนั้น ไม่มี
โรงพยาบาล มีเพียงสถานีอนามัยเล็ก ๆ และคุณหมอก็เป็นนักปฏิบัติธรรมอยู่แล้วจึงเป็นโอกาสดีที่จะได้อยู่ใกล้ชิด
คุณแม่และรับธรรมจากท่านได้เต็มที่ ในขณะนั้นคุณหมอเพ็ญศรี ได้ลาออกจากราชการอยู่ก่อนแล้ว จึงมีความสะดวกที่จะดูแลคุณแม่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถในทุก ๆ ด้าน และด้วยความเคารพเลื่อมใส
ศรัทธาและเสียสละ คุณหมอเพ็ญศรีได้อยู่เฝ้าปรนนิบัติ ดูแลรักษาคุณแม่ชีแก้วจวบจนวาระสุดท้ายของคุณแม่เป็น
เวลาถึง 14 ปี

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #663 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 15:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มรณกรรม


ในปี 2534 ขณะนั้นคุณแม่ชีแก้วมีอายุได้ 90 ปี ด้วยธาตุขันธ์ในวัยชรา และอาการป่วยที่รุมเร้า ท่านป่วยหนักในช่วง 3 ปีสุดท้าย และในที่สุด คุณแม่ชีแก้วก็จากไปด้วยอาการสงบ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2534เวลา 09.25 น. ที่สำนักชีบ้านห้วยทราย อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร สิริรวมอายุได้90 ปี 54 ปี ในเพศแม่ชี นับเป็นความสูญเสียบุคคลสำคัญของผู้ปฏิบัติธรรมในฝ่าย สาวิกา อย่างน่าเสียดายยิ่ง
ตลอดเวลา 54 ปี ในเพศแม่ชีที่คุณแม่ชีแก้วบวชชีนั้น ท่านได้บำเพ็ญเพียรภาวนา ปฏิบัติธรรมโดยสม่ำเสมอ มิเคยประพฤติผิดในคลองชีเพศเลยด้วยอานิสงค์แห่งการบำเพ็ญเพียรภาวนา การปฏิบัติอันแน่วแน่ของคุณแม่นี้ ทำให้คุณแม่ได้รับความเคารพ เลื่อมใสศรัทธา สาธุชน ทั่วไปเป็นจำนวนมากได้มาเคารพกราบไหว้ไม่ขาดสาย เมื่อคุณแม่ชีแก้วจากเราไปแล้วก็ยังคงเหลือแต่คุณงามความดีของท่าน และแนวปฏิบัติที่ท่านเพียรพยายามรักษาไว้ คงอยู่เป็นอนุสรน์แก่พุทธศาสนิกชนสืบไป

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #664 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 15:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ประมวลคำสอนของ ......คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ
คำพูดคำสอนของคุณแม่โดยมากแล้วท่านจะพูดเป็นภาษาภูไท ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของภาษาอีกทั้งท่านมักพูดเป็นคำคล้องจอง สุภาษิต คำผญา จึงยากแก่การฟังและแปลความ แต่ด้วยความพยายามของคณะศิษยานุศิษย์ ผู้เคยอยู่รับใช้ใกล้ชิด ก็พอประมวลคำสอนของคุณแม่ได้ดังนี้

-โลกอันนี้เป็นเอกนาโถ หาทุกข์ก็ได้ หาสุขก็ได้ หาประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ หานรก หาสวรรค์ หามรรค หาผล หานิพพาน หาอะไรก็ได้หมด โลกนี้โลกหาได้

-เกิดเป็นคนต้องมีความอดควาทน มีความอุตสาหะพากเพียร ให้เล่าเรียน
ตายเกิด ตายเกิดอยู่นี้แหละ

-ผู้ได้เกิดได้ตายทุกคน แสนทุกข์แสนยาก แสนลำบากหัวใจจิตใจนี้

-ความเกิดความตายมันมีอยู่ทุกหมู่สัตว์ ไม่ว่าสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา
เจ้าข้อยเจ้าข้าทั้งหลายก็มีตายกับเกิด เด็กน้อยผู้ใหญ่ตายไปเสมอกัน

-ให้เชื่ออยู่ในความตาย จะตายเช้าตายเย็นเรามิรู้จัก ความตายได้เวลาของเขาก็มาเอาไปน้อยใหญ่เสมอหน้า

-ให้พากันตั้งใจภาวนา ทำสมาธิอย่าเกียจคร้าน เอาขันธ์ห้าเป็นขันบูชา เอาหัวใจเป็นเทียนไต้ส่องทาง ให้พบเห็นทางพ้นทุกข์ เกิดเป็นคนให้ตั้งอยุ่ในศีล อย่าได้หมิ่นต่อธรรม

- ทุกข์ยากแท้ ทุกข์ตั้งแต่เกิด ทุกข์จนสุดท้ายตายแล้วก็ยังทุกข์อยู่

-อย่าได้กินแล้วนอนคือหมูคือหมาเด้อลูกแม่เด้อ ลูกเอ๋ยให้ฟังความแม่ ให้แน่ความหน่าย ให้อายความเกิด ให้เปิดความสุข อย่าเมานั่งจุกนั่งเจ่า อย่าเฝ้าแต่กองขี้เถ้าของตน

-อย่าให้เสียทีบวชเป็นชีแล้วนี่ ให้เป็นชีแท้ ๆ อย่าเอาแห้(หินกรวด) มาปนอย่าได้เป็นแม่ขาวแม่ขิว (เหม็นเขียว) แม่หลิ่วตาเข้าบ้าน อย่าได้เป็น แม่ขี้คร้านขี้ความ ขี้ขอ แม่มิพอความอยาก แม่มิยากความตาย แม่มิอายความเว้า แม่มิเล่าความธรรม ลูกแม่ทุกคนอย่าได้เป็นอย่างนี้

-ลูกเอ๋ยหากพอใจมาเป็นลูกแม่ แม่เว้าเห้อฟัง (ให้เชื่อฟัง) แม่จ่มเห้อ (บ่นให้) ว่าแม่สอน แม่คอนเห้อ (ให้) ลูกแม่หาบ แม่ก้มขาบ (กราบ) เห้อลูกแม่ตามเด้อลูกเด้อ

-เกิดแล้วตายเล่าเกิดเก่าตายตาม เชื้อนามหน่อพระ (พุทธ) เจ้า อย่าเน่าเล่นเหม็นโห (หึ่ง) ตายให้แท้ ตายให้จริง ตายทิ้งวางขันธ์ ตายเห้อ (ให้) ทันธรรม ตายนำ (ตาม) พระ (พุทธ) เจ้า ตายแล้วเข้าพระนิพพาน

-รีบตั้งใจภาวนาได๊ (นะ) ครั้นมิตั้งใจภาวนา บาด (เวลา) แม่ตายจะบ่อให้ (ร้องไห้) หว้าม ๆ (เสียใจ) อยู่ จะได้แต่ขายเพิ่นอายโต๋ (ตัวเอง)

-อย่าอ้างกาลอ้างเวลา อย่าไปอ้างว่ายามมื้อเช้าน้ำหลาย สายมาอ้างว่าแดดฮ้อน(ร้อน) ดึกออนซอน (ยามดึกสงัด) อ้างว่านอนบ่พอตา ซ้ำแจ้ง (สว่าง) มาคิดหาแต่ทางไป

-อย่าไปฟังแต่ความของกิเลสตัวขี้เกียจขี้คร้าน อย่าไปเว้า (พูด) ต้านความธรรมนักปราชญ์ คนขี้ขลาดเป็นแต่อ้างธรรมคำของโต๋ (ตน) โหมิโง โต๋มิติง คลำคิงแต่หม่องนอน (เหมือนคนตาย)

-ให้ภาวนาดูกองทุกข์ เกิดมาแล้วมันมีแต่ทุกข์ อยากก็ทุกข์ไม่อยากก็ทุกข์ อิ่มก็ทุกข์ไม่อิ่มก็ทุกข์ นั่ง นอน กิน ถ่ายก็ทุกข์อยู่ทุกเมื่อ ทุกข์ไจ้ ๆ บ่ไล่มื้อถิ่มวัน (ทุกข์ตลอดไม่ว่างเว้น)

-ทุกค่ำเช้าให้ตั้งต่อแต่ภาวนา วันคืนคิดถึงบุญสมสร้าง

-อย่าได้ไปอวดชาวบ้านกล่าวสามหาว ตัวขี้ฮ้าย (ขี้เหร่) เห้อ (ให้) หลบอยู่คือกบเห็นคนมาจะโตนหลุบลงน้ำ (กระโดดลงน้ำ) ตัวเป็นคนโง่อย่าอวดโต่ (ตน) ฉลาด

-อย่าเป็นคนหลัก หลอกอวดตัวดี ถ้าผู้ได๋อวดว่าตัวเป็นคนดี เป็นคนหลัก เป็นคนฉลาด คนนั้นเป็นคนใบ้ใจเบาผิดวินัย แต่คนดีนั้นใบ้ใจนั้นตั้งอยู่ในธรรม

-ให้ตั้งเจอรักษา กาย วาจา ใจ ให้รักษามารยาทให้เรียบร้อย อย่าเป็นคนพูดมากเอายากใส่แต่ตัว อย่าเป็นคนลืมโต๋ ให้ลืนเพิ่น เว้าเห้อระวังโต๋โหเห้อระวังคอ ถ้ามิรักษาคำเว้าผิดกะมิฮู้จักโต๋ ว่าแต่โต๋เว้าแม่นเว้าถึก (ให้สำรวมระวัง กาย วาจา ใจ)

-เวลาเขาด่าเฮาอย่าด่าตอบ เวลาเชาซังเฮาอย่าซังตอบ เวลาเขาฮ้ายเฮาอย่าฮ้ายตอบ เวลาเขานินทาเฮา เฮาอย่าเว้าพื้นคืนขี้ฝอย

-คนจริงนิ่งเป็นใบ้ คนพูดได้นั่นไม่จริง

-นกฮ้องในฮั้นว่าดี ชะนีฮ้องในฮั้นว่าโม้น หลวมพุ้มหลวมพี้ หาบ่อนเอามิได้

-เฮียนให้สุด ขุดให้เถิง เบิ่งให้ฮู้ ดูให้เป็น เห็นได้แนวในดวงแก้วทั้งสาม

-มิเฮ็ดมิเป็น มิเห้นมิฮู้

-โตบุญนั่นตัวดำก้นก่าน โตบาปนั่นหัวโล้นห่มเหลือง (สอนแม่ชีไม่ให้ใกล้พระสงฆ์)

-ศีลอยู่ที่ละ พระอยู่ที่ใจ

-ฮักกันแล้วกูคุณอย่าได้ว่า แม่นสิซัง (เกลียด) ท่อฟ้าความฮ้ายอย่าได้จา (พูด)

-คนเฮานี้คือกันทั้งโลก เกิดแล้วบ่อกลับปิ้นต่าว ตายเสี่ยงคู่ซู่คน

-เก้าทานสิบทาน บ่อท่อทานสังฆะเจ้า

-ค่อยคิดค่อยแก้ ค่อยแกค่อยดึง ค่อยขุดค่อยขน ค่อยค้นค่อยค้ำ ค่อยทำค่อยสร้าง ค่อยถางค่อยหว่าน ค่อยงั้นค่อยแง้น แม้นหากสิได้ก้อนคำ

-ใจอยากหยุ่ง ควายหลายโตจึงจ่อง โตหนึ่งข่องง่าคอง โตสอง ข่องง่าขามโตสามข่องง่าหมี้ โตสี่ข่องง่าหว่า โตห้าข่องง่าบก โตหกข่องง่าแต้ ไผสิช่วยแก้ควายข่องจั่งสิไป

-สุกอยู่ต้นบ่ปานฝานหัวบ่ม เพิ่นบ่มให้กะบ่ปานบ่มเอง

-เฒ่าหูหวาย เฒ่าดายดอก เฒ่าหยอกหลาน เฒ่าหาญป่า เฒ่าจ่าแห เฒ่าแวะโห้แวะสวน เฒ่าแดดฒ่าลม เฒ่าสมสินสร้าง เฒ่าอ้างตำรา เฒ่าศีลภาวนาเข้าวัด

-รักษาศีลเอาไว้ใจเที่ยงภาวนา สลึงเดียวกะบ่ได้หา สูเจ้าอย่าขี้คร้าน สมถะวิปัสสนาพร้อม เป็นการไกลกิเลส ละให้หลุดลงให้เสี่ยง ผลเที่ยงแม่นนิพพานประวัติที่ปรากฏในที่ต่าง ๆ

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #665 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 15:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สมเด็จพระสังฆราชทรงสนทนาธรรมกับคุณแม่

เมื่อประมาณ พ.ศ. 2509-2510 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ขณะนั้นทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ “พระสาสนโสภณ” ได้ไปที่วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี และพำนักอยู่หลายวัน ในตอนนั้นคุณแม่ชีแก้วและคณะแม่ชียังอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด ท่านได้สนทนาธรรมกับคุณแม่ โดยมีองค์หลวงตาและคณะแม่ชี ร่วมรับฟังด้วย ใจความการสนทนาธรรม มีดังต่อไปนี้
พระสาสนโสภณ : ……………….(เทปตอนนี้ความไม่ชัดเจน)
คุณแม่ : เร่งความเพียรจนตัวเองไม่รู้สึก......... ไม่รู้เลย ไม่รู้เรา ไม่รู้จิต เวลามันจะเป็นขึ้นมา รู้ขึ้นมา ๆ อะไรก็รู้หมด รู้ขึ้นมา ๆ รู้ขึ้นมารวมลงที่ใจหมด
รู้เข้ามา ๆ แล้วตกวูบลงไปที่รู้ แล้วก็มีแต่รู้ตัวเดียวเท่านั้น รู้มาผม้น้อย มันก็รู้หมดเลยมีมากมีน้อยมันก็รู้หมดเลย......มันเป็นอย่างนั้น ไม่รุ้ว่ามันจะเป็นอะไร(หัวเราะ)...

พระสาสนโสภณ : ขี้นอยู่กับทำสิ่งนั้น..................................

คุณแม่ : ก็ช่วงนั้นพระอาจารย์ไปเที่ยวธุดงค์ท่านยังไม่กลับ การภาวนาไม่เป็นเหมือนอย่างเก่า รู้สึกอัศจรรย์ใจ มันเป็นอย่างไรใจนี่น่ะ ภาวนาไม่เป็นอย่างเก่านี่ แต่ก่อนแล้วพอภาวนาลงไปรู้สึกว่ามันมีอะไรขึ้นมา ท่านอาจารย์กลับมา ท่านถามว่าเป็นอย่างไร สมาธิภาวนา ถ้าภาวนาไม่มีอะไรอาตมาจะหนี ท่านว่าอย่างนั้น......ก็เลยเล่าเรื่องให้ท่านฟัง เหมือนกับเล่าให้พระเดชพระคุณฟังนี่แหละ ท่านก็ตอบปัญหาให้หมด อันนั้นเป็นอย่างนั้น อันนี้เป็นอย่างนี้....
ท่านจึงบอกว่า เอ้า! ให้พิจารณาดูว่าใจเรามันเป็นอย่างไร มันออกไปอย่างไรก็ต้องรู้ ก็เลยมานั่งภาวนา มานั่งภาวนา ภาวนาไปไม่รู้สึกอะไร มีแต่ผู้รู้ผุดขึ้นมาในใจ แล้วมีเสียงพูดแจ๋ว ๆ บอกท่านหมดเลยท่านบอกว่า ท่านเองก็พูดขึ้นมา เหมือนกัน.... “พระอนุรุธขึ้นเต็มดวง สว่างไสว ใจคอพระอนุรุธแจ้งเต็มดวงใสสว่าง เหมือนพระจันทร์สว่างไสวเต็มดวง…” หมดเท่านั้นแหละ ไม่รู้จักถูกจักผิด ขออภัยอย่าโกรธเลย พระเดชพระคุณ ข้าน้อยไม่รู้อะไร แล้วแต่พระเดชพระคุณ...... ขออภัย พระเดชพระคุณ ขอนิมนต์

พระสาสนโสภณ : ยังต้องการจะฟัง

คุณแม่ : รู้หมดทุกสิ่งทุกประการ ธาตุสี่ ขันธ์ห้า ดิน น้ำ ลม ฟ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ความโกรธ ความโลภ ความหลงทั้งหลาย มันก็เป็นอยู่ตามสภาพของมัน แล้วก็ลองพิจารณาให้มันเป็นอย่างเก่ามันก็ไม่เป็น เกิดมาแล้วก็ดับ ถ้าเกิดก็เกิดเป็นชาติใหม่ เป็นอย่างนี้ล่ะ ไม่ใช่ชาติเก่า ตายแล้วเกิดชาติใหม่ ไม่ใช่เป็นชาติเก่า จักถูกหรือผิดก็ไม่รู้ ขอเล่าถวายเพียงเท่านี้ ขออภัยถ้ามันผิดไป ผิดถูกก็ขออภัย

พระสาสนโสภณ : คิดอย่างไรกับชาติเก่าชาติใหม่

คุณแม่ : โอ๊ย! ชาติเก่าชาติใหม่นี้ เมื่อเทียบกับตัวเรา เหมือนพวกเรานอนหลับ นอนหลับไปสนิทไม่รู้สึกตัว เวลาตื่นขึ้นมาแล้วก็รู้สึกตัว ยังเป็นตัวคนผู้เก่า เป็นคนผู้เก่า เขาก็ว่า อ้าว! สิ่งของชนิดนี้ก็ลืมไปแล้ว ของชนิดนี้ก็เสื่อมไปแล้ว เขาเมาเหล้าเขาก็หลงหมด หลงตัวนี้อะไรก็วางทิ้งไว้..... คนเราเอาอะไรไป คือจะเป็นอย่างนั้น
ก็ไม่รู้ มันถูกก็ไม่รู้ คือจะเป็นอย่างนั้น

พระสาสนโสภณ : เป็นคนเดียวกันแต่ว่าเปลี่ยนสังขาร ใช่ไหม

คุณแม่ : สังขารก็สังขารอันเก่า กายก็กายอันเก่า ยังเปลี่ยนแต่ผู้รู้ เท่านั้น.... ยังอยู่แต่ผู้รู้เท่านั้น เป็นอย่างนี้ ขออภัยด้วยเถิด แล้วพวกเรามีสิ่งของอะไร....อะไรก็มีหมดทุกสิ่งทุกประการ สิ่งนั้นก็ได้เก็บ สิ่งนี้ก็ได้รักษาไว้ พยายามรักษาไว้ แล้วของสิ่งนั้นมันก็ดับไปหมด ไม่มีอะไรมาปกปักรักษา มันก็อยู่เรื่อย ๆ เปื่อย ๆ คนเราไม่มีอะไร คนจน ๆ นี่เอง

พระสาสนโสภณ : หมายถึงว่าที่รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนั้นสำหรับแม่แก้ว ใช่ไหม

คุณแม่ : ใช่ เจ้าค่ะ

พระสาสนโสภณ : ท่านอาจารย์ไม่ต้องจัดอะไรมากหรอก

นิมิตท้าวธรรมกถึกมาขอเป็นลูก
คุณแม่เล่าว่า เมื่อคืนนี้ได้นิมิตว่าตัวเองได้เหาะขึ้นไปคลอดลูกบนอากาศ แต่ไม่เหมือนกับที่ชาวโลกเขา
คลอดลูก ไม่มีเลือดไม่มียาง ไม่สกปรก เป็นลูกผู้ชาย ผิวพรรณเหลืองดั่งทองคำ มีรัศมีออกโดยรอบ ขณะอยู่ในท้องแม่ก็ใสเหมือนกับมองเข้าไปในแก้ว คลอดออกมาแล้วก็ลุกกราบได้ทันที พร้อมกับ บอกชื่อว่า“ท้าวธรรมกถึก”

คุณแม่ถามว่า “ทำไมจึงอยากเกิด” ได้รับคำตอบว่า “จะลงมาบำเพ็ญบารมี จึงมาขอเกิดกับคุณแม่ก่อน ไม่ประสงค์จะเกิดในครรภ์ของมนุษย์ ขอเป็นลูกของคุณแม่” ขณะพูดคุยกันอยู่นั้น พระผู้ใหญ่ท่านหนึ่งก็มารับทารกทองคำนั้นไปเลี้ยงไว้ ต่อไปภายหน้าเด็กคนนี้คงต้องได้บวชและอย
ู่รับใช้ใกล้ชิดท่าน

คุณแม่พยากรณ์ไว้ โดยบอกถึงชื่อพ่อ-แม่ ของเด็กทารกคนนั้น และติดตามถามข่าวว่าพ่อ-แม่ ของเด็กได้ลูกชายจริงไหม และยังบอกอีกว่า เด็กจะอยู่ได้เพียง 3 วัน แล้วจะมีผู้มาแทน เหตุการณ์ตามนิมิตก็เป็นจริงทุกอย่าง คือเมื่อเด็กทารกคลอดแล้ว ก็ร้องอุแว้เกือบตลอดทั้ง 3 วัน จน
เย็นวันที่ 3 ก็สลบไป พ่อ-แม่ และญาติของทารกก็ว่าวันนี้เย็นค่ำมืดแล้ว พรุ่งนี้ค่อยเอาไปฝัง จากนั้นได้เอาผ้าหุ้มห่อเด็กเอาไว้ พอรุ่งอรุณวันใหม่ ซึ่งเป็นความหวังครั้งสุดท้ายของผุ้เป็นพ่อ-แม่ ผู้เป็นแม่ก็บีบน้ำนมจากเต้านมใส่ช้อนแล้วใช้สำลีชุบน้ำนมค่อย ๆ แตะที่ริมฝีปากของทารก และน้ำนมได้ซึมไหลเข้าสู่ปากลงสู่ลำคอ จนที่สุด ทารกก็ขยับปากขยับคอได้ จึงรู้ว่ายังไม่ตาย

เมื่อครบกำหนดวันออกไฟแล้ว พ่อ-แม่ ของเด็กรีบพาเด็กไปกราบคุณแม่ทันที คุณแม่พูดว่า “ไม่ต้อง
เอามาให้แม่หรอก เขามาหาก่อนที่จะไปอยู่กับพวกเธอแล้ว เลี้ยงเขาให้ดี เขามาอาศัยร่างที่ได้จากโยม จึงนับว่าเป็นลูกของโยม ต่อไปภายหน้าเขาจะได้บวชค้ำชูพระพุทธศาสนานิมิตเทพบุตรมาขอเป็นลูก



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #666 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 15:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นิมิตที่เป็นจริงของคุณแม่อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องที่เทพบุตรตนหนึ่งจะจุติมาเกิดเพื่อสร้างบุญบารมีในบวรพระพุทธศาสนาสืบธรรมไว้ โดยคุณแม่เล่าว่า “ก่อนที่จะมาเกิด เทพบุตรตนนั้นได้ลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อมาเสาะหาที่เกิด คือเสาะหาผู้จะได้เป็น
พ่อเป็นแม่ ชาติตระกูลและลำดับการเป็นลูก แต่เป็นเพราะบุญเก่าส่งผลให้ จึงได้มาพบปะกันตอน
ที่อยู่ภูเก้า”

จนที่สุดผู้เป็นแม่ตั้งท้องได้ 6 เดือน พระอินทราธิราชผู้เป็นหัวหน้าเทวดาอยู่บนสวรรค์พร้อมเทวดาหมู่มาก พากันนำเทพบุตรตนนั้นมาถวาย วันที่หมู่เทวดาเอามาส่งนั้น มีแสงสว่างไสวทั่วไปหมดในแถบถิ่นนั้น แต่รู้ได้เฉพาะคุณแม่กับคุณแม่แดง (แม่ชีมะแง้ ผิวขำ) แต่คุณแม่แดงท่านไม่ได้พูดให้ฟัง ในตอนหลังจึงได้พูดกับพระอาจารย์ผู้ใหญ่ ท่านจึงว่า “สามเณรรูปนี้ได้เห็นตั้งแต่ลงมาเสาะหาที่เกิด จึงได้ชวนให้มาเกิดกับ........”

วันนั้นเทพบุตรลงมาแล้วก็บอกว่า “จะมาขอเป็นลูกของคุณแม่ชี” คุณแม่ก็บอกว่า แม่บวชแล้วไม่อาจที่จะให้ใครมาเกิดด้วยได้ หากจะเกิดก็ให้ไปเกิดเข้าครรภ์ของนาง..............ภรรยาของนาย.............ให้เฝ้าครรภ์เอาไว้ เกิดกับสามีภรรยาคู่นี้แหละ ต่อไปภายหน้าก็จะได้บวชในพระพุทธศาสนาตามประสงค์ ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ก็เป็นชาวไร่ชาวนา ก็พอที่จะส่งเสียให้เรียนหนังสือพออ่านออกเขียนได้ ถ้าหากถือเอาพ่อ-แม่คู่นี้เป็นที่เกิด เกิดมาในตอนนี้ก็จะดีมาก เพราะเป็นลูกที่เกิดกลาง ๆ เกิดมาแล้วพ่อแม่จะไม่ห่วงหาอาลัยนัก เพราะคนแถบถิ่นนี้เขารักและห่วงอาลัยลูกคนแรกและคนสุดท้ายเท่านั้น หากจะเกิดกับสามีภรรยาคู่นี้ก็จะได้เป็นลูกคนกลางกอปรกับต้นตระกูลของเขา ก็ฝักใฝ่สนใจใส่ใจ
ในพระพุทธศาสนา จัดเป็นตระกูลสัมมาทิฐิ

เทพบุตรตนนั้นก็ว่า “จะรับรองได้อย่างไรว่า เมื่อเติบโตพอที่จะบรรพชาอุปสมบทแล้วจะได้บรรพชาอุปสมบทตามประสงค์” คุณแม่ก็ว่า “แล้วแต่บุพกรรมของท่านเอง” เมื่อได้สนทนาตกลงตัดสินใจกันแล้ว
พระอินทราธิราช ผู้เป็นหัวหน้าเทวดาทั้งหลายก็กลับสวรรค์ไป เหลือแต่เทพบุตรผู้จะถือกำเนิดใน
ครรภ์มนุษย์ต่อไป

หลายวันต่อมาคุณแม่จึงเรียกสามีภรรยามาพูดคุยให้ฟังตามเรื่องราวที่ปรากฎในนิมิตและออกปากขอทารก สามีภรรยาคู่นั่นก็ตกลงถวายให้เป็นลูกของคุณแม่ตั้งแต่บัดนั้น เมื่อครบกำหนดคลอดได้คลอดออก
มาเป็นเด็กผู้ชาย รูปร่างหน้าตาอวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์ พ่อของเด็กได้มากราบเรียนคุณแม่ทราบ คุณแม่บอกว่าให้ตั้งชื่อว่า...........ปัจจุบันได้อุปสมบทในบวรพระพุทธศาสนา สมความประสงค์และเป็นลูกศิษย์องค์สำคัญมากรูปหนึ่งขององค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
(โลกนี้โลกหาได้ หน้า 91-92)

คุณแม่ชีแก้วทำนายหลวงปู่เขียน ฐิตสีโล

ในสมัยที่หลวงปู่เขียน ออกฝึกหัดปฏิบติอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ท่านเล่าว่า มีแม่ชีอยู่คนหนึ่งชื่อแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ ซึ่งแม่ชีผู้นี้ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวว่า เป็นผู้ที่มีธรรมะ เป็นผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ได้ทำนายท่านไว้ว่า “ท่านมหาบวชมาแล้วชาตินี้เป็นชาติที่ 3 และจะอยู่ในเพศบรรพชิตนี้ตลอดไปจะไม่สึก ชาติที่บวชครั้งแรกนั้นท่านมหาบวชเป็นสามเณรอายุได้ 17 ปี ก็สึก ชาติต่อมาก็บวชเป็นสามเณรอีกอายุได้ 19 ปีย่างเข้า 20 ปี แต่ยังไม่ได้บวชเป็นพระก็สึกอีก ชาตินี้เป็นชาติที่ 3 และได้บวชเป็นพระอีกทั้งจะอยู่ต่อไปได้ตลอดจะไม่ลาสิกขาออกไปเป็นฆราวาส จะอยู่ในเพศพรหมจรรย์ตลอดไป”
หลวงปู่ก็พูดว่า “ถ้าหากอาตมาอยากจะสึกจะทำอย่างไร คือ อยากสึกมาก ๆ อดไม่อยู่แล้วก็สึกไป”คุณแม่กล่าวว่า “ไม่เป็นเช่นนั้น ถึงแม้ว่าท่านมหาจะอยากสึก อย่างไรก็ตาม แต่สำหรับชาตินี้แล้ว ท่านมหาจะต้องอยู่ในเพศพรหมจรรย์นี้ตลอดไป ไม่สึกแน่นอน” หลวงปู่กล่าวว่า ก็ได้แต่รับฟังไว้คอยสังเกตดูตัวเองอยู่ตลอดมา (ฐิตสีลานุสรณ์ หน้า 27)

คัดลอกมาจาก..http://www.watthummuangna.com/board/sho ... php?t=6200
.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


เครดิต ลานธรรมจักร



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #667 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 15:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

* ศีล นั้นอยู่ที่ไหนมีตัวตนเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้รักษาแล้วก็รู้ว่า ผู้นั้นเป็นตัวศีล ศีลก็อยู่ที่ตนนี้ เจตนาเป็นตัวศีล เจตนาคือจิตใจ คนเราถ้าจิตใจไม่มีก็ไม่เรียกว่าคน มีแต่กายจะทำอะไรได้ ร่างกายกับจิตต้องอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่อจิตไม่เป็นศีล กายก็ประพฤติไปต่างๆ มีโทษต่างๆ ผู้มีศีลแล้วไม่มีโทษ จะเป็นปกติแนบเนียนไม่หวั่นไหว ไม่มีเรื่องหลงหา หลงขอ คนที่หา คนที่ขอต้องเป็นทุกข์ ขอเท่าไหร่ยิ่งไม่มี ยิ่งอดอยากยากเข็ญ
กายกับจิตเราได้มาแล้ว มีอยู่แล้ว ได้มาจากบิดามารดาพร้อมบริบูรณ์ จะทำให้เป็นศีลก็รีบทำ ศีลมีอยู่ที่เราแล้ว รักษาได้ไม่มีกาล ได้ผลไม่มีกาล
ผู้มีศีลย่อมเป็นผู้องอาจกล้าหาญ ผู้มีศีลย่อมมีความสุข ผู้จักมั่งคั่งบริบูรณ์ไม่อด ไม่ยาก ไม่จน ก็เพราะรักษาศีลให้สมบูรณ์ จิตดวงเดียวเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา
ผู้มีศีลแท้เป็นผู้หมดเวรหมดภัย

* คุณธรรม ยังมีผู้เข้าถึงให้เป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องเลื่องระบือ มีความฉลาด กว้างขวางในอุบายวิธี ไม่มีคับแค้นจนมุม

* การปฏิบัติธรรม เป็นการทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทรงตรัสสอนเรื่องกาย วาจา จิต มิได้สอนเรื่องอื่น ทรงสอนให้ปฎิบัติฝึกหัดจิตใจ ให้เอาจิตพิจารณากาย เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หัดสติให้มากในการค้นคว้า เรียกว่า ธัมมวิจยะ พิจารณาให้พอทีเดียว เมื่อพิจารณาพอจนเป็นสติสัมโพชฌงค์ จิตจึงจะเป็นสมาธิรวมลงเอง
การประกอบความพากเพียรทำจิตให้ยิ่ง เป็นการปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอน
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืน
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเท่านั้น


* วาสนา นั้นเป็นไปตามอัธยาศัย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #668 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 15:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คนที่มีวาสนาในทางที่ดีมาแล้ว แต่คบคนพาล วาสนาก็อาจเป็นคนพาลได้ บางคนวาสนายังอ่อน เมื่อคบบัณฑิต วาสนาก็เลื่อนขึ้นเป็นบัณฑิต
ฉะนั้น บุคคลควรพยายามคบแต่บัณฑิต เพื่อเลื่อนภูมิวาสนาของตนให้สูงขึ้น

ผู้มีปัญญา ไม่ควรให้สิ่งที่ล่วงแล้วตามมา ไม่ควรหวังในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
ผู้มีปัญญา ได้เห็นในธรรมซึ่งเป็นปัจจุบัน ควรเจริญความเห็นนั้นไว้เนืองๆ ควรรีบทำเสีย
ผู้มีปัญญา ซึ่งมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ มีความเพียรแยกกิเลสให้หมดไป จะไม่เกียจคร้าน ขยันหมั่นเพียรทั้งกลางวันและกลางคืน

* จิต เป็นสมบัติสำคัญมากในตัวเราที่ควรได้รับการเหลียวแล ด้วยวิธีเก็บรักษาให้ดี ควรสนใจรับผิดชอบต่อจิต อันเป็นสมบัติที่มีค่ายิ่งของตน วิธีที่ควรกับจิตโดยเฉพาะก็คือภาวนา ฝึกหัดภาวนาในโอกาสอันควร ตรวจดูจิตว่า มีอะไรบกพร่องและเสียไป จะได้ซ่อมสุขภาพจิต
นั่งพินิจพิจารณาดูสังขารภายใน คือ ความคิดปรุงแต่งของจิตว่า คิดอะไรบ้าง มีสาระประโยชน์ไหม คิดแส่หาเรื่อง หาโทษ ขนทุกข์มาเผาตนอยู่นั้น พอรู้ผิด-ถูกของตัวบ้างไหม
พิจารณาสังขารภายนอกว่า มีความเจริญขึ้นหรือเจริญลง สังขารมีอะไรใหม่หรือมีความเก่าแก่ชราหลุดไป พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เวลาที่พอจะทำได้ ตายแล้วจะเสียการให้ท่องในใจอยู่เสมอว่า เรามีความแก่-เจ็บ-ตาย อยู่ประจำตัวทั่วหน้ากัน

* ทาน-ศีล- ภาวนา ธรรมทั้ง 3 นี้ เป็นรากแก้วของความเป็นมนุษย์ และเป็นรากเหง้าของพระศาสนา ผู้เกิดมาเป็นมนุษย์ ต้องเป็นผู้เคยสั่งสมธรรมเหล่านี้มาอยู่ในนิสัย ของผู้จะมาสวมร่างเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วยมนุษย์อย่างแท้จริง


-------------------------------------------------------------------

คนหิว อยู่เป็นปกติสุขไม่ได้
จึงวิ่งหาโน่นหานี่
เจออะไรก็คว้าติดมือมาโดยไม่สำนึกว่าผิดหรือถูก
ครั้นแล้วสิ่งที่คว้ามาก็เผาตัวเองให้ร้อนยิ่งกว่าไฟ

คนที่หลงจึงต้องแสวงหา
ถ้าไม่หลงก็ไม่ต้องหา
จะหาไปให้ลำบากทำไม
อะไรๆ ก็มีอยู่กับตัวเองอย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว
จะตื่นเงา ตะครุบเงาไปทำไม
เพราะรู้แล้วว่า เงาไม่ใช่ตัวจริง

ตัวจริง คือ สัจจะทั้งสี่ที่มีอยู่ในกายในใจอย่างสมบูรณ์แล้ว

-------------------------------------------------------------------



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #669 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 15:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อานิสงส์ของศีล 5 เมื่อรักษาได้
1. ทำให้อายุยืน ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน
2. ทรัพย์สมบัติที่อยู่ในความปกครอง มีความปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายมาราวี เบียดเบียนทำลาย
3. ระหว่าง ลูก หลาน สามี ภริยา อยู่ด้วยกันเป็นผาสุก ไม่มีผู้คอยล่วงล้ำ กล่ำกราย ต่างครองกันอยู่ด้วยความผาสุข
4. พูดอะไรมีผู้เคารพเชื่อถือ คำพูดมีเสน่ห์เป็นที่จับใจไพเราะ ด้วยสัตย์ ด้วยศีล
5. เป็นผู้มีสติปัญญาดีและเฉลียวฉลาด ไม่หลงหน้าหลงหลัง จับโน่นชนนี่ เหมือนคนบ้าคนบอหาสติไม่ได้ ผู้มีศีล เป็นผู้ปลูกและส่งเสริมสุขบนหัวใจคนและสัตว์ทั่วโลก ให้มีแต่ความอบอุ่นใจ ไม่เป็นที่ระแวงสงสัย ผู้ไม่มีศีลเป็นผู้ทำลายหัวใจคนและสัตว์ ให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า

-------------------------------------------------------------------

เราเกิดมาเป็นมนุษย์
มีความสูงศักดิ์มาก

อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ
มนุษย์เราจะต่ำลงกว่าสัตว์
และจะเลวกว่าสัตว์อีกมากมาย
อย่าพากันทำ

ให้พากันละบาป บำเพ็ญบุญ
ทำแต่คุณความดี

อย่าให้เสียชีวิตเปล่าที่มีวาสนาเกิดมาเป็นมนุษย์

-------------------------------------------------------------------
กรรม จำแนกสัตว์ให้ทราม และประณีตต่างกัน

ผู้สงสัยกรรม หรือไม่เชื่อกรรมว่ามีผล
คือ ลืมตนจนกลายเป็นผู้มืดบอดอย่างช่วยไม่ได้

แม้เขาจะเกิดและได้รับการเลี้ยงดู
จากพ่อ-แม่มาเป็นอย่างดีเหมือนโลกทั้งหลายก็ตาม
เขาก็มองไม่เห็นคุณของพ่อ-แม่
ว่าได้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูตนมาอย่างไรบ้าง

แต่เขาจะมองเห็นเฉพาะร่างกายเขา
ที่เป็นคนหนึ่งกำลังรกโลกอยู่โดยเจ้าตัวไม่รู้เท่านั้น

-------------------------------------------------------------------



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #670 เมื่อ: 28 ก.ค. 13, 15:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คนฉลาดปกครองตนให้มีความสุขและปลอดภัย
ไม่จำเป็นต้องเที่ยวแสวงหาทรัพย์มากมาย
หรือเที่ยวกอบโกยเงินเป็นล้านๆ มาเป็นเครื่องบำรุง
จึงมีความสุข

ผู้มีสมบัติพอประมาณในทางที่ชอบ
มีความสุขมากกว่าผู้ได้มาในทางมิชอบเสียอีก
เพราะนั่นไม่ใช่สมบัติของตนอย่างแท้จริง
ทั้งๆ ที่อยู่ในกรรมสิทธิ์

แต่กฏความจริง คือกรรมสาปแช่งไม่เห็นด้วย
และให้ผลเป็นทุกข์ไม่สิ้นสุด
นักปราชญ์ ท่านจึงกลัวกันหนักหนา

แต่คนโง่อย่างพวกเรา
ผู้ชอบสุกเอาเผากิน และชอบเห็นแก่ตัว
ไม่มีวันอิ่มพอ ไม่ประสบผล คือ ความสุขดังใจหมาย

-------------------------------------------------------------------

อะไรๆ ที่เป็นสมบัติของโลก
มิใช่สมบัติอันแท้จริงของเรา
ตัวจริงไม่มีใครเหลียวแล

สมบัติในโลกเราแสวงหามา
หามาทุจริตก็เป็นไฟเผา
เผาตัวทำให้ฉิบหายได้จริงๆ

-------------------------------------------------------------------
หาคนดีมีศีลธรรมในใจ
หายากยิ่งกว่าเพรชนิลจินดา

ได้คนเป็นคนดีเพียงคนเดียว
ย่อมมีคุณค่ามากกว่าเงินเป็นล้านๆ

เพราะเงินเป็นล้านๆ
ไม่สามารถทำความร่มเย็นให้แก่โลกได้อย่างถึงใจ
เหมือนได้คนดีทำประโยชน์

-------------------------------------------------------------------
ธรรม เป็นเครื่องปกครองสมบัติและปกครองใจ
ถ้าขาดธรรมเพียงอย่างเดียว
ความอยากของใจจะพยายามหาทรัพย์
ได้กองเท่าภูเขาก็ยังหาความสุขไม่เจอ

ไม่มีธรรมในใจเพียงอย่างเดียว
จะอยู่ในโลกใด กองสมบัติใด ก็เป็นเพียงโลก
เศษเดนและกองสมบัติเดนเท่านั้น
ไม่มีประโยชน์อะไรแก่จิตใจแม้แต่นิด

ความทุกข์ทรมาน ความอดทน
ทนทาน ต่อสิ่งกระทบกระทั่งต่างๆ
ไม่มีอะไรจะแข็งแกร่งเท่าใจ
ถ้าได้รับความช่วยเหลือที่ถูกทาง

ใจจะกลายเป็นของประเสริฐ
ให้เจ้าของได้ชมอย่างภูมิใจต่อเรื่องทั้งหลายทันที

-------------------------------------------------------------------



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #671 เมื่อ: 29 ก.ค. 13, 10:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อะไร สำคัญที่สุดในชีวิตคุณ?



ภรรยา 4 คน
-
-
-
ชายคนหนึ่งมีภรรยา อยู่ 4 คน

ภรรยาคนที่ 1 เขารักที่สุด ไปไหนมาไหนด้วยกัน ตามใจตลอดอยากได้อะไร เขาหาให้ทุกอย่าง

ภรรยาคนที่ 2 เขารักมาก เขาจะทำทุกสิ่ง ทุกอย่างเพื่อภรรยาคนนี้ และจะไปหาภรรยาคนนี้เสมอ

ภรรยาคนที่ 3 เขารักรองลงมา ดูแลเอาใจใส่พอควร แวะไปหาบางเป็นครั้งคราว

ภรรยาคนที่ 4 เขาไม่เคยสนใจ ไม่เคยดูแลเอาใจใส่ ไม่เคยไปหา ไม่คิดถึงเลย ด้วยซ้ำ

ต่อมาชาย คนนี้ไปกระทำความผิดร้ายแรง และถูกจับ ต้องถูกประหารชีวิต ก่อนที่จะถูกประหาร เขาขอร้องว่า เขาขอกลับบ้าน เพื่อไปร่ำลาภรรยาสุดที่รักซักครั้ง

ผู้คุมเห็นใจจึงอนุญาต เมื่อกลับมาถึงบ้าน

เขารีบตรงไปหาภรรยาคนที่ 1 เล่าเหตุการณ์ต่างๆ ให้ฟัง และถามภรรยา คน ที่ 1 ว่า " ถ้าเขาต้องตายภรรยาคนที่ 1 จะทำอย่าง ไร? "
ภรรยาคนที่ 1 ตอบน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “ถ้าเธอตาย เราก็จบกัน” คำตอบที่ได้รับ เหมือนสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยง!! ลงมาที่เขาอย่างจัง เขารู้สึกเจ็บปวด และเสียใจเป็นอย่างยิ่ง นึกเสียดาย ว่าเขาไม่ควรทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เลย

จากนั้นเขาก็ ไปหา ภรรยาคนที่ 2 ด้วยอาการเศร้าโศก เล่า เรื่องราวต่างๆ ให้ ฟัง และถามคำถามเดิมกับภรรยาคนที่ 2 ว่า " ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคน ที่ 2 จะทำอย่างไร? " ภรรยาคนที่ 2 ก็ ตอบอย่างหน้าตาเฉย ว่า " ถ้าเธอตาย ฉันจะมีใหม่ " เหมือนสายฟ้า!! ผ่าลงมาซ้ำที่เขา อย่างจัง เขารู้สึกเสียใจมาก และนึกเสียดายว่าที่ผ่านมา เขาไม่ควร ทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เช่นกัน

เขาเดินคอตกมาหาภรรยาคนที่ 3 เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ ฟัง และถาม ภรรยา คนที่ 3 ว่า "ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคน ที่ 3 จะทำอย่างไร? " ภรรยาคนที่ 3 ตอบว่า "ถ้าเธอตาย ฉันจะไปส่ง " ทำให้เขาคลายความ เศร้าโศกขึ้นมาได้บ้าง อย่างน้อยก็ ยังมีภรรยาที่จริงใจกับเขา

ก่อนกลับไปรับโทษ เขานึกขึ้นมาได้ว่ามีภรรยาอีกคน ซึ่งไม่เคยไปหาเลย

จึงไปหา ภรรยาคนที่ 4 และถามว่า " ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคนที่ 4 จะทำอย่าง ไร?" ภรรยาคนที่ 4 ตอบว่า " ถ้าเธอตาย ฉันจะตามไป ด้วย " แทนที่เขาจะดีใจกลับนึกเสียใจหนักขึ้นไปอีก เพราะ...มัน สายเกินไปเสียแล้ว ช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ เขาไม่เคยเห็นค่าของภรรยาคนนี้ แต่ภรรยาคนนี้ไม่คิดที่จะทิ้งเขา จะติดตามเขาไปอยู่ด้วย

แล้วชายคนนี้ก็กลับไปรับโทษประหาร และเมื่อเขาตาย ภรรยาคนที่ 4 ก็ตายตามไป ด้วย.....

เราทุกคนก็ มีภรรยา 4 คน

มีคำถามว่า ภรรยาทั้ง 4 คนเป็นใคร?

คิดกันก่อนนะ แล้วค่อยเฉลย...

ทีนี้เรามาดูกันว่า ภรรยาคน ที่ 1, 2, 3 และ 4 เป็นใครกันบ้าง

ภรรยาคน ที่ 1 ร่างกายของเรา เพราะเวลาเรามีชีวิตอยู่ เราจะบำรุงบำเรอด้วยของสิ่งทุกอย่าง อยากได้อะไรก็หาให้ แต่พอเราตายมันกลับไม่ไปกับเรา เมื่อเราตาย ร่างกายมันก็มีค่าเท่ากับท่อนไม้ ท่อนหนึ่งเท่านั้น

ภรรยาคน ที่ 2 ทรัพย์สมบัติ เพราะเวลาเรามีชีวิตอยู่ เราจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้มันมา แต่พอเราตาย มันกลับไม่ไปกับเรา แต่ไปเป็นของคนอื่น

ภรรยาคนที่ 3 พ่อแม่ ลูกเมีย ญาติ พี่น้อง เพราะพอเราตาย เขาจะทำศพให้เรา ทำบุญไปให้ แปลว่า เขาแค่ไปส่งเราเท่านั้น

ภรรยาคนที่ 4 บุญกับบาป เมื่อเราตายไป เราไม่สามารถเอาอะไรไปด้วยได้ มีเพียงแค่บุญกับบาปเท่านั้น ที่จะตามเราไป .....


เครดิต โพสจัง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #672 เมื่อ: 29 ก.ค. 13, 15:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"จิต"และ"พลังจิต"นั้นสำคัญที่สุดครับที่จะไปเกิดใหม่หาร่างกายใหม่หรือเพื่อการไม่มาเกิดคือการหลุดพ้นเพื่อจะมีพลังสามารถบังคับให้จิตนั้นเดินไปในทิศทางที่ต้องการได้
จะเป็นรัฐบุรุษเป็นโพธิสัตว์ เป็นอรหันต์ เป็นพุทธเจ้า เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในการคิดค้นสิ่งต่างๆได้ด้วยพลัง"จิต"ครับ จงจำไว้ทำให้จิตมีพลังความคิดที่ดีใฝ่ดีไปในทางที่ถูกต้องครับจึงต้องมีพระธรรมนำจิตใจผู้เจริญครับท่านผู้อ่านครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #673 เมื่อ: 29 ก.ค. 13, 15:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ฉนั้นผู้ใดฝึกจิตถึงขั้นสูงสุดก็จะมีซิกเซ้นต์เกิดขึ้นโดยธรรมชาติครับ คิดดีทำความดีสิ่งดีๆก็จะเข้ามาในชีวิตของท่านได้ครับไม่ต้องรอวาสนา วาสนาก็จะดีขึ้นเองโดยการกำหนดจิตของท่านครับ...ค่อยๆฝึกค่อยๆทำไปครับ...ไม่เข้าใจให้ถามได้ครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #674 เมื่อ: 29 ก.ค. 13, 15:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้เชี่ยวชาญในวิชา"พลังจิต"จะสามารถบังคับวัตถุให้เคลื่อนที่ได้เช่นบินได้หรือเคลื่อนไหวไปมาได้เช่นวัตถุที่เกิดขึ้นในอวกาศเช่นจานบินหรือวัตถุลึกลับบินไปมา นักวิทยาศาสตร์ยังหาสาเหตุการบินไม่ได้ว่าใช้พลังงานจากเเหล่งใดในการควบคุม ทำไมมันจึงเคลื่อนที่ได้ ไม่มีเสียง ไม่มีควัน เขานำพลังงานส่วนใดในการควบคุมครับ..ทุกอย่างมันมีสาเหตุครับอย่างที่พระพระพุทธองค์ท่านว่าจะค้นพบความทุกข์หรือสุุขได้ต้องค้นพบที่ต้นเหตุครับ...หาสิ่งที่กำเนิดพลังงานในการควบคุมวัตถุต่างๆให้ได้ เขาบอกว่ามนุษย์ต่างดาวเขาใช้พลังจิตในการควบคุมเช่นหนังเรื่องสตาร์วอร์ครับ รูปทรงจานบินที่..สร้างขึ้นมาและมีรูปจินตนาการว่ามันบินได้ตามรูปข้างบนก็คงมาจากจินตนาการหรือมาจากในหนังเรื่องสตาร์วอร์นั่นเองครับ..จิตสามารถสื่อสารได้ตามพลังความคิดต้องศึกษาส่วนสมองว่า"จิตใตสำนึก"และ"จิตนอกสำนึก"นั้นเป็นอย่างใด..ค่อยๆศึกษากันครับ"พลังจิต"นี้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมในกายของเราที่จะสามารถทำให้เกิดความสำเร็จในชีวิตได้ครับทุกคนทั้งชายแลหญิงสามารถปฏิบัติได้ทุกคนไม่มีข้อห้ามครับลองดูครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 ... 8 9 10 11 12 13 14 15 16

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม