หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ประวัติพระอาจารย์ หลวงปู่โง่นโสรโย ผู้พลิกตำนานพระสุพรรณกัลยา  (อ่าน 7547 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 11 มิ.ย. 13, 11:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ประวัติพระอาจารย์ หลวงปู่โง่นโสรโย ผู้พลิกตำนานพระสุพรรณกัลยา


หลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร

หลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร


หลวงปู่โง่น พระกัมมัฏฐานชื่อดังรายนี้ ถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๗ โดยมีบิดาเป็นหัวหน้าขบวนการรับจ้างขนไม้ซุงจากเมืองเหนือเข้ากรุงเทพฯ พออายุได้ ๑๐ขวบ ก็มีเลขานุการข้าหลวงใหญ่ชาวฝรั่งเศสขอท่านไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ท่านจึงมีโอกาสเดินทางไปศึกษายังต่างประเทศ กระทั่งจบปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศเยอรมนี


ก่อนสละเพศฆราวาสเข้ามาเป็นบรรพชิตนั้น หลวงปู่โง่นเป็นหมอสอนศาสนาคริสต์ แต่เกิดความเบื่อหน่าย หลังจากเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์แล้ว ก็ศึกษาพระธรรมวินัยจนแตกฉาน และเผยแผ่ธรรมะแด่สาธุชนโดยถ้วนทั่ว ท่ามกลางอุปสรรคนานัปการ อย่างที่ท่านเคยระบุไว้ว่า เมื่อราว พ.ศ. ๒๕๒๘ กระทรวงศึกษาธิการซึ่งครั้งนั้นมี อาจารย์ บุญสม มาร์ติน เป็นรัฐมนตรี ได้มีนโยบายให้สถานศึกษาทุกแห่งมีเครื่องหมายทางศาสนาไว้หน้าเสาธง แต่ในบ้านเมืองเรานั้นพระพุทธรูปส่วนใหญ่จะเป็นขนาดเขื่อง หากจะจัดสร้างใหม่ รัฐบาลคงต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ท่านจึงรับอาสาสร้างให้เองและนำไปแจกฟรีๆให้เองทั่วประเทศด้วย ใช้เวลาสร้างทั้งหมด ๕ ปี จำนวน ๒,๕๒๙ องค์


“แต่พอสร้างเสร็จ ก็พบศัตรูผู้คิดร้าย เพราะเราไปต้านทานสำนักพุทธพาณิชย์ที่เขาสร้างพระขาย มีการโทรศัพท์ไปขมขู่ผู้ว่าราชการพิจิตร และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนอื่นๆจนเกิดความท้อแท้ใจ แต่เราไม่เป็นเช่นนั้น ไม่ยอมแพ้ จึงได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระญาณสังวร จนได้รับการอำนวยความสะดวกที่สุด ก็สามารถที่จะนำพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นมาแจกจ่ายที่พุทธมณฑลได้” หลวงปู่กล่าวในหนังสือ “ย้อนรอยกรรมตำนาน พระสุพรรณกัลยา”



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 11 มิ.ย. 13, 11:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความที่ท่านขัดผลประโยชน์นี่เอง คำสั่งฆ่าก็ออกมา

หลวงปู่โง่นถูกลอบยิงทั้งสิ้น ๕ ครั้ง แต่ก็รอดได้ทุกครั้ง

หลวงปู่โง่นเชื่อว่าเป็นฝีมือศัตรูลับๆ ที่มีอยู่มากมาย ศัตรูเหล่านี้ไม่ใช่ฆราวาสเป็นพวกหัวโล้นด้วยกัน เพราะไปขัดผลประโยชน์เขา โดยโดนไล่ยิงที่อิสานทั้งสิ้น ๓ ครั้ง โดนยิงโดนจับที่ภาคเหนือ ๒ ครั้ง ก็รอดตายได้หวุดหวิด เพราะผีมันไม่ต้องการ อันเป็นเรื่องอโหสิกรรมครั้งใหญ่ที่มีต่อเหล่าศัตรู


ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ หลวงปู่โง่นยังกล่าวถึงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ ครั้งที่พระสงฆ์พม่าเดินขบวนประท้วงรัฐบาลพม่าในเรื่องของสมณศักดิ์ ซึ่งพระพม่าต้องการให้เหมือนกับพระสงฆ์ไทย ซึ่งต่อมารัฐบาลพม่าก็ยอมยกธงขาว และยอมตามความต้องการของพระสงฆ์พม่าทุกอย่าง กล่าวคือ ให้เล่นการเมืองได้ เป็นผู้แทนนั่งประชุมในสภาได้ รับเงินเดือน หรือค่านิตยภัต เงินอามิสสินจ้าง ค่าตาลปัตรพัดยศได้ ต่างกับพระสงฆ์ไทยมาก แต่หลังจากความวุ่นวายของพระสงฆ์พม่าจบลง เรื่องร้ายแรงก็กลับมาถึงหลวงปู่โง่นทันที


“เขาหาว่าเราอยู่เบื้องหลังการเดินขบวนครั้งนี้ โดยช่วยออกค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ซึ่งก็ตกราว ๕ หมื่นบาท โชคดีที่มหาอำนาจตะวันตกเขาไม่เอาเรื่องเหล่านี้มาเกี่ยวข้องด้วย และเราก็รู้จักภาษาต่างประเทศดี จึงถูกลงโทษแค่กักสถานที่ให้อยู่ในบริเวณกระท่อมเราเท่านั้น มีเพียงสุนัขเป็นเพื่อน พม่ามันเรียกว่า คยคย ส่วนเราพม่ามันเรียกว่า พ๊งจีคย เพราะมีสุนัขเป็นเพื่อน ถูกกักบริเวณอยู่ ๑๕ วัน จึงได้รับการช่วยเหลือจากพระหม่อง”


หลวงปู่โง่นบอกว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่ ๔ แล้ว โดยครั้งแรกนั้นถูกทหารลาวจับเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๒ เขาหว่ามาสืบราชการลับ เป็นพวกแนวที่ ๕ ติดคุกขี้ไก่ลาวอยู่ ๑๕ วัน โชคดีที่รัฐบาลไทยประกาศเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด ก็เลยได้รับการปล่อยตัวออกมา ข้ามมาฝั่งไทยก็ถูกจับอีกครั้ง เพราะดันไปพูดสำเนียงลาว ก็เลยนึกว่าข้าศึกเข้ามาสอดแนม ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ก็ถูกจับเป็นครั้งที่ ๓ โดยทหารเขมร ครั้งนั้นไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาร่วมกับสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ท่านเป็นมหาสังฆนายกองค์แรก แต่เมื่อสมเด็จเดินทางกลับ หลวงปู่โง่นอยู่ทำธุระต่อ เลยโดนข้อหาว่าเป็นตัวการนำทหารไทยเข้าไปตีเขมร ติดคุกอยู่ ๖ ปี ถึงได้กลับ


โดยข้อเท็จจริงแล้ว หลวงปู่โง่นไม่ใช่เพียงแต่เด่นดังในเรื่องของการต่อสู้ชีวิตและความถูกต้องเท่านั้น แต่ท่านเป็นพระนัก



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 11 มิ.ย. 13, 11:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สังคมสงเคราะห์ที่ได้รับการยอมรับจากสาธุชนเป็นอย่างมาก เป็นผู้สร้าง ผู้ให้ ไม่ใช้ผู้ขอ อย่างเมื่อปี ๒๕๓๒ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน มีความต้องการเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย แต่งบประมาณมีจำกัด จึงไม่สามารถจัดหาได้ ด้วยบารมีหลวงปู่โง่นที่ตระหนักมากในเรื่องการรักษาพยาบาล ทำให้ญาติโยมที่มีเศรษฐกิจดีร่วมกันจัดหามาถวาย โดยที่หลวงปู่ไม่ได้เอ่ยปากบอกบุญเลยสักครั้งเดียว


นอกจากนี้ หลวงปู่โง่นยังได้ตั้งธนาคารข้าวขึ้นมาเพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านหมู่บ้านเขารวก โดยให้กู้ยืมข้าวไปกินในฤดูทำนา แทนที่จะต้องไปกู้ยืมจากนายทุน หรือให้กู้ยืมเงินไปใช้ในการเกษตรกรรม โดยยึดหลักใครยืมไปถ้าเอามาชื้นได้ก็เอา ไม่มีก็ไม่เอาคืน รวมทั้งจัดทำหัวส้วมแจกจ่ายชาวบ้านเพื่อให้ดำเนินชีวิตถูกต้องตามสุขลักษณะด้วย

ท่านสละกิเลสและยึดสันโดษ
ถือคติไม่สร้างพระราชวังในเขตธรณีสงฆ์เด็ดขาด


ชาวบ้านเล่าว่า ครั้งหนึ่งมีผู้คนที่เคารพนับถือหลวงปู่มาขออนุญาตสร้างกุฏิถวาย แต่ท่านปฏิเสธและบอกกับคนเหล่านั้นว่า การเลี้ยงพระนั้น เขาเลี้ยงให้เหมือนบอนไซ อย่าให้โตและอย่าให้ตาย การสร้างกุฏิดีๆให้เหมือนเอา “ฮอร์โมน” ไปสร้างกิเลสให้พระ นอนกับพระธรณีอุ่นกว่า พระพุทธเจ้าก็ทรงหนีจากปราสาทราชมณเฑียรมาอยู่ป่า ทำไมต้องมาสร้างพระราชวังในเขตธรณีสงฆ์ด้วย อยู่อย่างนี้เป็นอาณาจักรน้อย แต่มีความสุขดีกว่า


ในด้านอภินิหาร-ปาฏิหาริย์นั้น หลวงปู่โง่นก็มีคนกล่าวขวัญถึงเช่นกัน แต่หลวงปู่โง่นไม่เคยพูดหรือให้ใครเที่ยวพูดโฆษราให้ทั้งนั้น ตัวอย่างที่เห็นบุญบารมีชัดเจนก็เมื่อครั้งฉลองวันเกิดวันอุปสมบท ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๓ ปรากฏว่า วันนั้นแดดจัดมาก ผู้คนเรือนหมื่นเดินทางมาร่วมงาน ทุกคนต่างพูดกันว่า วันนี้หลวงปู่คงจะออกมาประพรมน้ำมนต์ให้แน่นอนเพื่อเป็นสิริมงคล หลายคนถือขันน้ำมารอรับน้ำมนต์ แต่ปรากฏว่าหลวงปู่กลับไม่ประพรมน้ำมนต์ แต่เดินผ่านลูกศิษย์ไปเฉยๆ และไปนั่งบริกรรมอยู่กลางแดดแจ้งแทน ชั่วครู่ท้องฟ้าบริเวณนั้นมีเมฆก้อนใหญ่มาบดบังให้เกิดความร่มเย็น ไม่นานก็เกิดฝนตกลงมา ทุกคนก็เลยลุกออกไปจากที่กลางแจ้ง เพราะเชื่อว่านี่คือน้ำมนต์ที่หลวงปู่ประพรมให้ มันเป็นน้ำมนต์จากเทวดาโดยแท้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 11 มิ.ย. 13, 11:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้คนที่มาร่วมงานหลายคนที่ต้องการพิสูจน์คำเล่าลือนี้บอกว่า เหตุการณ์นี้เป็นเพราะหลวงปู่แสดงอิทธิวิธิญาณ คือญาณที่เกิดจากอิทธิฤทธิ์ ดังที่บอกในพระไตรปิฎว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรื่องของอิทธิวิธิญาณนั้น เมื่อภิกษุมีจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส อ่อนควรแก่การงานแล้ว ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ย่อมโน้มน้าวจิตใจไปเพื่อแสดงฤทธิ์ต่างๆได้หลายประการ


พระครูนิมิตสิทธิการ วัดถ้ำพรสวรรค์ เล่าว่า เมื่อครั้งที่หลวงปู่โง่นเดินทางไปประเทศนอร์เวย์ อากาศหนาวจัด หิมะตกมากมายตลอดทั้งคืน แต่แทนที่หลวงปู่โง่นจะจัดหาผ้าห่มที่ทำจากขนสัตว์มาห่มกายเพื่อขจัดความหนาวเหน็บ ท่านกลับไปนั่งทำสมาธิกลางแจ้ง แต่ปรากฏว่าหิมะไม่ได้ตกลงไปใกล้หลวงปู่เลยในรัศมีโดยรอบตัวหลวงปู่ ๒ เมตร ทำให้ฝรั่งต่างชาติหันมานับถือหลวงปู่โง่นกันเป็นอย่างมาก


หลวงปู่โง่น โสรโย พระกัมมัฏฐานชื่อดัง อายุ ๙๕ ปี แห่งวัดพระพุทธบาทเขารวก อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร ละสังขารไปแล้วเมื่อ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๒


พระที่สร้างโดยหลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร พ.ศ. ๒๕๒๘



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 11 มิ.ย. 13, 11:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมว่า ผมโชคดีกว่าคนอื่นหลายคนครับ..ผมได้ไปกราบหลวงปู่โง่นครับ..
บนเขาพระบาทฯเป็นวัดที่มมีแมกใไม้ขึ้นครึ้มครับ มียกเงือกบินขึ้น บินลงหลายตัว เป็นนกป่า แต่คุ้นเคยกับมนุษบ์เป็นอย่างยิ่ง
บนเขา ที่ตั้งวัด ผมเดินเข้าไป ผมพบปริศนาธรรม ที่หลวงปู่ได้ทำใว้ใกล้ๆกับที่นั่งพักและต้อนรับญาติโยม
ท่านเอาหัวมันสำปะหรังมาชั่งบนคันชั่งครับ..
ชั่งมัน ท่านให้แผลงมาเป็น..ช่างมัน..
จากการวัดน้ำหนักของวัตถุสะสาร แปลงมาเป็น ช่างมัน เป็นคำพูด ที่ไร้สะสาร..
ท่านสอนให้เรามีความผ่อนผัน อ่อนโยน ลดความกระด้าง และในที่สุด ท่านให้ละ ให้ปล่อย ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 11 มิ.ย. 13, 19:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวง ปู่โง่น โสรโย พระอริยะทางภาคเหนือ วัดพุทธบาทเขารวก จังหวัดพิจิตร ท่านเป็นผู้เปิดเผยประวัติ “สมเด็จพระสุพรรณกัลยา” ให้ประชาชนได้ทราบประวัติเป็นครั้งแรก ก่อนมรณภาพและคุณหมอนลินี ไพบูลย์จากกิฟฟารีน ได้ช่วยจุดประกายวาดภาพพระองค์ท่านจากนิมิตขึ้นมาให้ประชาชนรักและนับถือ พระองค์ท่านได้เป็นวงกว้างมากขึ้นทั่วประเทศและทั่วโลกด้วย

ก็เป็นศิษย์รักของท่านหลวงปู่โง่น โสรยา ด้วยเช่นกันได้มีโอกาสร่วมงานกับท่านหลวงปู่โง่นในการจัดสร้างพระพุทธ วิโมกข์ มอบให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศและเป็นผู้ร่วมผลักดันเข้ากระทรวงศึกษาธิการและทำพิธีมอบจำนวน หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นองค์ ทำพิธีมอบให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ที่พุทธมณฑล โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์ท่านเป็นประธานพิธีในการรับมอบและมีท่านอดีตผู้ว่าจังหวัดพิจิตร คุณกาจรักษ์มณี อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายจัดส่งมายังพุทธมณฑล โดยร่วมกับทหารช่วยจัดส่งมาให้ด้วยความเรียบร้อยนับเป็นความสำเร็จของท่านใน การเผยแพร่พุทธศาสนาไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อกล่อมเกลาเด็กนักเรียนให้มีพระธรรม มีศีล สมาธิ ปัญญาในการเรียนและการดำรงชีวิตที่ดีสืบไป และเป็นกำลังที่สำคัญของชาติในอนาคตที่สำคัญทุกศาสนาก็สอนให้คนทำความดี ละเว้นความชั่ว เพื่อจะได้มีความสุขในการดำเนินชีวิตตลอดไป

หลวงปู่ โง่น โสรโย ท่านได้กล่าวกับอาจารย์ว่า ทุนรอนที่ได้สร้างพระพุทธวิโมกข์ขนาดหนักตัก 19 นิ้วและ 29 นิ้ว จำนวนหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นองค์นี้ได้รับความอนุเคราะห์จากลูกศิษย์ที่อาศัย อยู่ต่างประเทศเป็นผู้ส่งเงินมาให้หลวงปู่โง่น โสรยา สร้างพระขึ้นมาเป็นจำนวนเงินหลายร้อยล้านบาท เพื่อส่งเสริมศาสนาพุทธให้แก่เด็กและเยาวชนของชาติ แต่ท่านไม่รับเงินบริจาคได้ส่งคืนให้กับลูกศิษย์ไปทั้งหมด เนื่องจากหลวงปู่ท่านมีเงินมรดกจากพ่อบุญธรรมชาวต่างชาตินับหมื่นล้าน บาทอยู่แล้ว

และท่านยังกล่าว อีกว่าคอย ดูสิต่อไปชาวต่างชาติจะมากลืนชาติของเราไปเป็นถิ่นกาขาวจะเข้ามา ให้คอยดูกันต่อไป อาตมาจะช่วยเหลืออะไรมากไม่ได้ ได้แต่ช่วยเผยแพร่ศาสนาพุทธให้กว้างขวางออกไปเท่านั้น ขณะนั้นที่ท่านพูดผมยังไม่ค่อยมีไม่เชื่อว่าต่างชาติจะมากลืนประเทศไทยได้ อย่างไรและเป็นไปไม่ได้เลย แต่ปัจจุบันต่างชาติได้เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในเมืองไทยมากมาย จึงได้นึกถึงคำพูดของท่านหลวงปู่โง่น โสรยา ที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นเวลาหลายปีแล้วว่าเป็นความจริงขึ้นมาตามที่ท่านหลวง ปู่โง่น ท่านได้กล่าวไว้ ผมจึงขอให้เราทั้งหลายมาร่วมกันสร้างบุญและ กุศลสานต่อจากหลวงปู่โง่น มาช่วยมาสร้างสรรค์สังคมนี้ให้ดีขึ้นต่อไป จึงขอเชิญชวนท่านสมาชิกและท่านผู้อ่านทุกท่านมาร่วมทำบุญสร้างกุศลกันต่อไป จะได้อานิสงส์ผลบุญร่วม กันในภพนี้และภพหน้าร่วมกันสืบไปตามเจตนาของท่านหลวงปู่โง่น โสรยา ที่ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างพระพุทธรูป มอบให้แก่โรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศและเป็นผู้เปิดเผยพระประวัติพระพี่นางสุพรรณกัลยาให้ประชาชนได้ ทราบความเป็นมาของท่าน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 11 มิ.ย. 13, 19:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ลูกศิษย์หลวงปู่โง่นโทรมาจากต่างประเทศ เล่าเรื่องน่าตื่นเต้น !!!

ลูกศิษย์หลวงปู่โง่นได้โทรศัพท์มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐเทกซัส

สุภาพ สตรีท่านนี้ประกอบธุรกิจแกะสลักแตงโมเป็นรูปดอกไม้ ส่งตามโรงแรมชั้นหนึ่งที่นั่น เล่าว่าเป็นลูกศิษย์หลวงปู่โง่น พอเห็นว่ากระทู้ใหม่มีเรื่องของหลวงปู่โง่น จึงอยากโทรมาคุยด้วยพูดคุยกัน บอกว่าอยากให้แก้ไขข้อมูลในนี้นิดหนึ่งที่ว่าลูกศิษย์หลวงปู่โง่น ได้ส่งเงินมาร่วมทำบุญมากมายเพื่อสร้างพระพุทธรูปให้กับทางโรงเรียนหลายแห่ง ทั่วประเทศ เพราะว่าความจริงแล้วหลวงปู่โง่นได้ส่งเงินคืนให้กับลูกศิษย์ทุกคน ท่านไม่ขอรับเงินจากลูกศิษย์คนไหนเลย ไม่ว่าจะเป็นเงินดอลลาร์ เงินปอนด์ หรือเงินไทย เล่าต่อว่า

หลวงปู่ท่านมีเงินมากอยู่แล้ว เพราะท่านเป็นบุตรบุญธรรมของเลขานุการข้าหลวงใหญ่ชาวฝรั่งเศส ซึ่ง เป็นเจ้าของเรือเดินสมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลกในสมัยนั้น พอเสียชีวิตได้ก็มอบสมบัติที่มีอยู่ทั้งหมดให้กับหลวงปู่โง่น เนื่องจากว่าตนเองไม่มีบุตร มีหลวงปู่โง่นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นบุตรบุญธรรม โดยขายกิจการเรือเดือนสมุทร มูลค่านับหมื่นล้าน คฤหาสน์ที่ฝรั่งเศส มูลนับพันล้าน ได้มอบเงินให้กับหลวงปู่โง่นทั้งหมด หลวงปู่ท่านจึงไม่อยากรับเงินจากลูกศิษย์ เพราะท่านมีมากอยู่แล้ว และในหนังสือย้อนรอยกรรม ท่านก็บอกเองด้วยว่าท่านไม่ขอรับเงินบริจาค

เล่าว่าช่วงที่หลวงปู่สร้างพระพุทธวิโมกข์ ได้ไปนอนพักที่กุฏิอยู่หลายคืน กับคณะที่เห็นยืนอยู่ด้วยกันในภาพถ่าย ประมาณ 3-4 คน นอนหลับสบายดี อากาศที่นั่นดีมาก ได้นอนห้องข้างๆ ติดกันห้องนอนของหลวงปู่โง่น ห้องนอนของท่านจะยื่นออกมาจากกุฏิไปที่เชิงเขา สุภาพสตรีจากอเมริกาก็ชม อ.ใหญ่เลย ว่าอ.ต้องเป็นคนดีมากๆ จึงจะนอนที่วัดหลวงปู่โง่น ที่บนดอยได้ เพราะ อ.ปกติแล้วท่านจะไม่ให้ใครมานอน และไม่มีใครกล้ามานอนด้วย เพราะที่วัดจะมีภูตผีปิศาจมาก และเล่าว่าหลวงปู่ยังมีกล้องถ่ายรูปติดวิญญาณ ซึ่งสามารถเห็นวิญญาณได้จริง เห็นวิญญาณในวัดเต็มไปหมดเลย เล่าต่ออีกว่า อภิญญาท่านเก่งมากๆ มีอะไรหลายอย่างที่ท่านทำได้ แต่คนอื่นทำไม่ได้ เช่น ท่านนั่งกรรมฐาน จนหิมะที่เทือกเขาหิมาลัยท่วมตัว ตัวท่านแข็งไปหมด คิดว่าไม่รอดแล้ว ปรากฏว่าท่านยังหายใจอยู่

เล่าต่อว่า หลวงปู่โง่น ท่านเป็นพระที่ได้รับความเคารพนับถือมาก และท่านสามารถขึ้นเครื่องบินฟรี ทุกสายการบิน ตลอดชีพ เพราะเกรงใจในความดีของท่าน แม้แต่ที่ธรรมเนียบขาวของอเมริกา ยังมอบรถผ่าตัดหัวใจ ให้กับหลวงปู่ถึง 2 คัน ไว้ใช้ส่วนตัว ภายหลังหลวงปู่ท่านได้มอบให้กับรัฐบาลหนึ่งคัน และที่จังหวัดพิจิตรอีกหนึ่งคัน

อ.เทวฤทธิ์ ก็เล่าให้ฟังว่าที่วัดหลวงปู่ท่านมีอีกาตัวหนึ่งเชื่องมาก เข้าใจภาษามนุษย์ ไม่เหมือนตัวอื่นๆ ชาติก่อนคงเกิดเป็นมนุษย์ หลวงปู่สั่งทำอะไร ก็ทำได้หมด สั่งให้กันสุนัขไม่ให้เข้ากุฏิ ก็บินไปไล่ สั่งให้ไปเก็บของก็ไปคาบมาเก็บ และอีกหลายๆ อย่าง

ขอขอบคุณลูกศิษย์หลวงปู่โง่นที่โทรมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ และน่าตื่นเต้น หลายๆ เรื่อง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 11 มิ.ย. 13, 19:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

destinygoal:
โทรมาเล่าอีกครั้ง

วันต่อมา สุภาพสตรีจากอเมริกาคนเดิม ได้โทรมาหาอ. เล่าข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับหลวงปู่โง่น

บอกว่า หลวงปู่โง่นบอกกับลูกศิษย์ว่าในเมืองไทยมีทองคำอยู่ สองหมื่นห้าพันตัน ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน หลวงปู่โง่นไปเห็นมาแล้ว แต่ท่านบอกไม่ได้ เพราะต้องรอผู้ที่มีบุญบารมีเท่านั้น จึงจะได้พบ



ลูกศิษย์หลวงปู่โง่นซึ่งประเทศฮอลแลนด์

สัปดาห์ ก่อนสุภาพบุรุษท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงปู่โง่น เปิดกิจการจิวเวอร์รี่อยู่ที่ประเทศฮอลแลนด์ได้โทรศัพท์มาหา เล่าให้ฟังว่า เคารพรักหลวงปู่โง่นมาก มาไหว้อัฐิของหลวงปู่โง่นที่เมืองไทยเป็นประจำทุกปี ไหว้แล้วกิจการก็เจริญรุ่งเรือง ขายดีทุกครั้งหลังจากกลับมาไหว้ท่าน เล่าต่อว่าลูกศิษย์หลวงปู่โง่นมีเยอะมาก ส่วนมากจะมีฐานะมีกิจการเป็นของตนเอง คนไทยที่นั่นก็นับถือหลวงปู่โง่นกันมาก เมื่อเปิดในอินเตอร์เน็ตแล้วเจอเรื่องราวที่ลูกศิษย์อ.ลงเรื่องราวเกี่ยวกับ หลวงปู่โง่น จึงอยากโทรมาเล่าให้ฟัง และอยากจะดูดวงกับอ.ในภายหลังด้วย





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 11 มิ.ย. 13, 19:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีผู้มาเล่านิมิตรให้ฟังว่าพบพระทองคำองค์ใหญ่ นับร้อยองค์ในน้ำ

หลัง จากนั้นสองสามหลังจากได้ปฏิบัติธรรมเสร็จแล้ว หลวงปู่มั่นได้พาไปดูพระพุทธรูปทองคำ(แท้)อยู่ใต้น้ำ มีเป็นร้อยองค์ เรียงรายเป็นแถวยาวเป็นสองแถว แสงพระอาทิตส่องเป็นเงาระยิบระยับอยู่ใต้น้ำ มีขนาดสูงเท่ากับหลวงพ่อที่วัดไตรมิตร หรือสูงประมาณเท่ากับพระประธานวัดซำปอกง อยู่ในบ่อลึก ท่านบอกว่าบ่อนี้เป็นบ่อธรรมชาติ ที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำ ซึ่งไม่มีใครได้เคยพบเห็นมาก่อน มีเธอเป็นคนแรกที่ลุงพามาที่นี่ เดี๋ยวลุงจะพาเธอดูสิ่งแปลกๆในนี้ ในโลกมนุษย์ไม่มี .... เห็นปลาแหวกว่าย เป็นปลาสมัยโบราณ ตัวใหญ่ๆ มีหลายสี (สีขาว, เทา,น้ำตาล,แดง, ฟ้า,ม่วง,เขียว,น้ำเงิน,เหลือง) ซึ่งสูญพันธุ์ไปนานแล้ว นอกจากนั้นยังมีปลาลักษณะคล้ายปลาบึก หลวงปู่บอกว่าปลาพวกนี้ดูแลพระทองคำ ถ้าคนดีมา ปลาก็จะเป็นมิตรไม่ทำร้าย แต่ถ้าคนไหนคิดไม่ดีเข้ามาในนี้ ปลาก็จะทำร้าย ดินแดนแห่งนี้เป็นแดนสนทยา เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ หลังจากนั้นหลวงปู่มั่นได้บอกให้อ.เทวฤทธิ์ลองเอามือไปแตะที่องค์พระ อ.ได้แตะที่ฉัตร และที่บ่าขององค์พระ สัมผัสแล้วเย็นมาผมรู้สึกหนาวเย็นไปทั้งตัวเหมือนกับแตะน้ำแข็ง ท่านบอกว่าพระทองคำมาอยู่ที่นี่นานแล้วหลายร้อยปี เป็นพระศิลปะแบบสุโขทัย ท่านไม่ได้บอกที่มาที่ไป ว่าใครเป็นคนสร้าง แต่บอกว่าไม่มีใครพบเห็นมาก่อน สักวันหนึ่ง จะมีผู้ที่มีบุญบารมีมาพบ พระเหล่านี้ก็จะปรากฏให้เห็นอีกครั้ง รู้สึกปลื้มปิติที่ได้มาพบเห็นสิ่งมหัศจรรย์ ณ ที่แห่งนี้ ดูเสร็จแล้ว มาก็มานั่งฝึกปฏิบัติธรรม เป็นเช่นนี้ทุกวัน หลวงปู่มาส่งอ.เข้าร่างตอนหกโมงเป็นประจำทุกวัน ผู้เล่ายังไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย แม้แต่คนเดียว มาเปิดเผยเรื่องพระทองคำที่นี่เป็นครั้งแรก



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 11 มิ.ย. 13, 19:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วัดไม่มีระฆัง

วัน ต่อมาหลวงปู่มั่นได้พาผู้เล่าไปดูวัดที่ไม่มีระฆัง แต่มีไม้ห้อยเป็นแผง แขวนลงมาจากบนหลังคา เวลาลมพัด เสียงดัง ป๊อกแป๊ก วัดนี้แปลกมาก ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน หลวงปู่ให้มองไปที่หน้าต่าง ก็มีไม้เป็นแผงแขวนที่หน้าต่าง แปลกดี เวลาลมพัด เสียงดังไปทั้งวัดเลย สิ่งที่แปลกอีกอย่างอีกอย่างก็คือ เรื่องของเวลา ที่นั่นจะไม่เหมือนกับที่โลกมนุษย์ ที่โลกจะมีมืดมีสว่าง แต่ที่นั่น ไปเมื่อไหร่ ก็สว่างทุกที เวลาแต่ละวันยาวนานกว่าบนโลก เป็นอีกมิติหนึ่ง

หมายเหตุ เป็นไม้เนื้อแข็งสองแผ่นประกบกันยาวประมาณหนึ่งคืบ เรียงเป็นแผง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 11 มิ.ย. 13, 19:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พบมนุษย์จิ๋ว ในป่าหิมพานต์

วัน ต่อมาหลวงปู่มั่นบอกว่าจะพาไปที่แห่งหนึ่งในป่าหิมพานต์ ท่านพูดว่าธอจะได้พบกับสิ่งน่ามหัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก แล้วถามว่า รู้จักมนุษย์จิ๋วไหม? อะไรเหรอครับ? คนแคระเหรอครับ ... อ.ถาม ท่านตอบว่าเล็กกว่านั้นอีก แล้วก็พาเดินไปที่ลำธารตื้นๆ แห่งหนึ่งใน แล้วอ. ก็ได้ยินเสียงเรียกว่า คุณครับ....คุณครับ อยู่หลายครั้ง... ก็หันไปมองว่าใครเรียก แต่ก็ไม่เห็นมีใคร ท่านบอกว่า ก็อยู่ข้างเธอนั่นไง....ระวังเหยียบโดนนะ ให้ยืนอยู่เฉยๆ แล้วหลวงปู่ก็หยิบแว่นขยาย ออกมาจากย่าม เอามาให้ส่องดูมนุษย์จิ๋ว ก็เลยมองห็นครอบครัวมนุษย์จิ่ว มี 4 คน มี พ่อ แม่ ลูก 2 คน เป็นชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง เลยหยิบมนุษย์จิ๋วมาวางไว้ที่ฝ่ามือทีละคน ผู้ที่เป็นพ่อได้แนะนำลูกๆ และภรรยาให้รู้จัก บอกว่ายินดีที่ได้รู้จัก บอกว่าไม่เคยมีใครมาที่แห่งนี้มาก่อน นอกจากคุณลุงกับท่าน หลังจากนั้นหลวงปู่ก็พาเดินไปส่งที่กระท่อม บ้านของพวกเค้าอยู่เหนือลำธารแห่งนี้ หลังจากถึงบ้านแล้วหยิบมนุษย์จิ่วขึ้นมาอย่างระมัดระวังทีละคนวางลงที่พื้น บ้าน เป็นกระท่อมเล็กมาก กว้าง ยาวประมาณหนึ่งฝ่ามือ หลวงปู่จึงยืนอยู่นอกบ้าน มนุษย์จิ๋วได้ชักชวนให้ดื่มน้ำชาก่อน หลวงปู่มั่นบอกว่าเดี๋ยวจะเกินเวลา และ ก็บอกว่าไม่ต้องหรอก เพราะต้องรีบกลับไปให้ทันเวลาที่โลกมนุษย์ เพื่อส่งลูกไปโรงเรียน หลังจากนันก็บอกลากัน มนุษย์จิ๋วบอกว่ารู้สึกดีใจมากที่ได้พบอ. พูดว่าถ้าท่านอยากมาเยี่ยมอีกก็ส่งจิตบอกให้คุณลุงพามาอีกนะ

หมายเหตุ มนุษย์จิ๋วหน้าตาเหมือนมนุษย์เรานี่แหละ ผิวขาว หน้าตาผ่องใส สูงประมาณ 1-2 ซม. มีอยู่หลายครอบครัวในป่าหิมพานต์ แต่ครอบครัวที่พบอาศัยอยู่ที่ต้นลำธาร



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 11 มิ.ย. 13, 19:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เดินบนสะพานแขวน ชมวัด ชมหมู่บ้าน

อีก วันต่อมาก็ไปพบหลวงปู่มั่น ตอนนั้นยังเรียกท่านว่าคุณลุงเพราะว่าไม่รู้จักหลวงปู่มั่น... คุณลุงบอกว่าจะพาไปที่วัดในป่าแห่งใหม่ มีสะพานแขวนอยู่ข้างบนเดินได้รอบเลย สะพานนี้ยังเชื่อมต่อไปยังหมู่บ้านได้อีก บอกว่าแปลกดีนะครับ คุณลุงบอกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่โลกมนุษย์ไม่มี แล้วก็พาเดินดูวัด เป็นวัดสมัยโบราณ ชมเสร็จก็เดินต่อออกไปยังหมู่บ้าน ได้เห็นชาวบ้าน แบบชนบท คุณลุงเล่าว่าชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างสะพานนี้ขึ้นมา เพราะเคารพรักท่าน และเห็นว่าท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว จะได้เดินสบาย ซึ่งก็เดินได้สบายจริงๆ ไม่โยกเยก เพราะได้ขึงไว้แน่น เดินเห็นชาวบ้านปีนขึ้นเก็บมะพร้าว บ้างก็มาทักทาย ว่าท่านพาใครมา คุณลุงตอบว่าพาญาติสนิทมาเที่ยว ชาวบ้านก็พูดเชื้อเชิญว่า เชิญชมเลยครับ เป็นผลงานของพวกเราเอง




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 11 มิ.ย. 13, 19:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พบมนุษย์ยักษ์ หน้าตาเหมือนยักษ์วัดแจ้ง เขี้ยวใหญ่ๆ ตาโตๆ

สอง สามวันต่อหลวงปู่มั่นได้พา เข้าไปในป่าแห่งหนึ่ง ในนั้นมีดินแดนของผู้ปฏิบัติธรรมที่สำเร็จเป็นอรหันต์ มาประทับอยู่ที่แห่งนี้ คุณลุงท่านบอกมา และได้พาเดินดูกุฏิของพระอรหันต์ บางรูปก็มีพื้นที่มาก บางรูปก็มีพื้นที่น้อย ขึ้นอยู่กับบุญบารมีของแต่ละรูปที่สั่งสมกันไว้ บริเวณรอบๆ จะมีดอกไม้นานาพรรณ พืชผักสวนครัว และมีการปลูกข้าว ไม่ได้เหมือนกับเมืองมนุษย์เสียทีเดียว ดอกไม้ดูสวยกว่า มีผีเสื้อบินไปบินมา ดูสวยกว่าในโลกมนุษย์ เติมสีสันให้กับที่นี่ อากาศเย็นสบาย สดชื่นอยู่ตลอดเวลา ขณะที่กำลังเดินชมอยู่นั้น ก็มียักษ์ตนหนึ่งปรากฏขึ้นมา ทำเขี้ยวโง้ว ทำหน้ายักษ์ ไม่พอใจใส่คนแปลกหน้า เพราะมีหน้าที่ดูแลสถานที่แห่งนี้ ได้ก้มลงมามอง แล้วถามว่า...ท่านมาทำอะไรที่นี่ หลวงปู่มั่นตอบว่า คนนี้เป็นญาติกัน พามาชมที่นี่ เพื่อที่จะได้นำเรื่องราวในนี้ไปเปิดเผยสู่สาธารณะชนให้ทราบกัน ว่าเป็นอย่างไร

หลังจากนั้นยักษ์ก็ยิ้ม ซึ่งดูน่ารักมาก สำหรับการที่ยักษ์ยิ้มได้ ยักษ์ได้พูดว่า เชิญครับ เชิญท่านดูให้ทั่วเลย ได้เดินชมจนทั่วอาณาบริเวณทั้งวัน เดินเข้าไปในกุฏิทุกหลัง แต่ละหลังจะก็มีพระนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมอยู่ นุ่งเสื้อสีขาว กางเกงแพร ทุกองค์ เป็นชุดปฏิบัติธรรม เหมือนกับหลวงปู่มั่นด้วยเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นหลวงปู่มั่นก็พามาส่ง...




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 11 มิ.ย. 13, 19:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มา คราวนี้หลวงปู่มั่นพาวัวเทพมาด้วย และหลวงปู่ได้ขึ้นวัวเทพ เหาะขึ้นไปข้างบนบริเวณสะพานพระราม 9 เห็นตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทางอยู่ข้างล่าง แล้วเหาะไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นไปทางจังหวัดอยุธยา ในช่วงนั้นเอง มองลงมาก็เห็นคนที่อยู่ข้างล่าง ชี้ขึ้นมา พูดว่าเห็นวัตถุลึกลับหรืออะไรสักอย่างอยู่ข้างบน... จนกระทั่งถึงจ.อยุธยาชมวัดเก่าๆ อยู่ข้างล่างหลายแห่ง แล้วหลวงปู่ก็ถามว่า จะไปดูอบายภูมิไหม? ก็ไปครับ แล้วเหาะทะลุพุ่งลงไปข้างล่าง

ปรากฏ ว่าเห็นคนตายเยอะแยะเลย ส่วนใหญ่เป็นแผลพุพอง เป็นโรคเอดส์ตายกัน พอรู้ว่าจะได้ไปเกิดใหม่ ก็เดินเข้ามาล้อมรอบตัวหลวงปู่ และกันมากมาย หลวงปู่ท่านบอกให้ยกฝ่ามือขึ้นทั้งสองข้างเหมือนท่าน เพื่อปล่อยแสงบุญ แสงบารมี ให้กับคนตาย เพื่อคนตายเหล่านี้จะได้ไปเกิดใหม่ ปรากฏว่าเดินแห่เข้ามาเยอะมาก ที่เดินมานี้ ไม่มีใครใส่เสื้อผ้า มีทั้ง ผู้ชาย ผู้หญิง เป็นเด็กไม่ค่อยมีนัก จึงพูดว่าคนทำบาปกันเยอะมากนะครับลุง แล้วแผ่แสงออกไป ก็หายวับไปเกิดทีละคน ทีละคน จำนวนเป็นหมื่น เป็นแสน แผ่ไปเยอะมาก จนเหนื่อย จึงบอกว่าพอดีกว่า หลังจากนั้นจึงขี่วัวเทพกลับมาเข้าร่าง หลวงปู่มั่นได้มาส่ง....

ใครที่ทำบาปกรรมไว้ ตายไปก็จะอยู่ในนรก เพื่อชดใช้กรรม ขอให้ทำความดีกันมากๆ ครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 11 มิ.ย. 13, 19:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ไปดูอุโมงค์ มิติแห่งกาลเวลา

มี อยู่คืนหนึ่งที่ได้ถอดจิตไปพบหลวงปู่มั่น ท่านไปพาไปดูอุโมงค์ลึกลับ ซึ่งมีแสงสว่างส่องออกมาจากอุโมงค์ มองเข้าไปข้างใน จะเป็นลายขดก้นหอย แบบเลขหนึ่งไทย หลวงปู่มั่นท่านบอกว่าเป็นอุโมงค์ข้ามมิติแห่งกาลเวลา ผู้ที่จะไปเกิดใหม่ทุกคน จะต้องเดินทางผ่านอุโมงค์นี้ ส่วนจะแยกไปทางไหน ไปสวรรค์ นรก หรือโลกมนุษย์ จะเกิดเป็นคน หรือเป็นสัตว์ หรืออะไร ก็ขึ้นอยู่กับกรรมที่สร้างไว้

ไปพบเห็นมา จึงอยากนำมาเล่าให้ท่านฟัง ก็ขอฝากให้ทุกท่านทำความดีกันมากๆ เพราะไม่รู้ว่าชาติหน้าจะมีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์อีกหรือไม่ เกิดเป็นมนุษย์ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว ที่มีโอกาสสั่งสมบุญบารมี จึงไม่อยากให้ท่านประมาทในการดำเนินชีวิต

(ทางช้างเผือกหรือสวรรค์ที่ทุกคนใฝ่ฝันที่จะไปสู่นิพพานครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 11 มิ.ย. 13, 20:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ท่านใดมีนิมิตที่พบเห็นมาเชิญมาเล่าสู่กันฟังครับ เพื่อจะได้มาปฏิบัติธรรมร่วมกันเพื่อมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจและมาทำความดีร่วมกันครับ บางท่านชอบทำหนังสือสวดมนต์ไปวางไว้ตามวัดต่างๆเป็นธรรมทานให้ผู้มาไหว้พระที่วัดนำหนังสือกลับไปสวดมนต์ที่บ้านก็จะได้บุญกุศลสูงสุดครับ นี่คือธรรมทานขั้นสูงสุดตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 16:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอขอบคุณท่านผู้อ่านเข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจครับ เชิญเข้ามาร่วมบ่อยๆจะได้บุญกุศลร่วมกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 14 มิ.ย. 13, 08:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อ่านแล้วเกิดปิติ สาธุ สาธุ สาธุ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สุดา
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 14 มิ.ย. 13, 13:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*062 เป็นเรื่องที่แปลก แต่เชื่อว่าจริง เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ปฎิบติเท่านั้นจะสัมผัสได้ด้วยตนเอง อนุโมทนา สาธุ สาธุ สาธุ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 15 มิ.ย. 13, 07:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดีใจที่คุณสุดา ได้เข้ามาคุยอย่างกัลยาณมิตรครับ เชิญมาคุยกันบ่อยๆและมีสิ่งดีๆที่จะเสนอหรือมีข้อมูลมาร่วมก็ขอเชิญครับ ขอบคุณ คุณสุดามากครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
พุทธศาสนิกชน
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 17 มิ.ย. 13, 11:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ขอบพระคุณสำหรับเรื่องราวที่ให้อ่าน รู้สึกปลาบปลื้ม ปิติสุขและอิ่มเอมใจมาผม้สึกสงบร่มเย็นในใจเหลือเกิน ขอบคุณสนุกดอทคอมที่มีกระทู้ดีๆแบบนี้ให้อ่าน ขอบคุณมากๆค่ะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 12:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พุทธศาสนิกชน

ประวัติพระอาจารย์ หลวงปู่โง่นโสรโย ผู้พลิกตำนานพระสุพรรณกัลยา
ตอบ #20 เมื่อ: 17 มิ.ย. 13, 11:16 น


ขอบพระคุณสำหรับเรื่องราวที่ให้อ่าน รู้สึกปลาบปลื้ม ปิติสุขและอิ่มเอมใจมาผม้สึกสงบร่มเย็นในใจเหลือเกิน ขอบคุณสนุกดอทคอมที่มีกระทู้ดีๆแบบนี้ให้อ่าน ขอบคุณมากๆค่ะ



ตอบ คุณพุทธศาสนิกชน
ดีใจครับที่ท่านเข้ามาสนทนาธรรมได้เข้ามาให้กำลังใจครับ ขอให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลร่วมกันครับ เชิญเข้ามาสนทนาธรรมได้ในทุกกระทู้ครับ ยินดีต้อนรับท่านผู้อ่านทุกๆท่านครับ และจะค่อยนำเสนอมาให้ท่านได้ศึกษาธรรมร่วมกันครับ




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 10:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้ที่บวชเป็นพระสงฆ์แล้วควรต้องปล่อยวางทุกสิ่งไว้เบื้องหลังทรัพย์สินเงินทอง สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายไม่ให้ไปยึดติด การที่มีลูกศิษย์มามอบทรัพย์สินให้เพื่อให้เข้าไปอยู่ในอุบายมีลาภ ยศและกิเลส แล้วจะไปสำเร็จไปนิพพานได้อย่างไรครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เบญจมาส พิมโพะ์
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 23 ส.ค. 14, 17:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พึงจะอ่านนะค่ะแต่ชอบมากค่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
บุญนิศา
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 5 ม.ค. 15, 14:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เข้ามาอ่าน และได้รับความรู้ในธรรม จากเรื่องราวของหลวงปู่โง่นมากมายมีคุณค่ามหาศาลค่ะ

ขอขอบพระคุณผู้นำข้อมูลมาเผยแผ่ให้ทราบอย่างมากมายค่ะ
สาธุด้วยนะคะ ได้หลักธรรมให้เเป็นแนวทางในการปฏิบัติอย่างมีค่ามากสำหรับตัวเอง ขอบพระคุณมากๆจากใจจริงๆเลยค่ะ
_/\_

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  ประวัติ พระสุพรรณกัลยา ตำนาน หลวงปู่ พระอาจารย์ 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม