หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: การรายงานข่าวเหตุการณ์ต่างๆรอบโลกให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ โดยคุณจูและคุณดิส  (อ่าน 8468 ครั้ง)
Guest
ละครชีวิต
เรทกระทู้
« ตอบ #225 เมื่อ: 17 ก.พ. 15, 14:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

q*064
ละครชีวิต

บ้านคนรักสุนทราภรณ์ www.websuntaraporn.com
คำร้อง แก้ว อัจฉริยะกุล
ทำนอง เวส สุนทร
บ้านคนรักสุนทราภรณ์ websuntaraporn.com

ถึงยามสำราญขอท่านฟังฉันหน่อยก่อน
แม้นดูละครแล้วกลับมาย้อนดูตัว
พระ นาง ตัวโกงถึงคราวออกโรงพันพัว
ชวนหัวเมามัวเต้นยั่วดังฝัน
ละครระกำช้ำจิตใจ ละครดีใจเราหัวร่อ
นั่นแหละภาพล้อเราทุกวัน
บทตัวละครมีแต่ยอกย้อนชวนให้
ระเริงจิตใจให้เคลิ้มไปพลัน
ละครมีสอนใจกัน ละครเลิกแล้วลืมพลัน
เหมือนนอนหลับฝันเพียงคืน

(ซ้ำทั้งหมด) q*064

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
พุทธานุภาพ
เรทกระทู้
« ตอบ #226 เมื่อ: 17 ก.พ. 15, 15:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064 พุทธานุภาพนำผล เกิดสรรพมงคลน้อยใหญ่
เทวาอารักษ์ทั่วไป ขอให้เป็นสุขสวัสดี
ธรรมานุภาพนำผล เกิดสรรพมงคลเสริมศรี
เทพช่วยรักษาปราณี ให้สุขสวัสดีทั่วกัน
สังฆานุภาพนำผล เกิดสรรพมงคลแม่นมั่น
เทเวศร์คุ้มครองป้องกัน สุขสวัสดิ์สันต์ทั่วไป q*064

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
นิทาน
เรทกระทู้
« ตอบ #227 เมื่อ: 18 ก.พ. 15, 09:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061โบราณนำคำว่า “บ่างช่างยุ” มาจากนิทานสุภาษิตที่มีเนื้อเรื่องว่า บ่างอาศัยร่วมกับค้างคาวในป่า ทั้งบ่างและค้างคาวต่างก็กินผลไม้เป็นอาหาร แต่บ่างนั้นเคลื่อนไหวช้าทำให้ออกหากินไม่ทันค้างคาวจึงเกิดความเดือดร้อนมิประสงค์จะให้ค้างคาวอยู่ร่วมกัน ณ ที่ต้นไม้นั้นมีนกและหนูทำรังอยู่ด้วยกัน ค้างคาวนั้นไปหานกก็ว่าเป็นนกเพราะบินได้ ไปหาหนูก็ว่าเป็นหนูเพราะหน้าตาเหมือนกัน นกและหนูจึงรับค้างคาวเป็นเพื่อน บ่างจึงหวังที่ให้ค้างคาว หนูและนกต้องแตกกันจึงไปเล่าบอกข้อเท็จจริงให้ฟัง และยุว่าค้างคาวเป็นสัตว์ร้ายจะนำเอาพิษมาทิ้งไว้ให้นกหนูตาย (เพราะขี้ค้างคาวมีกลิ่นแรง) นกหนูเชื่อบ่างจึงช่วยกันขับไล่ไม่ให้ค้างคาวอยู่ที่ต้นไม้นั้น ค้างคาวจึงต้องจากไป

โบราณนำเอาคำพังเพยนี้ มาเตือนคนว่าคนที่ พูดส่อเสียด ให้ทะเลาะกัน ยุยงส่งเสริมให้แตกร้าว ให้แตกแยกกันว่า เป็นพวก “บ่างช่างยุ”

ที่มา : http://variety.teenee.com/foodforbrain/59927.html
q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เกลือเป็นหนอน
เรทกระทู้
« ตอบ #228 เมื่อ: 18 ก.พ. 15, 09:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061เกลือเป็นหนอน

สํานวนสุภาษิตนี้ หมายถึง คนภายในหน่วยงานของเรา,ครอบครัวเราหรือเพื่อนของเรา ทรยศหักหลังเรา โดยเอาข้อมูลความลับของฝ่ายเราไปบอกกับศัตรู ทำให้ศัตรูนำข้อมูลนั้นกลับมาเล่นงานเรา

ที่มาของสํานวน ความเค็มของเกลือช่วยทำให้ไม่ให้แมลงวันมาตอมและวางไข่ได้ ซึ่งหากมีแมลววันมาวางไข่ที่เนื้อก็จะเกิดหนอน เกลือจึงเปรียบเสมือนสิ่งที่ช่วยปกป้องไม่ให้เนื้อเกิดหนอนขึ้น เปรียบได้ว่าคนที่ทรยศเหมือนกับเกลือ ที่กลับกลายเป็นหนอนมากัดกินเนื้อที่ตนเองดูแลเสียเอง q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
อีสป
เรทกระทู้
« ตอบ #229 เมื่อ: 18 ก.พ. 15, 09:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061 เทพารักษ์กับคนตัดไม้

ชายตัดฟืนคนหนึ่ง...เข้าไปตัดฟืนในป่า เผอิญเขาทำขวานพลัดตกลงไปในสระน้ำ"โธ่...โธ่...โธ่...ฉันจะทำอย่างไรดี ว่ายน้ำก็ไม่เป็น"ชายตัดฟืนคร่ำครวญอยู่ริมสระ เพราะเขาไม่มีเครื่องมือทำมาหากินอีก


เทพารักษ์ที่อยู่ใกล้ๆ อดสงสารไม่ได้ จึงปรากฏกายให้เห็น แล้วเอื้อมมือลงไปในสระน้ำ คว้าขวานเล่มหนึ่งส่งให้คนตัดฟืน "โอ...ท่าน...นี่มันขวานทอง ไม่ใช่ขวานของข้าหรอก" ชายตัดฟืนไม่ยอมรับ เทพารักษ์จึงงมขวานขึ้นมาให้อีกเล่มหนึ่ง

"นี่ก็ไม่ใช่ขวานของข้า...ของข้าขวานเหล็กธรรมดาท่าน ไม่ใช่ขวานเงิน" "เจ้าเป็นคนซื่อสัตย์" เทพารักษ์พูด "คนอย่างเจ้าหายาก เอ้าข้าให้ขวานทองกับขวานเงินเจ้าเป็นรางวัลก็แล้วกัน" กล่าวเสร็จแล้ว เทพารักษ์ก็หายตัวไป

คนตัดฟืน นำขวานทองและขวานเงินเดินกลับบ้าน พบใครก็อวดให้ชมและเล่าว่าได้มาอย่างไร "เทวดาท่านดีใจมากเลย ข้านั่งร้องไห้อยู่ริมสระเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ท่านก็มางมขวานให้ แล้วก็ให้ขวานทองขวานเงินแก่ข้าอีกด้วย"

เพื่อนบ้านคนหนึ่ง อยากได้บ้าง จึงเข้าไปในป่า ทำทีหาฟืน แล้วก็โยนขวานของตนทิ้งลงในน้ำ "ฮือ...ฮือ...ฮือ... คราวนี้ข้าหมดทางหากินแน่ ๆ " เทพารักษ์มางมขวานให้เช่นเคย "เอ้า ขวานทองเล่มนี้ของเจ้าใช่ไหม ? " "ใช่ ใช่แล้วท่าน ของข้าเอง" ชายโลภมากพูดอย่างยินดี "เจ้าคนโกงไม่น่าคบ " พูดแล้ว เทพารักษ์ก็หายวับไปกับขวานทอง และเพื่อนบ้านคนนั้นก็ไม่ได้รับขวานที่ตกลงไปในสระคืนอีกด้วย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "โลภมากลาภหาย q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คิด คิด คิด
เรทกระทู้
« ตอบ #230 เมื่อ: 18 ก.พ. 15, 10:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061ศิษย์คิดล้างครู
.....
นานมาแล้ว มีสุนัขตัวหนึ่ง เป็นสุนัขที่มีโรคเรื้อนเต็มตัว จะไปนั่งไปนอนที่ไหนก็ต้องผุดลุกผุดนั่ง ประเดี๋ยววิ่งไปนอนใต้อาศรมของฤษี ประเดี๋ยวลุกขึ้นหมุนตัวมองซ้ายมองขวา แล้วก็ลุกวิ่งไปนอนใต้ร่มไทร ฤษีเห็นอาการของมันแล้วเกิดสงสารพิจารณาดู จนทั่วก็ทราบได้อย่างแน่ชัดว่า มันเป็นโรคเรื้อน ท่านจึงทำการรักษาโรคเรื้อนให้จนโรคหาย อาการวุ่นวายจากโรคเรื้อนก็สงบมันก็อยู่กับฤษีเฝ้าปฏิบัติเป็นอย่างดี ฤษีก็ถามมันว่า เจ้าสุนัขที่น่าสงสารเอย ข้าสงสารแกมาก ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บแกจนหายหมดแล้ว แกต้องการอะไรอีกบ้าง ข้าจะช่วยเสกให้ตามประสงค์ "ถ้าเป็นความกรุณาของพระคุณเจ้าแล้ว ได้โปรดบันดาลให้กระผมได้เป็นราชสีห์ด้วยเถิด"
"ทำไมเจ้าจึงอยากเป็นราชสีห์"
"เพราะราชสีห์ มันมีอำนาจ กระผมจึงอยากเป็นราชสีห์"
"มันจะเป็นอะไรไปเล่าเมื่อข้าเสกได้เสียอย่างหนึ่งแล้ว มันเสกได้ทั้งนั้น"
"ถ้ากระนั้นได้โปรดเถิดครับ"
ครั้นแล้วท่านฤษี ก็เสกสุนัขให้เป็นราชสีห์ทันที
เมื่อสุนัขได้เป็นราชสีห์แล้ว มันก็ถามฤษีว่า
"กระผมได้เป็นราชสีห์เหล่าไหนครับพระคุณเจ้า"
"ข้าเสกให้เอ็งเป็นราชสีห์เหล่าไกรสร ราชสีห์เหล่านี้มันเป็นราชสีห์ที่มีอำนาจและตระกูลที่สูงศักดิ์"
"ขอขอบพระคุณเป็นมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง อ้อ! กระผมลืมถามพระคุณเจ้าไปว่ากระผมมีชื่อว่าอย่างไร"
"เอ็งมีชื่อว่า สุสีหะ"
เมื่อได้เป็นราชสีห์แล้ว ก็เที่ยวเตร่ไปตามอำเภอใจ ไม่อยู่ปฏิบัติและเฝ้ารับใช้พระฤษีตามเคย เพราะมันมัวเมาในชาติตระกูลใหม่ของมัน ฤษีชักจะรู้สึกไม่พอใจ แต่ก็ช่างมันเถิด เราเสกให้มันเป็นไปแล้ว ก็แล้วกัน
วันหนึ่งขณะที่เจ้าสุสีหะ เที่ยวเพลิดเพลินเจริญใจไปนั้น มันก็ไปพบนางราชสีห์เข้า รู้สึกเกิดปฏิพัทธ์ในตัวนางราชสีห์ ก็แสดงอาการสนิทสนมเกี้ยวพาราสี จนกระทั่งนางราชสีห์ก็มีจิตปฏิพัทธ์ตอบ นางราชสีห์จึงกล่าวกับสุสีหะว่า
"เมื่อท่านรักใคร่เราจริงก็ควรจะไปกับข้าพเจ้า"
"ไปทำไมล่ะน้อง"
"อ้าว! ก็ไปเพื่อคุณพ่อคุณแม่ของน้องจะได้รู้จักพี่สิ"
สุสีหะก็ไม่ขัดข้อง ตามนางราชสีห์ไปจนถึงที่อยู่ของนางราชสีห์ ครั้นไปถึงแล้วสุสีหะก็ทำความเคารพราชสีห์ทั้งสองซึ่งเป็นพ่อและแม่ของนางราชสีห์ นางราชสีห์จึงแนะนำให้สุสีหะรู้จักราชสีห์ผู้เป็นพ่อและนางราชสีห์ผู้เป็นแม่และแนะนำพ่อและแม่ของตนให้รู้จักสุสีหะ ท่านผู้นี้คือผู้อันเป็นที่รักของลูก ตามภาษาสมัยใหม่ก็คือ "คู่รัก" หรือแฟนนั่นเอง
เมื่อราชสีห์ผู้เป็นพ่อและแม่รู้จักแล้ว จึงถามชื่อและเหล่า เมื่อพ่อและแม่นางราชสีห์รู้จักชื่อและเหล่าของสุสีหะแล้วก็ยินดี สั่งให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองของสุสีหะมาสู่ขอ พร้อมกับให้มายืนยันชื่อและเหล่ากอไว้เป็นหลักฐาน สุสีหะตกใจมาก ถ้าขืนเอาผู้ปกครองมายืนยัน ความลับของเราก็คงจะแดงขึ้นเป็นแน่ เพราะผู้ที่จะมายืนยัน ก็คือท่านฤษี ฤษี เมื่อถูกถาม ท่านก็จะบอกความจริงว่าเราเป็นหมามาก่อน และก็ไม่ใช่หมาธรรมดา ซ้ำเป็นหมาขี้เรื้อนเสียด้วย เสร็จกันคราวนี้กูแย่แน่ๆ ทำอย่างไรดีล่ะหว่า พุทโธ่! ง่ายนิดเดียว มัวงงอยู่ได้ เลือดอกตัญญูพลุ่งขึ้นมาทันที ก็ไปกัดพระฤษีเสียให้ตาย หมดฤษีมันก็หมดผู้ยืนยันกำพืดเดิมของเรา เรื่องพ่อแม่ของเราไม่มีปัญหา เพราะชาติหมาเรื่องพ่อแม่ไม่สำคัญ เราเองก็ไม่รู้ว่าตัวไหนเป็นพ่อตัวไหนเป็นแม่ เมื่อนึกได้เช่นนั้นแล้ว อำนาจราคะคือความกำหนัดในนางราชสีห์เหนือกว่าผู้มีพระคุณ มันก็ตรงไปยังอาศรมของพระฤษี เพื่อจะกัดพระฤษีให้ตาย ขณะที่สุสีหะเดินตรงเข้าไปจะกัดพระฤษี ฤษีท่านเข้าฌานอยู่ ท่านรู้และเห็นตั้งแต่เจ้าสีสุหะคิดอย่างไร มาอย่างไร? ท่านรู้ตลอด พอใกล้ตัวท่าน กำลังจะโดดเข้ากัด ท่านก็ตวาดว่า
"อ้ายหมาขี้เรื้อน คุณจะกัดกูรึ โน่นลงไปอยู่ใต้ถุนโน่น"
เจ้าสุสีหะก็กลายเป็นหมาขี้เรื้อนทันที ทำอะไรไม่ได้ดังหมาทุกตัว จึงต้องเป็นขี้เรื้อนอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้.
***...นิทานธรรม...***

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
น่ะ!
เรทกระทู้
« ตอบ #231 เมื่อ: 18 ก.พ. 15, 11:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061ดาวลูกไก่ 1
ชินกร ไกรลาส
..โอ้ชีวิตคิดไฉน ว่าใครหนอใครลิขิต
ประกาศิตของศิวะ
หรือของพระพรหมเจ้า
ว่าต่างกำเนิดเกิดมา พอลืมตามองโลก
บ้างมีโชคบ้างอับโชค มีสุขโศกปนเศร้า
จอมนราพิสุทธ์ ท่านสอนพุทธบริษัท
เป็นธรรมะปรมัต
อ่านถึงอำนาจกรรมเก่า
ว่ากุสะลาธรรมา มนุษย์เกิดมามีสุข
อกุสะลาพาให้ทุกข์ ดังไฟที่ลุกรุมเร้า
บ้างกึ่งดีกึ่งชั่ว เพราะตัวของตัวมั่ววุ่น
สร้างทั้งบุญทั้งบาป
เหมือนคำที่ฉาบด้วยขาว
ผมมิใช่บัณฑิต อันมีจิตสิเหน่หา
ที่จะเป็นนักเทศนา มาเจรจายั่วเย้า
จิตตั้งศรัทธาสาทก เรื่องยาจกยากจน
มีตากับยายสองคน
ปลูกบ้านอยู่บนเชิงเขา
แกเลี้ยงแม่ไก่อู มีลูกอยู่เจ็ดตัว
เช้าก็ออกริมรั้ว จิกกินเม็ดถั่วเม็ดข้าว
เวลามีเหยี่ยวเฉี่ยวโฉบ
นังแม่ก็โอบปีกอุ้ม กางสองปีกออกคลุม
พาลูกทั้งกลุ่มเข้าเล้า
แม่ไก่จะปลอบขวัญลูก
เสียงกุ๊กๆปลุกขวัญ ลูกตอบเจี๊ยบๆดังลั่น
ทั้งๆที่ขวัญเขย่า แล้วเขี่ยข้าวออกเผื่อ
ต่างคุ้ยเหยื่อออกให้ ลูกไก่แม่ไก่ไร้ทุกข์
ซิไม่มีสุขใดเท่า ถึงคราวจะสิ้นชีวิต
เมื่ออาทิตย์อัสดง ยังมีภิกษุหนึ่งองค์
เดินออกจากชายเขา ธุดงค์เดียวด้นดั้น
เห็นสายัณห์สมัย หยุดกลางพลางทันใด
หลังบ้านตายายผู้เฒ่า
อยากรู้เรื่องต่อก็ต้อง
ไปเปิดหน้าสองฟังเอา... q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คิด คิด คิด
เรทกระทู้
« ตอบ #232 เมื่อ: 18 ก.พ. 15, 11:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061ดาวลูกไก่ 2
ชินกร ไกรลาส
พระธุดงค์ทรงกลด ตะวันก็หมดแสงส่อง
อาศัยโคมทองจันทรา
ที่ลอยขึ้นมายอดเขา ฝ่ายว่าสองยายตา
จึงเกิดศรัทธาสงสาร พระผู้ภิกขาจารย์
จะขาดอาหารมื้อเช้า
อยู่ดงกันดารป่านนี้ หรือก็ไม่มีบ้านอื่น
ข้าวจะกล้ำน้ำจะกลืน
จะมีใครยื่นให้เล่า
พวกฟักแฟงแตงกวา
ของเราก็มาตายหมด
นึกสงสารเพราะจะอด
ทั้งสองกำสรดโศกเศร้า
สักครู่หนึ่งตาจึงเอ่ย
นี่แน่ะยายเอ๋ยตอนแจ้ง
ต้องเชือดแม่ไก่แล้วแกง
ฝ่ายยายไม่แย้งตาเฒ่า ฝ่ายแม่ไก่ได้ยิน
น้ำตารินรี่ไหล ครั้นจะรีบหนีไป
ก็คงต้องตายเปล่าๆ อนิจจาแม่ไก่
ยังมีน้ำใจรู้คุณ ที่ยายตาการุณ
คิดแทนคุณเม็ดข้าว น้ำตาไหลเรียกลูก
เข้ามาซุกซอกอก น้ำตาแม่ไก่ไหลตก
ในหัวอกปวดร้าว อ้าปากออกบอกลูก
แม่ต้องถูกตาเชือด คอยดูเลือดแม่ไหล
พรุ่งนี้ต้องตายจากเจ้า
มาเถิดลูกมาซุกอก ให้แม่กกก่อนตาย
แม่ขอจะกกเป็นครั้งสุดท้าย
แม่ต้องตายตอนเช้า
อย่าทะเลาะเบาะแว้ง
อย่าขัดแย้งเหยียดหยัน
เจ้าจงรู้จักรักกัน อย่าผลุนผลันสะเพร่า
เจ้าตัวใหญ่สายสวาท
อย่าเกรี้ยวกราดน้องน้อง
จงปกครองดูแล ให้เหมือนแม่เลี้ยงเจ้า
น่าสงสารแม่ไก่ น้ำตาไหลสอนลูก
เช้าก็ถูกตาเชือด ต้องหลั่งเลือดนองเล้า
ส่วนลูกไก่ทั้งเจ็ด เหมือนถูกเด็ดดวงใจ
จึงพากันโดดเข้ากองไฟ
ตายตามแม่ไก่ดังกล่าว
ด้วยอานิสงฆ์อันประเสริฐ
ลูกไก่ไปเกิดเป็นดาว q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
วนเวียนทุกข์
เรทกระทู้
« ตอบ #233 เมื่อ: 18 ก.พ. 15, 12:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064เนื้อเพลง: วังน้ำวน
ศิลปิน: ปนัดดา เรืองวุฒิ
อัลบั้ม: Sound Of Colors

วังน้ำวนสายชลวนเชี่ยว เป็นเกลียวลึกลง
เกลียวน้ำวน วนวิ่งดิ่งตรง ลึกลงทุกที

สิ่งใดที่หลงในวัง วนอับจนจะพ้นหรือมี
สายชลเชี่ยววนทวี เหลือที่จะดันสายชล

วังน้ำวนแม้วนแรงเร่า ไม่เท่ารักวน
วังรักวน วนด้วยเล่ห์กล วกวนล้นไป

หากใจใครถลำรักกล
รักพาใจวน หลงจนเวียนใจ
สุดปัญญา สุดหาทางไป
ทุกข์ทนจนใจอยู่ใน วังรักวน

รักลึกล้นกลสวาท
อาจจะก่อกวนหัวใจให้มัวหม่น
เล่ห์ความรักวน เปรียบน้ำวน
ใครถูกวนต้องหลง

สิ่งใดที่หลงในวัง วนอับจนจะพ้นหรือมี
สายชลเชี่ยววนทวี เหลือที่จะดันสายชล

วังน้ำวนแม้วนแรงเล่า ไม่เท่ารักวน
วังรักวน วนด้วยเล่ห์กล วกวนล้นไป

หากใจใครถลำรักกล
รักพาใจวน หลงจนเวียนใจ
สุดปัญญาสุดหาทางไป
ทุกข์ทนจนใจอยู่ใน วังรักวน

สุดปัญญาสุดหาทางไป
ทุกข์ทนจนใจอยู่ใน วังรักวน q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ที่สุดแล้ว!
เรทกระทู้
« ตอบ #234 เมื่อ: 18 ก.พ. 15, 12:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณ ปกบ้านป้องเมืองคุ้มเหย้า
บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณ ปกบ้านป้องเมืองคุ้มเหย้า
เสียเลือดเสียเนื้อมิใช่เบา หน้าที่เรารักษาสืบไป
ลูกหลานเหลนโหลนภายหน้า จะได้มีพสุธาอาศัย
อนาคตจะต้องมีประเทศไทย มิยอมให้ผู้ใดมาทำลาย
ถึงขู่ฆ่าล้างโคตรก็ไม่หวั่น จะสู้กันไม่หลบหนีหาย
สู้ตรงนี้สู้ที่นี่สู้จนตาย ถึงเป็นคนสุดท้ายก็ลองดู
บ้านเมืองเราเราต้องรักษา อยากทำลายเชิญมาเราสู้
เกียรติศักดิ์ของเราเราเชิดชู เราสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียว

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #235 เมื่อ: 18 ก.พ. 15, 17:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีครับคุณจู


ผมไปธุระแต่เช้าพึ่งเข้ามาครับ ตอนนี้สัญญานที่ดีว่า 2 ขั้วจะเจรจากันไม่รู้จะจริงรึไม่ ต้องรอดูกันต่อไปครับ...

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ไทยสามัคคี
เรทกระทู้
« ตอบ #236 เมื่อ: 19 ก.พ. 15, 08:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064ไทยสามัคคี สามัคคี สี่เหล่าไทย ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ร่วมจิตร่วมใจรักไทยไว้คงมั่น หากมีศัตรูจู่โจม มาโรมรบรัน ร่วมใจป้องกันพร้อมทุกเหล่าเชื้อเผ่าไทย เกิดเป็นชายเชื้อชาติชาญ ทหารบกไทย เก่งกาจชาติฉกรรจ์ ทัพบกปกป้องเป็นรั้วคุ้มครองแดนไทย เลือดเนื้อกายใจขอให้เป็นพลี มอบชีวิตเราเป็นผีเฝ้าปฐพี หากใครย่ำยี เหยียบแคว้น แผ่นดินไทย (*ซ้ำ) ราชนาวี ชาติไทย เรือแล่นไปในสายน้ำ ฝั่งทะเลของเรา หากใครเขารุกล้ำ ทหารเรือทุกลำ พร้อมสู้ตาย (**ซ้ำ) ไตรรงค์ธงรูปอาร์ม ปีกทองขาววาววาม บอกนามสีเทาไทย เหนือนภาฟ้าไทย ใครรุกใครรานอธิปไตย ทัพอากาศของไทย พลีชีพบูชา (***ซ้ำ) เกิดมาแล้วต้องตาย ความสงบภายใน ตำรวจไทย พิทักษ์ไทยประชา ปราบปรามพวกทุจริตมิจฉา อีกอันธพาลนานาให้สิ้นไป ไทยสี่เหล่าเรานี้ หากสามัคคีพร้อมเพรียงจิตใจ เหมือนเกราะแก้ว คลาดแคล้วกำบังผองภัย คุ้มครองไทย ให้ยิ่งยง ไทยสามัคคี สามัคคี สี่เหล่า...เรา...ชาติ...เชื้อ...ไทย. q*064

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ไทยระย่อไหม?
เรทกระทู้
« ตอบ #237 เมื่อ: 19 ก.พ. 15, 08:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064เพลงปลุกใจเก่าๆ สมัยที่ยังเป็นเด็ก.... ท่อนปลุกใจที่จำได้ดีคือ "แผ่นดินนี้พ่อกูอยู่ ปู่กูตาย กูสุดอายหากเสียทีไพรีครอง"... ... หวังว่าเราคงไม่เสียกรุงอีกครั้งในวันสงกรานต์..ตามที่พวกมันหวังไว้นะ

เพลงอนุสติไทย

คำร้อง: แสงสุวรรณ
ทำนอง: เวส สุนทรจามร

(หญิง)


อยุธยา แตกไปเพราะ ไทยระย่อ


ไม่คิดต่อ-ต้านศัตรู มุดรูหนี


ยิงปืนเปรี้ยง ไทยกลัวเสียง แทนไพรี


นายทัพดี กลับหู่หด หมดแรงใจ


บัดนี้ภัย มาคุกคาม ทั่วไทยประเทศ


ผู้ลืมเจ็บ ลืมอาย ลืมคนหยัน


คิดแต่ตัว คิดแต่พวก รอดแต่วัน


ชาติพังพลัน มันผู้ใด ใครอยู่ดี


(หมู่)


กูจะสู้แม้รู้ว่าพวกกูน้อย


สู้ไม่ถอยแม้รู้ว่าจะดับสลาย


แผ่นดินนี้พ่อกูอยู่ปู่กูตาย


กูสุดอายหากเสียทีไพรีครอง


(ซ้ำ)


(หมู่ชาย) ใครบ้างเหวยจะร่วมสู้กับกูบ้าง


(หมู่หญิง) ใครบ้างเหวยจะอยู่ข้างไทยใจหาญ


(หมู่ชาย) ใครบ้างเหวยจะละสุขสนุกสำราญ


(หมู่หญิง) ใครบ้างเหวยยอมวายปราณเพื่อไทยคง


(ซ้ำ)(หมู่)


จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เพลง อนุสติไทย เป็นเพลงปลุกใจ จังหวะสโลว์-มาร์ช ประพันธ์คำร้องโดย แสงสุวรรณ ทำนองโดย เวส สุนทรจามร บรรเลงและขับร้องโดยวงสุนทราภรณ์ มีวรนุช อารีย์ เป็นผู้ร้องนำ ออกวางจำหน่ายเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ q*064

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
นิทานธรรม
เรทกระทู้
« ตอบ #238 เมื่อ: 19 ก.พ. 15, 08:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064 นิทานเรื่อง เต่าชอบโอ้อวด

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุสหายกันสองรูปที่มักเถียงกันว่า ใครรูปหล่อกว่ากัน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดาประจำอยู่ต้นไม้ อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา สมัยนั้นมีปลาอยู่ ๒ ตัว ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในแม่น้ำคงคา อีกตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในแม่น้ำยมุนา ปลาทั้ง ๒ ตัวเมื่อว่ายมาเจอกันที่แม่น้ำทั้ง ๒ สายมาบรรจบกันตรงที่ต้นไม้นั้นอยู่ก็มักจะทุ่มเถียงกันว่าใครงามกว่ากันเสมอ ต่างก็ว่าตัวเองนั้นงามกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ตกลงกันไม่ได้สักที จึงพากันไปหาเต่าตัวหนึ่งเป็นผู้ตัดสินให้ว่าใครงามกว่ากัน
"ท่านเต่าผู้น่ารัก ขอท่านช่วยตัดสินให้พวกข้าพเจ้าเสียทีว่าใครงามกว่ากัน"
เต่าตัดสินว่า "ท่านปลาทั้งสอง ท่านที่มีอยู่แม่น้ำคงคาก็งามดีไม่มีที่ติ ท่านที่อยู่แม่น้ำยมุนาก็งามดีไม่มีที่ติ แต่โดยรวมแล้วเรางามกว่าพวกท่านทั้งสองอยู่ดี"
ปลาทั้ง ๒ ตัวฟังคำตัดสินของเต่าแล้วก็ด่ามันกว่า "เจ้าเต่าชั่ว เจ้าไม่ตอบคำถามของพวกเรากลับตอบไปอย่างอื่น" แล้วก็กล่าวเป็นคาถาว่า


"ท่านไม่ตอบเรื่องที่เราถาม เราถามอย่างหนึ่ง ท่านกลับตอบเสียงอีกอย่างหนึ่ง คนที่ยกย่องตนอง พวกเราไม่ชอบใจเลย"


ว่าแล้วปลาทั้ง ๒ ตัวก็พ่นน้ำใส่เต่านั้น เต่ากลับไปที่อยู่ของตนตามเดิม เทวดาโพธิสัตว์เห็นเหตุการณ์นั้นโดยตลอดได้แต่ให้เสียงสาธุการ


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้มักโอ้อวดตนเอง ยกตนข่มท่าน มักจะไม่มีเพื่อนและขาดคนเชื่อถือ q*064


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
นิทานธรรม
เรทกระทู้
« ตอบ #239 เมื่อ: 19 ก.พ. 15, 13:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064มีพญากวางตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่า ปกครองบริวารกวางจำนวน 1,000 ตัว พญากวางนั้นมีลูก 2 ตัว ชื่อ กวางลักขณะ และ กวางกาฬะ เมื่อลูกกวางทั้ง 2 โตขึ้น พญากวางก็แก่ลงมาก จึงคิดจะให้ลูกกวางทั้ง 2 เป็นผู้ปกครองฝูงแทนตน

“ตอนนี้พ่อแก่มากแล้ว พ่ออยากให้พวกเจ้าเป็นจ่าฝูงแทนพ่อ พวกเจ้าแบ่งบริวารไปปกครองตัวละ 500 นะลูก” พญากวางบอกแก่ลูกกวางทั้ง 2

“ครับพ่อ” ลูกกวางทั้ง 2 ตอบรับ แล้วพญากวางก็ให้โอวาทในการนำพาฝูงให้อยู่รอดปลอดภัย

“เจ้ารู้ไหมว่าสิ่งที่อันตรายที่สุดของพวกเราก็คือมนุษย์ พวกเขาจะฆ่าพวกกวางที่ไปกินข้าวกล้าในนา จึงได้ขุดหลุมพราง วางกับดักต่างๆ บ้างก็ดักซุ่มอยู่เพื่อยิงพวกเรา และในตอนนี้ มีข้าวกล้ามากมายกำลังรอเก็บเกี่ยว ดังนั้นในตอนกลางวันพวกเจ้าจงพาบริวารไปอยู่กันที่เชิงเขาแม้อาหารจะไม่อุดมสมบูรณ์ก็จงอดทน เพราะหากพวกมนุษย์เห็น เราจะไม่มีทางหนีได้ทันแน่นอน แล้วจึงค่อยลงมาหากินที่พื้นราบในเวลากลางคืน เข้าใจไหมลูก” เมื่อพญากวางสั่งสอนเสร็จแล้วก็พานางกวางแยกตัวออกไปอยู่ตามลำพังในป่าลึก

“กาฬะ งั้นเราแยกกันตรงนี้นะ ระวังตัวด้วย อย่าลืมคำสั่งของพ่อล่ะ” กวางลักขณะบอกกับกวางกาฬะ

“เจ้าอย่าป๊อดไปหน่อยเลย ลักขณะ พ่อก็พูดไปตามประสากวางแก่แหละน่า คอยดูเถอะข้าจะพาบริวารออกหากินในตอนกลางวัน พอหมดฤดูเก็บเกี่ยวข้าจะพากวางทั้ง 500 กลับมาเจอกับเจ้าที่บ้านพ่อ” กวางกาฬะพูดด้วยความลำพองใจ

‘หัวดื้อจริงๆ เจ้ากาฬะ’ กวางลักขณะนึกในใจ แล้วกวางทั้ง 2 ฝูงก็แยกย้ายกันไปหากิน

“โอ้ย หิวจริงๆ เลย พวกเรา ออกไปหาหญ้ากินกันเถอะ” กวางกาฬะตะโกนบอกฝูง

“แต่ลูกพี่ นี่ยังสว่างอยู่เลย รอให้มืดก่อนไม่ดีหรอ ขืนไปตอนนี้มีหวังโดนชาวบ้านยิงตายแน่เลย” ลูกน้องตัวหนึ่งทักท้วง

“เจ้าอย่าอวดดีไปหน่อยเลย ข้าเป็นหัวหน้าเจ้านะ ใครไม่อยากอดตายก็ตามข้ามา” กวางกาฬะตะคอกใส่แล้ววิ่งนำออกไป



ในระหว่างที่กวางกาฬะนำบริวารเล็มหญ้าอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้น มีชาวบ้านเดินผ่านมาเห็นเข้าพอดี

“โอ้ ลาภปากจริงๆ กวางเต็มไปหมดเลย” ชาวบ้านคนหนึ่งกระซิบ

“ใช่แล้ว มันไม่ทันระวังตัวแบบนี้ วันนี้ได้กลับบ้านหลายตัวแน่” อีกคนหนึ่งกระซิบตอบ แล้วเล็งไปที่กวางตัวอ้วน

ปั้ก!!

“เสร็จข้า ฮ่าๆๆๆ”

เจ้ากวางโชคร้ายเมื่อโดนลูกธนูยิงเข้าที่สะโพกแบบนั้นก็กรีดร้องเสียงดังโหยหวน กวางตัวอื่นเมื่อได้ยินเสียงร้องก็รีบวิ่งเข้าป่าทันที

“หยุดได้แล้ว พวกมนุษย์ไม่ตามมาแล้ว” กวางกาฬะตะโกนบอก พร้อมกับหอบแฮกๆ

“ข้าบอกแล้วเห็นไหม เกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้วไหมล่ะ เพื่อนเราตายไปตั้งเยอะ” ลูกน้องตัวเดิมบอก แต่แทนที่กวางกาฬะจะสำนึก กลับตะคอกกลับ

“มันบังเอิญหรอกน่ะ คราวหลังข้าจะพาไปเวลาอื่น!”

ด้วยความลำพอง และหัวดื้อของกวางกาฬะ มันพาบริวารออกไปหากินตามอำเภอใจ อยากไปเวลาไหนก็ไป จนในที่สุด กวางทั้ง 500 ก็ถูกชาวบ้านยิงตายหมด เหลือมันอยู่เพียงตัวเดียว

ส่วนกวางลักขณะนั้น เป็นกวางฉลาดและเชื่อในคำสั่งสอนของพญากวาง จึงไม่เคยพาบริวารออกไปหาอาหารในเวลากลางวันเลย แม้ลูกน้องอ้อนวอนเพียงใดก็ตาม จนกระทั่งเวลาผ่านไป เมื่อมนุษย์เก็บเกี่ยวข้าวเรียบร้อยแล้วจึงลงมาจากภูเขาและมุ่งหน้าไปหาพญากวาง พร้อมบริวารทั้ง 500 ตัว

“ท่านพี่ ลูกกวางลักขณะกลับมาแล้ว” นางกวางบอกกับพญากวาง

“อ้อ กลับมากันแล้วหรอ พวกเจ้าเป็นยังไงบ้าง สุขสบายดีไหม” พญากวางถามลูกกวางลักขณะ

“ครับพ่อ พวกเราทำตามคำสั่งสอนของท่าน ไม่ออกหากินเวลากลางวัน แม้หิวก็ทนเอา พวกเราจึงกลับมาครบทั้ง 500 ตัวครับ”

“อืม พวกเจ้าทำดีมาก แต่… ทำไมกาฬะยังไม่กลับมาอีกนะ” พญากวางมองไปรอบๆ

“นั่นไงท่านพี่ กาฬะกลับมาแล้ว แต่เขากลับมาตัวเดียว” นางกวางบอก

พญากวางเห็นลูกทั้ง 2 กลับมาในสภาพที่ต่างกันดังนั้น จึงกล่าวกับนางกวางว่า

“กวางลักขณะนั้นมีปัญญา ไม่ดื้อดึง สามารถปกครองบริวารได้ ส่วนกวางกาฬะนั้นโง่เขลา อวดดี และดื้อดึง ทำให้บริวารต้องล้มตายกันหมด” แล้วจึงประกาศกับฝูงกวางว่า

“เอาล่ะ ในเมื่อกาฬะไม่สามรถปกครองบริวารให้อยู่รอดปลอดภัยได้ ข้าขอแต่งตั้งกวางลักขณะเป็นหัวหน้าฝูง ปกครองพวกเจ้าแทนข้า ขอให้พวกเจ้าจงเชื่อฟังลักขณะเหมือนกับที่เชื่อฟังข้า ขอให้พวกเจ้าอยู่กันด้วยความสงบสุขเถิด”

กวางลักขณะจึงได้เป็นพญากวาง และปกครองบริวารด้วยความสุขสงบ

ข้อคิดจากชาดก
1. ควรเชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ที่มีประสบการณืมากกว่า
2. ผู้นำควรมีศีล มีความฉลาด ไม่อวดดื้อ ถือดี

ประชุมชาดก
กวางกาฬะ ได้เกิดเป็น พระเทวทัต
กวางลักขณะ ได้เกิดเป็น พระสารีบุตร
นางกวาง ได้เกิดเป็น พระนางยโสธรา
พญากวาง ได้เกิดเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า q*064


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
นิทานธรรม
เรทกระทู้
« ตอบ #240 เมื่อ: 19 ก.พ. 15, 13:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064ในรัชกาลของพระเจ้าพรหมทัต มีช้างมงคลตัวหนึ่ง เกิดอาการบ้าคลั่ง วิ่งไล่ฆ่าควานช้างและผู้ที่มาพบเห็น

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นอำมาตย์ของพระเจ้าพรหมทัต ได้หาวิธีแก้ไขจนพญาช้างมหิฬามุขกลับใจมาประพฤติตัวดีได้สำเร็จ

พญาช้างมหิฬามุขเป็นช้างมงคลมีลักษณะดีสง่างาม ที่สำคัญ คือ เป็นช้างมีศีล ไม่ทำร้ายใคร พระเจ้าพรหมทัตเองก็ทรงโปรดปรานช้างมงคลตัวนี้มาก ทรงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและนสยควานช้างเลี้ยงดูอย่างดี

โรงที่อยู่ของพญาช้าง พระเจ้าพรหมทัตก็ทรงรับสั่งให้ตกแต่งสวยงาม มีกลิ่นหอมอบอวลด้วยเครื่องหอมชนิดเลิศ ประดับประดาด้วยพวงดอกไม้ห้อยระย้า เห็นแล้วชวนให้รื่นรมณ์ใจ พญาช้างเองก็เป็นสัตว์แสนรู้ วางตัวได้เหมาะสม ละเว้นพฤติกรรมต่างๆ ที่ไม่ดี อันจะทำให้พระเจ้าพรหมทัตไม่โปรดปราน

บริเวณโรงเลี้ยงช้างเงียบสงบ ตกกลางคืนก็มืดมิด แม้จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัย ก็ไม่สู้จะเข้มงวดนัก เนื่องจากไม่เคยมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น เลยเป็นโอกาสให้พวกโจรมาอาศัยเป็นที่มั่วสุมกัน

นอกจากจะใช้เป็นที่มั่วสุมพูดคุยเรื่องต่างๆ แล้วพวกโจรยังใช้บริเวณนั้นเป็นที่วางแผนปล้น รวมทั้งสอนวิชาโจรด้วย พวกโจรรุ่นใหม่จะถูกนำมาอบรมที่นี่ ซึ่งการอบรมนั้น มีทั้งนิสัยใจคอและวิธีปล้นให้ได้ผล

"เฮ้ย..คุณน้อง เป็นโจรนี่มันต้อง***ม ต้องหยาบคาย ต้องตัดสินใจเร็ว ชักช้าไม่ได้" หัวหน้าโจรจะเริ่มต้นอบรมด้วยน้ำเสียงดุดัน

"การจะเข้าปล้นบ้านไหน ต้องศึกษาลู่ทางให้ดีก่อน ให้รู้จักทางเข้าไปและทางหนีทีไล่ ไม่อย่างงั้นเดี๋ยวเสร็จ" รองหัวหน้าโจรเสริมต่อ

"บ้านเศรษฐีมันเข้ายาก คุ้มกันแข็งแรง มีทางหนึ่งคือ ต้องขุดอุโมงค์ลงไปใต้ดินให้ไปทะลุกลางบ้านเลย เรื่องการขุดอุโมงค์คงต้องฝึกหัดกันต่อไป" โจรพี่เลี้ยง แนะนำเป็นอันดับต่อมา

"การปล้น จะขนเอาทรัพย์ส่งของที่เราต้องการไปได้ง่ายนี่ ต้องฆ่าเจ้าทรัพย์จึงจะขนไปได้ เพราะเมื่อตายแ้ล้ว ก็จะไม่มีคนขัดขวาง" โจรพี่เลี้ยงอีกคนแนะนำถึงวิธีการขนทรัพย์สิน

เมื่อสอนวิชาโจรกันพอสมควรแก่เวลาแล้ว หัวหน้าโจรก็กล่าวสำทับอีกครั้งว่า
"จำไว้นะ...คุณน้อง เป็นโจรมันต้อง***ม ฆ่าได้เป็นฆ่า ความเมตตาสงสารไม่มีในหมู่โจร"

จบคำ หัวหน้าโจรก็หัวเราะหึหึอยู่ในลำคออย่างใจเย็น แต่สายตาแข็งกร้าวเอาจริงเอาจัง

พวกโจรจะมั่วสุมกันที่แถวบริเวณโรงช้างเป็นประจำ พญาช้างมหิฬามุขได้ยินคำพูดทุกคำของพวกมันและเข้าใจความหมายได้ดี ครั้งแรกก็ไม่ได้คิดอะไร แต่ต่อมาได้ยินเสียงพูดบ่อยเข้าๆ ก็เกิดคิดคล้อยตาม

"โจรพวกนี้สอนกันให้***มโหด หยาบคาย ฆ่าได้เป็นฆ่า เราก็น่าจะเป็นเช่นนั้นบ้าง"

นับแต่นั้นมา พญาช้างก็เปลี่ยนิสัย กลายเป็นสัตว์ดุร้าย กระทืบโรงดังโครมคราม รุ่งเช้า พอนายควานช้างมาถึงก็อาละวาดเอางวงจับควานฟาดที่พื้นจนขาดใจตาย พญาช้างฆ่าคนทุกคนที่เข้ามาใกล้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ความทราบถึงพระเจ้าพรหมทัต พระองค์ทรงรับสั่งให้อำมาตย์เข้าเฝ้า

"ช้างมหิฬามุขเกิดบ้าคลั่ง ฆ่าควานช้างตายเมื่อเช้านี้ ท่านทราบไหม" พระองค์ตรัสถามเขาอย่างร้อนรนพระทัย
"ทราบ พะย่ะค่ะ" อำมาตย์กราบทูล
"ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว อาจารย์ช่วยไปดูทีว่า มันบ้าคลั่งอย่างนั้นไปได้เพราะอะไร " ทรงรับสั่งอย่างแข็งขัน

อำมาตย์รับกระแสพระดำรัสแล้วก็กราบถวายบังคมลาไปยังโรงช้าง พอดีเวลานั้นพญาช้างเพิ่งจะสงบ อำมาตย์ได้ถามหมอหลวงถึงสาเหตุที่พญาช้างบ้าคลั่ง

"ตรวจดูแล้วก็ไม่พบโรคอะไรที่จะทำให้บ้าคลั่งถึงขนาดนั้นไปได้ " หมอหลวงรายงานพร้อมทั้งสันนิษฐานว่า "น่าจะเป็นอาการแปรปรวนทางจิตใจ"

อำมาตย์รับทราบรายงานจากหมอหลวงอย่างนั้นแล้วก็คิดหาสาเหตุต่อไป เขาเห็นด้วยกับหมอหลวงว่าน่าจะเป็นอาการแปรปรวนทางจิต เขาสันนิษฐานลึกต่อไปว่าอาการแปรปรวนทางจิตนี้น่าจะเกิดมาจากที่ได้เห็น หรือได้ยินเรื่องที่ยั่วยุให้เกิดบ้าคลั่ง

"เรื่องเห็นนี่ ไม่น่าเป็นไปได้" นายควานช้างอีกคนหนึ่งชี้แจง "สิ่งแวดล้อมที่นี่ก็สวยงามทั้งนั้น"

"แล้วเรื่องได้ยินล่ะ" อำมาตย์ซักถามต่อ
"ไม่แน่ใจ" นายควานช้างตอบ "แต่ก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะพวกเราก็ไม่ได้พูดคำหยาบคายอะไรกัน"
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน" อำมาตย์สรุป "ขอให้สังเกตดูว่า มีเสียงอะไรมาทำให้ช้างเปลี่ยนไปบ้าง"

นับแต่นั้นมา นายควานช้างก็คอยสังเกตดูพฤติกรรมของช้าง จนกระทั่งคืนหนึ่ง เขาสังเกตเห็นช้างยืนหูผึ่ง เหมือนกับตั้งใจฟังเสียงอะไร เขาค่อยๆ หลบตัวอยู่ในความมืดและคอยตั้งใจฟังว่าจะมีเสียงอะไรดังขั้น

"เฮ้ย...เป็นโจร มันต้อง***ม หยาบคาย ฆ่าได้เป็นฆ่า" เขาได้ยินเสียงโจรพูดอบรมกันชัดเจน

นายควานช้างสังเกตดูช้างและฟังเสียงโจรไปด้วย จนในที่สุดก็แน่ใจว่าเสียงโจรนี่เองที่ทำให้ช้างมีนิสัยเปลี่ยนไปจึงได้ไปแจ้งให้อำมาตย์ทราบ อำมาตย์ก็ได้กราบทูลพระเจ้าพรหมทัต พระเจ้าพรหมทัตตบพระหัตถ์ฉาดใหญ่พร้อมกับตรัสว่า

"อย่างนี้นี่เล่า ช้างดีดี จึงมาเป็นช้างเกเรไปได้ แล้วอาจารย์จะหาทางแก้ไขอย่างไร"
"เมื่อได้ทราบสาเหตุอย่างนี้แล้ว ก็แก้ไขไม่ยากหรอก พะย่ะค่ะ" อำมาตย์กราบทูลด้วยความเชื่อมั่น
"อาจารย์จะแก้ไขอย่างไร"
"ขอเดชะ เมื่อช้างมีนิสัยเปลี่ยนไปไม่ดีเพราะฟังเรื่องไม่ดี ก็ต้องแก้ให้นิสัยเปลี่ยนไปในทางที่ดีด้วยการให้ฟังเรื่องที่ดี"
"นั้นซีอาจารย์ จะทำอย่างไร"
"ขอเดชะ นับแต่นี้ข้าพระองค์จะให้เจ้าหน้าที่กวดขันไม่ให้พวกโจรหลบมามั่วสุมใกล้โรงช้าง แล้วจะให้นิมนต์สมณพราหมณ์ผู้มีศีล มานั่งสนทนากันเรื่องศีล เรื่องเมตตา กรุณา ช้างได้ฟังเรื่องดีดีมากเข้าๆ ข้าพระองค์เชื่อว่าจะทำให้นิสัยกลับมาดีได้ พะย่ะค่ะ"

"เอ้า...ลองดู เผื่อว่าจะได้ผล"

ครั้นได้รับพระราชานุญาตแล้ว อำมาตย์ก็ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไปนิมนต์สมณพราหมณ์มานั่งใกล้โรงช้างแล้วขอให้สนทนากันเรื่องศีลเรื่องเมตตากรุณา วันแรกๆ พญาช้างยังมีท่าทีเฉยเมย แต่ต่อเมื่อได้ฟังทุกวัน จิตใจที่หยาบคาย ร้ายกาจและแข็งกระด้าง ก็เริ่มอ่อนโยน แล้วในที่สุดก็กลายมามีเมตตากรุณาและสงบเยือกเย็นดุจเดิมนิทานธรรมเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งแวดล้อมมีส่วนสำคัญให้คนดีหรือเลวได้
เหมือนพญาช้างมหิฬามุขไ้ด้ยินเสียงโจรพูดคุยบ่อยครั้ง จนทำให้นิสัยดุร้ายไปได้ฉะนั้น





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ที่ผ่านมา!
เรทกระทู้
« ตอบ #241 เมื่อ: 19 ก.พ. 15, 15:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064เรื่องยุให้รำ-ตำให้รั่ว
..☆..☆..☆..
ในครั้งพุทธกาล พระเจ้าอชาตศัตรูทรงมีพระประสงค์จะทำศึกกับแคว้นวัชชี แต่ถ้าแคว้นวัชชียังกลมเกลียวกันอยู่ ก็จะต้องสู้ป้องกัน ยากที่จะเอาชัยชนะได้ จึงทรงทำอุบายเฆี่ยนวัสสการพราหมณ์อำมาตย์ผู้ใหญ่ของพระองค์ แล้วขับไล่ออกจากแคว้นมคธ พราหมณ์วัสสการได้ไปขอพึ่งแผ่นดินของวัชชี
ตอนที่วัสสการพราหมณ์มาจากแคว้นมคธนั้น ข่าวได้ระบือมาถึงแคว้นวัชชีก่อนแล้ว กษัตริย์ลิจฉวีซึ่งปกครองแคว้นในตอนนั้น ประชุมกันแยกความเห็นออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งไม่ยอมให้เหยียบแผ่นดินวัชชี แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรจะสอบถามเรื่องราวกันดูก่อน ความเห็นของฝ่ายหลังได้รับการรับรอง วัสสการพราหมณ์จึงได้เข้ามาสู่แดนวัชชี เมื่อได้สอบถามถี่ถ้วน แล้วก็ได้ความว่าถูกขับไล่ก็เพราะคัดค้านการยึดครองวัชชี กษัตริย์ลิจฉวีทรงรับวัสสการพราหมณ์ไว้ และให้เป็นอาจารย์ของลิจฉวีกุมารทั้งมวล
พอเห็นว่าราชกุมารทั้งมวลมีความนับถือในตนมั่นคง ทั้งบรรดากษัตริย์ลิจฉวีก็วางพระทัยหมดความระแวง วัสสการพราหมณ์เริ่มแสดงบทบาทบ่อนทำลาย.. วันหนึ่งเรียกราชกุมารองค์หนึ่งไปพูดกันเฉพาะ เป็นทำนองคุยกันสองต่อสอง เรื่องที่พูดกันก็ไม่มีอะไรพราหมณ์ถามว่า
"เด็กๆ ชาววัชชีไถนาหรือเปล่า" ราชกุมารก็ตอบว่า "ไถซี"
ถามต่อว่า "ไถนาก็ต้องเทียมโค ๒ ตัว"
ตอบว่า "ถูกแล้ว ต้องเทียมโค ๒ ตัว"
พูดกันเพียงเท่านี้แล้วก็แยกกัน
ราชกุมารองค์อื่นก็ถามองค์นั้นว่า "อาจารย์คุยอะไรกับเธอ"
ครั้นองค์นั้นเล่าให้ฟังก็ไม่เชื่อ เกิดความกินแหนงกัน หาว่าไม่บอกความจริง ต่อมาวัสสการพราหมณ์ก็เชิญองค์อื่นไปพบเป็นการเฉพาะอีก แล้วก็ถามว่า
"วันนี้พระองค์ทรงเสวยอาหารแกงอะไร" เป็นต้น แล้วก็แยกกัน
ราชกุมารองค์ที่ไม่ได้ถูกเชิญไปพบก็ถามองค์นั้น ครั้งองค์นั้นบอกความจริง ก็ไม่เชื่ออีก และเกิดความระแวง ต่อมาวัสสการพราหมณ์ก็เชิญเจ้าลิจฉวีองค์หนึ่งไปพบพลางถามว่า
"ได้ทราบว่าพระองค์ยากจนมากหรือ"
ถามว่า "ใครบอกอาจารย์"
ก็พูดว่า "เจ้าลิจฉวี องค์โน้นบอก"
ต่อมาก็เชิญองค์อื่นไปพบอีก
ถามว่า "ได้ทราบว่าพระองค์ขี้ขลาดมากหรือ"
ถามว่า "ใครบอก"
ก็บอกว่า "เจ้าลิจฉวี องค์โน้นบอก"
ด้วยวิธีการต่างๆ นี้ วัสสการพราหมณ์ดำเนินการอยู่ ๓ ปี กษัตริย์ลิจฉวีก็แตกแยกกันหมด ถึงกับไม่ยอมเดินร่วมทางกัน ในเวลาตีกลองสัญญาณการประชุม เพราะต่างคนต่างไม่ยอมร่วมทางกัน ผลที่สุดก็ไม่มีใครไปประชุม ในบางคราวเป็นการประชุมเฉพาะพวก เช่นพวกผู้ใหญ่ พวกแม่ทัพนายกองก็ไม่มีใครไปประชุม เพราะแตกสามัคคีกันหมดแล้ว วัสสการพราหมณ์เห็นโอกาสแล้ว วัชชีสุกงอมแล้วก็ส่งข่าวแด่พระเจ้าอชาตศัตรู ไม่มีปัญหาอะไรต่อไป กองทัพแห่งมคธรัฐก็ออกเดินทางโดยพระเจ้าอชาตศัตรูทรงเป็นจอมทัพยกมา
แม้ในคราวคับขันถึงเพียงนี้ การเรียกประชุมก็ยังทำไม่ได้ เพราะต่างเกี่ยงงอนกัน "ปล่อยให้พวกใหญ่ๆ เขาไปต้านทานซี ปล่อยให้คนเก่งๆ เขาไปรบซี" พระเจ้าอชาตศัตรูยกทัพเข้าแคว้นวัชชีเหมือนยกขบวนเสด็จประพาสอุทยานของพระองค์เอง
การส่อเสียดยุยงเป็นวิธีการบ่อนทำลายของศัตรูมาแต่โบราณกาลแล้ว และยังใช้อยู่แม้ในปัจจุบัน เพราะลงทุนน้อยแต่ได้ผลเกินคาด ทำลายความสามัคคีได้แล้ว ความเก่งกล้าสามารถก็หมดความหมาย กษัตริย์ลิจฉวีมิใช่จะไม่เก่ง แต่เพราะถูกกุศโลบายของวัสสการพรากมณ์ จึงแตกแยกกันหมด ทำให้บ้านเมืองตกอยู่ในเงื้อมมือของพระเจ้าอชาตศัตรู.
นิทานธรรม. q*064

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ลงเรือลำเดียวกัน
เรทกระทู้
« ตอบ #242 เมื่อ: 19 ก.พ. 15, 15:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064การที่ทุกคนมาสร้างบารมีร่วมกัน แม้เวลาจะผ่านไป สิบปี ยี่สิบปี สามสิบปี
แม้ตายจากกันไป แล้วทุกคนตั้งเป้าหมายร่วมกันว่า จะดูแลประคับประคองกัน
ไม่ให้ใครหายไปสักคน ทั้งพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ต่างอยู่กัน
พร้อมหน้าหมด ลงเรือลำเดียวกัน ประคับประคองกันให้ถึงฝั่ง


ขอให้ทุกคนสร้างบารมีด้วยความสุข ทำงาน รับบุญด้วยความสุข ให้ใจอยู่ในบุญ
เก็บบุญให้เต็มที่ ไม่มีหก ไม่มีหล่น แล้วธรรมะก็จะเจริญก้าวหน้า

โดยคุณธรรมในตัวก็เพิ่มขึ้น ทั้งธรรมะ คุณธรรมพื้นฐาน และธรรมะละเอียด
ต่างก้าวหน้าตามลำดับ

ถ้าได้อย่างนี้ เราจะเป็นหมู่คณะตัวอย่างของโลกอย่างแท้จริง


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ก็เคยสัญญา
เรทกระทู้
« ตอบ #243 เมื่อ: 23 ก.พ. 15, 11:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061เคยสัญญา
อัสนี & วสันต์ โชติกุล
Abก็เคยสัญญา
เป็นมั่นเป็นหมาย
ก็เคยสัญญา ช่างพูดง่ายดาย
บอกอย่างนั้น บอกอย่างนี้
ไม่มี ท่าที อื่นใด
กว่าจะรู้ สิ่งเหล่านั้น
ถึงวัน ก็สายเกินไป
ก็เคยสัญญา ก็ว่ารักกัน
ก็เคยสัมพันธ์ ก็มั่นก็หมาย
ก็เธอนั้น บอกกับฉัน
รักกัน เป็นอัน เข้าใจ
ไม่เคยคิด ไม่เคยถาม
เพราะความที่ฉันมั่นใน รักเธอ
(ได้แต่ร้อง)
(เพลงปลอบใจ ตัวเรา)
(ก็เขา มาเปลี่ยนไป หัวใจ)
(แม้ วันหนึ่งเคย รักใคร)
(เขา มาเปลี่ยนไป)
..ก็บอกกันสักคำ จะได้ทำใจ
ก็บอกกันสักคำ จะได้จำไว้
ว่าสิ่งนั้น สิ่งที่ฉัน
ให้ความสำคัญกับใคร
ต่อแต่นี้ ไม่มีเหลือ
ไม่มีแม้ความเข้าใจ ในสัญญา
ดนตรี 9 Bars..7...8...
9...เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน
ช่างกระไร ใจหนอ ใจคน
เคยเคียงคู่ ลองคิดดู
จะรู้บ้างไหม
..ก็บอกกันสักคำ จะได้ทำใจ
ก็บอกกันสักคำ จะได้จำไว้
ว่าสิ่งนั้น สิ่งที่ฉัน
ให้ความสำคัญกับใคร
ต่อแต่นี้ ไม่มีเหลือ
ไม่มีแม้ความเข้าใจ ในสัญญา... q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ไม่เบียดเบียนกัน
เรทกระทู้
« ตอบ #244 เมื่อ: 23 ก.พ. 15, 11:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061บทแผ่เมตตาให้แก่ตัวเราเอง

อะหัง สุขิโต โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข)

อะหัง นิททุกโข โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์)

อะหัง อะเวโร โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร)

อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง)

สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ (ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขกายสุขใจ รักษากายวาจาใจให้พันจากความทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด)

บทแผ่เมตตาไปสู่ผู่อื่น

สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ นิททุกขา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงถึงความสุข ปราศจากความทุกข์ ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่มีความคับแค้นใจ จงมีความสุขการสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด ฯ


บทแผ่เมตตาทั่วไป

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวราโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌาโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆาโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

คาถาแผ่ส่วนกุศล

อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดา บิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดา บิดาของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีความสุขทั่วหน้ากันเทอญ q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คิดเพื่อประเทศไทย
เรทกระทู้
« ตอบ #245 เมื่อ: 23 ก.พ. 15, 11:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061 สวัสดีค่ะคุณดีสฯ สังคมไทยเราปัจจุบันนี้เป็นสังคมของผู้สูงวัย คนเราอายุยืนกันมากขึ้น สิ่งที่เรากระทำกันในสังคมไทยทุกวันนี้เราทำเพื่อใคร ตอบสนองใคร และใครที่ได้ประโยชน์สูงสุดกระนั้นได้ เราก็วิ่งไปหาจุดสูงสุดด้วยกันทั้งนั้นคือความมั่นคง ความสำเร็จในชีวิตที่ก็คือบั้นปลายชีวิตนั้น แต่เท่าที่ดูในบ้านเมืองเรานั้นไม่รู้จะไปวิ่งแข่งขันกับใคร เพราะสภาพของโลกทุกวันนี้เหมือนกันหมดทุกที่คือความไม่มั่นคงปลอดภัย มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกันและแย่งกันกินกันใช้ ไม่คิดเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน หากใครได้กลั่นแกลงใครสำเร็จนั้นก็เป็นความสุขอีกชนิดหนึ่งนั้นได้ ประชาชนวิ่งแสวงหาความสุขจากการกินอยู่อาศัย นับตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมาก็แสวงหาอาหารมารับประทานยาไส้ ไปเจอสิ่งของที่ต้องการมีราคาสูงกว่าเงินที่ตัวเองมีอยู่ในกระเป๋านั้นก็แห้งเหี่ยวใจ ทั้งๆ ที่มีของดีให้เลือกหลายอย่าง แต่สิ่งเหล่านั้นกลับมีราคาสูงขึ้นไปพร้อมกับความต้องการอีกนั้นได้ คนที่ตั้งราคาขายเคยคิดถึงเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไหมว่าเขาจะมีปัญญามาสนองต่อราคาที่ตัวเองตั้งเอาไว้ไหม และนี่ก็คือปัญหาที่จะตามมาในอนาคตอันใกล้ หากเกิดปัญหาในการขาดแคลนอาหารการกินเพราะภัยพิบัติที่เกิดขึ้นมาจะทำอย่างไร

ชีวิตของเราเสมือนกลับไปในยุคไดโนเสาร์อีกกระนั้นได้ ต้องวิ่งหนึสัตว์เลือดเย็นในขณะนี้ที่ก็เย็นเต็มที่หนีไป ณ แห่งใดก็ไม่ได้ เหมือนสมัยไดโนเสาร์ไหมที่จะไล่ล่าหากินหาใช้ในทุกแห่งหน อยู่ในคราบคนเลือดเย็นกระนั้นได้

แต่สำหรับประเทศไทยจะเลือกเดินทางไหนจะเป็นคนเลือดเย็นอยู่อีกหรือนั่นทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้มีเกณฑ์มาตรฐานเยี่ยงนั้นบนโลกใบนี้นั้นได้ มีแต่ความเมตตากรุณา ก็ขอให้คิดแต่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันจะดีกว่าไหม ที่จะอยู่บนเรือลำเดียวกันและขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันก็จะถึงฝั่งฝันคือการมีความสุขร่วมกันกระนั้นได้ q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
บอกตรง
เรทกระทู้
« ตอบ #246 เมื่อ: 23 ก.พ. 15, 11:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061 เราคิดแต่แสวงหาความสุขและความสุขนั้น แต่หากทุกข์ขึ้นมานั่นก็วิ่งหาวัดเพื่อพักพึ่งพิงใจ แต่พอจะวิ่งไปหาพระก็มีเรื่องขัดแย้งกันระหว่างพระอีกนั้นได้ จะวิ่งไปหาใครที่ไหนอีกนั้นได้ในบ้านเมืองเรานี้ วิ่งไปที่ไหนนี่ก็เจอแต่ปัญหาอย่างมากมาย

พอจะมีสักที่หนึ่งไหมในประเทศไทยนี้ที่จะเป็นที่ สงบจิตใจ ช่วยบอกมาบ้างก็จะดี จะให้วิ่งไปดับทุกข์นี่จะให้วิ่งไป ณ ที่แห่งไหน อย่าบอกน๊ะว่าต้องเดินทางไปยังต่างประเทศอีกนั้นได้ เอาที่เมืองไทยนี่แหละน๊ะ เอาที่ที่จะเอาชนะใจตัวเองนั้นได้บอกมาสักที่หนึ่งจะได้ไห หรือว่าจะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วในประเทศไทย

ทั้ง การเมือง สังคม เศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่วิ่งไล่ขวิดกันไปหมดแล้วนั้นได้ คือไม่ได้แสวงหาทางออกทางสงบกันแต่อย่างใด แต่วิ่งไล่ขวิดกันก็มีแค่สามสถาบันเท่านี้ที่ก็จะหาที่พึ่งกันนั้นแทบจะไม่ได้

ก็ขอให้คิดในระยะไกลกันบ้างน๊ะเพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่เขาทุกข์ยากกระนั้นได้ ที่จะหาความสงบในจิตใจ หากเขานึกคิดกันขึ้นมาก็หาสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เขาไม่ได้ แล้วอย่าไปว่าเขาว่า มโน แล้วกัน เพราะในประเทศไทยนั้นหากไม่มี มโน นั้นป่านฉะนี้ไม่เหลืออันใดให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอีกกระนั้นได้ q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
มโน
เรทกระทู้
« ตอบ #247 เมื่อ: 23 ก.พ. 15, 11:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061 คุณดีสฯ บางทียังมานั่งคิดหากมันแสวงหาความสุขในสามสถาบันนี้ไม่ได้ เรามาหาทางออกกันดีไหมที่จะแสวงหาความสุขในการดับทุกข์ที่แท้จริงของคนไทย คือ ส้วมหรือห้องน้ำสาธารณะนี่ หากว่าสะอาดถูกอนามัย สวยงาม ก็น่าจะเป็นวิธีการดับทุกข์อีกอย่างหนึ่งนี่จริงไหม เราควรจะส่งเสริมในการสร้างห้องน้ำระหว่างเดินทางท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัดนี่หากว่าแสวงหาความสุขอันแท้จริงไม่ได้นี่ มาหาความสุขกันแบบนี้จะดีกว่าไหม ให้มันขำแตกขำแตนไปเลยเมืองไทย เพราะว่าแสวงหาความสุขอย่างอื่นไม่ได้ ก็หาทางออกแบบนี้ดีกว่าไหม เผื่อว่าจะบรรลุสู่ความสุขในแบบฉบับประชาชนที่เขาก็อยากจะ ปลดทุกข์ ให้กับตัวเองกระนั้นได้ q*013q*020

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #248 เมื่อ: 23 ก.พ. 15, 12:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัดีครับคุณจู


ช่วงนี้บ้านเมืองสงบดีครับ นี่ผมอยู่ข้างนอกครับ ช่วงบ่ายถึงจะอยู่หน้าคอมครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คิดไกล ๆ
เรทกระทู้
« ตอบ #249 เมื่อ: 23 ก.พ. 15, 15:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061 คุณดีสฯ อนาคตประเทศเรานี้แสงแดดจะน้อยลงน๊ะเพราะว่าจะมีเมฆหมอกมาบังแสงอาทิตย์มากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศและมีอิทธิพลจากความหนาวเย็นจากทวีปยุโรปที่จะเชื่อมโยงกันนั้นได้

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือพืชผักที่ชอบแสงแดดนั้นจะไม่ได้รับผลดีสักเท่าไหร่ แต่พืชผักที่ไม่ชอบแสงแดดมากจะมีผลผลิตที่ดีกว่า นั่นก็หมายความถึงข้าวในนาที่อาจจะไม่ได้รับผลดีเท่าที่ควรนั้นได้ แต่ก็ควรสนับสนุนในการปลูกพืชคลุมดินเผือก มัน อาหารที่อยู่ในดินจะได้รับผลผลิตที่ดีกว่า

ก็ควรจะบอกชาวไร่ ชาวนาให้เตรียมการกันเอาไว้ ในเรื่องสภาพภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และไทยก็จะได้รับผลกระทบด้วยประการฉะนี้นั้นได้ q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
พริกดีที่สุดในไทย
เรทกระทู้
« ตอบ #250 เมื่อ: 23 ก.พ. 15, 16:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061 พืชเศรษฐกิจจำพวก พริกชนิดต่าง ๆ นี่ควรสนับสนุนเอาไว้เพราะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ มีสรรพคุณหลายอย่าง แต่หากจะนำมาตากแห้งในอนาคตนี่ก็มีปัญหาในเรื่องแสงแดดอีกนั้นได้ การผลิตพริกนี่จะดีที่สุดสำหรับไทย พริกไทย พริกต่าง ๆ นี่สมควรที่จะปลูกในทุกพื้นที่ของประเทศไทย q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คิดการณ์ไกล
เรทกระทู้
« ตอบ #251 เมื่อ: 23 ก.พ. 15, 16:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061 หากบ้านเราแสงแดดน้อยลงนี่ก็จะมีปัญหาในเรื่องโรคภัยที่จะติดตามมากระนั้นได้ เราก็ควรหาวิธีป้องกันกันเอาไว้ ลองทำแบบจำลองหากประเทศแสงแดดน้อยลงนี่วิถีชีวิตของไทยเรานี้จะอยู่กันอย่างไรเพราะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปแล้วนั้นได้ ก็ต้องเตรียมการกันเอาไว้เสียแต่เนิ่น ๆ ว่าเราควรจะมีวิธีป้องกันกันอย่างไร q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คิดไกล ๆ
เรทกระทู้
« ตอบ #252 เมื่อ: 23 ก.พ. 15, 16:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061 คุณดีสฯ เขาเรียกอากาศมืดครึ้มอะไรทำนองนี้ ซึ่งก็จะมีสภาพแบบนี้เกือบจะทั้งปีในไทย ก็ขอให้คิดล่วงหน้าเถิดว่าเราจะรับสภาพแบบนี้อย่างไร จากการที่เคยมีแสงแดดจัดนั่นแต่ต้องมานั่งดูอากาศมืดครึ้มแต่ไม่มีฝนนั้นจะทำกันอย่างไร q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คิด คิด คิด
เรทกระทู้
« ตอบ #253 เมื่อ: 24 ก.พ. 15, 10:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061 สวัสดีค่ะคุณดีสฯ ที่พูดว่าอากาศจะมืดครึ้มนั้น เพราะปัจจุบันชั้นบรรยากาศของเราเต็มไปด้วยขยะอวกาศ ดาวเทียมที่ยิงกันขึ้นไปนั่นจะเป็นอุปสรรคสำคัญในเรื่องการเปลี่ยนแปลงในเรื่องอากาศที่แปรปรวนนั้นได้ ก็ขอให้คิดดูเถอะว่า เมื่อสมัยก่อนนี้เรามีปรากฏแบบปัจจุบันนี้ไหม ก็ถือว่าคลื่นสัญญาณที่กำลังเฟื่องอยู่ในปัจจุบันก็มีส่วนเกี่ยวพันในเรื่องการเปลี่ยนแปลงไปของอากาศในปัจจุบันนี้ได้

หากบ้านเมืองเราจะมีการเปลี่ยนแปลงของอากาศในอนาคตนั้นไซร้ ก็คงจะเกี่ยวพันกัน ก็เป็นคลื่นเหมือน ๆ กันในไทย

แต่คลื่นทางปัญญานี้ไซร้อย่าอับจนแล้วกัน ให้เอาชนะคลื่นการสื่อสารให้ชนะขาดเท่านั้นก็จะชนะทุกอย่างนั้นบนโลกใบนี้นั้นได้ q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สูสี สูสี
เรทกระทู้
« ตอบ #254 เมื่อ: 24 ก.พ. 15, 15:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061คุณดีสฯ ทราบไหมค่ะ คนไทยปัจจุบันนี้มีความหนักแน่น อดทน ใจแข็ง เด็ดเดี่ยว เพราะเราได้ผ่านการฝึกมาจนถึงปัจจุบันลองคิดแล้วกันว่ากี่ปีมาแล้ว แต่ศัตรูที่คิดร้ายต่อบ้านเมืองไทยเขาหารู้ไม่ว่า เหตุการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมาทำให้คนไทย (โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ) ปัจจุบันนี้แข็งแกร่งขึ้นไปทุกปี ๆ ลองพิจารณาดูได้ ยกตัวอย่างรถติด การขัดแย้ง รับฟังข่าวสารที่สร้างความแข็งแกร่งขึ้นไปทุกวันไม่ว่าเรื่องอันใด จนปัจจุบันนี้อาจจะเรียกได้ว่า เป็นคนใจแข็ง คนใจหิน ไปแล้วก็ว่าได้ นับตั้งแต่ก้าวเดินออกจากบ้านที่จะมานั่งรอรถโดยสารที่ก็อัดแน่นทุกวันนั้นได้ แถมยังต้องยืนอยู่บนรถอยู่อย่างนั้นอัดแน่นอยู่เป็นเวลานานสองนานบางวันสองสามชั่วโมงก็มิเคยปริปากบ่นกระนั้นได้ เพราะหากบ่นก็เสมือนเอาหินโยนลงไปบนจอกแหนแล้วแหนก็กลับมารวมตัวกันใหม่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกระนั้นได้ แล้วลองคิดดูสินั่นทุก ๆ วันเขาต้องเอาหินกว้างลงไปบนจอกแหนทุกวันนั้นจนหินท่วมจอกแหนแล้วกระมังบัดนี้ได้ จนกลายเป็นมนุษย์เหล็กไหล มนุษย์พันธุ์หินไปแล้วในปัจจุบันนี้ที่จะคิดได้ แต่ก็เป็นผลดีน๊ะเพราะว่าได้บ่มเพาะจิตใจได้ต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ ได้ และคงจะพอเพียงกันกับมนุษย์เลือดเย็นในปัจจุบันที่เป็นข่าวทุกวันนี้ได้ q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ไทยรวมกำลัง
เรทกระทู้
« ตอบ #255 เมื่อ: 24 ก.พ. 15, 16:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064

ไทยรวมกำลัง

คำร้อง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน

(พร้อม) ไทยรวมกำลังตั้งมั่น

จะสามารถป้องกันขันแข็ง

ถึงแม้ว่าศัตรูผู้มีแรง

มายุทธแย่งก็จะปลาศไป

(หญิง) ขอแต่เพียงไทยเราอย่าผลาญญาติ

ร่วมชาติร่วมจิตเป็นข้อใหญ่

(ชาย) ไทยอย่ามุ่งร้ายทำลายไทย

(พร้อม) จงพร้อมใจพร้อมกำลังระวังเมือง

(หญิง) ให้นานาภาษาเขานิยม

ชมเกียรติยศฟูเฟื่อง

(ชาย) ช่วยกันบำรุงความรุ่งเรือง

(พร้อม) ให้ชื่อไทยกระเดื่องทั่วโลกา

ช่วยกันเต็มใจใฝ่ผดุง บำรุงทั้งชาติศาสนา
ให้อยู่จนสิ้นดินฟ้าวัฒนาเถิดไทยไชโย





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
มาคิดบวกกันบ้าง!
เรทกระทู้
« ตอบ #256 เมื่อ: 24 ก.พ. 15, 16:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064 คุณดีสฯ หากจะคิดในเชิงบวกนั่น ก็ดีเหมือนกันมันได้ซ้อมสีกันทุกวันไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน หากวันใดที่บ้านเมืองเราถูกทำร้ายจากต่างชาติภาษาก็คงจะสามัคคีรวมพลังกันมากกว่าที่จะคิดได้

ฉะนั้น จากการที่เคยได้ฝึกวิทยายุทธ์กันอย่างช่ำชองในการฝึกซ้อมตีกันนั้นได้ หากแม้นได้มีข้าศึกมาคิดรุกรานนั้นไซร้ ก็คงจะเกิดรวมพลังเป็นหนึ่งกันขึ้นมาได้ และนี่เองที่คิดว่าร้ายจะกลายเป็นดีเสียมากกว่าสำหรับเมืองไทย

บางทีก็ต้องขอขอบคุณพวกที่ได้เข้ามาทำการฝึกซ้อมให้ทุกฝ่ายเขาได้เกิดการต่อสู้กันนี่ก็คิดเสียว่าเป็นการฝึกซ้อมพลังเอาไว้ให้ดีเชี่ยวชาญทั้งสองฝ่าย ก็คงจะเป็นการดีที่จะอยู่เปล่าๆ ใช่ไหมนี่สำหรับคนไทย เพราะว่าจะให้หยุดสงบนี่คงจะไม่ใช่ เพราะมันมีสายเลือดนักรบอยู่ในกายใจทุกคนกันใช่หรือไม่ q*062

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คิดเพื่อประเทศไทย
เรทกระทู้
« ตอบ #257 เมื่อ: 24 ก.พ. 15, 16:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064 เอาเป็นว่าคิดทำสิ่งใดก็อย่าให้ ลำเอียง (เรือเอียง) เพราะก็อยู่บนเรือลำเดียวกันนั้นได้ เพราะหากให้เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งแบบไม่พอเพียงแล้วไซร้ เรือไทยก็อาจจะล่มจมได้ แล้วเราก็อาจจะตายกันแบบยกลำคือเรือไทยคว่ำไปทั้งลำเห็นจะได้

แล้วหากให้คนถือท้ายงัดท้ายเรืออยู่คนเดียวกระนั้น แบบคนในเรือไม่ช่วยกันที่จะประคับประคองเรือให้ตั้งตรงนั้นได้ แล้วมิจบกันทั้งลำเลยหรือที่คว่ำลงไป บางทีน๊ะหากจะนั่งอย่างสงบกันก่อนน๊ะเพื่อที่จะให้นายท้ายเขาจัดระเบียบในท่านั่งที่สบาย ๆ หรือว่าอะไรที่มันขัดขวางมิให้เรือลอยลำไปได้อย่างสบายแล้วหากแก้ไขตรงจุดไหนก็ไม่ได้ แล้วเรือไทยจะลอยลำไปได้อย่างไร

ก็ต้องการให้มีคนมาจัดระเบียบภายในเรือ แต่ไม่คิดจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันนั้นได้ แล้วเรือไทยจะลอยลำฝ่าฟันอุปสรรคไปได้อย่างไร หากคนในเรือไม่สามัคคีแล้วเมื่อไหร่นั้นเรือไทยจะลอยลำวิ่งฉิวไปอย่างพร้อมใจกันนั้นได้ q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เหตุผล!
เรทกระทู้
« ตอบ #258 เมื่อ: 24 ก.พ. 15, 16:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064เพลง คำคน

สุเทพ วงศ์กำแหง ขับร้อง
คำร้องสุนทรียา ณ เวียงกาญจน์
ทำนองสมาน กาญจนะผลิน


..พี่ ระทม อยู่ เดียว ดาย
ความ สุข ที่ หมาย คลายคืน
เจ้า ลืม รักเคยภิรมย์ ชมชื่น
เพียงฟังน้ำคำคนอื่น
เจ้าคืนสัญญาแห่งใจ

อันคำคน เวียนวน ลอยลม
ควรหรือเจ้ามาเศร้าตรม
เอาอารมณ์ของตัวเป็นใหญ่
เก็บมาวู่วาม
หลงลืมแม้ความยับยั้งชั่งใจ
ตัดเยื่อ ตัด ใย
ทอดทิ้ง ให้พี่ อกตรม

..เจ้า คิดเอาแต่ใจ ตน
ลืมเหตุลืมผลงายงม
แต่ เพียงน้ำคำวาจาปรารมย์
ควรหรือยึดเอามาตรม
ระทมแล้วเลยเปลี่ยนไป

..อัน อารมณ์ หากเหนือเหตุ ผล
ความ แค้นก็แน่นกมล
กลายเป็นคนคิดสั้นไปได้
หักความระทม
ยกเอาอารมณ์ทิ้งให้ห่างไกล
จะ เห็น หัว ใจ
แล้วจะรักใคร่เจ้าเอย

(ดนตรี......)
..อัน อารมณ์ หากเหนือ เหตุ ผล
ความแค้นก็แน่นกมล
กลายเป็นคนคิดสั้นไปได้
หักความระทม
ยกเอาอารมณ์ทิ้งให้ห่างไกล
จะ เห็น หัว ใจ
แล้วจะรักใคร่ เจ้าเอย... q*064






noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #259 เมื่อ: 24 ก.พ. 15, 19:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีครับคุณจู


ช่วงนี้กำลังติดตามคนในวงการศาสนาว่าจะมีข่าวอะไรบ้าง คนนั้นทำให้ศาสนามัวหมอง ศาสนาไม่ได้เสื่อม ยังคงนำคนดีทั้งหลายเพื่อความสงบและมีจิตที่ดีเพื่อนำไปสู่ความสงบและเข้าสู่นิพพานกันต่อไปครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
แก่นแท้พระพุทธศาสนา
เรทกระทู้
« ตอบ #260 เมื่อ: 25 ก.พ. 15, 09:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064“เมื่อกำลังเดินกันอยู่ในป่า พระพุทธเจ้าท่านกำใบไม้ที่เรี่ยราดอยู่ที่พื้น ขึ้นมากำมือหนึ่ง
แล้วถามภิกษุทั้งหลายในที่นั้นว่า ใบไม้ที่กำขึ้นมานี้หากเทียบจำนวนกับใบไม้หมดทั้งป่า
มันมากน้อยกว่ากันเท่าไหร่ ทุกคนก็ได้เห็นว่ามันมากกว่ากันมาก จนเปรียบกันไม่ไหว
พระพุทธเจ้าท่านจึงบอกว่า นี่มันอย่างนี้ คือ เรื่องที่ตรัสรู้และรู้นั้นมันมาก เท่ากับใบไม้ทั้งป่า
แต่เรื่องจำเป็นที่ควรรู้ ควรนำมาสอนและนำมาปฏิบัตินั้น เท่ากับใบไม้กำมือเดียว”

คราวหนึ่งมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้า โดยทูลว่า พระพุทธวจนะทั้งหมดที่ตรัสสอน
ถ้าจะสรุปให้สั้นเพียงประโยคเดียวได้หรือไม่ จะว่าอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านว่าได้
พระองค์ตรัสว่า “สพฺเพ ธฺมา นาลํ อภินิเวสาย” – “สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”
แล้วพระองค์ก็ย้ำลงไปอีกทีหนึ่งว่า
“ถ้าใครได้ฟังความข้อนี้ คือได้ฟังทั้งหมดในพระพุทธศาสนา
ถ้าได้ปฏิบัติข้อนี้ก็คือได้ปฏิบัติทั้งหมดในพระพุทธศาสนา
ถ้าได้รับผลจากการปฏิบัติข้อนี้ ก็คือได้รับผลทั้งหมดในพระพุทธศาสนา” q*064

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คิดกันบ้างไหม?
เรทกระทู้
« ตอบ #261 เมื่อ: 25 ก.พ. 15, 11:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061 สวัสดีค่ะคุณดีสฯ สังคมทุกวันนี้หากมีบางคนไม่ใช้สติปัญญาไตร่ตรองให้ดีนี้มีอันต้องแพ้ภัย คนไทยคงต้องใช้สมองตริตรองถึงปัญหาให้มากขึ้นกว่าเดิมนั้นได้ ประเทศไทยของเราเข้าบริบทคือการแก้ไข ทุกคนก็ย่อมทำความเข้าใจ เข้ามาแก้ไขในสิ่งที่ผิดทั้งนั้น แต่ละฝ่ายก็ไม่ยอมรับผิดซึ่งกันและกันนั้นได้ แต่ก็ควรจะรู้ถึงผลเสียหายที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยของเราว่าปัจจุบันมีเรื่องอันใด หากว่าไม่พอกิน พอใช้ ก็มีการปล้นสดมภ์ชาวบ้านกัน เป็นการเห็นแก่ตัวอย่างหาที่สุดมิได้ และก็เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวันและรู้สึกจะหนักขึ้นทุกวันเป็นเงาตามตัวกระนั้นได้ นับว่าเป็นความเดือดร้อนวุ่นวายซึ่งยังหาข้อยุติยังไม่ได้ เมื่อน้ำลด ตอก็ผุด ก็คือหลายปีที่ประเทศของเราสะสมเรื่องทุกข์ ๆ เอาไว้อย่างมากมาย จนกลายเป็นความเคยชินไปแล้วสำหรับคนไทย

บางครั้งยังคิดเลยว่า พม่าปิดประเทศมาหลายปี ทรัพยากรก็เพิ่มพูนขึ้นเต็มที่และยังไม่ร่อยหรอลงไปนั้นได้ หากเปรียบกับประเทศไทยแล้วนั้น แทบจะเปรียบเทียบกันมิได้ บางครั้งเราก็อยากจะกลับไปเป็นเหมือนพม่า เพราะว่าหากเดินหน้ากันต่อไป ไทยเราก็คงจะไม่เหลืออะไรที่จเะเก็บงำเอาไว้ให้่กับลูกหลานไทยในอนาคตนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็น ดิน ภูเขา ป่าไม้ กลับกลายไปเป็นเหมือนเดิมสมัยที่ยังมิได้มีการทำนุบำรุงประเทศไทย หรือว่าเราจะย้อนเวลากลับไปเหมือนเดิมกระนั้นได้ เพราะก็ไม่เห็นว่าจะมีการต่อยอดเรื่องที่ว่าพระราชาของไทยได้ทรงทำเป็นต้นแบบเอาไว้ หรือถึงจะมีนั้นก็ไม่ร้อยเปอร์เซนต์ดั่งที่ทรงหวังตั้งใจ ก็ดูเสมือนว่าอยากจะให้แผ่นดินไทยนั้นหนาเป็นประเทศสิงโปร์ให้จงได้ คือไม่มีภาคเกษตรกรรม หรือมีก็คงไม่เหมือนดั่งเดิมกระนั้นได้ แต่เขาหารู้ไม่หรอกว่าภูมิศาสตร์ของไทยนั้นหนาไม่เหมือนที่แห่งหนใด เรามีภูเขาเอาไว้กั้นภัยธรรมชาติ มีป่าไม้เอาไว้ดูดทรัพย์น้ำที่ไหลจากภูเขาแต่บัดนี้เล่าแทบจะไม่เหลืออันใด เพราะมีแต่ทำลายและทำลาย ยังคิดเลยว่าสิ่งที่จะสร้างสาธารณูปโภคต่อไปในโอกาสข้างหน้าจะสามารถต้านทานภัยธรรมชาติที่จะบังเกิดขึ้นในภายภาคหน้ากันได้ไหม ก็ให้คิดคำนวณกันดุเถิดว่าจะคุ้มกับราคาที่ลงทุนไปไหม แต่ภัยที่ร้ายแรงกว่าคิดว่าจะเป็นภัยจากมนุษย์เสียมากกว่าที่จะเกิดขึ้นในไทย คิดกันให้ดีเถิดน๊ะสำหรับพวกเราชาวไทย ว่าเราจะเดินหน้ากันไปแบบทุลักทุเล หรือว่าจะเดินหน้าแบบเท่ห์ ๆ ที่คิดแบบไทย ๆ ที่จะยึดมั่นเอาไว้ด้วยความมั่นคงยั่งยืนนั้น บางทีคงจะต้องไปขุดถามบรรพบุรุษบางระจันกันมั๊งว่าจะทำอย่างไร กับอ้ายพวกที่เอาสมบัติในบ้านตัวเองนั้นเอาไปให้กับประเทศอื่นนั้นเขารุ่งเรืองเกรียงไกร ชนิดแบบที่ว่าไม่ต้องให้เขามาเผาเมืองไทยหรอกหนาเดี๋ยวข้าจะไปประเคนให้ q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
จำอวด
เรทกระทู้
« ตอบ #262 เมื่อ: 25 ก.พ. 15, 16:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061
ความหมายของคำว่าอวดอุตริมนุษย์ธรรม

คำว่าอวดอุตริมนุษย์ธรรม ถ้าแปลให้ตรงไปตรงมา คือแปลว่าอวดสิ่งที่ตนไม่มีให้คนอื่นเชื่อหรือรู้ว่าเรามี การอวดอุตริมนุษย์ธรรมก็หนีไม่พ้นการสร้างความยอมรับจากผู้อื่นโดยเจตนา เช่นคนไม่รวยแต่แสดงให้คนอื่นรู้เห็นว่าตนเองเป็นคนรวย ก็คือการอวดอุตริมนุษย์ธรรม แต่ถ้าเรามีแล้วเล่าไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ก็ไม่ใช่เป็นการอวดอุตริมนุษย์ธรรม ฉะนั้นถ้าผู้เขียนจะอธิบายถึงเรื่องใดก็ตาม ผู้เขียนจะไม่อธิบายลอย ๆ แต่จะเขียนเสมอว่า เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร มีอะไรมาทำให้เป็นเช่นั้นเสมอ นี่เป็นข้อแตกต่างของผู้รู้ธรรมะกับผู้มีธรรมะอีกอย่างที่ผู้เขียนไม่ได้เขียนลง

ฉะนั้นความวุ่นว่ายที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้ เป็นเพราะเราอวดอุตริมนุษย์ธรรม แต่การอวดอุตริมนุษย์ธรรมนี้ ถูกตีความให้จำกัดอยู่แค่ อวดดีอวดวิเศษเหนือคนอื่นทั้ง ๆ ที่ไม่มีสิ่งนั้นอยู่ในตนจริง ๆ เท่านั้น เราจึงไม่เห็นการอวดอุตริมนุษย์ธรรมที่เกิดขึ้นในลักษณะอื่น ๆ เช่นอวดรวยโดยไม่รวย อวดอำนาจบาทใหญ่โดยที่ไม่มีอำนาจ ฯลฯ พอถึงเวลาเมื่อผู้อื่นจับได้ไล่ทันว่าเราไม่มีสิ่งนั้นอยู่จริง ความบรรลัยก็จะย้อนกลับมาหาเรา ทำให้เราหมดความเชื่อถือ นี่จึงเป็นการพิสูจน์สัจธรรมที่ว่าอยากได้สิ่งใดย่อมไม่ได้ในสิ่งนั้นได้เป็นอย่างดีอีกตัวอย่างหนึง

หากพิจารณาดูให้ดี ๆ การอวดอุตริมนุษย์ธรรม คือการหลอกลวงส่วนหนึ่ง คือการไม่จริงใจอย่างหนึ่ง ผสมกันอยู่ ฉะนั้นผู้อวดอุตริมนุษย์ธรรมล้วนกระทำสิ่งใดโดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นไม่มี ผู้อวดอุตริมนุษย์ธรรมย่อมไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ ย่อมเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือและคบไม่ได้ ผู้อวดอุตริมนุษย์ธรรมจึงนำความวิบัติมาสู่ตนเสมอ เช่นในสังคมนี้มีคนปลอมตัวเป็นตำรวจ ไปหลอกลวงต้มตุ๋นชาวบ้านบอกคนอื่นว่าเป็นตำรวจ หลอกลวงเงินชาวบ้านโดยอ้างว่าจะได้รับบรรจุเข้ารับราชการตำรวจ การกระทำเช่นนี้เรียกว่าการอวดอุตริมนุษย์ธรรม

ชาวพุทธที่ดี ควรเอาตัวให้ออกห่างจากการอวดอุตริมนุษย์ธรรม เพราะผู้อวดอุตริมนุษย์ธรรมไม่ควรได้ชื่อว่าเป็นผู้นับถือพุทธศาสนา เพราะการอวดอุตริมนุษย์ธรรมเป็นการทำผิดศีลทั้งมวลที่มี ผู้ฉลาดพึงมองเห็นโทษภัยของการอวดอุตริมนุษย์ธรรมแล้วทำตนให้ออกห่างจากความเจริญด้วยการอวดอุตริมนุษย์ธรรมโดยประการทั้งปวง ก่อนการอวดอุตริมนุษย์ธรรมจะทำให้เกิดความวอดวายขึ้นแก่ตน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย วินัย
..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/405009

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ธรรมอันแท้จริง
เรทกระทู้
« ตอบ #263 เมื่อ: 25 ก.พ. 15, 17:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064ชาวพุทธที่แท้จริง จะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติต่อไปนี้

1) มีศรัทธา เชื่อในการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง และเป็นผู้มีคุณธรรมวิเศษสูงสุด ไม่ระแวงสงสัยในพระปัญญาธิคุณอันเลิศของพระองค์


2) มีศีลบริสุทธิ์ คือพยายามรักษาศีล 5 ให้ได้เป็นอย่างน้อย เพื่อปกป้องตนเองให้พ้นจากบาปกรรมทั้งหลาย


3) เชื่อกรรม ไม่ถือมงคลตื่นข่าว แต่เชื่อถือมงคลตื่นตัว คือมีความเข้าใจถูกในเรื่องโลกและชีวิต ตื่นตัวอยู่เสมอว่าบุคคลเมื่อทำดีย่อมได้ดีจริง ทำชั่วย่อมได้ชั่วจริง ไม่มีความสงสัยเคลือบแคลงใดๆ ทั้งสิ้น เลือกทำแต่ความดีให้เต็มตามความสามารถของตน


4) ไม่แสวงบุญนอกพระพุทธศาสนา คือไม่เที่ยวแสวงบุญโดยเข้าร่วมพิธีกรรมในศาสนาอื่นด้วยความเต็มใจ เพราะคิดว่าจะได้บุญ ทั้งไม่กราบไหว้รูปเคารพของศาสนาอื่น แต่ก็ต้องไม่ล่วงเกิน ไม่วิจารณ์วัตถุอันเป็นที่เคารพของลัทธิศาสนาอื่นด้วย ตลอดชีวิตต้องขวนขวายในการอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา

5) ตั้งใจทำจิตให้บริสุทธิ์ ด้วยการให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาให้ถูกวิธีของพระพุทธศาสนาโดยแท้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #264 เมื่อ: 25 ก.พ. 15, 19:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดีครับคุณจูนำข้อมูลธรรมะของพระพุทธเจ้ามามาพูดคุยดีมากครับ ท่านผู้อ่านจะได้เข้าใจธรรมะมากขึ้นครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
โลกนี้คือละคร
เรทกระทู้
« ตอบ #265 เมื่อ: 26 ก.พ. 15, 10:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064โลกนี้คือละคร
สุเทพ วงศ์กำแหง
..โลกนี้นี่ดูยิ่งดูยอกย้อน เปรียบเหมือนละคร
ถึงบทเมื่อตอน เร้า ใจ
...บทบาทลีลาแตกต่างกันไป
ถึงสูงเพียงใด ต่างจบลงไป เหมือน กัน
...เกิดมาต้องตาย ร่างกายผุพัง
ผู้คนเขาชัง คิดยิ่งระวัง ไหว หวั่น
...ต่างเกิดกันมาร่วมโลกเดียวกัน
ถือผิวชังพรรณ บ้างเหยียดหยันกัน เหลือเกิน
...โลก นี้ คือละคร บทบาทบางตอน
ชีวิตยอกย้อน ยับเยิน
...ชีวิตบางคนรุ่งเรืองจำเริญ แสน เพลิน
เหมือนเดินอยู่บนหนทางวิมาน
...โลกนี้นี่ดู ยิ่งดูเศร้าใจ
ชั่วชีวิตวัย หมุนเปลี่ยนผันไป เหมือน ม่าน
...เปิดฉากเรืองรองผุดผ่องตระการ
ครั้นแล้วไม่นาน ปิดม่านเป็น ความเศร้าใจ
โลกนี้นี่ดู ยิ่งดูเศร้าใจ
ชั่วชีวิตวัย หมุนเปลี่ยนผันไป เหมือน ม่าน
...ปิดฉากเรืองรองผุดผ่องตระการ
ครั้นแล้วไม่นาน เปิดม่านเป็น ความเศร้าใจ q*064

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
วิธีดับทุกข์เพราะ จน
เรทกระทู้
« ตอบ #266 เมื่อ: 26 ก.พ. 15, 11:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064วิธีการดับทุกข์ เพราะ จน

หัวใจเศรษฐี ที่พระพุทธเจ้าทรงประทานแก่ ทีฆชาณุ ที่เราเอามาย่อว่า อุ อา กะ สะ มีคำอธิบายโดยย่อ ดังนี้

อุ ย่อมาจาก อุฎฐานสัมปทา คือ การถึงพร้อมด้วยความหมั่นเพียร ในการประกอบอาชีพที่สุจริต ว่ากันตรง ๆ ก็คือ การไม่เกียจคร้านนั่นเอง

อา ย่อมาจาก อารักขสัมปทา คือ การถึงพร้อมด้วยการรักษา คือ รักษาทรัพย์ที่หามาได้ ด้วยความหมั่น ไม่ให้เป็นอันตรายหรือหมดไปในทางที่ไม่เป็นประโยชน์

กะ ย่อมาจาก กัลยาณมิตตา คือ การมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว

สะ ย่อมาจาก สมชีวิตา คือ การมีความเป็นอยู่ที่พอเหมาะพอดีได้แก่การเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ ไม่ให้ฝืดเคืองนัก และไม่ให้ฟูมฟายนัก

หากศึกษาและเข้าใจความมุ่งหมาย และนำไปปฏิบัติให้จริงจังสม่ำเสมอ ย่อมไม่อดอยากยากจนแน่นอน ขอเพียงแต่ว่า “ อย่าเลือกงาน “ เท่านั้นเอง คำว่า “ ตกงาน “ ก็จะไม่มีเลย เมื่อเงินเดือน หรือ รายได้ประจำไม่พอใช้จริง ๆ ก็ควรหารายได้เพิ่มเติม เป็นประเภทงานอดิเรก มะเร็งร้ายในสังคมปัจจุบัน คือการใช้ของเงินผ่อน การประหยัดจึงเป็นสิ่งจำเป็น และปลูกฝังให้ลูก ๆ เกิดค่านิยมนี้ให้ได้ จากการปฏิบัติตามพุทธวจนะ ด้วยการเว้นอบายมุขทุกชนิด ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงไปเปล่า เราก็พอมีกินมีใช้ ไม่ต้องเป็นหนี้ใคร

สิ่งที่ถือได้ว่า ร้ายที่สุด ในบรรดา “ ความจน “ ทั้งหลาย ก็คือ “ จนใจ “ หรือ “ จนความคิด “ อันเป็นเหตุให้ “ จนปัญญา “ ตามมาด้วย ดังนั้นจงควรหมั่น “ เคาะความคิด “ คือใช้ความคิดที่ว่า ที่เรายากจนหรือรายได้ไม่พอรายจ่ายนั้น เกิดจากอะไร คนที่มีรายได้เท่ากับว่าเขาจนอย่างเราทุกคนใช่ไหม ในโลกนี้มีงานต่าง ๆ จนนับไม่ถ้วน เราไม่สามารถเปลี่ยนงานหรือหารายได้พิเศษ จากงานเหล่านั้นบ้างเลยหรือ แต่ถ้าเราไม่ “ จนใจ “ เพียงอย่างเดียว ก็อาจสามารถที่จะสร้างงานขึ้นมาใหม่ ๆ ไม่ซ้ำกับคนอื่น หรืองานอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วด้วย เริ่มต้นด้วย “ ความคิด ที่จะทำงานก่อน “ แล้ว งานมันจะมารอให้ทำเอง ..นั้นเอง q*064

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ลาก่อนคุณดีสฯ
เรทกระทู้
« ตอบ #267 เมื่อ: 27 ก.พ. 15, 12:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061 สวัสดีค่ะคุณดีสฯ เรามองประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้าก็คงจะวกไปหารูปแบบเก่า ๆ นั่นก็คือ ดินแยกแตกระแหง ดินอาจจะกลายเป็นดินแดงก็อาจจะเป็นได้ เพราะมิได้มีการต่อยอดหรือทำนุบำรุงกันแต่อย่างใด ประเทศก็คงจะไปตั้งต้นใหม่เหมือนในปี 2501 นั้น ก็ขอให้เชื่อมั่นในความเป็นไทยอันแท้จริงนั่นจะเป็นอย่างไร

หรือว่าจะจำลองประเทศสิงคโปร์นำมาใช้กับประเทศไทยนั้นเล่าก็คงจะเป็นเรื่องเศร้าเพราะภูมิประเทศไม่เอื้ออำนวยให้ เพราะหากจะทำให้บ้านเมืองทันสมัย ภูเขาก็อาจจะถูกทำลาย การพยากรณ์อากาศเฉกเช่นในปัจจุบันอาจจะมีการพยากรณ์กันอย่างเมามันส์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมากกว่าเดิมนั้นได้

ก็คงเปรียบเสมือนเรือไทยที่อยากจะปรับเปลี่ยนให้เป็นเรือยอซส์กระนั้น ก็คิดแล้วกันว่าจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงแปรผันยิ่งไปกว่าเดิมนั้นได้

ก็ขอให้คนรุ่นต่อไปก็ขอให้คิดถึงสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ในประเทศด้วยว่ามันจะเอื้ออำนวยต่อสติปัญญาที่อยากจะก้าวหน้าเกรียงไกรกว่าที่เป็นอยู่นี้ไหม มิใช่ว่าจะคิดแล้วก็หามีผู้ใดมาสานต่อนั้นได้ เหมือนปัจจุบันดินแยกแตกระแหงนั้นจะเข้ามาแทนที่ให้เห็นเป็นขวัญตากระนั้นได้ เพราะมีผู้คนที่จะคิดต่อยอดโครงการในพระราชดำริต่าง ๆ นั้นให้เป็นผลสัมฤทธิ์ในอนาคตนั้นได้ ก็คงจะขอ q*039q*039 แล้วแหละหนาคุณดีสฯ ที่หากมีความคิดที่โสภาสถาพรกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ได้ ก็ขอให้คิดต่อยอดไปเถิดหนา แต่คุณจูคงต้องอำลากระทู้นี้เพราะไม่มีที่สำหรับคนที่จะบ่งชี้อนาคตประะเทศไทย q*039

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ลาก่อนคุณดีสฯ
เรทกระทู้
« ตอบ #268 เมื่อ: 27 ก.พ. 15, 12:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064เพลง รักอย่ารู้คลาย
สุเทพ วงศ์กำแหง ขับร้อง
ชาลี อินทรวิจิตร คำร้อง
สมาน กาญจนะผลิน ทำนอง

จำพรากจากขวัญดวงใจ
ต่อนี้ไปใครเล่าจะโลมสมร
โอ้ใครจะคอยพัดให้คลายร้อน
โอ้ใครเขาจะร้องกลอน
กล่อมเจ้าให้นอน ฝันดี

ใครเล่าโลมเล้าเอาใจ
ห่างน้องไปใจห่วงนวลฉวี
ไม่ควรโศกตรมให้เสื่อมราศี
เมื่อยามน้องโศกฤดี
ก็เหมือนทรวงพี่แหลกลาญ

จากน้องไปทั้งทีขวัญพี่คงหาย
ถ้าแม้นมิได้จูบลานงคราญ
จูบฝังใจฝากไว้เป็นพยาน
เมื่อยามพี่ไปไกลบ้านรักอย่าราญสลาย..

ลาก่อนลาแล้ว กานดา
ห่างน้องมา ยังห่วงอาลัย ไม่หาย
กี่วัน กี่เดือน รักอย่าสลาย
กี่ปีรักอย่ารู้คลายอย่ารู้วันหน่ายจากกัน..

(ดนตรี......)
ลาก่อนลาแล้ว กานดา
ห่างน้องมา ยังห่วงอาลัย ไม่หาย
กี่วัน กี่เดือน รักอย่าสลาย
กี่ปีรักอย่ารู้คลายอย่ารู้วันหน่ายจากกัน..

เพลง นี้ บันทึกแผ่นเสียงโดย
สุเทพ วงศ์กำแหง เมื่อ พ.ศ. 2501
ครูชาลี อินทรวิจิตร เขียนเล่าเอาไว้
ใน หนังสือ คอนเสิร์ตเชิดชูครูเพลง
ครั้งที่ 2 ชาลี อินทรวิจิตร ว่า....

"...ผมมีเพื่อนต่างวัยอยู่ 2 คน คือ ชรินทร์ นันทนาคร
และ สุเทพ วงศ์กำแหง ผมพบเขาร้องเพลง
เห็นว่าเสียงดี แทนที่ผมจะร้องเอง
ก็ตัดสินใจเลิกร้อง.. เปลี่ยนใจ
ให้เพื่อน 2 คนนี้ ร้องแทน ผมหันมาแต่งเพลงให้เขาร้อง

ธรรมชาติของ 2 คนนี้ต่างกัน
สุเทพ ควรร้องเพลงใส่อารมณ์ เสียงออเซาะ sexy
ชรินทร์ เพลงที่แต่งให้ต้องเสียงกว้าง
มีวรรณยุกต์โทเยอะๆ เสียงเขามีพลัง

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ชรินทร์ จะไปอเมริกา
อยากได้เพลงที่นำไปร้องให้คนไทยที่นั่นฟัง
ฟังแล้วร้องไห้คิดถึงบ้าน ผมจึงแต่ง เพลงไกลบ้านให้
ปรากฏว่า ประสบความสำเร็จมาก

****เมื่อ สุเทพ จะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น 3 ปี
กลัวแฟนลืม ผมก็เลยแต่ง เพลงรักอย่ารู้คลาย ให้*****

เมื่อ สุเทพ ไป เพลงนี้ถูกเปิด เผยแพร่อยู่ตลอด
คนก็รำลึกถึง สุเทพ ไม่มีใครลืม สุเทพ

เมื่อเขากลับมา ผมก็แต่ง เพลงบ้านเราให้เขาขับร้อง
ทุกเพลงดังระเบิด เป็นที่แพร่หลาย ประชาชนสนใจ
นำไปขับร้องกัน ทั่วบ้านทั่วเมือง..." q*064


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ฟันธง
เรทกระทู้
« ตอบ #269 เมื่อ: 27 ก.พ. 15, 13:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*061 ให้ความสำคัญกับอวกาศ ดาวเทียมก็บอกอย่างเด่นชัดของเทียมนั้นได้ แต่เรื่องดิน น้ำ นั้นอะไรจะยั่งยืนกว่ากันก็คิดกันให้จงได้ นอกจากจะต้องซื้อแก๊สจากพม่า อนาคตนั้นหนาก็คงจะซื้อน้ำจากจีนแผ่นดินใหญ่ คงจะต่อท่อกันชนิดที่ว่า ลากยาวจากเหนือลงมาสู่ภาคใต้ ก็คงจะสนุกสนานกันน่าดู นี่แหละอนาคตอันน่าหดหู่ของประเทศไทย q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม