หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: หึ่ง..โครงการศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ ส่อซ้ำรอย “Biometrics”  (อ่าน 18 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 20 ม.ค. 20, 11:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

จากกรณีที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในหลักการโครงการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561 โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) รับผิดชอบในการดำเนินโครงการฯ เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดระดับจังหวัดและระดับภาคได้ทั่วประเทศและสามารถบูรณาการการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินทุกเหตุการณ์ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของหลายๆ หน่วยงานเข้าด้วยกัน โดยใช้หมายเลข 191 เลขหมายเดียว โดยอนุมัติงบประมาณของ กสทช. ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สนับสนุน ค่าใช้จ่ายลงทุน และค่าใช้จ่ายดำเนินการจาก กสทช. แบ่งเป็น งบลงทุน 3,000 ล้านบาท และจัดจ้างที่ปรึกษาโครงการ 143 ล้านบาท

ต่อมา เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2562 คณะกรรมการดำเนินงานจ้างที่ปรึกษาโครงการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ(ศูนย์ฯ 191) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มี พล.ต.ท.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ เป็นประธาน มีการพิจารณาให้เอกชนยื่นข้อเสนอเป็นที่ปรึกษาโครงการดังกล่าวงเงิน 143 ล้านบาท แต่ปรากฏว่า กรรมการฯ บางคนไม่เห็นด้วยกับทีโออาร์บางข้อที่ส่อว่า จะล็อกสเปกให้กับเอกชนบางรายหรือไม่ และปิดกั้นบางราย ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาออกแบบระบบการให้บริการเลขหมายโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติหมายเลขเดียว (National Single Emergency Number) ให้กับกสทช. ถือว่ามีผลงานและน่าจะเข้าร่วมยื่นข้อเสนอ แต่กลับถูกปิดกั้นไม่ให้ร่วมยื่นข้อเสนอ

โครงการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินนี้ มีอดีตนายตำรวจที่เคยอื้อฉาวนายหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อหวังจะให้เอกชนบางรายชนะการประมูลติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์วงเงิน 3 พันล้านบาท ส่วนการจ้างที่ปรึกษาวงเงิน 143 ล้านบาทนั้น ถือเป็นงานเล็กน้อย แต่หากล็อกสเปกบริษัทที่ปรึกษาได้ ก็จะต่อยอดล็อกสเปกการประมูลติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ได้

ทั้งนี้เรื่องดังกล่าว ได้มีการยื่นเรื่องร้องเรียนไปยัง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พิจารณาให้ความเป็นธรรมกับการจ้างที่ปรึกษาโครงการนี้ เพื่อความโปร่งใสและเกิดประสิทธิภาพกับโครงการมากขึ้นแต่เรื่องกลับเงียบหายไป

ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา คณะกรรมการคัดเลือกที่ปรึกษา ได้มีการเชิญผู้ที่เข้าร่วมการประมูลโครงการจ้างที่ปรึกษาวงเงิน 143 ล้านบาท แต่ละราย เข้าไปพูดคุย แต่กรรมการกลับถามในเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำงานดังกล่าว เช่น ถามว่า ที่ปรึกษาจากต่างประเทศที่ตั้งไว้ตอนนี้ ทำงานที่ไหนบ้าง อีกทั้งโครงการนี้ ทาง สตช.เป็นเจ้าของโครงการ แต่กรรมการที่มาจาก กสทช. กลับเจ้ากี้เจ้าการถามในเรื่องต่างๆ ซึ่งแทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับงาน

และเป็นที่น่าสังเกต คือ ทางคณะกรรมการคัดเลือกส่งหนังสือมาถึงบริษัทในช่วงบ่ายวันที่ 23 ธันวาคม เพื่อให้ไปพรีเซนต์รายละเอียดในเช้าวันที่ 24 ธันวาคม ซึ่งเวลากระชั้นชิดเกินไป โดยมีบริษัทที่ผ่านคุณสมบัติเข้าไปพูดคุยกับกรรมการได้มี 3 ราย ซึ่งขั้นตอนจนถึงขณะนี้ เวลากว่า 4 เดือนแล้ว ทางคณะกรรมการยังได้ดำเนินการใดๆ

ทำให้มีการมองว่า โครงการดังกล่าวอาจจะมีการล็อคสเปคให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งหรือไม่ เพราะคนที่มีพาวเวอร์และรู้เรื่องเทคนิคต่างๆ คือ คนระดับผู้อำนวยการสำนักหนึ่งใน กสทช. กับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้โครงการนี้ อาจจะซ้ำรอยกับโครงการ Biometrics ที่ยังคงมีปัญหาจนถึงขณะนี้หรือไม่..น่าจับตา!

ที่มา : http://www.natethip.com/news.php?id=1673



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม