หน้า : พิมพ์หน้านี้ - น้ำมันดีเซล มีกี่ชนิด? แล้วควรเลือกแบบไหนดี?

เว็บบอร์ด webboard บอร์ด forum ฟอรั่ม กระดานข่าว กระดานสนทนา สนทนา กระทู้ ความคิดเห็น

หมวดหมู่ => คนรักรถ => ข้อความที่เริ่มโดย: anna_bogi ที่ 11 มี.ค. 20, 15:48 น

น้ำมันดีเซล มีกี่ชนิด? แล้วควรเลือกแบบไหนดี?


กระทู้: น้ำมันดีเซล มีกี่ชนิด? แล้วควรเลือกแบบไหนดี?
เริ่มกระทู้โดย: anna_bogi ที่ 11 มี.ค. 20, 15:48 น
เริ่มมาตั้งแต่ 1 มกราคม 2563แล้ว สำหรับ " น้ำมันดีเซล B10 "  ที่เป็นดีเซลเกรดมาตรฐานใหม่ของประเทศไทย ที่มีจำหน่ายทุกปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ ทำให้ปัจจุบันมีน้ำมันดีเซลถึง 3 ชนิดด้วยกัน การขับรถเข้าไปเติมน้ำมันในปั๊ม เมื่อมองดูชื่อชนิดต่างๆของน้ำมันที่ตู้จ่ายน้ำมันอาจทำให้เราเลือกไม่ถูก เพราะไม่แน่ใจว่าน้ำมันชนิดไหนเหมาะกันรถยนต์ของเรา
 
ปัจจุบันน้ำมันดีเซลในประเทศ มีถึง 3 ประเภทด้วยกัน คือ น้ำมันดีเซล B7  น้ำมันดีเซล B20 และ น้ำมันดีเซล B10 ซึ่ง น้ำมันดีเซลทั้ง 3 ประเภท มีคุณภาพเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันที่สัดส่วนผสมไบโอดีเซลดังนี้

1. น้ำมันดีเซล B7 (น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา )
ดีเซล B7 จะเป็นน้ำมันดีเซลทั่วไป มีสัดส่วนน้ำมันไบโอดีเซลประมาณ 6.6 – 7%  ส่วนที่เหลือเป็นน้ำมันดีเซล น้ำมันดีเซล B7 ยังคงมีจำหน่าย เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับรถเก่า หรือรถยุโรปที่ไม่รองรับ B10

2. น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B10
ดีเซล B10 จะมีการผสมน้ำมันไบโอดีเซลสัดส่วนที่ 9-10% ซึ่งปัจจุบันได้ถูกกำหนดให้เป็นน้ำมันดีเซลเกรดมาตรฐานของประเทศไทย ช่วยสร้างเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมัน เนื่องจากมีการใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น ทั้งยังช่วยลดมลพิษอีกด้วย

3. น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20
ดีเซล B20 มีสัดส่วนของไบโอดีเซลถึง 19 – 20% ซึ่งในปัจจุบันเป็นน้ำมันทางเลือกสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ และมีรถกระบะบางรุ่นที่สามารถรองรับน้ำมันประเภทนี้ได้

ประโยชน์จากการใช้น้ำมันดีเซล B10
1. ลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงได้ ตามสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของเชื้อเพลิงชีวภาพ

2. ช่วยเกษตรกร ให้ราคาปาล์มน้ำมันราคาสูงขึ้น แก้ปัญหาราคาปาล์มตกต่ำ

3. ช่วยลดมลพิษ (ปริมาณฝุ่น PM 2.5)  จากการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในสัดส่วนที่สูงขึ้น

ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ยานพาหนะและการขนส่งถือเป็นแหล่งกำเนิดหลักของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร หรือคิดเป็นร้อยละ 72.5 จากการศึกษาพบว่าปริมาณการระบาย PM 2.5 สูงสุดมาจากยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ได้แก่ รถบรรทุก 28% รถกระบะ 21% รถยนต์นั่งส่วนบุคคล (ดีเซล) 10% รถบัส 7% รถตู้ 1.5% (มอเตอร์ไซค์ 5% ที่ใช้เบนซิน)  หากร่วมกันหันมาใช้น้ำมัน B10 ทั้งหมด ก็จะช่วยลดมลพิษได้กว่า 40 - 50% ปัญหาฝุ่นพิษก็จะทุเลาเบาบางลง

4. ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย
เนื่องจากคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(กบน.) จูงใจให้คนหันมาเติมน้ำมันดีเซล B10 มากขึ้น ด้วยการทำให้ราคาดีเซลB10 ถูกลงกว่าดีเซล B7 ที่ 2 บาทต่อลิตร

การใช้น้ำมันดีเซล B10เหมาะ ยี่ห้อและรถรุ่นไหนบ้าง
การใช้น้ำมันดีเซล B 10 กับเครื่องยนต์ที่สามารถรองรับการใช้งานจะไม่มีผลกระทบกับเครื่องยนต์ ตามที่ผู้ผลิตรถยนต์ให้การรับรองการใช้งาน โดยสามารถตรวจสอบรุ่นรถ ได้จากประกาศกรมธุรกิจพลังงานเรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2562 หรือที่เว็บไซต์กรมธุรกิจพลังงาน ได้ที่ elaw.doeb.go.th

ณ เดือนกรกฎาคม 2562 มีรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซล ประมาณ 10.5 ล้านคัน เป็นรถที่ใช้น้ำมันดีเซล B 10 ได้ ประมาณ 5.3 ล้านคัน หรือ 50%  ได้แก่รถยี่ห้อ TOYOTA,  ISUZU, NISSAN, FORD, FUSO, Chevrolet,  MITSUBISHI,  Volvo Trucks, Hino, MAN, SCANIA, UD Trucks, Mercedes-Benz  ที่เหลือจะเป็นรถยนต์ดีเซลราคาแพง และรถเก่ามากๆ

รถที่เติม B10 ไม่ได้จะทำอย่างไร
รถยนต์ที่ไม่สามารถเติม น้ำมันดีเซล B 10 ได้ เช่น รถที่มีอายุการใช้งานมานานแล้ว รถยุโรป ได้แก่ Benz, Hyundai, Tata ,BMW, Honda, Mazda, Audi, Peugeot , Volvo  ยังสามารถเติมน้ำมันดีเซล B7 ได้ จะเติมน้ำมันทั้งทีก็ต้องเลือกน้ำมันที่เหมาะสม คุ้มค่า และดีต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดมลพิษ ลดฝุ่นPM 2.5 ด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก www.smk.co.th